ตอนที่ 33 ทวงคืนภาพวาด
ครั้นได้ยินคำพูดนั้น ฉาซื่อก็พยักหน้ารัว ๆ ราวกับแม่ไก่จิกอาหาร
นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นางเสียเวลาคิดหาวิธีอย่างหนักกว่าจะขโมยภาพวาดนั้นออกมาได้ หากถูกหลิงซานฉิงนำกลับไปอย่างง่ายดาย มันก็สูญเปล่าสิ?
ครั้นหลิงซานฉิงเห็นนางพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น มุมปากก็พลันกระตุกขึ้น แต่ยังไม่กล้าเชื่อนางทั้งหมดนัก ทว่าเมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมคลายมือออก
เมื่อปากของหญิงชราหลุดพ้นจากพันธนาการ ฉาซื่อก็ตบเข้าที่ขา และแยกเขี้ยวใส่ด้วยด้วยความโมโห “นังสารเลว! กล้ามาขโมยของถึงในบ้าน ยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม?! แยกบ้านออกไปแล้วยังกล้ามาขโมยของอีก มียางอายบ้างหรือไม่ เอาคืนมา เอาของนั้นคืนมาให้ข้า! และถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น มิเช่นนั้นข้าผู้นี้จะไปร้องเรียนแกที่ศาลาว่าการ นังสะใภ้หน้าไม่อาย ตระกูลฉาสู่ขอเจ้ามาเป็นสะใภ้ได้อย่างไรกัน ถุย! แก…”
น่ารำคาญชะมัด
หลิงซานฉิงขมวดคิ้วแน่น นางนำมือที่ถือหมอนอยู่อุดไปที่ใบหน้าของฉาซื่อโดยใช้แรงเพียงหกส่วนเท่านั้น เพียงพริบตาเดียวใบหน้าของฉาซื่อก็แดงก่ำเนื่องจากหายใจไม่ออก
ฉาซื่อหายใจไม่ออก นางจึงออกแรงดิ้นทั้งมือทั้งเท้า
พูดได้เลยว่ายายแก่นี่แรงเยอะใช้ได้ สองขาถีบไปมาจนเกือบถีบโดนหลิงซานฉิง
หลิงซานฉิงถลึงตามองแม่สามีด้วยสายตาอาฆาตแค้น และเอ่ยด้วยความโมโหว่า “อันดับแรก ภาพวาดนี้เป็นของข้าอยู่แล้ว เจ้ายังมีหน้าไปร้องเรียนข้าที่ศาลาว่าการอีกรึ? ข้อสอง ต่อให้เจ้ายอมปล่อยข้าไป แต่ต้องถามข้าด้วยว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือไม่!”
ไม่มีอะไรดีไปกว่าขโมยจับขโมยหรอก แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าจะปล่อยนางไปอีก บ้าหรือเปล่า?!
เมื่อได้ฟังประโยคนี้ ฉาซื่อพูดก็ไม่ออกสักคำ นางข่มอารมณ์เอาไว้จนใบหน้าแดงก่ำ
เมื่อหลิงซานฉิงเห็นเช่นนี้ก็ใจดีปล่อยนาง แต่ยังถือหมอนแกว่งไปมาต่อหน้านางอยู่ “กล้าตะโกนอีก ข้าจะอุดเจ้าให้หายใจไม่ออกเลย!”
นางไม่ทำจริงหรอก แต่ยายแก่นี้ต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง บังอาจไปขโมยภาพวาดในบ้านของนาง ช่างกล้ามาก!
เมื่อหมอนถูกดึงออก ฉาซื่อก็สูดหายใจเข้าอย่างแรง พลางชำเลืองมองหมอนในมือหลิงซานฉิงแล้วก็ขี้ขลาดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
นังสารเลวนี่กล้าดีอย่างไรมาทำกับนางแบบนี้ บัดนี้รอบ ๆ ไร้ซึ่งผู้คน หากตัวนางขาดอากาศหายใจตายขึ้นมาจริง ๆ ด้วยไหวพริบของหลิงซานฉิง คงบอกว่าตัวนางทำตัวเองตาย เช่นนั้นแล้วก็คงตายไปอย่างเสียเปล่าน่ะสิ
ในระหว่างที่คิดเช่นนี้อยู่ ฉาซื่อก็เผยแววตาเจ้าเล่ห์ออกมา พลางนึกถึงคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้าน จึงทำให้นางมีความกล้าขึ้น “ข้าขโมยอะไร? เหตุใดไม่คิดดูบ้างว่าเจ้าหลอกลูกชายข้าโกงอย่างไรบ้าง เจ้าหน้าไม่อายไม่ว่า แต่ยังลากลูกชายข้าเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยอีก เจ้ารู้หรือไม่หากเรื่องนี้ถูกตรวจสอบขึ้นมา ทั้งชีวิตลูกชายข้าคงพังป่นปี้ เพื่อเจ้า แม้แต่แม่แท้ ๆ เขาก็ไม่สนใจ แต่เจ้ากลับทำร้ายเขาเช่นนี้อีก เจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่หรือไม่?”
ขณะที่พูด ฉาซื่อก็ลุกขึ้นนั่งราวกับหาคำพูดมาโต้แย้งหลิงซานฉิงได้แล้ว นางจึงยืดอกขึ้น
หลิงซานฉิงมีสีหน้าผิดหวัง น้ำเสียงยังคงเยือกเย็นเล็กน้อย “เรื่องที่ข้าหลอกฉาจื่ออันทำของปลอมขึ้นมาคือการทำร้ายเขางั้นหรือ เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ หากภาพวาดนี้เผยแพร่ออกไป ชีวิตของลูกชายเจ้าคงถูกทำลายด้วยน้ำมือของเจ้าเอง ไหนญาติไหนมิตรเจ้ายังแยกไม่ได้ ก็ยังไปร่วมมือกับคนนอกมาทำลายลูกชายตนเองอีก เจ้าเป็นแม่ที่ยังมีหัวใจอยู่หรือไม่!”
แม้ฉาซื่อจะป่าเถื่อนไร้เหตุผล แต่ไม่มีความสามารถมองออกได้ว่าภาพนี้เป็นของจริงหรือไม่ ทว่ายามนี้กลับบอกว่าภาพวาดนี้เป็นของปลอม ต้องมีคนบอกนางแน่ และคนที่ศึกษาภาพวาดบทกวีในอำเภอหรงอินนี้ก็มีไม่มากนัก ซึ่งอวี๋ซิ่งเหวินก็เป็นหนึ่งในนั้นพอดี
เป็นไปได้ว่าอวี๋ซิ่งเหวินจะให้ประโยชน์บางอย่างแก่ฉาซื่อ นางถึงได้เสี่ยงไปขโมยภาพวาดนี้ออกมา แต่กลับไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นการทำลายลูกชายตนเอง
ฉาซื่อนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบสนองกลับมาทันที นางพยายามเอ่ยโยงเข้ากับหลิงซานฉิง “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ต่อให้ถูกตรวจสอบ มันก็เป็นเพราะเจ้าหลอกให้ลูกชายข้าทำขึ้น คนที่ถูกจับเข้าคุกต้องเป็นเจ้าสิถึงจะถูก เกี่ยวอะไรกับลูกชายข้า เจ้าอย่าคิดว่าจะรอด ข้าจะไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการเดี๋ยวนี้ ดูซิว่าใครจะถูกจับ!”
“ข้าหลอกลวง? พูดกันตามจริงแล้วภาพวาดนี้ฉาจื่ออันเป็นคนวาด คนที่รู้จักกับอาจารย์สวีก็คือฉาจื่ออัน ข้าเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่เข้าใจเรื่องภาพวาดบทกวีจะรู้จักกับอาจารย์สวีได้อย่างไร หากพูดออกไปแล้วใครจะเชื่อกัน?”
หลิงซานฉิงมีท่าทางไร้ความเกรงกลัวใด ๆ และในความเป็นจริงนางก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ถึงอย่างไรฉาซื่อก็เป็นเพียงคนที่พิสมัยในความฟุ้งเฟ้อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ มีแต่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความโลภ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ฉะนั้นมีสิ่งใดให้นางต้องกลัวกัน
และเป็นไปตามที่คาดไว้ ฉาซื่อถูกอวี๋ซิ่งเหวินล่อซื้อด้วยเงินได้ แน่นอนว่าต้องกลัวคำพูดนางได้เช่นกัน
ดวงตาของฉาซื่อเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าเป็นคนยุยง แล้วจะเป็นความผิดของลูกชายข้าแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร เจ้ามันไร้เหตุผล ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ใช่คนดี เพื่อตามเช็ดตามล้างเรื่องชั่ว ๆ ที่เจ้าทำไว้ ไม่นึกลยว่าจะลากสามีตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เจ้ายังรู้จักคำว่าละอายใจอยู่ไหม!”
เสียงนี้สูงขึ้นไปแปดระดับ แววตาหลิงซานฉิงแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม พลางยกยิ้มมุมปากซ่อนความเย็นชาเล็กน้อย
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น ข้าขอเข้าไปดูนะ?”
เพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายของฉาซื่อทำให้ทุกคนที่นอนกลางวันตื่นขึ้นมา หลิวซื่อเคาะประตูและถามขึ้น
โชดดีที่ห้องนี้คือห้องของฉาซื่อ นางถึงได้ไม่กล้าบุ่มบ่าม หากเป็นห้องคนอื่นเกรงว่าคงจะผลักประตูเข้าไปแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงลูกสะใภ้ ฉาซื่อก็กลอกตาไปมา แต่เมื่อเหลือบไปเห็นหมอนที่แกว่งไปมาในมือหลิงซานฉิง นางก็ตัวสั่นโดยปริยาย พลางถลึงตามองและกระแอมเบา ๆ “ข้าเรียกสะใภ้สามมาคุยเรื่องทั่วไป ตอนนี้สบายดี และไม่ใช่เรื่องอะไรของพวกเจ้า”
คุยเรื่องทั่วไป? แถมยังเรียกสะใภ้สามมาคุย?
หลิงซื่อรู้สึกสงสัย แม่สามีกับสะใภ้สามไปญาติดีกันตั้งแต่ตอนไหน แถมยังเรียกมาคุยเรื่องทั่วไปอีก? แต่แม่สามีไม่ให้นางเข้าไป นางก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยมาก
เมื่อหันตัวกลับไปก็พบหยางซื่อที่กำลังเดินหาวมาทางนี้ นางจึงโบกมือ “กลับไปเถอะกลับไปเถอะ ท่านแม่กับสะใภ้สามคุยเรื่องสัพเพเหระกันอยู่ ไม่ให้คนอื่นเข้าไปรบกวนนะ”
ครั้นหยางซื่อได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึง ส่วนเจ้ารองฉาอิ๋นอันเดินตามมาด้านหลังได้ยินคำพูดนี้เข้าก็เอ่ยขึ้นทันที “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ท่านแม่กับสะใภ้สามไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร จะเรียกนางมาคุยเรื่องทั่วไปได้อย่างไร? ท่านแม่พูดกับเจ้าเช่นนี้จริง ๆ รึ?”
เมื่อหลิวซื่อได้ยินคำพูดนี้ นางก็รู้สึกไม่พอใจ พลางเอามือเท้าเอว “นี่ เจ้าไม่เชื่อรึ ไม่เชื่อก็ไปถามแม่เจ้าเองเลย อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าท่านแม่กับสะใภ้สามคุยเรื่องอะไรกัน เมื่อครู่ยังเอะอะเสียงดังอยู่เลย ไปสิ ไปเลยสิ ดูสิว่าท่านแม่จะไล่เจ้าไปไหม”
นางพูดไปด้วยบิดเอวไปด้วย พลางหลีกทางให้เขาราวกับอยากดูเรื่องตลก
หยางซื่อที่อยากไปเสนอหน้าถามแม่สามีในคราแรก เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ ความคิดนั้นก็หายไปทันที และถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความรื่นเริง
คนนอกอยากดูเรื่องรื่นเริงไม่เท่าไหร่หรอก แต่ภรรยาเขากลับเป็นแกนนำในการดูเรื่องรื่นเริงซะเอง ฉาอิ๋นอันถึงกับรู้สึกพ่ายแพ้ เขาจ้องมองหลิวซื่อด้วยความโมโห “จะดูอะไร หากดูอีกข้าจะควักลูกตาเจ้า กลับห้องไปเดี๋ยวนี้!”
เห็นได้ชัดว่าเขาตวาดใส่หลิวซื่อ แต่เมื่อหยางซื่อได้ฟังกลับรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ นี่กำลังด่านางหรือด่าหลิวซื่อกันแน่?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล นางจึงมองไปทางหลิวซื่อ ตอนที่ไม่ได้มองยังดี ๆ อยู่เลย แต่พอมองก็เห็นหลิวซื่อพ่นเสียงใส่ตัวเอง ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าประโยคเมื่อครู่ด่านางหรือไม่
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ ๆ ประตูห้องของแม่สามีก็เปิดออก พวกเขาจึงมองเข้าไปด้านใน
เป็นหลิงซานฉิงจริง ๆ ทั้งสามจึงเบิกตากว้างทันที
นี่…นี่ท่านแม่คุยกับสะใภ้สามจริง ๆ ด้วย?
“เอ๊ะ!” หยางซื่อเบิกตากว้าง เดินวนรอบหลิงซานฉิงสองรอบ ไม่ละสายตาไปจากกล่องที่อยู่ในมือของหลิงซานฉิง ยิ่งมองก็ยิ่งตกใจ “สะใภ้สามสุดยอดเสียจริง เข้าไปในห้องท่านแม่รอบหนึ่งก็ได้ของติดมือออกมาด้วย มิหนำซ้ำยังจะปิดบังพวกเราอีก ได้ของดีมายังจะเก็บไว้คนเดียว? เจ้ารอง เจ้ารีบเข้ามาดูเร็ว สะใภ้สามได้ของดีอะไรไป”
ของดี? หลิวซื่อไม่สนใจอะไรทันที พลางเดินเข้าไปในห้อง
สายตานางมองไปที่กล่องในมือหลิงซานฉิงทันที และตบขาตัวเอง “สวรรค์ สะใภ้สาม นี่เจ้า...กับท่านแม่คืนดีกันแล้วหรือ?” ขณะพูด ใบหน้านางก็เผยรอยยิ้มออกมา พลางยื่นมือไปหวังจะหยิบเอากล่องนั้น “สิ่งนี้คืออะไร หนักหรือไม่ พี่สะใภ้รองจะช่วยเจ้าถือเอง”
หลิงซานฉิงหัวเราะเยาเย้ย นางยกมือขึ้นทำให้หลิวซื่อคว้าได้แต่อากาศว่างเปล่า หลังจากนั้นมุมปากได้รูปก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นชา “จะเป็นอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วยรึ? หลีกไป ทำพังแล้วพวกเจ้าชดใช้ไม่ไหวหรอก”
เกรงว่าตั้งแต่ที่แม่เฒ่าฉาขโมยภาพวาดกลับมาจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว
ชดใช้ไม่ไหว? หลายปีมานี้ แม่สามีกอบโกยของดีมาได้ไม่น้อย ขนาดสินสอดทองหมั้นของหลิงซานฉิงก็ยังถูกแบ่งเอาไป และปกตินางไม่ให้ผู้ใดเข้าออกห้องนี้ตามใจ หากบอกว่าในห้องไม่มีของดีอะไร คนโง่เท่านั้นถึงจะเชื่อ
ฉาอิ๋นอันเดินถูมือเข้าไป มองกล่องนั้นไปมา และเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบสอพอ “ สะใภ้สาม เจ้าก็เห็นว่าท่านแม่ไม่ค่อยมอบของให้แก่ผู้ใด แล้วเจ้าได้ของล้ำค่าสิ่งใดมากัน พี่รองกับสะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองก็ใช่ว่าจะแย่งเจ้า ให้พวกเราดูหน่อยจะเป็นไรไป ครอบครัวเดียวกันมิควรปิดบังกันนะ”
หลิวซื่อรีบพูดเสริมทันที “นั่นสิ อย่างไรเสียพวกเราก็ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันทำไมต้องปิดบังกันด้วย พวกเราไม่แย่งของเจ้าไปหรอก”
หลังจากเปิดออก จะแย่งหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งสองพูดได้อย่างมีน้ำหนัก หยางซื่อก็ไม่ยอมน้อยหน้า พลางเอ่ยด้วยแววตาสั่นระริก “ท่านแม่ให้ของดีแค่กับเจ้า พวกเราไม่ได้อิจฉาแต่อย่างใด หรือแค่ดูก็ให้ไม่ได้งั้นรึ? สะใภ้สามเจ้ามิควรทำเช่นนี้นะ”
ยิ่งหลิงซานฉิงไม่ให้พวกเขาดู พวกเขาก็ยิ่งอยากรู้ว่าของดีนั้นคือสิ่งใดกันแน่
แม่เฒ่าฉานั่งอยู่บนเตียง นางโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ครั้นฟังเสียงถกเถียงกันเพื่อแย่งดูของที่น่าเป็นห่วงนั้นก็รู้สึกมีไฟสุมอยู่ในอก ร้อนรนจนนั่งไม่ติด นางสวมรองเท้าแล้วเดินออกไปด้านนอกทันที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้น ประตูเก่าส่งเสียงดังลั่นเอี๊ยดอ๊าดออกมา ประหนึ่งจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ
ฉาซื่อไม่สนที่จะปิดประตู นางเอามือเท้าเอว ถลึงตามองหลิวซื่อและตะคอกว่า “ดูอะไร ไม่เคยเห็นของดีหรืออย่างไร ไร้ประโยขน์และทำให้ข้าขายหน้าซะจริง ไส่หัวกลับห้องไปซะ!”
“ท่านแม่ นี่...” ตั้งแต่หลิวซื่อแต่งเข้าตระกูลฉา นางยังไม่เคยเห็นของดีอะไรเลย
แม้จะเห็นแล้วก็ถูกแม่สามียึดเก็บไปหมด ไม่เกี่ยวอะไรกับหลิวซื่อเลย ตอนนี้ให้ของดีแก่หลิงซานฉิงลับลังพวกเขาก็ไม่ว่าอะไร แต่จะไม่ให้พวกเขาดูเลยรึ?
เหตุใดจึงลำเอียงเช่นนี้? ช่างไม่ยุติธรรมเลย!