ตอนที่1 ความตายสู่การเกิดใหม่
“ปัง!” เสียงปืนดังสนั่น
กระสุนปืนพุ่งทะลุหน้าอกซ้ายหญิงผู้นั้นล้มลงในทันที ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
มือปืนแสยะยิ้มเมื่อเห็นว่ากระสุนเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ในที่สุดมันก็สังหารหญิงผู้นี้ได้เสียที
มันถอนหายใจอย่างโล่งอกเดิมทีมันไม่คิดว่าตนเองจะต้องแสดงฝีมือ เพราะคิดว่ามือปืนสามคนก็น่าจะเพียงพอฆ่าหญิงสาวบอบบางได้ แต่พวกมันกลับคิดผิด หญิงผู้นี้กลับใช้ปืนด้วยความชำนาญและแม่นยำจนแม้แต่มือปืนอย่างพวกมันยังสู้ไม่ได้!
ใครจะไปเชื่อว่าทนายสาวสวยคนหนึ่งจะเก่งทั้งการต่อสู้มือเปล่าและยิงปืน
ขณะที่มันเดินเข้าไปหาร่างของหญิงสาวหมายจะยืนยันให้แน่ใจว่าตายแล้ว เพื่อจะรายงานผลต่อผู้ว่าจ้าง ทว่ามันกลับชะล่าใจลืมกฎเหล็กสำคัญที่ว่า ก่อนเดินเข้าหาเหยื่อ ต้องยิงซ้ำ จนมั่นใจว่าอีกฝ่ายตายแล้ว!
กระสุนที่เจาะเข้าหน้าอกบริเวณหัวใจของหญิงสาวทำให้มือปืนชะล่าใจ คิดว่าหญิงสาวบอบบางต้องตายแน่นอน
จู่ ๆ ร่างคิดคิดว่าเป็นศพกลับลืมตาขึ้น ทั้ง ๆ ที่หน้าอกบริเวณหัวใจมีเลือดไหลทะลัก... มือปืนตกใจยกปืนในมือหมายจะลั่นไกอีกครั้ง แต่กลับสายเกินไป
“ปัง! ปัง!” เสียงปืนในมือหญิงสาวดังขึ้นสองนัด กระสุนเจาะเข้าที่สมองของมันติด ๆ กันจนมันล้มลง และแน่นิ่งไป
หญิงสาวใช้แรงเฮือกสุดท้ายหมดไปกับการลั่นไกปืนมือข้างที่ถือปืนหมดแรง ตกลงข้างตัว
เธอรู้ดีความตายกำลังจะมาเยือนในไม่ช้ากำไลหยกบนข้อมือกระทบพื้นและถูกปืนหล่นกระแทกใส่เกิดรอยปริร้าวขึ้นขณะเดียวกันเลือดที่ไหลจากบาดแผลก็ไหลซึมเข้าสู่กำไล ผ่านรอยร้าวมันกำลังดูดกลืนเลือดของหญิงสาว
ท้องฟ้าที่สว่างเจิดจ้า พลันเกิดการปั่นป่วนมีเมฆฝน และฟ้าร้องปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
คนใกล้ตายได้แต่ยิ้มเยาะให้กับตนที่ต้องมานอนตายอนาถท่ามกลางลมฝน
โลกกำลังดับลง ดำมืด ทั้งที่ดวงตายังลืมอยู่รับรู้รอบตัวได้อย่างเลือนราง หวนนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตนต้องมาสิ้นใจในวันนี้ ....
ตายเพราะเลือกผู้ชายผิดคนเข้ามาในชีวิตคิดว่าเลือกอย่างรอบคอบ แต่กลับเจอแมงดามาปลอกลอก แต่เมื่อไหวตัวทันคิดจะตีตัวออกห่าง อีกฝ่ายกลับ เมื่อปอกลอกไม่ได้แล้ว.... สุดท้ายจึงถูกจ้างวานฆ่า
ทำไมถึงรู้นะหรือ....ก็เพราะเสียงปลายสายที่ตนโทรไปขอความช่วยเหลือ กลับเป็นการบอกลาสมน้ำหน้า และบอกว่าส่วนตัวเขาจะปลอมแปลงเอกสารยึดทรัพย์สมบัติของเธอทั้งหมด
ชายผู้เป็นที่รักกลับเฉลยความจริงอันโหดร้ายให้เธอฟัง โดยไม่กลัวสักนิดว่าเธอจะหนีรอดไปได้
เมื่อได้มองย้อนกลับไปถึงอดีต ความรักอันแสนหวานแท้จริงเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้น....
เป็นเขาที่หลอกเราหรือเราที่หลอกตัวเอง ไม่ยอมมองความเป็นจริงตั้งแต่แรก
เมื่อคิดได้ก็สายไปแล้ว คงเป็นเราที่โง่งมหลอกตัวเองกระมัง ถึงไม่เห็นวามจริงหลายอย่างของคนที่คิดจะเข้ามาหลอกลวงทั้งๆที่เขาก็เอาแต่กอบโกยมาตลอด
ชีวิตของทนายสาวผู้มีอนาคตไกลอายุใกล้ครบสามสิบปี สุดท้ายก็ปิดฉากลงเช่นนี้...
‘ใครจะรู้ความตายแม้วันพรุ่งนี้’ทันใดนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าศาสนาที่ตนนับถือ พลันดังขึ้นในหัว
ความหมายคือความตายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าตนจะตายเมื่อไหร่....
และเพราะคำสอนนี้จิตใจข้าจึงปลงตกยอมรับว่าสุดท้ายแล้วตนก็ต้องตายอยู่ดี ไม่ว่าจะตายแบบไหน ถูกเขาฆ่าหรือแก่ตายแต่เมื่อต้องทิ้งร่างนี้ไป.... เหตุผลแห่งความตายจึงไม่ใช่สาระที่ต้องไปยึดติดอีก
ตนไม่เคยกลัวความตาย เพราะชีวิตนี้ตนไม่เสียดาย
ทั้งชีวิตยึดมั่นแต่ความดีทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง...เมื่อความตายมาถึงจึงเชื่อว่าตนจะไปสู่ที่อันสงบสุข
สติสุดท้ายดับลงขณะที่ใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมสุขกับธรรมที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อละวางการยึดติดชีวิตลง...
ทว่าขณะสิ้นลม เปลือกตายังไม่ทันปิดสนิทท่ามกลางฝนฟ้าที่กระหน่ำลงมา รอบด้านไร้ผู้คน ไร้รถยนต์ที่ควรจะสวนไปมาบนถนนในชั่วโมงเร่งด่วนคล้ายสรรพสิ่งหยุดนิ่ง แม้กระทั่ง เม็ดฝนยังหยุดชะงักกลางอากาศ
ฉับพลันร่างของเด็กสาวผู้สวมอาภรณ์โบราณสีดำก้าวออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่า
เด็กหญิงนั่งลง ยื่นมือไปลูบดวงตาศพให้ปิดสนิทขณะที่กระซิบ
‘เรากลับกันเถอะ... ได้เวลากลับไปที่ของเราแล้ว!’
เด็กสาวกล่าวขณะคว้าเอาดวงวิญาณของหญิงผู้ตายที่ยังหลับใหลในภวังค์จากไป
กำไลหยกที่ข้อมือศพ พลันสลายกลายเป็นผุยผง
เมื่อเด็กสาวจากไปพร้อมวิญญาณได้ไม่นาน
ยมทูต ทั้งสอง ผู้สวมชุดขาว และชุดดำพลันปรากฏกายขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า
พวกเขาต่างเร่งรีบเก็บดวงวิญญาณที่เพิ่งตายเพื่อไปรับฟังคำพิพากษา หลังความตาย
ขณะที่ยมทูตดำกำลังลงไม้ลงมือกับผีที่ต่อสู้ดิ้นรนไม่ยอมใส่โซ่ตรวนแต่โดยดี
ยมทูตชุดขาว ผู้ก้มมองศพผู้หญิงพลันร้องลั่น
“ศพนี่มันอะไรกัน!” ยมทูตขาวร้องเสียงหลง
“เจ้าไม่เคยเห็นศพรึไงจะร้องเสียงดังไปทำไม!” เสียงด่าดังขึ้น
ขณะผู้พูดหันไปถีบผีเหยียบมันกดไว้กับพื้นแล้วใส่โซ่ตรวนมัดวิญญาณได้สำเร็จ
‘ถุยยอมไปแต่โดยดีก็จบจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวคิดจะสู้กับยมทูตรึ!ช่างเป็นผีที่ไม่เจียมตัวจริงๆ’ยมทูตดำถุยน้ำลายใส่ผี
หลังจากยมทูตดำไล่จับผีได้ครบทุกตัว ก็เคลื่อนตัวไปหายมทูตขาวที่เอาแต่ยืนจ้องร่างศพหญิงสาวผู้หนึ่งด้วยความตกตะลึง ไม่ยอมขยับตัวทำงานเลย
“จ้องอะไรขนาดนั้น....”ยมทูติดำถามขณะเดินไปหยุดข้างศพแล้วก้มมอง
สีหน้าสงสัยพลันเปลี่ยนเป็นงุนงง แล้วตามมาด้วยความตกใจก่อนจะกล่าว
“วิญญาณเจ้าของร่างไม่มีในบัญชีของโลกนี้!” ยมทูตดำยืนตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ถึงร่องรอยวิญญาณ
“แถมยังมีถึงสองดวงวิญญาณที่ไม่ควรอยู่ที่นี่!”ยมทูตขาวกล่าว
ดวงวิญญาณทั้งสองควรอยู่ในโลกอีกมิติซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วย สัตว์อสูร เซียน และผู้ฝึกยุทธ์ โลกของผู้บำเพ็ญเพียรซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างสามโลก ประกอบด้วย สวรรค์ มนุษย์ และมาร
ยมทูตขาวหยิบบัญชียมโลกมาพลิกดูไม่พบประวัติใดๆ ของสองดวงวิญญาณในโลกนี้หลังจากพลิกหาอยู่นาน
ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันด้วยความงุนงงตั้งแต่ดำรงตำแหน่งยมทูตไม่เคยพบเห็นเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อน
พวกเขารีบลากวิญญาณทั้งหลายกลับไปรายงานเหยียนหลัวหวาง(พญายมราช)
คำตอบที่ได้จากพยายมราชคือ“เรื่องของเขา...เราอย่าไปยุ่ง ประเดี๋ยวเขาตามมาถลกหนังเอา!”
ในอีกมิติหนึ่งโลกคู่ขนานที่คล้ายกับยุคจีนโบราณ
เด็กหญิงวัยสิบสอง กำลังกรีดร้องใจสลาย เมื่อเห็นกำไลหยกของมารดา แตกเป็นเสี่ยงๆ บนพื้น
หนิงหรงเก็บซ่อนของชิ้นนี้ไว้หลายปีแต่แล้ววันนี้กลับถูกพี่ชายต่างมารดาพบเห็น จึงกลายเป็นจุดจบของกำไลที่ตนหวงแหน
สมบัติทั้งหลายที่เป็นสินเดิมของมารดาถูกแม่เลี้ยงแย่งชิงไปจนหมดหรือไม่ก็ถูกทำลายทิ้ง... กำไลหยกนี้ก็เช่นกัน
เด็กหญิงนั่งลงร่ำไห้ขณะเอื้อมมือไปเก็บเศษกำไล ด้วยหัวใจที่แตกสลาย
น่าเศร้าที่ตนดันเกิดในตระกูลทหารที่ให้ความสำคัญกับพลังยุทธ์เมื่อตนไร้พลังฝึกยุทธไม่ได้ จึงกลายเป็นแค่ขยะ บิดาไม่เหลียวแล ไม่ปกป้อง
“อึก..” เด็กหญิงร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อมือที่ยื่นไปเก็บเศษหยก ถูกเท้าอีกฝ่ายกดเหยียบ ทำให้ฝ่ามือกดทับลงไปบนเศษ เลือดพลันไหลอาบย้อมเศษกำไล
ทันใดนั้นเศษกำไล พลันเรืองแสงขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เลือดจากฝ่ามือเด็กหญิงค่อยๆ ซึมเข้าสู่เศษกำไลหยก
เด็กหญิงหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
เด็กชายแสยะยิ้มด้วยความรู้สึกสนุกสนาน
เขาขยี้เท้าแรงๆให้ฝ่ามือของอีกฝ่ายสัมผัสเศษกำไลให้ได้มากที่สุด
“รักมากใช่ไหมกำไลขยะนี่ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ลูบคลำมันให้พอใจ ลูบจนมือพิการไปเลย!”
เด็กชายหัวเราะเสียงแหลมด้วยความชั่วร้ายโอหัง
เมื่อเห็นเด็กหญิงพยายามชักมือออกจากฝ่าเท้าของตนเขายิ่งใช้พลังยุทธ์กดเท้าขยี้ลงไปมากขึ้น เพื่อรีดเลือดออกจากฝ่ามือน้อยๆนั้นให้พิการด้วยความสะใจ
หงหนิงหรง เด็กหญิงตัวน้อยพลันเกิดความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าสู่ใจ
มารดาตายไปตั้งแต่คลอดนาง ได้ไม่กี่เดือนบิดาก็รับอนุเข้ามาเป็นฮูหยินของตระกูลแทบจะทันที อนุที่แต่เดิมถูกเลี้ยงไว้นอกเรือนก่อนที่บิดาจะแต่งกับมารดา
และแน่นอนว่าเมื่อมีแม่เลี้ยง ชีวิตของลูกเลี้ยงจะไปมีความสุขได้อย่างไรก็ต้องลงเองด้วยการ ถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัดแม้เสื้อผ้าอาหารจะได้รับอย่างเหมาะสม (ด้วยเหตุผลที่ว่าญาติฝ่ายมารดาของหนิงหรง เป็นเชื้อพระวงศ์ไม่อาจทำให้คนภายนอกสังเกตุได้ว่าหนิงหรง ถูกกรังแกจนซูบผอม เสื้อผ้าเก่าซีดมอซอเหมือนขอทาน) แต่ร่างเล็กๆ ของตนกลับถูกรังแก ทุบตีบ่อยครั้งโดยฝีมือพี่ชายและแม่เลี้ยง
“สารเลว! เจ้ามันสารเลว!”เด็กหญิงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นของต่างหน้ามารดาชิ้นสุดท้ายได้พังลงแล้ว ชีวิตของตนไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกแล้ว
ทั้งชีวิตตนไม่เคยกล้าตอบโต้แม้กระทั่งอ้าปากด่าทอ ยังน้อยครั้ง เพราะหากนางทำเช่นนั้นจะถูกรังแกหนักกว่าเดิม
ทว่า เวลานี้รู้แล้วว่าต่อให้อยู่เฉยๆ ขอแค่ตนยังมีชีวิต คนพวกนี้จะไม่มีวันเลิกรา!
นางฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายมัวแต่ตกใจที่เห็นนางด่าทอทั้งๆ ที่ปกติไม่กล้าปริปาก
ใช้มือที่ว่างอยู่ทุบเข้าที่ข้อพับขาของเขาทำให้อีกฝ่ายเข่าอ่อน เสียหลักทรุดลง
ฉวยโอกาส ที่อีกฝ่ายเสียหลักดึงมือออกจากใต้ฝ่าเท้าเขา ใช้เศษกำไลในมือ พุ่งเข้าใส่หมายจะใช้เศษกำไลแทงเข้าที่คอของเขาให้ตาย...
เด็กหนุ่มซึ่งได้รับการฝึกยุทธมา โยกตัวหลบตามสัญชาตญาณแต่ก็ยังไม่พ้น โดนบาดคอ จนได้เลือด
เขาตาลุกวาวด้วยความโกรธแค้นในฐานะคุณชายคนโตของสกุล ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกใครทำร้ายจนได้เลือดมาก่อน
“นังบ้านี่!” เด็กชายสบถลั่นโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ใช้พลังยุทธ เตะร่างบอบบางของอีกฝ่ายที่ผอมแห้งอ่อนแอและไร้พลังยุทธ พุ่งไปทางภูเขาหินจำลอง
โดยส่วนหัวของเด็กหญิง กระแทกเข้ากับภูเขาหินก่อนร่างจะไถลตกลงไปในสระ
เลือดแดงฉานพลันไหลย้อมน้ำ กลายเป็นบ่อเลือดน่าสยดสยอง
“ฮวบ” สองขาของเด็กชายอ่อนแรงจนล้มลง
“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เด็กชายนั่งส่ายหน้าปฏิเสธงึมงำกับตนเองด้วยความหวาดกลัวเขาลงมือหนักไปโดยลืมว่าอีกฝ่ายไร้พลังยุทธ หากลงแรงเพียงเล็กน้อยอีกฝ่ายก็อาจจะตายได้แต่นี่เขาใส่แรงไปเต็มที่....
เด็กหนุ่มหวาดกลัวกับผลลัพธ์ที่จะตามมาเขาฆ่าคนตาย!
เหล่าข้ารับใช้ต่างกรีดร้อง วิ่งวุ่นหลังจากเห็นเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนั้น
แม้คุณหนูผู้นี้จะไม่เป็นที่โปรดปรานของบิดาเพราะเป็นลูกของอดีตฮูหยินที่ถูกบังคับแต่งงานด้วยทว่าคุณหนูผู้นี้ก็เป็นถึงหลานสาวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน!
หัวของคนทั้งตระกูลขึ้นอยู่กับชีวิตของคุณหนูผู้นี้แล้วขอเพียงนางไม่ตาย ทุกคนในจวนยังมีโอกาสรอด!
เหล่าคนใช้จึงวิ่งวุ่น ทั้งตามหมอทั้งลงไปช่วยกันงมคว้าตัวคุณหนูผู้นี้ขึ้นมา
ณ ห้องโถงของตระกูล
“โครม!” แม่ทัพหงซือจงถีบโต๊ะใส่บุตรชายที่กำลังคุกเข่าสำนึกผิด
“ผลั่ก!” เสียงโต้ะปลิวกระแทกร่างของเด็กชายวัยสิบสี่ปีบุตรชายคนโตของจวนแม่ทัพ
“อึก” เด็กหนุ่มกระเด็นไปพร้อมโต๊ะเกิดอาการบาดเจ็บภายใน
ทว่าหงซือจินไม่มีเวลามาสำออยเขาต้องรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่งคุกเข่า ด้วยสีหน้าสำนึกผิดเหมือนเดิมพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ไม่กล้าส่งเสียงร้องโอดครวญเจ็บปวดออกมา
เขารู้ดีว่ามีเพียงการยอมรับผิดยอมถูกทุบตีแต่โดยดี ไม่ส่งเสียงสำออย จึงไม่ทำให้โทสะของบิดาพุ่งสูงไปมากกว่านี้
แม่ทัพเห็นบุตรชาย ยังรู้จักคิดจึงทำเพียงขมวดคิ้ว ไม่ด่าทอต่อไป หากไม่เห็นว่าเป็นบุตรชายที่เขารักและหวงแหนเขาจะใช้ไม้พลองฟาดเด็กคนนี้ให้หลังหัก!
“พรวด..” หงซือจินกระอักเลือดออกมาแม้ลูกถีบนี้จะไม่รุนแรงมาก แต่พลังยุทธของเขาและบิดาต่างกันมากเกินไปดังนั้นเขาถึงกระอักเลือดเกิดอาการบาดเจ็บภายใน
ฮูหยินแม่ทัพคนปัจจุบันถึงกับกรีดร้องเสียงแปดหลอด จนคนได้ยินต่างปวดหู
“ลูกข้า!” หรี่เซียงหรูสาวงามผู้มีรูปร่างเย้ายวน อรชร มารดาของหงซือจินหันไปซัดโต๊ะที่ที่ล้มคว่ำขวางทางอยู่ หักออกเป็นสองท่อน ขณะนางพุ่งเข้าไปหาบุตรชายด้วยความเป็นห่วง
“ตามหมอสิรีบตามหมอมาดูอาการลูกข้า!” ฮูหยินหันไปตะคอกใส่ข้ารับใช้ให้รีบตามหมอขณะสำรวจดูอาการบาดเจ็บของบุตรชายด้วยความเป็นห่วง
แม่ทัพหงซือจง เห็นฮูหยินยื่นมือมาสอดขณะที่ตนกำลังสั่งสอนบุตรชาย พลันมีโทสะพุ่งสูงกว่าเดิม จึงหันไปด่าทอฮูหยินที่ปกติทะนุถนอมยิ่งกว่าไข่ในหิน
“เจ้าจะเสนอหน้าทำไมไสหัวไปให้พ้นทาง! ข้าจะสั่งสอนมัน!”
หรี่เซียงหรูถึงกับตกตะลึงที่ถูกสามีรักตะคอกใส่ครั้งแรกในชีวิตแววตาของนางเต็มไปด้วยความเสียใจ
เมื่อแม่ทัพเห็นเมียรักมีท่าทางเช่นนั้นจึงเบือนหน้าไปทางอื่นกลัวตัวเองจะใจอ่อนวิ่งเข้าไปปลอบเมียรัก
ทว่าวินาทีนั้นแววตาของหรี่เซียงหรูพลันดำมืดลงความเคียดแค้นชิงชังผุดขึ้นบนใบหน้า
‘หากว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ข้ารักหึ แม่ทัพกระจอก ๆ อย่างเจ้าจะต้องโดนข้าสับเป็นหมื่น ๆชิ้นที่บังอาจมาตะคอกใส่ข้า!’
หรี่เซียงหรูคิดด้วยความเจ็บใจ อาฆาต หากไม่ใช่เพราะหลงรักแม่ทัพผู้นี้ป่านนี้นางคงมีอีกฐานะทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าขัดใจ
แต่แล้วนางก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าโศกทันทีเมื่อมือของบุตรชายเตะลงบนหลังมือนางเหมือนจะปลอบใจและห้ามนางไม่ให้มีเรื่องกับบิดา
หงซือจินหวาดกลัวว่ามารดาจะแค้นบิดาจนคิดสังหารอีกฝ่าย...จึงได้แต่พยายามปลอบให้มารดาใจเย็น
ขณะนั้นแม่ทัพหงซือจงก็ยังคงเกรี้ยวกราดด่าทอไม่หยุด
“ข้าจะสั่งสอนเจ้าลูกชั่วนี่ฮูหยินเจ้าหลบไปดีกว่า หากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยให้ท้าย ตามใจจนเสียคนมันจะกล้าโอหังคิดสังหารน้องสาวได้อย่างไร!” แม่ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่ก็ยังแฝงการตำหนิ เมียรักเอาไว้
“เฮอะ!” คราวนี้หรี่เซียงหรูทำเสียงขึ้นจมูก ขณะประคองลูกชายให้ลุกขึ้นแต่ลูกชายตัวดีกลับนั่งคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าลุกขึ้น ด้วยกลัวบิดาบันดาลโทสะจึงทำให้หรี่เซียงหรูทำเสียงฮึดฮัด ไม่พอใจลูกชาย เลยหันไปตัดพ้อสามีแทน
“ท่านจะทุบตีลูกทำไมลูกก็บอกอยู่ว่าไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นแค่ความโกรธชั่ววูบเท่านั้น! นังเด็กชั่วนั่นคิดจะฆ่าเขาก่อนนะ!”
แม่ทัพหงซือจง ได้ยินเสียงแว้ดๆของฮูหยินตน พลันทำให้อารมณ์คุกรุ่นยิ่งกว่าเดิม
เขาหลับตา ขบเคี้ยวฟัน พยายามข่มกลั้นอารมณ์ไม่ให้โทสะระเบิดออกมา เขารู้ว่าฮูหยินพูดถูก แต่หากไม่ลงโทษบุตรชายให้หนักฮ่องเต้จะต้องหาทางสั่งฆ่าคนทั้งจวนแน่!
เมื่อหรี่เซียงหรูเห็นสามีทำท่าข่มกลั้นอารมณ์ด้วยความฉลาด จึงได้รีบกลืนคำพูดลงคอไปให้หมด หากตนยังพูดมากอีก เกรงว่าหากสามีระเบิดอารมณ์คราวนี้บุตรชายอาจจะถูกทุบตีเพิ่มขึ้น
เมื่อไม่มีคนคอยโวยวายทุกอย่างจึงเงียบสงบเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ แม่ทัพหงซือจงที่หลับตาข่มกลั้นอารมณ์ไว้ ก็ลืมตาขึ้นมาด้วยแววตาที่สงบลงเล็กน้อย
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโต้เถียง...หากหนิงหรงตาย พวกเราทั้งตระกูลต้องถูกสังหารหมดแค่เรื่องที่อดีตฮูหยินบุตรสาวแสนรักของอ๋องฮุ่ยตายจากไป ก็ทำให้ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยหมายหัวสกุลหงเรา หากยังมาเกิดเรื่องกับหลานสาวของพวกเขาอีก....” หงซือจงแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรฮุ่ย กดคิ้วลงด้วยความกังวล
ณ ห้องทรงอักษรของฮ่องเต้
“เพล้ง!” เสียงเขวี้ยงถ้วยชาในมือฮ่องเต้ดังลั่น
เหล่าทหาร นางใน ขันทีต่างคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว โทสะของฮ่องเต้
“พวกสวะ!บังอาจทำร้ายหลานของข้า!”ฮ่องเต้กำหมัด โกรธจนมือสั่น
“ข้าอยากจะฆ่าล้างตระกูลมันเหลือเกิน!”เสียงฮ่องเต้กัดฟันกรอดๆ ด้วยโทสะ ขณะคนที่ยืนข้างกายหน้าตาคล้ายคลึงกันก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยโทสะเช่นกันแต่กลับใจเย็นกว่า
“เสด็จพี่พระทัยเย็นก่อน ตอนนี้สิ่งที่ต้องสนใจคือเรื่องของหนิงหรงส่วนพวกสวะนั่นค่อยว่ากันทีหลัง! ท่านก็รู้หรี่เซียงหรูผู้นั้นไม่ปกติเรารีบร้อนไม่ได้” น้ำเสียงของคนพูดเองก็มีโทสะ เขาพยายามข่มกลั้นอารมณ์
ฮ่องเต้ได้แต่ขว้างปาถ้วยชาที่เหลือบนโต๊ะระบายอารมณ์พระองค์แม้เป็นฮ่องเต้แต่ก็มีบางเรื่องที่ไม่อาจทำตามใจตนได้ในทันที
ความลับของหรี่เซียงหรูผู้นั้นมารดาเลี้ยงของหนิงหรง ดันมีองค์กรนักฆ่าขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องหากสั่งฆ่าล้างตระกูล เกรงว่าจะเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ที่เกินการควบคุมเพราะนั่นคือองค์กร ทมิฬ ที่มีอิทธิพลมาตลอดห้าร้อยปีกล่าวกันว่าพวกเขามีวิชาลับในการคืนชีพคนตาย! และมีนักฆ่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงนับร้อยคนการประทะโดยตรอาจทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ภายใน
ฮ่องเต้กัดฟันกรอด ทั้งโมโหทั้งเคียดแค้น พระองค์พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเพราะเรื่องชีวิตของหลานรักนั้นเร่งด่วนกว่า
อ๋องฮุ่ยหันไปไต่ถามคนที่วิ่งมารายงาน “ตอนนี้หนิงหรงเป็นอย่างไรบ้าง” เขาขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“ตอนนี้คุณหนูยังไม่ได้สติพ่ะย่ะค่ะหมอหลวงรายงานว่ามีบาดแผลสาหัส จากการกระแทกหินพ่ะย่ะค่ะ โชคดียากิเลนทองที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ช่วยพยุงชีวิตเอาไว้ได้...หากไม่ได้กินยาวิเศษนี้ เกรงว่า....”ทหารนายนั้นไม่กล้ากล่าวต่อ กลัวตนเองจะหัวหลุดเพราะคำพูดอัปมงคล
ฮ่องเต้กัดฟันกรอดๆเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หากไม่ใช่ตระกูลหง กุมอำนาจทางด้านทหารไว้กว่าครึ่งและหรี่เซียงหรูมีความเกี่ยวพันกับองค์กรนักฆ่ารับรองได้ถูกฆ่าล้างตระกูลไปนานแล้ว
อ๋องฮุ่ยท่านตาสายเลือดตรงของหนิงหรงกล่าวขึ้น
“หากร่างกายนางคงที่ย้ายนางไปที่หุบเขาอสูร ให้นางอยู่ที่นั่นภายใต้การคุ้มครองของทหารองครักษ์และการดูแลจากหมอหลวงอย่างใกล้ชิด”เสียงท่านอ๋องฮุ่ยกล่าวขึ้นหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง
ฮ่องเต้ฮุ่ยหันไปมองหน้าอ๋องฮุ่ยด้วยความประหลาดใจ
‘ที่นั่นมันที่อันตรายไม่ใช่หรือ!’
อ๋องฮุ่ยเข้าใจคำถามทางสายตานั้นก่อนจะกล่าวเพิ่มเติม
“หนิงหรงต้องพักฟื้นร่างกาย หุบเขาเทพอสูรเต็มไปด้วยปราณบริสุทธิ์เหมาะจะพักฟื้น...นางจะปลอดภัยหากอยู่นอกตระกูลชั่วร้ายนั่น!”
ฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นจึงนิ่งคิดไปครูหนึ่งแม้คนในปัจจุบันมนุษย์ไม่สามารถรับเอาปราณเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงแต่การหายใจเอามันเข้าไปผ่านอากาศ ก็ยังทำให้ร่างกายที่บาดเจ็บฟื้นฟูได้เร็วมากกว่าการที่อยู่ในพื้นที่ไร้ปราณบริสุทธิ์
ที่นั่นห่างไกลจากสกุลหงรอบล้อมไปด้วยสัตว์อสูรทั่วหุบเขา นางจะปลอดภัยชั่วคราวระหว่างไม่ได้สติส่วนในวังหลวงเองก็ไม่เหมาะ เพราะเต็มไปด้วยอันตรายเช่นกัน ผู้คนยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งไว้วางใจได้น้อยเท่านั้นก่อนจะรับสั่ง
“ส่งทหารองครักษ์และหมอหลวง ไปคอยคุ้มกันหนิงหรงเดินทาง และให้รั้งอยู่ดูแลนาง แจ้งหมอหลวง ไม่ว่ายาอะไรไม่ว่าวิเศษแค่ไหน ก็จงสั่งคนหามารักษาหลานสาวของข้าให้ได้!!!”
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งลับที่ทรงตรัสกับคนที่จะส่งไปดูแลความปลอดภัยของหนิงหรง...ทรงคัดเลือกคนด้วยตัวเอง
“หากนางรอดชีวิตต้องให้นางศึกษาทุกอย่าง นางต้องมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องตัวเองได้แม้นางจะร่างกายอ่อนแอฝึกยุทธไม่ได้ แต่ก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ ยาพิษการแพทย์ การปรุงโอสถ ให้นางมีความรู้มากที่สุด เพื่อเอาตัวรอด!”
ในโลกที่มนุษย์ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถฝึกพลังยุทธหรือพลังเซียนได้ แต่หากมีวิชาแพทย์ หรือมีความเชี่ยวชาญในการใช้ยาพิษและสมุนไพรคนเหล่านี้กลับมีค่ายิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์
การเป็นผู้ปรุงโอสถนั้นต้องมีผู้สนับสนุนทั้งการเงินและเส้นสายจึงจะสามารถหาเตาหลอมชั้นเลิศ สมุนไพรดีล้ำค่ามาทดลองทำยาลูกกลอนได้ดังนั้นผู้ปรุงโอสถจึงมีจำนวนน้อยมาก การบ่มเพาะผู้ปรุงโอสถต้องใช้ทั้งเงินและเวลาคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย จึงมักเลือกเส้นทางเป็นผู้ฝึกยุทธมากกว่า
สิ่งที่ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยปรารถนาให้นางได้เป็นหากไม่สามารถฝึกยุทธได้ก็ควรหันไปหาเส้นทางของผู้ปรุงโอสถเสีย!
เงินหรือ? เส้นสายหรือ?ทั้งสองพระองค์ล้วนมี!
ขอเพียงหลานสาวของพระองค์ได้ยืดอกอย่างภูมิใจมีชีวิตที่ไม่ต้องถูกคนกดข่มอีกต่อไปเงินและเส้นสายจะทรงใช้ให้เต็มที่เพื่อหลานสาวอันเป็นที่รักของพระองค์