เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 53: เศษเสี้ยวความทรงจำ (Peace of Memories)

    “ซัทสะ นาริมาสะ เป็นบุตรชายของซัทสะ โมริมาสะ เขาได้เข้ามารับใช้โนบุนากะมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ไปจนถึงช่วงที่เขาได้ขึ้นมามีอำนาจ นาริมาสะมีชื่อเสียงในด้านการคุมกองพลปืนไฟ ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง นาริมาสะเคยร่วมศึกปะทะกับกองกำลังฝ่ายตระกูลไซโต้ที่นำโดยทัตสึโอกิในสมรภูมิที่ปราสาทอินาบะยามะอีกทั้งยังเคยร่วมศึกปะทะกับกองกำ ลังฝ่ายอาซาอิ-อาซากุระในสมรภูมิอาเนะกาว่าอีกด้วย โดยที่ตัวเขานั้นคอยทำหน้าที่เป็นผู้คุมทัพหลังนาริมาสะเคยร่วมศึกปะทะกับกองกำลังฝ่ายตระกูลทาเคดะที่นำโดยคัทสึโยริในสมรภูมินากาชิโนะ และต่อมาเขาก็ได้สร้างปราสาทโคมารุขึ้นในแคว้นเอจิเซ็น พร้อมกับได้กลายมาเป็นสมาชิกกลุ่มสามคณะผู้นำแห่งเอจิเซ็นร่วมกับโทชิอิเอะ และฟุวะ มิทสึฮารุแคว้นเอจิเซ็นนั้น คือแคว้นที่เขาเคยมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่เหล่าพระนักรบมนตราที่มีนามว่าอิกโก-อิกกิ เขาเคยมีส่วนร่วมในศึกปะทะกับกองกำลังฝ่ายตระกูลอุเอสึกิที่นำโดยเคนชินในสมรภูมิเทโดริกาว่าในสมรภูมิอาราคาว่า เขาเคยมีส่วนร่วมในการปกป้องปราสาทโทยามะให้รอดพ้นไปจากการรุกรานโดยฝ่ายกองกำลังที่นำโดยคาวาดะ นากาโยรินาริมาสะร่วมกับคัทสึอิเอะสามารถนำกำลังพลเข้าล้อมเมืองอุโอซุไว้ได้สำเร็จในศึกปะทะกับฝ่ายกองกำลังของคาเง คัทสึ โดยที่นาริมาสะยอมให้คัทสึอิเอะเข้ามาตั้งฐานทัพในแคว้นอิชชูเพื่อใช้ในการทำศึกกับตระกูลอุเอสึกิ หลังจากที่โนบุนากะได้สิ้นใจลง นาริมาสะได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายอิเอยาสึในท่ามกลางสมรภูมิโคมากิ-นาคากุเตะ นาริมาสะ และกองกำลังฝ่ายพันธมิตรของโตกุกาว่าได้ประสบกับความล้มเหลวในการทำศึกช่วงชิงอำนาจกับกองกำลังฝ่ายฮิเดโยชิที่อยู่ภายใต้การนำของโทชิอิเอะในศึกสมรภูมิซูเอโมริ นาริมาสะเคยเข้าร่วมศึกต่อต้านฮิเดโยชิในสมรภูมิโทยามะ ซึ่งในภายหลังเขาได้ยอมจำนนและได้รับการไว้ชีวิตจากฮิเดโยชิ หลังศึกที่คิวชู นาริมาสะก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นฮิโงะแต่ท้ายที่สุด นาริมาสะก็ได้จบชีวิตลงด้วยการกระทำเซ็ปปุกุตามคำสั่งของฮิเดโยชิ อันเนื่องมาจากไม่สามารถหยุดยั้งการก่อจลาจลในครั้งนั้นได้ หลังจากนั้นไม่นาน ปราสาทคุมาโมโต้ก็ได้ตกมาอยู่ในมือของคิโยมาสะ พร้อมกับพื้นที่ส่วนหนึ่งในแคว้นฮิโงะในเวลาต่อมา”แสงที่มาจากร่างของอาทุยคากุระ-อายาคาชิก็ค่อยๆ เลือนหายไป ดวงวิญญาณของซัทสะ นาริมาสะก็ได้ปรากฎขึ้นที่ตรงหน้าของพวกเธอทั้งสี่“ข้าต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมานนี้มาโดยตลอด ขอบใจพวกเจ้าทุกคนมากที่ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของข้าเป็นอิสระ” จากนั้น ดวงวิญญาณของนาริมาสะก็ได้เลือนหายไป ยูกินะก็เกิดเห็นภาพความทรงจำของเจ้าหญิงฮิเมรากิขึ้นในคืนวันหนึ่ง ณ บ้านพักสองชั้นติดลำธารในกลางป่าที่มีขนาดใหญ่โตราวกับตำหนักในวังหลวง อันเป็นที่พักอาศัยของเจ้าหญิงฮิเมรากิ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาลอันมืดมิด มีแสงจันทราสีอ่อนสาดส่องลงมายังเบื้องล่างแทบจะทั่วสารทิศ มีกลุ่มโจรผู้ร้ายประมาณ 7 คน พยายามหาทางจะบุกเข้าไปในบ้านพักเพื่อหวังจะขโมยทรัพย์สินมีค่าที่อยู่ภายในบ้านหลังนี้ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิที่กำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนที่มืดมิดนั้นรู้ทันมาตั้งแตแรกแล้ว ดวงตาสีน้ำเงินไพลินนั้นค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ เธอชันตัวลุกขึ้นนั่งบนฟูกนอนแล้วทำการร่ายเวทย์เสกแผงกั้นชนิดล่องหนขึ้นที่บริเวณล้อมรอบบ้านพัก จึงเป็นเหตุที่ทำให้กลุ่มโจรเหล่านี้ไม่สามารถเดินเข้าไปในบ้านพักจากทางด้านหลังได้กลุ่มโจรเหล่านี้จึงพยายามคิดหาทางที่จะแอบเข้าไปที่บ้านพักจากทางด้านหน้า แต่ก็มีแผงกั้นชนิดล่องหนขวางไว้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ จึงพากันถอดใจและรีบวิ่งหนีออกมาจากบริเวณหน้าซุ้มประตูบ้านด้วยความเซ็งอันที่จริงแล้ว ตัวเจ้าหญิงฮิเมรากิเองก็สามารถจัดการกับพวกโจรเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ว่าเธอไม่อยากจะลงมือกับพวกมันให้แปดเปื้อนไปด้วยมณฑิลก็เท่านั้น เธอจึงเลือกวิธีที่จะเสกแผงกั้นชนิดล่องหนขึ้นในการป้องกันพวกโจรที่จะบุกเข้ามาในบ้านและเช้าวันต่อมา ที่บ้านพักริมธารในกลางป่า ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามอรุณที่มีแสงตะวันอ่อนๆ สาดส่องลงมายังเบื้องล่าง ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ตรงหน้าหินคิเน็นเซกิที่ตั้งอยู่กลางห้องทำนายขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกบดบังไปด้วยความมืดมิด มีแสงเทียนอ่อนๆ ช่วยส่องสว่างจนแทบจะเกือบทั้งห้องมีชุดไม้โอนุสะทั้ง 6 ชุดประดับอยู่ล้อมรอบก้อนหินคิเน็นเซกิ ซึ่งถูกตกแต่งด้วยสายชิเมนาว่าที่ประดับด้วยริ้วกระดาษชิเดะมีคนมาเจ้าหญิงฮิเมรากิที่กำลังนั่งฝึกสมาธิอยู่ตรงหน้าหินคิเน็นเซกินั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาทีละนิด เธอรู้ได้ทันทีเลยว่ามีชาวบ้านระดับสามัญชนประมาณ 2-3 คนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากเหตุร้ายที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งในตอนนี้ พวกเขากำลังยืนรออยู่หน้าซุ้มประตูที่อยู่ตรงบริเวณหน้าบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากเธอ เจ้าหญิงฮิเมรากิทำการร่ายเวทย์เสกให้ประตูที่หน้าซุ้มเปิดออกเองโดยอัตโนมัติมีคนใช้ในบ้านเดินออกมาต้อนรับ และพาพวกชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวเข้าไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านพัก จากนั้นพวกคนใช้ในบ้านก็รีบเดินออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว แต่หากรู้ไม่ว่า พวกคนใช้ในบ้านพวกนี้คือชิคิงามิที่เจ้าหญิงฮิเมรากิเสกขึ้นจากยันต์กระดาษรูปคนสักพัก เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้มาถึงที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านพัก และพบกับกลุ่มชาวบ้านคนดังกล่าว จากนั้น กลุ่มชาวบ้านคนดังกล่าวก็เริ่มเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เธอฟังทันที“หล่อนคือภรรยาของกระผมขอรับ ปกติหล่อนเป็นคนจิตใจดี และเมตตาอ่อนโยน แต่หลังๆ มาหล่อนก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยครับ จากคนที่จิตใจดีและเมตตาอ่อนโยน กลายเป็นคนที่อารมณ์รุนแรง จิตใจเหี้ยมโหด และเลือดเย็นอำมหิต มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หล่อนเคยนำมีดไล่แทงคนในบ้านด้วยขอรับ...”หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านที่เป็นชายหนุ่มยื่นกระจกส่องหน้าให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิ ซึ่งมันมีแผ่นยันต์ติดเอาไว้“ทีแรกดิฉันก็ไม่รู้เลยนะเจ้าคะ...ว่าทำไมน้องสะใภ้ของดิฉันถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้”ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงมีความรู้สึกงุนงงปนกลัวนิดๆ ทั้งสามต่างก็มีสีหน้าที่แสดงออกถึงความรู้สึกกังวลที่อาจมีความรู้สึกหวาดกลัวปะปนอยู่เล็กน้อย“พอกระผมได้มาเจอกระจกส่องหน้านั่น แล้วลองเปิดแผ่นยันต์ที่ติดไว้บนนั้นดู ก็พบพี่สะใภ้ติดอยู่ในกระจกนี้หน่ะขอรับ” เจ้าหญิงฮิเมรากิพลางค่อยๆ เปิดแผ่นยันต์ออกจากตัวกระจก เมื่อแผ่นยันต์ถูกดึงออกมา...ก็พบวิญญาณของหญิงสาวชาวบ้านที่เป็นภรรยาของชายหนุ่มติดอยู่ในกระจกบานนั้น“ท่านองเมียวจิหญิงเจ้าคะ ได้โปรดช่วยคนในครอบครัวของดิฉันด้วยเจ้าค่ะ ดิฉันออกมาจากในนี้ไม่ได้”หญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นภรรยาของชายหนุ่มที่ติดอยู่ในกระจกเอ่ยวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเจ้าหญิงฮิเมรากิ
    เซ็ปปุกุ : การทำฮาราคีริคว้านท้องเพื่อจบชีวิตอย่างมีเกียรติตามแบบของชนชั้นซามูไร

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน