“ฉันจะอยู่ตรงนี้อยู่เคียงข้างพวกนายนี่แหละ”
-มอสโคว, รัสเซีย-
“ไม่ใช่เบริล!”
เสียงของซิลเวอร์ร้องตวาดดังลั่นคฤหาสน์ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเรืองแสงกล้าขณะที่จ้องมองคนที่อยู่เหนือกว่าด้วยความรู้สึกต่างๆที่อัดแน่น
“หมายความว่ายังไง? ยัยเด็กนั่นไม่ใช่เบริลแล้วจะเป็นใครไปได้!”
“น้องสาวน่ะ” ไวโอเลตตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งนอกจากคำตอบแล้วก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก
“น้องสาว!? ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเอิร์ธมูนมีรัชทายาทสองคน นี่มันหมายความว่ายังไงกันไวโอเลต! นายรู้เรื่องนี้อยู่แล้วงั้นเหรอ?”
“เงียบหน่อย ซิลเวอร์นายชักจะขึ้นเสียงมากไปแล้วนะ”
กรีนปรามมาจากที่นั่งด้านข้างไวโอเลต
“งั้นนายก็อธิบายเหตุผลมาสิ! พวกนายรู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม?”
“ใช่ ฉันรู้” ไวโอเลตตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เรื่องที่เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนมีน้องสาวแต่หล่อนไม่เคยออกจากดาวไปไหนเลยตั้งแต่เกิดมาเพราะพวกนั้นพยายามที่จะซ่อนหล่อนไว้”
“เพื่ออะไร?”
ใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างล่างเอ่ยถาม
“เพราะไม่ต้องการให้โลกภายนอกรู้น่ะสิว่าเอิร์ธมูนมีรัชทายาทสองคนแล้วใครคนใดคนหนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นนักรบอเวจีด้วย”
กรีนบอกด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“แต่เรื่องแบบนั้นมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยไม่ใช่เหรอครับ?”ออเร้นจ์ถาม “ถ้าเรื่องที่เอิร์ธมูนมีรัชทายาทสองคนจริง แล้วนักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนเองก็เป็นใครสักคนหนึ่งในสองคนนั้นคุณพิงค์น่าจะรู้สิครับ”
“พิงค์ไม่รู้หรอกเด็กนั่นถูกขังไว้ในที่ที่พลังของพิงค์เข้าไปไม่ถึง”
เสียงของแบล็คลอยมาจากด้านหลังตามมาด้วยเสียงประตูบานใหญ่ที่ปิดกระแทกกรอบประตูดังปัง! แบล็คเดินตัดผ่านร่างของคนอื่นๆไปยังที่นั่งของตัวเองที่อยู่ด้านบนชายเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่มโบกสะบัดตอนที่เจ้าตัวกระแทกตัวลงนั่งบนที่นั่งสีหน้าของแบล็คอิดโรยเหมือนคนอดหลับอดนอนและไม่พร้อมที่จะเสวนากับใครทั้งสิ้น
“แล้วพวกนายรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเด็กนั่นไม่ใช่เบริลแต่เป็นน้องสาว?”
เยลโลว์ถาม
“ก่อนหน้านี้มาได้สักพัก จากความทรงจำของเธอเองที่เรดเห็น”แบล็คบอก “มันสับสนกันไปหมด เราแทบจะแยกไม่ได้เลยว่าใครเป็นใครกันแน่เพราะสองคนนั้นเหมือนกันมาก แถมยังได้รับความคุ้มครองจากผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ด้วยกันทั้งคู่แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหกปีก่อน ตอนที่ฉันกับเรดไปพบเธอเพื่อให้แน่ใจเราเลยสรุปได้ชัดแล้วว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ในตอนนั้นคือเจ้าหญิงคนน้องไม่ใช่คนพี่”
“แล้วเบริลตัวจริงอยู่ที่ไหน?” ซิลเวอร์ถาม
“ก็คงจะอยู่กับพวกนั้น” กรีนตอบ“พวกมันเก็บเบริลตัวจริงไว้ที่ไหนสักแห่ง แล้วให้น้องสาวของหล่อนออกมาเป็นตัวตายตัวแทนเด็กนั่นไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง จำไม่ได้แม้กระทั่งพี่สาวของตัวเอง”
“พวกนั้นทำให้มันเป็นแบบนั้น” แบล็คแย้งขึ้นมา“หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับทางนั้นเมื่อหกปีก่อนผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ลบเอาความทรงจำของเด็กนั่นหายไปจนหมดเห็นได้ชัดว่าการที่ยัยนั่นจำอดีตของตัวเองได้และรู้ว่าตัวเอง ‘เคย’ เป็นใครส่งผลร้ายมากกว่าที่เธอจะจำพี่สาวตัวเองได้ซะอีกพวกนั้นเลยต้องให้เธอลืมตัวตนของตัวเองไปซะแล้วใส่ความทรงใหม่ที่เป็นของพี่สาวเข้าไปในตัวเด็กนั่นเพื่อหลอกให้เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่คนที่ถูกขังอยู่บนยอดหอคอย”
“ฉันไม่เข้าใจ!”เยลโลว์ว่า “ทำแบบนั้นให้มันได้อะไรขึ้นมา”
“ก็เพื่อยื้อเวลาออกไปน่ะสิ”แบล็คตอบ“เห็นได้ชัดว่าเด็กนั่นควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้เลยตอนที่เธอรู้ว่าตัวเองเป็นใครตอนที่พวกฉันไปถึงที่นั่น เธอสูญเสียการควบคุมตัวเองไปแล้วผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ถึงต้องปิดผนึกความทรงจำของเธอแล้วรีเซ็ตทุกอย่างใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเข้าใกล้เธอได้อีกครั้งเพื่อที่จะพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของเธอให้กลับคืนมาพวกนั้นทิ้งผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันกับเอิร์ธวอเทอร์ไว้ข้างตัวเธอเผื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่ผนึกนั้นเริ่มคลายเมื่อไหร่จะได้มีคนคอยควบคุมเธอได้ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวิดี้กับเอิร์ธธันเดอร์ที่ถูกส่งมานั่นก็เหมือนกันพวกนั้นจับตาดูเธออยู่ และพอถึงเวลาที่ผนึกใกล้จะคลายแล้วมันจำเป็นจะต้องมีผู้พิทักษ์คนอื่นๆอีกที่ต้องคอยดูแลเธอ”
“เด็กนั่นเป็นใครกันแน่?”โกล์ดถามมาจากที่นั่งของตัวเองเด็กหนุ่มยังไม่ลืมการต่อสู้ครั้งล่าสุดระหว่างเขากับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันและ ‘เธอ’ คนนั้นที่อยู่ด้วยกันตอนที่เธอสบตากับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันแล้วสติหลุดลอยไปกลายเป็นใครอีกคนที่เขาแสนคุ้นเคยนั้น ภาพของเด็กสาวที่ถูกครอบงำด้วยนัยน์ตาสีม่วงใสนั้นยังคงหลอกหลอนเขาอยู่
“นั่นแหละที่เป็นปัญหา”กรีนบอก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงเด็กหนุ่มถอดแว่นสายตาออกแล้ววางมันลงบนหน้าตัก มือข้างหนึ่งยกขึ้นมานวดขมับตัวเองไม่สบตามองใครเลยระหว่างที่พูด
“เราไม่รู้เลยว่ายัยเด็กนั่น‘เป็นอะไร’ สำหรับเราแน่ถึงตอนนี้เราจะรู้แล้วว่าเอิร์ธมูนมีรัชทายาทสองคนแต่เราไม่รู้เลยว่าคนไหนคือผู้พิทักษ์ คนไหนคือนักรบอเวจีเรื่องราวในอดีตที่เรดเห็นผ่านนัยน์ตานั่นก็ไม่ได้ช่วยบอกใบ้อะไรให้เลยมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นในวันสืบรัชทายาทของเบริล ไหนจะตอนสงครามวันสิ้นโลกอีกตอนนี้เราไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ระหว่างสองพี่น้องนั่นที่ส่งผลต่อผนึกและความทรงจำของเมตาเรีย”
ความเงียบเกิดขึ้นหลังจากที่กรีนพูดจบไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมาอีกเลยหลังจากนั้นระหว่างที่แต่ละคนต่างใช้ความคิดจมอยู่กับตัวเองแบล็คนั่งชันเข่าอยู่บนเก้าอี้ของเขาท่าทางเคยตัวที่เขาทำจนติดเป็นนิสัยเวลาที่ต้องการใช้ความคิดและที่เรดเฝ้ามองเขาอยู่อย่างเงียบๆมาจากที่นั่งฝั่งข้ามและไม่เคยออกความเห็นอะไรขึ้นมาเลยนับตั้งแต่ที่การประชุมเริ่มต้น
“การปรากฏตัวของเราทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น”ไวโอเลตกล่าวอย่างสงบมาจากที่นั่งด้านบนสุด ถึงตรงนี้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาและรอให้เขาพูดต่อ
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์หยุดเวลาเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วนับตั้งแต่ที่เจ้าหญิงนั่นรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่เบริลแต่เป็นเด็กสาวที่ถูกขังไว้บนยอดหอคอย การที่ความทรงจำทั้งหมดของเธอกลับคืนมาจะทำให้เรื่องราวหลังจากนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่องผนึกของเมตาเรียที่เกี่ยวข้องกับเบริล ฉันจะอธิบายให้พวกนายฟังทีหลังหลังจากที่เราค้นหาความจริงได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธมูนระหว่างเบริลกับน้องสาวของเธอ”
“แล้วถ้าอีกคนที่เหลือเป็นนักรบอเวจี”บราวน์หยั่งเชิงถาม “นายจะทำยังไงกับเธอ?”
“การพาตัวมาเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของเราคงไม่จำเป็นแล้วล่ะมันสายไปแล้ว” กรีนตอบ พลางใส่แว่นตาเข้าที่“เราแค่อยากให้มั่นใจว่าสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไปจะไม่ผิดพลาดเอง เท่านั้นแหละ”
“แล้วการที่เด็กนั่นได้ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาจะช่วยให้รู้ได้หรือไงว่าหล่อนเป็นผู้พิทักษ์หรือนักรบอเวจี?”
เยลโลว์ถาม
“เพราะงั้น...ฉันถึงคิดว่า เราน่าจะต้องใช้บลู” ไวโอเลตบอก
กรีนนิ่งเงียบขณะที่บราวน์และออเร้นจ์มองหน้ากันมีความกังวลใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่มทั้งคู่
“บลูดูแลเมตาเรียอยู่นายจะส่งใครไปก็ได้ที่ไม่ใช่ยัยนั่น”
นี่คือความเห็นแรกของเรดที่เกิดขึ้นในการประชุมคราวนี้
“ฉันจำเป็นต้องใช้บลู”ไวโอเลตเอ่ย “ถ้านายกังวลเรื่องของเมตาเรียนัก ก็กลับไปทำหน้าที่นั้นแทนบลูก็ได้”
“ยัยนั่นไล่ฉันออกมาจากที่นั่นพร้อมกับนัยน์ตานี่ คิดเหรอว่าเมตาเรียจะไม่อาละวาดถ้าฉันกลับไป”
เรดถาม
“ถ้าเป็นเวลาปกติก็ก็ทำตัวน่ารักดีอยู่หรอก”
ไวโอเลตตอบ“เอาเถอะ ฉันปวดหัวกับการที่สายเลือดเดียวกันกับฉันทำเรื่องน่ารำคาญมากพอแล้วอย่าพยายามหาเรื่องอะไรให้ฉันปวดหัวมากไปกว่านี้อีกเลย”
คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในที่ประชุมเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“ฉันจะไปด้วย”บราวน์พูดขึ้นมาในที่สุด “ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งระหว่างที่บลูสู้แต่เห็นท่าไม่ดีเมื่อไหร่ฉันคงปล่อยให้เธอสู้ต่อไปไม่ได้”
“นายคิดว่าบลูจะแพ้หรือไง?” ไวโอเลตถามโดยไม่สบตามองบราวน์
“ฉันไม่คิดว่าบลูจะแพ้หรอก แต่เธอยังเด็กเกินไปฉันปล่อยให้เธอไปคนเดียวไม่ได้”
“งั้นก็ไปกันหมดนี่แหละ” ซิลเวอร์ว่า“ถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกฉันจะช่วยเอง ฉันไม่ได้คิดว่าเด็กนั่นจะแพ้แต่ฉันไม่อยากประมาทผู้พิทักษ์ของเอิร์ธวินดี้หมอนั่นได้ความทรงจำกลับมาครบถ้วนแล้ว นั่นไม่ใช่คนที่เราจะละสายตาไปได้”
“ทำอย่างกับฉันจะส่งบลูไปให้พวกนั้นรุมทำร้าย”
“จากมุมมองของพวกฉันมันอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้นล่ะนะ”ซิลเวอร์พึมพำเสียงแผ่ว แต่ระหว่างที่ทุกคนไม่ได้พูดอะไร เสียงของเขาเลยได้ยินไปทั่วอย่างช่วยไม่ได้
“แบบนี้ได้ใช่ไหม?” กรีนถาม
“จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ”
ไวโอเลตตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่อีกด้านบรรยากาศภายในห้องพักผู้ป่วยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายขึ้นมาเลยสักนิดเมื่อเด็กสาวคนเดียวภายในห้องตัดสินใจพูดความจริงทุกอย่างออกไปมาถึงจุดนี้แล้วเธอแบกความลับทั้งหมดเอาไว้ไม่ไหวถ้าพูดแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดลงตรงนี้ เธอก็อยากจะพูดแม้ว่าสิ่งที่สิ้นสุดลงนั้นจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนอื่นๆก็ตาม
“ฉันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่อยู่ในความทรงจำของทุกคนหรอก”
มินาโยะกอดตัวเองแน่นแม้กระทั่งชินก็ไม่กล้าจะแตะต้องตัวเธอในตอนนี้
“หมายความว่ายังไง!?”ชินถามเสียงเข้มแม้เศษเสี้ยวหนึ่งในใจจะยอมรับว่าเขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในครั้งนี้
“ชินเอง...ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่นาว่าเบริลเวลด์พีชตายไปแล้วก่อนที่สงครามครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น เธอตายที่เอิร์ธวินดี้แล้วเบริลอีกคนที่ปรากฏตัวขึ้นมาตอนสงครามใหญ่เป็นใครล่ะ ชินไม่รู้เลยเหรอ?คนๆนั้นก็คือฉันยังไงล่ะ”
ชินรู้แล้วเขาปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างได้แล้ว แต่คนที่ยังไม่รู้เรื่องทุกอย่างคือมาโมรุต่างหาก
“ตายไปแล้วเธอหมายความว่ายังไง?”
มาโมรุถามเสียงตะลึงงันเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจ้องมองมินาโยะผ่านช่องอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ตาของเขาเอง
“ฉันเจอเธอแล้ววันสืบรัชทายาทของฉันไง เธอจำฉันไม่ได้เหรอ?”
“นั่นไม่ใช่ฉันหรอกมาโมรุคนที่เธอเห็นคือพี่สาวของฉันต่างหาก”
มาโมรุรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่างที่เขาเพียรพยายามสร้างกำลังทลายลงอย่างง่ายดายมันง่ายอย่างนั้นเชียวเหรอจะบอกว่าคนที่อยู่ในความทรงจำของเขาตลอดมาเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่เธออย่างนั้นเหรอ
“ฉันเป็นน้องสาวของเบริลเวลด์พีช และฉันไม่เคยออกไปไหนเลยนอกจากหอคอยกับสวนหลังปราสาท”
สวน...หอคอย...
ภาพร่างขมุกขมัวปรากฏขึ้นมาในหัวของมาโมรุภาพวาดสมัยอนุบาลของเธอที่เขาเคยเห็น คนสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้มีหอคอยสูงใหญ่เป็นฉากหลัง
“ฉันถูกเลี้ยงมาโดยไม่ให้คนภายนอกรู้ว่าฉันเป็นน้องสาวของพี่สำหรับคนอื่นๆ ฉันไม่มีตัวตนอยู่ สำหรับพ่อกับแม่ สำหรับเขา... ฉัน... เป็นตัวแทนของพี่ เป็นคนที่ถูกทิ้งไว้... หลังหอคอย”
มินาโยะสะอึกเธอกำลังร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด วันนี้ทั้งวันเธอร้องไห้มามากพอแล้ว เจ็บปวดมามากพอจนไม่มีอะไรที่จะทำร้ายเธอได้อีกต่อให้เป็นความจริงที่กำลังออกจากปากเธอก็ตาม
“พี่ฉัน...ถูกไวโอเลตฆ่าก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้นมาไม่นาน แล้วฉัน...ก็ได้ออกมาสู่โลกภายนอกในฐานะพี่ พวกเขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าพี่ตายไปแล้วฉันถึงต้องออกมา ฉัน... ไม่รู้เลย ฉันจำไม่ได้เลยสักอย่าง เขาลบความทรงจำของฉันออกไปหมดในหัวฉันมีแต่เรื่องของพี่ ฉันคิดว่าฉันเป็นพี่จนกระทั่งได้พบเขาอีกครั้งในวันนี้ฉันขอโทษนะ... มาโมรุ ขอโทษจริงๆที่ฉันไม่ใช่คนในฝันของเธอ”
มินาโยะโผเข้ากอดมาโมรุที่ได้แต่ยืนนิ่งเธอกอดเขาแน่น อยากให้เขารับรู้ถึงความเสียใจของเธอที่มีต่อเขา ทุกอย่างเป็นเพราะเธอเริ่มต้นที่เธอ และสิ่งที่เธอเป็นทำให้เขาเจ็บปวด
“ฉัน...”มาโมรุพึมพำ น้ำเสียงสั่นสะท้านอะไรบางอย่างอุ่นๆไหลคลอนัยน์ตาก่อนที่ภาพตรงหน้าจะเลือนพร่าไปหมดเขาไม่รู้สึกถึงแรงกดที่แผ่นหลัง ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้คนที่เขาถวิลหามากที่สุดกำลังกรีดร้องอยู่แทบอกเขาเด็กหนุ่มหาสติของตัวเองไม่เจอ น้ำเสียงก็ด้วย ราวกับมันถูกอะไรบางอย่างสูบหายไปไม่มีความคิดอะไรอยู่ในหัวเขาเลย ความรู้สึกก็สับสนปนเปกันไปหมด เขาทำอะไรไม่ได้จะกอดตอบเด็กสาวที่กำลังร้องไห้อยู่แทบอกเขาก็ทำไม่ได้สิ่งเดียวที่ทำได้คือร้องตะโกนออกมา มันฟังไม่เป็นภาษา เหมือนเสียงร้องของคนที่กำลังจะสิ้นใจเขาทำอะไรไม่ได้ในเวลาแบบนี้
“พอ! พอแล้ว...พอได้แล้ว...”
เขาได้ยินเสียงชินก่อนที่ภาพตรงหน้าและความรู้สึกของเขาจะกลับคืนมา ถึงตอนนั้นมาโมรุก็รู้สึกได้ว่าชินกำลังกอดเขากับมินาโยะไว้ชินร้องไห้ เขาร้องไห้ มินาโยะเองก็ร้อง พวกเขาทำได้แค่ร้องจนกว่าจะสิ้นใจกว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทรมานนี้ไปได้ก็ตอนที่พวกเขาไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ร้องตะโกนอีกต่อไปแล้ว