บทที่ 121 ให้เจียงฮุ่ยดูแล
พ่อแม่อันได้รับข่าวมาก่อนแล้ว เมื่อรู้ว่าวันนี้ลูกสาวจะพาตัวเองไปดูบ้านที่เขตชั้นกลาง พวกเขาก็ตื่นเต้นกันมาก แม่อันลางานตั้งแต่เมื่อวานเพื่อเตรียมพร้อม ในขณะที่พ่อของเธอก็ไปปรึกษาเจ้าของร้านค้าสวี่มาแล้ว อีกฝ่ายมีประสบการณ์ติดต่อคนมากมาย เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะไปอยู่ในเขตชั้นกลางก็แสดงความดีใจต่อพวกเขาไม่น้อย
ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะสามารถเข้ามาอยู่เขตชั้นกลางได้ แม้แต่คุณสวี่ที่มีเงินมากมายก็ยังไม่อาจจะย้ายเข้ามาได้ตามอำเภอใจ เหมือนกับที่ซูหยวนมีเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพออกใบรับรองให้ กว่าเธอจะได้เข้าไปอยู่ในเขตชั้นกลางก็คงจะอีกนานเลย
เมื่อซูหยวนมาถึงที่บ้าน ทั้งสองคนก็ยืนยันกับลูกสาวอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด ซูหยวนต้องแสดงเงินในบัญชีของตนเองให้พวกเขาได้ดู จึงได้รู้ว่าตอนนี้ลูกสาวร่ำรวยขนาดไหน
คนเป็นพ่อที่คิดว่าจะเป็นปราการให้ลูกได้พักผ่อนเมื่อเหนื่อยล้า เห็นความสามารถของลูกสาวตัวน้อยที่ก่อนหน้านี้ยังซ่อนอยู่ด้านหลังของเขาด้วยความหวาดกลัวแล้วก็เกือบจะน้ำตาไหลออกมา
ทั้งภาคภูมิใจ แต่ก็ผิดหวังในตัวเองไปพร้อมๆกัน ....
“หลังจากนี้ไป พ่อก็จะเป็นคนของเขตชั้นกลางแล้ว ในพื้นที่นักล่าเขต A สถานการณ์คงจะเปลี่ยนไปไม่น้อย...” พ่ออันเฉินพูดขึ้นมาลอยๆในขณะที่พวกเขากำลังจะไปซื้อบ้านกัน ที่ผ่านมา...พ่ออันเฉินไม่เคยพูดปัญหาที่ตัวเองต้องแบกรับเอาไว้ ก็เพราะอยากให้ลูกและภรรยาอยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องของเขา
อย่างไร...ก่อนหน้านี้ก็เป็น “ผู้เก็บขยะ” ที่ต่ำต้อย ถูกเหยียดหยามมากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว นับประสาอะไรกับการที่ต้องยอมก้มหัวให้กลุ่มนักล่าจากเขตชั้นกลางพวกนั้น!
แต่อันเฉินก็รู้สึกว่านิสัยของตัวเองเปลี่ยนไปไม่น้อย หากเป็นก่อนหน้านี้เมื่อถูกหาเรื่อง เพียงแค่มองเห็นคนจากเขตชั้นกลางหรือเขตชั้นใน เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่าหลังจากผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง เวลานี้เขากลับรู้สึกได้ถึง “เกียรติ” ในตนเอง!
อันเฉินเริ่มรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกเหยียดหยามโดยไร้เหตุผล คนที่ดูแคลนเขา...ไม่ได้มีอะไรดีไปมากกว่าการที่เป็นผู้อาศัยในเขตชั้นกลาง ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ใช้พลังงานด้วยซ้ำ!
แต่หลังจากนี้ ตัวเขานอกจากจะเป็นนักล่าที่ใช้พลังงานแล้ว เขาก็ยังมีบ้านอยู่ในเขตชั้นกลางเหมือนกัน ภายภาคหน้าหากต้องเจอกันอีกครั้ง คราวนี้เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีก แม้แต่ผู้ติดตามของเขาก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร!!
ซูหยวนเห็นท่าทางจริงจังของบิดา เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เห็นบิดาที่รักลูกสาวจริงจังขนาดนี้มีความสุขกับเขาบ้าง เธอก็พอใจแล้วที่ได้พยายามมาทั้งหมดนี้
“เอ๋...นั่นคุณเจียงหรือเปล่า?” อันซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามารดาของตัวเองหยุดเท้าลง
อันเหลียงตอนนี้เป็นพนักงานโรงผลิตของตระกูลเจียง รายได้นั้นค่อนข้างดี ทั้งยังเป็นงานง่ายๆด้วย เธอได้รับการดูแลจากเจ้าของโรงผลิตอย่างเจียงฮุ่ยเป็นอย่างดี การแสดงออกของเขาทำให้ซูหยวนพอใจมาก แต่นอกจากเจียงฮุ่ยแล้ว...ในโรงงานของเขาก็มีคนมากมายที่ไม่ยอมรับมารดาของเธออยู่
ซูหยวนรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนยุคนี้จะเหยียดชนชั้น โดยอาศัยที่อยู่อาศัยเป็นเส้นแบ่งระดับ ก่อนหน้านี้มารดาของเธออยู่ชนชั้นต่ำสุดเพราะอยู่ในเขตชั้นนอก แต่หลังาจากนี้...มารดาของเธอมีอะไรสู้พวกเขาไม่ได้ และที่สำคัญ...ลูกๆของพวกเขามีคนที่ได้เรียนอยู่ในสถาบันอันดับหนึ่งหรือเปล่า ไม่สิ! ลูกๆของพวกเขา มีใครได้เป็นทหารหรือยัง? ตอนนี้ซูหยวนดำรงตำแหน่งเป็น “พันเอก” และใกล้จะมีข่าวดีในเร็ววันนี้ พวกเขายังจะกล้าพูดอะไรได้อีก?
“คุณอัน ได้ยินว่าพวกคุณกำลังจะไปดูบ้านที่เขตชั้นกลาง ในฐานะที่ฉันเองก็อยู่ในเขตชั้นกลางแถมยังทำธุรกิจที่นี่มานานแล้ว อยากจะขออาสาเป็นคนนำทางให้ ไม่ทราบว่าคุณอันจะรังเกียจหรือเปล่า”
คุณอัน...เป็นชื่อเรียกที่เจียงฮุ่ยใช้ เขาเรียกทั้งครอบครัวว่า “คุณอัน” เพื่อเป็นการให้เกียรติ คำพูดของเขาไม่รู้ว่ากำลังขออนุญาตจากใครกันแน่ การที่ครอบครัวอันจะย้ายเข้ามาในเขตชั้นกลาง ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเพราะสองสามีภรรยา ดังนั้น...คำพูดนี้ มองดูแล้วน่าจะถามซูหยวนมากกว่า
ทว่า...ซูหยวนไม่คิดหักหน้าพ่อแม่ของเธอ เรื่องบ้านนี้ เธอจะตัดสินใจเองก็ได้ แต่เธอก็ยังไปพาพ่อแม่มาดูด้วย ถ้าเห็นพ้องต้องกัน ชอบบ้านหลังไหนก็เลือกเอาหลังนั้น
ในเมื่อเรื่องสำคัญก็ยังยกให้บิดามารดาเป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นเรื่องการพูดคุยกับเจียงฮุ่ย เธอก็มอบให้บิดาเช่นกัน
“เอ่อ ประธานเจียง...เรื่องนี้จะรบกวนคุณเกินไปหรือเปล่า...” อันเฉินอึกอักเล็กน้อยเมื่อต้องพูดกับคนใหญ่คนโต แถมยังเป็นเจ้านายของภรรยาด้วย
“ไม่ๆ จะรบกวนได้ยังไงล่ะครับ ไม่รบกวนเลยสักนิด ยังไงผมก็ว่างอยู่แล้ว ดังนั้นขอไปช่วยดูด้วยอีกแรงก็แล้วกันครับ” เจียงฮุ่ยพูดแบบนั้น เลขาฯที่ติดตามมาด้วยอยากจะกรอกตา
เจ้าของโรงผลิตอาหารสังเคราะห์ขนาดใหญ่จะมีเวลาว่างมาเดินเล่นเชียวหรือ? ถ้าจะพูดโกหก ก็ช่วยพูดเรื่องที่มันน่าเชื่อหน่อยเถอะครับ จะบอกว่าผ่านไปแถวนั้นพอดี หรือจะบอกว่าตัวเองก็สนใจซื้อที่เพิ่มก็ได้ จะอะไรก็ได้ทั้งนั้น...เว้นแต่บอกว่าตัวเองว่างๆและไม่มีอะไรทำ...
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนประธานเจียงด้วยนะครับ”
“ฮ่าๆ ได้ๆ แต่ว่า...คุณอันจะเรียกผมว่าประธงประธานอะไรกันทำไมล่ะครับ เรียกแค่ “เจียงฮุ่ย” ธรรมดาๆก็ได้แล้ว ไม่เห็นต้องเกรงใจกันขนาดนั้นเลย”
“ไม่ได้ครับ ไม่ได้ๆ จะเรียกประธานเจียงแบบนั้นได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ ผมก็ยังเรียกคุณอันว่าคุณอันเลย เรียกผมธรรมดาๆเถอะครับ”
“ครับ ถ้าอย่างนั้น...ผมจะเรียกว่าคุณเจียงก็แล้วกัน...”
“โอ้ ได้แน่นอนครับ ถ้าอย่างนั้นก็เรียกผมแบบนี้แล้วกัน” เจียงฮุ่ยตบพุงของตัวเอง หัวเราะร่วนอย่างมีความสุข
แน่นอนว่าเขากำลังหัวเราะกับพ่ออัน แต่สายตาไม่ได้มองที่อีกฝ่ายเลย ทุกการเคลื่อนไหวของเขา จำเป็นต้องมองดูท่าทางของอันซูหยวนไปด้วย ถ้าเธอคิ้วกระตุกเมื่อไร เขาก็พร้อมจะถอยหลังกลับแล้วเปลี่ยนไปในทิศทางที่เธอต้องการทันที!!
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ เขาคาดหวังว่าจะได้ร่วมมือกับนักล่าที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ในอนาคตก็อาจจะได้ชิ้นส่วนกลายพันธุ์เพื่อมาทำอาหารสังเคราะห์มากขึ้น ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว!!
เด็กสาวคนนี้ ผ่านไปไม่กี่เดือนก็กลายเป็นสิบเอก ทั้งยังได้ยินข่าวมาว่า...เธอกำลังจะกลายเป็นจ่าสิบตรีในเร็วๆวันนี้ด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือ...นอกจากจะเป็นทหารที่มียศระดับสูงด้วยอายุเท่านี้แล้ว เธอยังเป็นคนมีความสามารถในเรื่องการศึกษาวิจัยอีกต่างหาก
ในฐานะที่เขาเป็นผู้ผลิตอาหารสังเคราะห์เจ้าใหญ่ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดไม่ใช่ชิ้นส่วนพวกกลายพันธุ์ หากแต่เป็นเทคโนโลยีในการผลิตอาหารใหม่ๆมากกว่า!
ดังนั้นเพื่อโอกาสที่ดีในอนาคต เขากำลังคาดหวังว่าเด็กสาวผู้นี้จะกลายเป็นขาทองคำให้เขาเกาะจนได้ดิบได้ดีไปด้วย! ขอเพียงทางนั้นคิดค้นเรื่องอาหารสังเคราะห์แล้วชวนเขาเข้าร่วมด้วย เพียงเท่านี้ก็เป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้เขาอยากถวายหัวแล้ว!
อย่าลืมว่ามีโรงผลิตอาหารมากเท่าไรที่อยากจะได้นวัตกรรมใหม่ๆในการทำอาหารสังเคราะห์ขึ้นมา มนุษย์ทุกคนต้องกินต้องดื่ม แม้ว่าพวกคนจากเขตชั้นนอกจะไม่มีกำลังซื้อมากนัก ทว่า...ด้วยจำนวนที่มากมายของพวกเขา กลับทำรายได้มหาศาลให้ทุกๆปี
ตอนนี้โรงผลิตมากมายพยายามจะแย่งส่วนแบ่งจากตลาดผู้คนเขตชั้นนอกไป ดังนั้นสงครามการผลิตอาหารสังเคราะห์จึงได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
ถ้าพวกเขาได้ความรู้จากกองทัพเป็นกลุ่มแรกๆ นี่ก็เป็นการชิงความได้เปรียบมาแล้ว!
ปกติแล้ว ข่าวคราวในกองทัพ มีแค่พวกโรงผลิตจากเขตชั้นในเท่านั้นแหละที่จะได้รับ แต่ตลาดของโรงผลิตในเขตชั้นในเป็นตลาดสำหรับคนร่ำรวยรวมถึงผู้ใช้พลังงาน ไม่ใช่เป้าหมายเดียวกันกับเขา ฉะนั้น...ถ้าเด็กสาวสกุลอันคนนี้นึกถึงเขาบ้าง ส่งคำเชิญมาที่เขา จนทำให้กลายเป็นโรงผลิตจากเขตชั้นกลางเพียงโรงผลิตเดียว คิดดูเถอะว่ากำไรหลังจากนั้นจะเป็นของใคร!!
“เอ่อ จริงสิ ได้ยินว่าสิบเอกอันเข้าไปร่วมการวิจัยในกองทัพ สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมจนได้รับใบอนุญาตให้เข้าอาศัยที่เขตชั้นกลาง ตอนนั้นเห็นว่าสิบเอกอันยุ่งมากก็เลยไม่ได้เข้าไปแสดงความยินดีด้วย ดังนั้น...ฉันขอใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงความยินดีต่อสิบเอกอันอีกครั้งนะครับ”
เจียงฮุ่ยหัวเราะออกมาจนหน้าท้องกระเพื่อม เขาส่งสัญญาณให้คนของตนเองนำของขวัญที่เตรียมไว้ออกมาด้วย
“หืม?” ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นของขวัญในมืออีกฝ่าย
“นี่เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยในการศึกษาวิจัยต่อไป ส่วนใหญ่พวกนักวิจัยจะใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล กว่าจะหาซื้อมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยล่ะครับ” เจียงฮุ่ยบอกในขณะที่มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ซูหยวน
เธอมองดูอุปกรณ์ตรงหน้า มันคืออุปกรณ์บันทึกภาพ ขนาดเท่าฝ่ามือเดียวเท่านั้น พกพาไปไหนสะดวกมาก แต่เธอเคยลองตรวจสอบ พบว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่จะหาได้จากโรงประมูลตระกูลเสวี่ยเท่านั้น
ในหนึ่งปีมีออกมาประมูลเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นคนของกองทัพ หรือไม่ก็องค์กรอิสระใหญ่ๆได้รับไป ไม่คิดเลยว่าเจียงฮุ่ยที่อยู่เขตชั้นกลางจะสามารถครอบครองมันได้ด้วย
“อุปกรณ์นี้มีค่ามากเกินไป ฉันไม่สามารถรับไว้ได้หรอกค่ะ” ซูหยวนพูดเหมือนกับบทละคร แต่เธอก็คิดแบบนั้นจริงๆ นี่ไม่ใช่การปฏิเสธเพราะเกรงใจ ทว่าเป็นการปฏิเสธเพราะรู้ว่าเธอไม่อาจมอบผลตอบแทนให้อีกฝ่ายได้สมน้ำสมเนื้อมากกว่า
เธอรู้ว่าการรับของขวัญชิ้นนี้มา จะทำให้เธอติดพันบุญคุณไม่มีที่สิ้นสุด หากในอนาคตมีเรื่องดีๆ อีกฝ่ายเอ่ยปากเพียงครั้งเดียว เธอก็ต้องเก็บไปทบทวนแล้ว
ความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงแบบนั้น ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่แรกก็คงจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม...เจียงฮุ่ยตั้งใจนำมันออกมาแล้ว เขาย่อมไม่คิดจะเอากลับไป
“สิบเอกอัน นี่เป็นของขวัญที่ฉันเตรียมไว้แสดงความยินดีกับคุณ ดังนั้นอย่าปฏิเสธเลยครับ อีกอย่าง...ฉันเองก็เป็นเจ้าของโรงผลิตอาหารสังเคราะห์ ในอนาคต...ขอแค่มีข้อมูลอะไรดีๆเกี่ยวกับอาหารสังเคราะห์มาให้บ้าง ก็ถือว่าเป็นพระคุณแล้วครับ”
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ใช่พลทหารฝ่ายศึกษาวิจัย ดังนั้นไม่น่าจะช่วยอะไรคุณได้มากค่ะ”
“เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วล่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่คาดหวังว่าจะต้องเกิดขึ้นจริง ขอแค่ถ้าคุณมีโอกาสแล้วนึกถึงเจียงฮุ่ยคนนี้บ้างก็พอแล้ว เรื่องอื่นๆก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้เลย” เจียงฮุ่ยแสดงความจริงใจขนาดนี้ ซูหยวนพิจารณาคำของเขาอีกครั้งแล้วก็รับเอาอุปกรณ์ชั้นยอดนั้นมา
ด้วยอุปกรณ์บันทึกภาพนี้ เธอสามารถใช้มันเพื่อตรวจสอบผลการวิจัยอย่างละเอียดได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้...ในพื้นที่ล่าที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มักจะใช้งานไม่ได้ อุปกรณ์บันทึกภาพที่ใช้พกพาสะดวกนี้กลับทำงานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นนอกจากจะเป็นที่ต้องการของพวกนักวิจัยแล้ว พวกนักล่าเองก็ต้องใช้อุปกรณ์นี้เหมือนกัน
หลายตระกูล ปล่อยให้ลูกบาศก์บันทึกภาพนี้อยู่ในมือของนักล่าระดับสูง ก็เพื่อที่จะได้ถ่ายภาพการต่อสู้กับพวกกลายพันธุ์ แล้วนำข้อมูลกลับมาให้สมาชิกตระกูลคนอื่นๆตรวจสอบ อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากพลังงานในร่าง ดังนั้นขอแค่มีพลังงานเท่านั้น ก็สามารถบันทึกภาพได้แล้ว
ไม่เหมือนกับอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในเขตบาเรีย ที่นี่ใช้สายรัดข้อมือเพื่องานกิจการต่างๆ ทว่า...สายรัดข้อมือนั้นมีข้อจำกัดในการใช้งานไม่น้อย พวกมันเป็นการดึงพลังงานที่อยู่ในบาเรียมาใช้ เพื่อไม่ให้พลังงานถูกใช้มากเกินไป ย่อมต้องมีการควบคุมขีดจำกัดของแต่ละคน
ของอันซูหยวน ถึงจะเป็นสายรัดข้อมือระดับสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังงานมากพอในการบันทึกภาพและวิดีโอมากมายขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่พวกระดับสูงหรือคนที่กองทัพอนุญาตให้เป็นพิเศษ ก็ไม่สามารถบันทึกอะไรได้เลย
ซูหยวนคิดทบทวนเล็กน้อย สุดท้ายประโยชน์ของลูกบาศก์นี้ก็มีค่ามากจริงๆ อีกทั้งเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับอาหารสังเคราะห์ ก็เป็นแผนในอนาคตที่ซูหยวนตั้งใจจะทำ ถึงแม้ว่าโรงผลิตเจียงฮุ่ยจะไม่ใช่ตัวเลือกในการเผยแพร่ผลลัพธ์การวิจัย แต่เขาก็พูดเองไม่ใช่หรือ? ขอแค่เป็นเทคโนโลยีเล็กๆน้อยๆมอบให้ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น ในขณะที่โรงผลิตขนาดใหญ่สามารถรับเอาผลจากการวิจัยของเธอไปใช้ได้ เช่นนั้นก็จะช่วยพัฒนาโรงผลิตอาหารสังเคราะห์ของสกุลเจียงบ้างเล็กๆน้อยๆก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร...
“ของขวัญชิ้นนี้ฉันจะรับเอาไว้ค่ะ ในอนาคต...ถ้ามีเรื่องดีๆเกี่ยวกับสารอาหารสังเคราะห์ ฉันจะบอกให้คุณรู้ก่อน แต่...ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะเห็นแก่ของขวัญนี้จนทำให้ตนเองเสียผลประโยชน์หรอกนะคะ”
“ใช่ๆ จะทำแบบนั้นได้ยังไง ฉันมอบของขวัญให้ ก็ควรจะเป็นแค่ของขวัญ ไม่ใช่จะมาทำให้เป็นเรื่องเดือดร้อนกันในอนาคตอยู่แล้ว ฮ่าๆ” เจียงฮุ่ยได้ยินแบบนั้นก็มีความสุขมาก
เด็กสาวคนนี้ฉลาดและเข้าใจเจตนาของเขา เพราะแบบนั้นจึงได้พูดดักทางเอาไว้ก่อน ซึ่งเจียงฮุ่ยก็ไม่ได้คาดหวังอะไรที่มันยิ่งใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว สุดท้าย...พวกเขาก็ร่วมมือกันได้เป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ?
………………………………