ลู่จางเหว่ยที่มีสีหน้าเบื่อหน่าย นั่งเงียบเฉย ๆ แถมยังเหม่อออกไปนอกหน้าต่างอีก เห็นได้ชัดว่าแม้ว่าใครจะพูดเสียงดังแค่ไหน ฝ่ายซยงหนูน้ำลายแตกฟองไปปานใด เขาก็ไร้ความสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ฮ่องเต้ทอดสายตามองเ้าหนุ่มคนเด่นคนดังของเมือง พระองค์ลอบบ่นในใจ ปกติแล้วลู่จางเหว่ยเป็คนมีระเบียบวินัย มีความสามารถ เอาการเอางานยิ่งนัก และไม่เคยปรากฎว่าเขาจะเหม่อแบบนี้มาก่อน
...หึ เหมือนที่โบราณบอกว่า สหายที่สนิทสนมกันก็มักจะนิสัยคล้าย ๆ กัน
และเมื่อพิจารณาคนที่ลู่จางเหว่ยซึ่งไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใครในเมืองหลวงคบหาสนิทสนมด้วยในตอนนี้...
ฮ่องเต้เซี่ยเส้าคังเห็นภาพหลันหลันในหัว แล้วก็คิดว่าถึงแม่หนูคนนั้นจะมีความคิดไม่เหมือนใคร แต่ก็ดูเป็คนเอาการเอางาน อยู่กับร่องกับรอยยิ่ง ต่อมาเป็ฉินเว่ยจื่อ...คิดถึงชื่อนี้พระองค์ก็รู้สึกมวนท้องเล็กน้อย จิตใต้สำนึกมีความรู้สึกต่อต้านกลาย ๆ ดีที่ระยะนี้แม่หนูหลันแต่งให้ ดูเป็คนเข้าร่องเข้ารอยกว่าแต่เก่า (และมากวนอารมณ์พระองค์น้อยกว่าเก่า ทำให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้น) อันที่จริงพระองค์เผลอคิดว่าจะได้อยู่สงบ ๆ ไม่มีคนกวนใจสักอย่างน้อยครึ่งปี
ทว่าวันก่อนมีข่าวเื่โจรป่าอาละวาด จำเป็ต้องชี้นิ้วสั่งการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดโจรป่าไปกวาดล้าง ตอนนั้นเ้าหลานบ้าของพระองค์เข้าวังมา ยกหีบทองมาให้สามหีบ แล้วบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ยึดของกลางได้มากมาย แต่มีส่วนของพระองค์เพียงแค่สามหีบเพราะว่าเขาเป็คนที่มีครอบครัวแล้ว
“เสด็จลุงก็รู้ว่าการเลี้ยงสตรีคนหนึ่งต้องลงทุนมากแค่ไหน ไว้งานหน้าหลานจะหาทางแบ่งมาให้ท่านอีกสักสามหีบนะพ่ะย่ะค่ะ” พูดไปพูดมาฝ่ายเดียว แถมยังไม่รอให้พระองค์ตอบอะไร เ้าเด็กบ้าผู้นั้นก็เดินออกไปทันที ไม่ให้โอากสพระองค์พูดอะไร ไม่ให้โอกาสให้พระองค์ถามอะไร แม้แต่จะถามว่าภรรยาเขาเป็เช่นไรก็ยังไม่ได้ถาม ช่างน่าเจ็บใจจริง ๆ
ดีนะที่ตอนนี้พระองค์มีพันธมิตรใหม่อย่างคุณชายฮวาเจ๋อ นางหนูคนเล็กนี่ขนหีบเงินหีบทองเข้าคลังส่วนพระองค์เฉพาะปีที่แล้วก็หนึ่งร้อยหีบถ้วน จนพระองค์คิดว่านางมีเหมืองทองส่วนตัว แต่พระองค์รู้ว่าทั้งเงิน ทั้งทองที่เสี่ยวฮวาฮวาส่งมานั้น นอกจากเป็ค่าพันธมิตรแล้ว ก็ยังเป็การประจบประแจงจริง ๆ เพราะนางทำการค้า แล้วการค้าของนางก็อยู่ในโลกที่มีทั้งแสงสว่างและความมืดมิด เสี่ยงมากที่จะทำให้คนใหญ่คนโตไม่พอใจ การประกาศว่านางสนิทสนมกับฮ่องเต้ และพระองค์มีทีท่าว่านางเองก็เป็คนโปรดของพระองค์เหมือนกันเช่นนี้ ทำให้เสี่ยวฮวาฮวาทำการค้าได้ราบรื่นมากขึ้น ไม่เพียงขจัดปัญหาที่อาจจะมีคนมาข่มเหงรังแก ยังทำให้เสี่ยวฮวาฮวาซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็เพียงแม่นางน้อยคนหนึ่ง มีความน่าเชื่อถือในสายตาของชาวบ้านมากขึ้นด้วย
พี่สาวน้องสาวท่านหญิงแห่งสุยโจว ทำให้พระองค์พอใจยิ่งนัก คนหนึ่งก็พัฒนาแคว้นให้พระองค์ จนตอนนี้เป็ที่เลื่องลือไปไกล ไม่มีแคว้นไหนที่ไม่จับตามอง ขนาดพวกซยงหนูที่อยู่ตรงหน้าพระองค์นี้ ยังคงร้อนใจแล้วส่งคนเข้ามาด้วย
แต่ว่าไปคนที่สนิทกับลู่จางเหว่ยที่สุดก็น่าจะเป็นางหนูที่ปลอมตัวไม่เนียนคนนั้น...คุณชายฮวาเจ๋อ...
จากมวนท้อง...ฮ่องเต้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาหน่อย ๆ พระองค์นึกถึงนิสัยแบบนั้นของเสี่ยวฮวาฮวา ทำเอาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก จะโกรธก็สงสาร จะไม่โกรธก็อัดอั้น ช่างเป็คนที่สุดจะบรรยายจริง ๆ
เฮ้อ...ฮ่องเต้ลอบถอนหายใจ ส่งสายตาให้คังกงกงที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าพระองค์้าอะไร
คังกงกงผู้ขำนาญการอ่านสีพระพักตร์ของฝ่าา รีบเดินไปที่หน้าต่างแล้วชี้นิ้วสั่งให้ขันทีน้อยปิดหน้าต่างในด้านที่ลู่จางเหว่ยกำลังเหม่อลอยมองอยู่ลง แล้วไปเปิดหน้าต่างอีกบานด้านหลัง ความเคลื่อนไหวนี้อยู่ในสายตาหลายคน แต่เนื่องจากไม่ใช่สาระสำคัญในท้องพระโรงตอนนี้ ก็เลยไม่มีใครสนใจนัก
กับอีแค่การเปิดปิดหน้าต่างของเหล่าขันทีผู้ดูแลสถานที่ จะมีอะไรน่าสงสัยใคร่รู้กันเล่า!
ฮ่องเต้พยักหน้าให้กับคังกงกงอย่างพอใจ เดิมทีพระองค์คิดว่าหากหน้าต่างถูกปิดไปแล้ว ลู่จางเหว่ยคงจะมีสติมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าบ้างกระมัง ทว่าสิ่งพระองค์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คนที่ถูกหมายตาจับตัวไปทำเป็เขาต่างแดน เห็นหน้าต่างปิดแล้วก็หันไปมองทางประตูแทน
ฮ่องเต้ : ....
คังกงกง : ...
ทุกคน : ...
ลู่จางเหว่ยมองที่ประตูแล้วคิดว่า ข้าอยากกลับบ้านจัง ทีท่าที่แสดงออกมาราวกับนักเรียนในสถานศึกษากำลังเรียนในคาบเรียนสุดท้ายอยู่ แล้วดันเป็อาจารย์ที่สอนไม่สนุกด้วย อยู่ในสายตาของทุกคน
จั่งเซียนจงเห็นแล้วก็อยากสบถในใจ ...มารดาท่านเถอะ มัวทำอะไรอยู่ คุณชายลู่!
เขาไม่ได้หวังให้ลู่จางเหว่ยหันมายิ้มแย้มรับคำว่าตนเองจะไปเป็ราชบุตรเขย แต่ว่าพูดอะไรสักอย่างออกมาเพื่อเป็การสนับสนุน หรืออย่างน้อยปฏิเสธพวกคนซยงหนูก็ได้ ไม่ใช่นิ่งแล้วดูเหมือนคนสติหลุดแบบนี้
คนในท้องพระโรงตอนนี้ต่างเงียบไป ที่เงียบไปก็เพราะว่าล้วนหันไปทางลู่จางเหว่ยทั้งสิ้น ทั้งคนแคว้นเซี่ย และคนซยงหนูซึ่งแม้ทุกคนยกเว้นกูฮาน่าที่มองชายหนุ่มรูปงาม องอาจตรงหน้าด้วยสายตาหลงใหล ก็ล้วนมองด้วยสายตารังเกียจ ไม่รังเกียจว่านี่เป็ตัวปัญหาที่ทำให้องค์หญิงของพวกเขาทำเื่ยุ่งยาก ก็รังเกียจที่อีกฝ่ายเป็ชายรูปงามที่ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
จู่ ๆ ทุกอย่างก็เงียบไป ทำให้จิตใจที่ล่องลอยของลู่จางเหว่ย ราวกับค้นพบหนทางสว่าง พลันได้สติขึ้นมา ใบหน้าองอาจสมชายหันกลับมามองคนอื่น ๆ ลู่จางเหว่ยที่มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นนี้ หากเป็บุรุษก็จะหมั่นไส้ ทั้งยังไร้ความไว้ใจเพราะไม่สามารถอ่านได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับสตรีอย่างกูฮาน่านั้น ให้หน้าหล่อเหลาและสีหน้าเรียบเฉย ถูกเปลี่ยนเป็คำบรรยายใต้สินค้าราคาแพง ของตำหนักจันทราสั่นไหวเพราะสายลม ที่ส่งไปขายถึงเขตชายแดนที่ว่า “เทพบุตรน้ำแข็ง หนุ่มรูปงามแสนเ็า ที่รอให้สตรีมาละลายน้ำแข็งในหัวใจให้อบอุ่น”
ข้า ข้า!! ข้าเป็สตรีคนนั้น...กูฮาน่าคิดในใจ ภาพในหัวนางเพริศแพร้ว มีตัวเองที่ใส่เสื้อหนา ๆ ยืนข้างกองไฟ พร้อมที่จะแผดเผาใจเทพบุตรน้ำแข็ง
ทว่า...
ลู่จางเหว่ยเห็นทุกคนเงียบ = เลิกประชุมแล้วสินะ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คิดแล้วก็ดีใจ ลุกขึ้นแล้วทำการคุกเข่าคารวะฮ่องเต้ทันที แล้วคารวะรอบวงก่อนจะหมุนตัวเดินออกนอกท้องพระโรงไป
ฮ่องเต้ : เฮ้อ... / เอามือกุมขมับ
คณะซยงหนู : …
ขุนนางแคว้นเซี่ย : ….
องค์กูฮาน่าที่อ้าปากค้างอยู่ มองแผ่นหลังคนที่เมินนาง แล้วหันไปมองทุกคนรอบกาย แน่นอนว่าทุกคนหลบตา เพราะถือคติถ้า (ทำเป็) ไม่เห็นก็คือไม่รู้เื่ใด กูฮาน่าเงยหน้ามองฮ่องเต้เซี่ยเส้าคังอย่างไม่เกรงกลัว คนในชุดสีเหลืองทองมีัพาดผ่านลุกขึ้นทันที
“วันนี้คนไม่ครบ ไว้วันหลังค่อยเจรจาก็แล้วกัน” ตรัสแล้วก็สบตาคังกงกง ที่ร้องะโทันที
“เลิกประชุม” แล้วก็รีบเดินตามฮ่องเต้ไปทันที
ขุนนางแคว้นเซี่ย : ….
ในขณะที่ทุกคนกำลังหาทางแยกย้าย กูฮาน่าที่ยอมไม่ได้ก็ปลดแส้ที่พันรอบเอวแล้ววิ่งออกไปทันที
หึ หากพูดดี ๆ ไม่ชอบ ก็ต้องบังคับกันแล้ว! ...
“องค์หญิง แย่แล้ว”