ตอนที่ 75 คนน่าสงสัย
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินและมาร์เทลเดินเข้าไปในอาคารสมาคมเวทมนตร์
ไม่ว่าช่วงเวลาไหนที่นี่ล้วนมีผู้คนเข้าออกอย่างคึกคับ ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปผ่านมาที่นี่
เมอร์ลินเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น
พวกเขาไม่ค่อยสนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่าไหร่ แต่ละคนล้วนติดเข็มกลัดนักเวท ไม่มีใครสนใจว่าใครจะเป็นนักเวทกี่วงเวท หรือจะสังเกตว่าเด็กน้อยเช่นเมอร์ลินก็ติดเข็มกลัดนักเวทสีทองอยู่เช่นกัน
สมาคมเวทมนตร์ไม่ได้ขาดแคลนอัจฉริยะนักเวท ดังนั้นนักเวทอายุน้อยจึงไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก อย่างมากก็แค่แอบชื่นชมอยู่ในใจเท่านั้น
ระหว่างทางดูเหมือนเมอร์ลินจะเจอคนรู้จัก
เขาคือเด็กน้อยผมสีทอง สวมใส่ชุดสูทสีดำและผ้าคลุมสีดำสั้นประทับตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนเวทมนตร์วินเซน
เขาก็คือ “ชิม่อน ฟรองซี” หลานชายของนายกเทศมนตรีนายาฟนั่นเอง
ดวงตาสีฟ้าของเด็กชายนั้นกวาดผ่านใบหน้าของเมอร์ลินดูเย็นชายิ่ง แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นเข็มกลัดนักเวทหนึ่งดาว แต่อารมณ์บนใบหน้าไม่มีสะดุดเลยแม้แต่น้อย
ชิม่อนเดินออกจากอาคารพร้อมกับเด็กนักเรียนสามคนและคนติดตามอีกห้าคนที่เดินตามหลัง เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นเป็นคนคุ้มกันของเขา
เขาเดินผ่านเมอร์ลินอย่างไม่เอ่ยทัก ราวกับไม่ต้องการทำความรู้จักเมอร์ลินมาตั้งแต่แรก
ยังไงเรื่องที่เจอในวันนั้นก็เป็นความบังเอิญเท่านั้น อีกอย่างแค่บุตรชายของนักวิชาการเวทที่เกษียณไปแล้วคนหนึ่ง ย่อมไม่ควรค่าให้เขาใส่ใจ ยังไงชิม่อนก็ไม่ได้มุ่งเดินไปในเส้นทางวิชาการอยู่แล้ว เขาเป็นนักเวทอัจฉริยะ เส้นทางของเขาย่อมเป็นนักเวทที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่นักวิชาการ
เมอร์ลินมองเห็นท่าทางที่เย่อหยิ่งนั้นมาแต่ไกล เขาย่อมไม่เอ่ยปากทักทายอีกฝ่ายเช่นกัน
แม้พวกเขาจะอยู่ในวัยเดียวกัน แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการทำความรู้จักเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
ทั้งสองเดินสวนทางกันเหมือนคนทั่วไป
มาร์เทลที่ติดตามเมอร์ลินมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เขาก็ได้แต่เดินตามเมอร์ลินไปอย่างเงียบๆ เท่านั้น
“เดี๋ยวผมจะไปสอบถามห้องทำพิธีให้คุณ” มาร์เทลเอ่ยเสนอตัว
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มากับออสตินจึงไม่ได้รับบริการเป็นพิเศษเหมือนครั้งก่อน
“ได้ครับ ผมเองก็ว่าจะไปเข้าห้องน้ำเสียหน่อย”
“งั้นอีกเดี๋ยวพวกเราเจอกันตรงนี้”
ทั้งสองนัดแนะกันเรียบร้อยแล้วก็แยกตัวกันไปทำธุระ
เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่สาธารณะจึงมีห้องน้ำขนาดใหญ่ไว้ให้บริการ
เมอร์ลินเคยมาที่นี่ก่อนหน้านี้แล้ว เขาจึงรู้จักทางไปห้องน้ำเป็นอย่างดี
ระหว่างที่เมอร์ลินกำลังจะเดินถึงประตูห้องน้ำ จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งแทรกตัวผ่านไป
“สงสัยจะรีบมาก” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ
ชายคนนั้นมีผมสีแดงและมีรอยสักรูปเปลวไฟตรงต้นคอ เพราะสายตาของเมอร์ลินดีมากจึงสังเกตเห็นจุดนี้
เขาเดินหายตัวไปยังห้องน้ำที่อยู่สุดทางแล้วปิดประตูเสียงดังปัง
ภายในห้องน้ำไม่ได้มีเมอร์ลินแค่คนเดียว มันยังมีคนอีกหลายคนที่เดินเข้าออก
เมื่อทำธุระของตัวเองเสร็จ เมอร์ลินก็ไปล้างมือที่อ่างล้างมือ
ระหว่างนั้นสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชายชราผมดำท่าทางผ่ายผอมเดินออกมาจากห้องนั้น
“สงสัยเขาจะทำธุระเสร็จเร็ว” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำอีกครั้งหนึ่ง
ที่นี่มีคนเข้าออกตลอดเวลา มันจึงไม่แปลกที่จะมีคนใช้งานห้องน้ำต่อๆ กันอย่างรวดเร็ว
เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาและคิดว่าตนเองสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ชายชราคนที่ว่านั้นเข้ามาล้างมือด้วยเช่นกัน
ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็สังเกตเห็นถึงรอยสักรูปเปลวเพลิงที่เหมือนกันกับชายผมแดงก่อนหน้านี้
เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่น
‘เป็นไปไม่ได้น่า รูปร่างของทั้งสองคนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งกำยำ คนหนึ่งผอมแห้ง แถมส่วนสูงยังต่างกันขนาดนั้น คงไม่ใช่คนเดียวกัน แต่รอยสักรูปนั้นน่าจะเป็นที่นิยม’
เมอร์ลินยิ้มและส่ายศีรษะให้กับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปพบกับมาร์เทลตามที่นัดไว้
ข้างมาร์เทลมีหญิงสาวชุดขาวคนหนึ่ง แน่นอนว่าชุดของเธอคือเครื่องแบบของพนักงานที่ทำงานที่นี่
“คุณเมอร์ลิน นี่คือคุณเรลิท เธอจะพาคุณไปที่ห้องทำพิธีกรรม” มาร์เทลเอ่ยแนะนำ
หญิงสาวในชุดสูทขาวก้าวออกมาแล้วยื่นมือออกไป
“สวัสดีค่ะคุณเมอร์ลิน” เรลิทกล่าวด้วยท่าทางที่เป็นมิตร แน่นอนว่าคงไม่มีพนักงานว่างที่จะมาต้อนรับผู้ใช้บริการคนหนึ่งด้วยตนเอง แต่นี่คือข้อยกเว้นสำหรับเมอร์ลิน
ใครใช้ให้เขาเป็นนายน้อยพริสตัน แถมวันนั้นธีออนหัวหน้าสมาคมเวทมนตร์ก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ดังนั้นเธอจึงเต็มใจที่จะมาทำหน้าที่นี้
“สวัสดีครับคุณเรลิท” เมอร์ลินยื่นมือออกไปจับทักทาย
เรลิทเดินนำออกไปทางด้านตำแหน่งของห้องทำพิธีกรรมในอาคาร
“ทางเรามีห้องทำพิธีกรรมไว้สามรูปแบบ แบบแรกคือห้องทั่วไปซึ่งมีขนาดเล็กเหมาะสำหรับเวทระดับสามลงมา ส่วนแบบที่สองคือห้องขนาดกลางมีการป้องกันอุบัติเหตุที่แข็งแกร่งสามารถรองรับความล้มเหลวของเวทระดับห้าได้ แบบสุดท้ายคือห้องทำพิธีสำหรับมหาจอมเวท จุดนี้ฉันคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ค่าบริการแต่ละแบบจะแตกต่างกัน”
เรลิทหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “แบบแรกจะเสียค่าบริการหนึ่งห้าร้อยวอยส์ต่อชั่วโมง แต่บอกไว้ก่อนนะคะว่าแบบแรกนี้เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมากจึงต้องทำการจองก่อนเข้าใช้ โดยปกติจะใช้เวลาจองหนึ่งอาทิตย์เป็นอย่างต่ำ ส่วนแบบที่สองมีค่าบริการสองพันวอยส์ต่อชั่วโมง และแบบสุดท้ายค่าบริการหนึ่งหมื่นวอยส์ต่อชั่วโมง ทั้งสองแบบสามารถเข้าใช้ได้เลย อย่างที่รู้กันว่านักเวทระดับสูงมีจำนวนน้อยมากและค่าใช้จ่ายที่แพงมันจึงว่างโดยไม่ต้องจองคิว”
ทันทีที่เรลิทอธิบายจบ เมอร์ลินก็เอ่ยออกมาอย่างไม่ลังเล
“งั้นผมขอใช้ห้องทำพิธีแบบที่สองก็แล้วกันครับ”
เขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน เพราะเงินหนึ่งล้านวอยส์ที่เขาได้รับมาจากออสติน สองเดือนที่ผ่านมาเขาจ่ายไปกับค่าอาหารไปจำนวนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เขาจะจ่ายตอนที่กินในศูนย์อาหารมากกว่า
“ได้ค่ะ ฉันจะจัดการให้”
ทันทีที่กล่าวจบเรลิทก็เดินไปทางเคาน์เตอร์ ก่อนจะถือแผ่นตราบางอย่างเดินกลับมาอย่างรวดเร็วและเอ่ย “เชิญค่ะ คุณเมอร์ลิน”
เธอให้บริการเมอร์ลินเป็นอย่างดี หากเป็นคนอื่นพวกเขาคงจะต้องติดต่อที่เคาน์เตอร์ด้วยตัวเองและเดินหาห้องด้วยตัวเองเช่นกัน
แตกต่างจากเมอร์ลินที่มีเรลิทบริการให้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หญิงสาวพาเมอร์ลินไปที่ทางเดินสีขาวทอดยาวออกไป ตลอดทางเดินทั้งสองฝั่งมีประตูสีขาวเรียงราย
เรลิทเดินมาหยุดที่ประตูบานหนึ่งที่มีสัญลักษณ์เลขห้องบอกอย่างชัดเจน เธอนำแผ่นตราที่หยิบมาด้วยทาบไปที่บานประตู แล้วตำแหน่งที่ทางก็บังเกิดแสงวิ่งแล่นเป็นเส้นสายก่อนที่ประตูบานนั้นจะเปิดออก