หลายปีมานี้ไม่มีวันใดที่หลี่เยี่ยนฟางจะไม่รู้สึกเสียใจไม่ว่าผู้ใดก็คงจะคิดไม่ถึงว่า บุตรสาวของหยวนจิ้งโหวที่เคยเป็ที่ชื่นชมและมีชื่อเสียงดีไปทั่วทั้งเมืองหลวง เวลานี้จะเหลือเพียงแต่โครงเปล่า ๆต้องโทษที่ในอดีตนางใสซื่อจนเกินไป ถูกประจบเอาใจโดยบุรุษรูปโฉมงดงามเข้าหน่อย ก็ยอมแพ้ทั้งกายใจละทิ้งศักดิ์ศรีหนีตามชายที่ไม่ใช่คนดีอะไรมาอย่างไร้ประโยชน์
หลี่เยี่ยนฟางยิ่งคิดก็ยิ่งนึกเย้ยหยันตนเองหลายปีที่หนีออกจากบ้านมา ชีวิตของนางพลิกจากหน้ามือเป็หลังมือเมื่อก่อนนางคือสตรีที่มีทั้งทรัพย์สินและหน้าตา เติบโตขึ้นมาโดยมีชีวิตที่หรูหราสง่างามของกินของใช้ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่ดีที่สุด
แต่มาบัดนี้เครื่องประดับผมสักชิ้น กำไลสักวงหรือต่างหูสักคู่ นางก็ยังไม่มี แม้กระทั่งเงินที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือใช้เลี้ยงดูบุตรสาวตัวน้อย ๆ ก็ยังขาดแคลน
ยามนี้ในใจของหลี่เยี่ยนฟางไม่นึกยินดีเป็อย่างมากการต้องมาพบเจออดีตองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยิ่ในสภาพเช่นนี้ ทำให้นางยิ่งอยากปิดบังอำพรางฝ่ามือที่หยาบกร้านพยายามจับชายเสื้อผ้าให้เรียบตึง ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ช่วยอะไร
ลู่สิงเทียนกับหลี่จิ้งถิงเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบรรยากาศรอบตัวถึงได้เงียบไป หลังจากที่มารดาของพวกเขาทั้งคู่พบหน้ากัน
หลี่เยี่ยนฟางหันมาเห็นสายตาสงสัยของเด็กทั้งสองเข้าพอดีจึงเพิ่งนึกขึ้นได้
“ถิงเอ๋อร์ยังไม่รีบมาคารวะนายหญิงกับนายท่านอีก”
สายตาของลู่ฮูหยินหันไปจับจ้องบุตรสาวที่อีกฝ่ายให้กำเนิดหลี่จิ้งถิงก้มลงคารวะทั้งสองอย่างมีมารยาทตามที่มารดาเคยสั่งสอน
“หลี่จิ้งถิงคารวะนายหญิง คารวะนายท่านเ้าค่ะ”
ลู่ฮูหยินมองดูเด็กหญิงไร้เดียงสาน่ารักคนนี้แล้วก็รู้สึกชอบน่าเสียดายที่ชีวิตของแม่หนูน้อยเกิดมาอาภัพแต่คำพูดเหล่านี้นางทำได้เพียงแต่คิดในใจ ก่อนจะพยักหน้าแล้วยิ้มให้
“เสี่ยวถิงน่ารักเสียจริงแต่ต่อไปให้เรียกพวกข้าว่าท่านลุงท่านป้านะ จำได้ไหม”
หลี่จิ้งถิงเหลือบมองหลี่เยี่ยนฟางแวบหนึ่งพอเห็นมารดาพยักหน้าก็ฉีกยิ้มสดใส
“จำได้เ้าค่ะท่านป้า”
คนที่อยู่ในสภาพย่ำแย่กลัวที่สุดคือการได้พบเจอคนรู้จัก อย่างไรเสียหลี่เยี่ยนฟางในอดีตก็เคยแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยอาภรณ์หรูหรายามไปไหนมาไหนก็มีสาวใช้ห้อมล้อมมากมายดังนั้นพอให้หลี่จิ้งถิงคารวะทักทายอีกฝ่ายแล้วก็อยากจะรีบร้อนขอตัวหนีหายไปให้ไกล
แต่ฝ่ายลู่ฮูหยินกลับนิ่งสงบมากเพียงแค่พูดว่าพวกนางไม่ได้พบเจอกันมานานมาก ยามนี้มีโอกาสได้พบเจอสหายเก่า ก็อยากจะพูดคุยสนทนากันให้หายคิดถึงอีกทั้งยังพยักหน้าพูดกับสามีว่า “ท่านเองก็ไม่ต้องมาอยู่ฟังพวกสตรีเค้าสนทนากันพาพวกเด็ก ๆ ไปเดินเที่ยวเล่นให้สนุกเถอะ”
ลู่จางหย่งรู้ว่าฮูหยินของเขาอยากพูดคุยกับอีกฝ่ายตามลำพังหากมีเขาและพวกเด็ก ๆ อยู่ด้วย พวกนางย่อมไม่มีโอกาสจะพูดจาเื่สำคัญอะไรกันได้ดังนั้นจึงส่งเสียงรับคำในทันที
“เสี่ยวถิงเ้าช่วยพาลุงกับพี่ชายไปเดินเล่นในตลาดหน่อยได้ไหม พวกเราเพิ่งจะเคยมาเที่ยวเมืองนี้เป็ครั้งแรกคราวนี้คงต้องหวังพึ่งเ้าถิ่นตัวน้อยช่วยนำทางเสียแล้ว”
สายตาของหลี่จิ้งถิงเลื่อนไปที่มารดาตามจิตใต้สำนึกหลี่เยี่ยนฟางลอบถอนหายใจดูท่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพูดคุยกับนางอย่างไม่ยอมให้หลีกเลี่ยงคนผู้นี้แต่ไหนแต่ไรก็เป็คนที่นางไม่กล้าล่วงเกินเสียด้วย
หลี่เยี่ยนฟางจึงยิ้มแล้วพูดว่า“ถิงเอ๋อร์ พาท่านลุงกับพี่ชายไปเดินเล่นก่อนเถิด เดี๋ยวแม่คุยธุระกับท่านป้าเสร็จเมื่อใดจะรีบไปหาเ้าทันที”
ภายในห้องส่วนตัวในร้านน้ำชาพอประตูถูกปิดลงหลี่เยี่ยนฟางก็คอยส่งสายตามองไปทางอดีตองค์หญิงใหญ่อย่างระแวดระวังพอนึกถึงเื่ที่ตนเองประพฤติตนออกนอกกรอบ ส่งผลให้ชื่อเสียงของครอบครัวด่างพร้อยทำให้บิดามารดาถูกผู้คนภายนอกมองด้วยสายตาหยามเหยียดก็ส่งผลให้นางไม่กล้าแม้กระทั่งจะเปล่งเสียง
ลู่ฮูหยินเองก็เบนสายตาไปจับจ้องหลี่เยี่ยนฟางเพื่อรอนางเอ่ยปากเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กระจ่างสตรีตรงหน้านี้แม้จะยังไม่ถึงขั้นเรียกได้ว่าสนิทสนมใกล้ชิดกันแต่ก็เคยรู้จักเห็นหน้าค่าตากันมาั้แ่เล็กจนโตดังนั้นลู่ฮูหยินจึงคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะเห็นอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
หลี่เยี่ยนฟางแต่ไหนแต่ไรมาก็เป็คนสุภาพเรียบร้อย เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างปกป้องทะนุถนอมนางจึงไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ดังนั้นเก้าในสิบส่วนนางน่าจะถูกคำล่อลวงยุยงของผู้อื่นจึงได้กล้ากระทำการอาจหาญ ทำลายชื่อเสียงของตนเองและวงศ์สกุลให้ต้องแปดเปื้อนมลทินได้อย่างไม่ลังเลใจเลยสักนิด
ลู่ฮูหยินเห็นหลี่เยี่ยนฟางนั่งก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จาอยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“เหตุใดลำบากขนาดนี้ถึงไม่คิดจะกลับบ้านไปหาบิดามารดาเล่า”
หลี่เยี่ยนฟางได้ยินคำพูดนี้ก็นิ่งอึ้งไปนางฝืนข่มความปวดร้าวในใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่ใช่ข้าไม่อยากกลับแต่ข้าไม่มีหน้าจะกลับไปเ้าค่ะ”
สีหน้าของลู่ฮูหยินแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยดูไม่ออกว่านางคิดอะไรอยู่
“ข้ามีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่งเ้ากับบิดาของเสี่ยวถิงมาพบเจอและสนิทสนมกันได้อย่างไร” จู่ ๆลู่ฮูหยินก็เอ่ยถามขึ้นมา
คำถามนี้ทำให้ในใจของหลี่เยี่ยนฟางทั้งอึดอัดกลัดกลุ้มและโศกเศร้า เป็เพราะตอนแรกนางมองคนไม่ทะลุปรุโปร่งกว่าจะคิดได้ว่าบุรุษที่นางหนีตามมาไม่ใช่คนดิบดีอะไร ก็ไร้ซึ่งหนทางจะแก้ไขสิ่งใดแล้ว
“ปกติข้ามักจะชอบเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนต่อมาข้าก็มีโอกาสได้พบกับบิดาของถิงเอ๋อร์เื่นี้จะว่าไปก็แปลกไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ไม่แคล้วต้องพบเจอกับเขาไปเสียทุกทีสุดท้ายพอได้พบปะพูดคุยกันอยู่บ่อย ๆ ความตะขิดตะขวงใจของข้าก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไปข้ารู้สึกว่าเขาช่างเข้าอกเข้าใจและเป็ห่วงเป็ใยเหลือเกินไม่ว่าข้าจะพูดอะไรเขาก็มักจะคล้อยตามข้าไปเสียหมด ดังนั้นข้าก็เลย...”
ไม่รอให้หลี่เยี่ยนฟางพูดจบจนลู่ฮูหยินก็พยักหน้าเป็เชิงว่ารู้แล้ว โดยไม่ต้องฟังอีกฝ่ายเล่าให้ละเอียดจนจบ
อดีตองค์หญิงใหญ่หยักยิ้มก่อนไต่ถามต่อ“เื่ของพวกเ้าสุดท้ายก็ปิดเอาไว้ไม่มิดสินะ เมื่อหยวนจิ้งโหวฮูหยินล่วงรู้แล้วนางตัดหนทางไปมาหาสู่ของพวกเ้าอย่างไรรึ”
หลี่เยี่ยนฟางเองก็ไม่นึกว่าเื่ความสนิทสนมใกล้ชิดของพวกเขาทั้งคู่จะเล็ดลอดไปเข้าหูของมารดา ท่านแม่ตัดสินใจจับนางขังโดยให้คนเฝ้าเอาไว้อย่างแ่าที่ต้องทำเช่นนี้เป็เพราะหลี่เยี่ยนฟางเองก็มีคู่หมั้นคู่หมายเป็ตัวเป็ตนอยู่แล้ว
“สุดท้ายเ้าหลบหนีออกมาได้อย่างไร”ลู่ฮูหยินเปล่งเสียงถามอย่างคนกำลังค้นหาความจริง
“ตอนแรกข้าเองก็หมดปัญญาแต่ภายหลังก็ได้รับจดหมายให้ข้าเฝ้ารอเวลาที่ทุกคนในเรือน จะต้องออกไปไหว้พระนอกเมืองให้ข้าอาศัยจังหวะนี้ลอบหลบหนีจากวัดไปทางหลังเขาเพื่อไปพบกับชายคนรักจากนั้นก็ให้พวกข้าหนีไปให้ไกลโดยเร็วที่สุด”
ในสถานการณ์คับขันหลี่เยี่ยนฟางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางยอมทำตามข้อความในจดหมายทุกอย่าง ข้าวของมีค่าก็ถูกจัดเตรียมซ่อนไว้ในสัมภาระอย่างดีพอลอบหลบหนีออกมาได้ในใจก็มีแต่ความยินดีคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับบุรุษที่นางรัก
สุดท้ายยังไม่ทันได้ตั้งสติก็ถูกผลักลงสู่ขุมนรกอเวจีทั้งเป็
หวนคิดถึงบุรุษผู้นั้นเขาเป็คนเ้าเสน่ห์ อีกทั้งยังรูปโฉมงดงาม คำพูดคำจาก็อ่อนหวานน่าฟังหลี่เยี่ยนฟางที่โง่เง่าไม่รู้เื่รู้ราวเท่าทันคนก็ถูกการกระทำที่มิได้มาจากใจจริงของเขาบงการ จนยอมสละอนาคตทั้งชีวิตละทิ้งครอบครัว ตัดสินใจหนีตามเขามาโดยไม่สนว่าจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
สุดท้ายก็ถูกหลอกลวงพอเงินทองที่นำติดตัวมาถูกใช้จนหมดไม่เหลือหลอ ท่าทางสุภาพอ่อนโยนก็เปลี่ยนไปหลี่เยี่ยนฟางถูกบังคับให้ออกไปทำงาน เพื่อเลี้ยงดูอีกฝ่ายอย่างไร้ยางอายแต่เท่านั้นยังไม่พอบิดาของหลี่จิ้งถิงยังคิดจะขายบุตรสาวที่เป็สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของนางไปอีกด้วย
ตอนหลี่เยี่ยนฟางได้ยินคำพูดนี้จากปากของเขานางถึงกลับข่มกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ตบหน้าอีกฝ่ายไปฉาดใหญ่ ก่อนฉวยโอกาสหลังจากที่บิดาของหลี่จิ้งถิงดื่มสุราจนเมามายเก็บข้าวเก็บของหนีตายออกมาอย่างไม่คิดจะเหลียวหลังกลับไปอีก
หลังลู่ฮูหยินรับฟังเื่ราวคับข้องหมองใจทั้งหมดจากปากคำของหลี่เยี่ยนฟางจนจบแล้วก็รู้สึกว่าเื่ที่เกิดขึ้นนี้มีเหตุผิดวิสัยบางอย่างต่อให้หลี่เยี่ยนฟางจะหูเบาเชื่อคนง่ายจนทำให้อีกฝ่ายฉกฉวยโอกาสล่อลวงนางได้สำเร็จก็จริง
แต่ทว่าการจะหลบหนีออกจากจวนของหยวนจิ้งโหวที่มีการคุ้มกันหนาแน่นนั้นไม่ใช่เื่ง่าย การที่จะทำให้หลี่เยี่ยนฟางกระโจนเข้าสู่กับดักที่ฝ่ายนั้นวางไว้ได้สำเร็จจะต้องมีคนสมรู้ร่วมคิดกับชายชั่วผู้นั้นอยู่ในจวนด้วยอย่างแน่นอนและอีกฝ่ายจะต้องแสร้งทำตัวเป็คนดีสนับสนุนให้หลี่เยี่ยนฟางหนีออกจากจวนได้อย่างง่ายดาย
“เ้าไม่คิดหรือว่าเหตุใดเ้าที่เป็หญิงสาวในห้องหอถึงได้พบปะกับเขาได้บ่อย ๆ อย่างง่ายดายเหตุใดเ้าถึงหนีรอดพ้นสายตาบิดามารดาออกมาได้หรือเพราะว่ามีคนในจวนคอยให้ความร่วมมือกับบุรุษผู้นั้นอยู่”
เมื่อคิดถึงสถานการณ์ยามนี้ของอีกฝ่ายลู่ฮูหยินก็ตัดสินใจตามจิตใต้สำนึก เปิดปากบอกเล่าข้อสงสัยของนางออกมา ด้วยอยากรู้เหมือนกันว่าที่แท้คือผู้ใดกันแน่ที่เป็ฝ่ายผลักหลี่เยี่ยนฟางเข้ากองไฟและเป็ผู้ร้ายที่แท้จริง
แต่ไหนแต่ไรมาหลี่เยี่ยนฟางก็เป็คนไร้เล่ห์เหลี่ยมจึงไม่เคยคิดหวาดระแวงผู้ใด แต่พอคิดไปถึงว่าคนที่ให้ร้ายตนอาจเป็คนใกล้ชิดก็เผยรอยตระหนกออกมา
“ความจริงแล้วในจวนของข้าก็ไม่นับว่ามีคนมากเมื่อเทียบกับจวนอื่นๆ อีกทั้งข้าก็ไม่เคยคิดว่าการให้ร้ายข้าจะมีผลดีอะไรกับพวกเขาแต่พอได้ฟังข้อสันนิษฐานที่ท่านเอ่ย ข้าก็รู้สึกว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันมีข้อพิรุธน่าสงสัยอยู่หลายประการเช่นกัน”
พอพูดมาถึงตอนนี้สีหน้าของหลี่เยี่ยนฟางก็เผยให้เห็นถึงร่องรอยของความใ นางเอ่ยเสียงพึมพำด้วยแววตาวูบไหวว่า
“หรือจะเป็ฝีมือบรรดาอี๋เหนียงของบิดาข้า”
“ฮึ ก็ไม่แน่นะเื่เช่นนี้ข้าพบเจอมามากแล้วป่านนี้คนพวกนั้นก็น่าจะยังคงทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้อยู่อย่างสุขสบายที่จวนโยนความผิดให้เ้ากับชายชั่วผู้นั้นอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด”เสียงของอดีตองค์หญิงใหญ่ทำเอาในหูของหลี่เยี่ยนฟางอื้ออึงไปหมดนางเพิ่งประจักษ์ได้เมื่อเื่ราวล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงป่านนี้
ในใจของหลี่เยี่ยนฟางคิดกลับไปกลับมาคล้ายไม่เชื่อว่าบรรดาอี๋เหนียงที่ดีกับนางมาตลอด จะลงมือทำร้ายนางได้ลงคอแต่ไหนแต่ไรมาหลี่เยี่ยนฟางก็มิใช่คนช่างสังเกตสังกาแต่พอได้ลู่ฮูหยินช่วยไล่เรียงเหตุการณ์ นางก็คล้ายคนที่จมอยู่ในความมืดมิดได้พบเจอแสงสว่าง
“ข้าทำดีกับพวกนางมาตลอดไม่เคยพูดจาไม่ดีกับพวกนางเลยสักครั้ง แล้วทำไมพวกนางจึงต้องทำร้ายข้าเช่นนี้ด้วยหรือว่าลึก ๆ ในใจพวกนางไม่ยินดีที่ข้ามีชีวิตที่ดีงั้นรึ”หลี่เยี่ยนฟางร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดระงับ
“หากเ้าคิดว่าทำดีกับผู้อื่นแล้วจะได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทนกลับมาหล่ะก็ เ้าคิดผิดเสียแล้วบางครั้งคนผู้หนึ่งต่อให้เ้าทำดีกับเขาเป็ร้อยเป็พันหนในใจที่ริษยาของเขาก็ไม่นึกเต็มตื้นหรอกมิหนำซ้ำยังยิ่งจะเพิ่มความโกรธเกลียดเป็ทบทวีคิดว่าเ้าเสแสร้งแกล้งทำเป็คนดีอีกด้วย”
ท่ามกลางความกังขาของหลี่เยี่ยนฟางลู่ฮูหยินก็เปล่งเสียงพูดต่อว่า“เ้าคิดว่าการที่เราจะมองคนผู้หนึ่งได้ออกจนหมดเปลือก มันง่ายดายมากนักหรือหากเ้าได้เคยใช้ชีวิตในวังหลวงมาครึ่งค่อนชีวิตเช่นข้าเ้าก็จะได้รู้ว่าที่แท้จิตใจคนนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาและยากแท้หยั่งถึงมากเพียงไร”
บัดนี้อดีตองค์หญิงใหญ่เช่นนางก็เหมือนกับคนที่ตายแล้วได้เกิดใหม่ หลังจากที่ได้ปลดเปลื้องฐานันดรพวกนั้นทิ้งไปพอได้ย้อนไปคิดถึงชีวิตในอดีตแล้ว ก็รู้สึกยินดีที่ตนเองเป็คนรู้จักปล่อยวางไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายสบายใจเช่นนี้หรือ
ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่านางแล้วว่าผู้คนในวังหลวงนั้นล้วนแล้วแต่ต่อหน้ายิ้มแย้ม ลับหลังกลับถือมีดคอยจ้วงแทงและฆ่าคนให้สิ้นชีพได้ทุกเวลา
###############################################################################
ทานข้าวกันยังเอ่ย เลิกงานกันมาเหนื่อย ๆ เข้ามาอ่านเื่ของเสี่ยวถิงน้อยต่อกันดีกว่าเนอะ
องค์หญิงใหญ่ก็ฉลาดเกิ๊นนน แม่ของนางเอกเราก็ซื่อเกิ๊นนนน
ใครอ่านแล้วรู้สึกยังไงเม้นท์บอกได้นะคะ
อะ อ๊ะ อย่าลืม ใครยังไม่ได้กดติดตาม กดเพิ่มเข้าชั้น กด
กดให้เราด้วยนะ เพื่อเป็กำลังใจในการทำงานต่อไป ^^
ขอบคุณค่ะ