เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 97 เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่

            ศีรษะของหลิ่วชั่งหลันยังโขกกับพื้นลานประลองเป็นตายอีกครั้ง

            ทหารทุกคนต่างมองอย่างวิตกกังวล แต่แม่ทัพของพวกเขานั้นไม่มีทางเลือก

            ทหารทุกคนต่างก็ใกล้ชิดกับแม่ทัพอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นทหารยศธรรมดาทั่วๆ ไปแต่ทั้งในสนามรบ แล้วไหนนิกายยังต้องถูกทำลายลงอีก

            หลิ่วชั่งหลันนั้นไม่มีทางยอมคุกเข่าต่อหน้าใคร แม้กระทั่งต่อหน้าจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ก็ยังคงยืนหลังตรงและไม่มีการโค้งตัวแต่ในเวลานี้หลิ่วชั่งหลันกลับได้คุกเข่าลงและเอาหน้าผากโขกกับพื้น

            “นิกายได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่ข้าแต่นิกายในวันนี้กลับต้องพังพินาศเพราะข้า ข้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก”

            หลิ่วชั่งหลันกล่าวขณะยกมือข้างขวาขึ้น จึงทำให้ฝูงชนต่างรู้สึกเจ็บปวดและตะโกนกันอย่างพร้อมเพรียงว่า “ท่านแม่ทัพ!”

            ลมปราณที่โหมกระหน่ำถูกปลดปล่อยออกมา จนผมสีขาวบนศีรษะของหลิ่วชั่งหลันปลิวไสวไปตามกระแสลมดวงตาแดงก่ำของทหารทุกคนต่างจ้องเขม็งไปที่หลิ่วชั่งหลัน พื้นที่ในขณะนั้นความเงียบพลันเข้าปกคลุม

            “ขี้ขลาด”

            ทันใดนั้นมีเสียงที่ไม่แยแสดังขึ้นเห็นได้ชัดเลยว่าเสียงที่แหลมคมได้ทำลายความเงียบในทันทีจึงทำให้นัยน์ตาของฝูงชนต่างเบิกตาค้างไปด้วยความตื่นตระหนก

            ขี้ขลาด? ถ้าหลิ่วชั่งหลันเป็นคนขี้ขลาดแล้วในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ขี้ขลาดกัน

            “ในเมื่อนิกายต้องพังพินาศเพราะเจ้า แล้วทำไมเจ้าถึงยังไม่อยากตายหรือเจ้าไม่กล้าละทิ้งชีวิตที่อ่อนแอและขี้ขลาดของเจ้า”

            ฝูงชนต่างจ้องมองด้วยแววตาที่โกรธเกรี้ยวในขณะนั้นหลินเฟิงได้เปิดปากพูดอีกครั้ง คาดไม่ถึงว่าเขาจะแนะนำหลิ่วชั่งหลัน... ให้ไปตาย!

            “เฮ้อ...”

            ในขณะนั้นลมปราณที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวได้พุ่งเข้าหาร่างของหลินเฟิงแต่หลินเฟิงก็รู้สึกว่ามีพลังที่แข็งแกร่งกำลังเข้ามาหาเขา

            กองทหารม้าโลหิตต่างต้องมือเปื้อนเลือดในสนามรบมาเป็นจำนวนมากเมื่อพวกเขาปล่อยลมปราณออกไปจึงปกคลุมร่างกายของหลินเฟิงในทันทีนี่จึงทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าเขาอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตที่กำลังบดขยี้กระดูกของเขาอย่างบ้าคลั่งลมปราณนี้ช่างทรงพลังเป็นอย่างมาก กองทหารที่เปื้อนเลือดอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะมีลมปราณอันทรงพลังเช่นนี้

            หลินเฟิงเกือบจะหายใจไม่ออกจากแรงกดดันจำนวนมหาศาลแต่เขาก็ยังคงยืนอยู่ในนั้นอย่างนิ่งสงบและไม่แยแส ขณะมองไปยังหลิ่วชั่งหลันที่อยู่บนลานประลองเป็นตาย

            “หากเจ้าตาย เป้าหมายของต้วนเทียนหลางก็จะบรรลุ แต่จะไม่ส่งผลถึงบุคคลอื่นนอกจากนี้เจ้าก็ไม่ต้องหวั่นกลัวและหลบหนีอีกต่อไป”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบจึงทำให้ความโกรธเกรี้ยวของทุกคนต่างฝังลึกลงไปในจิตใจทันที แต่หลิ่วชั่งหลันกลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังหลินเฟิงที่อยู่ด้านบนของหุบเขา

            “ถ้าเจ้าตายไปแล้ว หลิ่วเฟยลูกสาวของเจ้าก็จะแต่งเข้าตระกูลต้วนและเพลิดเพลินไปกับเกียรติยศ เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงนางอีกต่อไป”

            คำพูดของหลินเฟิงเสมือนดาบอันแหลมคมที่ทิ่มแทงไปยังหัวใจของหลิ่วชั่งหลันหลิ่วเฟยลูกสาวของเขาจะแต่งงานและเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลต้วนได้อย่างไรกัน?

            “ถ้าเจ้าตายไป บางทีวิญญาณของทุกคนในนิกายหยุนไห่อาจจะได้พักผ่อนอย่างสงบเพราะพวกเขาได้รับรู้แล้วว่าพวกเขาได้ตายไปอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องคาดหวังอะไรอีก”

            ทุกคำพูดที่แหลมคมของหลินเฟิงล้วนทำให้หวั่นไหวจากนั้นนัยน์ตาของหลิ่วชั่งหลันได้ปิดลง และนำมือข้างขวาที่ยกไปในตอนแรกในท้ายที่สุดก็ค่อยๆ นำมือลงอย่างช้าๆ

            ใช่แล้ว ถ้าเขาปล่อยให้ตัวเองตกต่ำแล้วเป้าหมายของต้วนเทียนหลางก็จะสำเร็จ จากนั้นเฟยเฟยจะทำอย่างไรมิหนำซ้ำนิกายหยุนไห่ก็ได้ถูกทำลายไปแล้ว ใครจะปกป้องนาง?

            เมื่อเห็นหลิ่วชั่งหลันนำมือลงจึงทำให้แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของทุกคนพลันหายไปในทันทีกลายเป็นความขอบคุณแทน พวกเขาเข้าใจแล้วว่าหลินเฟิงนั้นจงใจใช้คำพูดถากถางเพื่อกระตุ้นหลิ่วชั่งหลันสิ่งนี้ได้ทำให้หลิ่วชั่งหลันละทิ้งแนวคิดที่จะทำลายการบ่มเพาะของตัวเองไป

            โชคดีที่หลินเฟิงอยู่ที่นี่ มิฉะนั้นผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะร้ายแรงกว่านี้

            แน่นอนว่าคำพูดของหลินเฟิงนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก มันเป็นเหมือนกับดาบอันคมกริบที่แทงลึกเข้าไปในหัวใจ

            “ดูแลท่านแม่ทัพของพวกเจ้าให้ดีๆ นิกายหยุนไห่ไม่ได้เกลียดหรือโทษเขาผู้อาวุโสเป่ยก็ยังคิดถึงมาโดยตลอดก่อนที่เขาจะจากไปส่วนหญิงชราก็ได้ให้อภัยเขาแล้ว”

            หลินเฟิงไม่ได้มองหลิ่วชั่งหลันอีกต่อไป แต่เขากลับเดินไปที่กองทหารและพูดด้วยเสียงโทนต่ำกับเมิ่งฉิง

            หลังจากที่หลินเฟิงเดินไปเป็นเวลานาน หลิ่วชั่งหลันก็ได้ลืมตาขึ้นมาในแววตาเปล่งประกายไปด้วยความรู้สึกดีเยี่ยม จึงทำให้เหล่ากองทหารต่างปีติยินดีเพราะท่านแม่ทัพของพวกเขาได้กลับมาแล้ว

            “ทุกคนจงฟัง ณ หุบเขาแห่งนี้จะกลายเป็นสุสาน และเหล่าผู้ที่จากไปของนิกายหยุนไห่จะถูกฝังอยู่ที่นี่”

            หลิ่วชั่งหลันเริ่มสั่งด้วยน้ำเสียงอันสงบเงียบ

            “นอกจากนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนิกายหยุนไห่จะถูกปิดลงหากไม่มีคำสั่งจากข้า ไม่ว่าผู้ใดก็ตามห้ามย่างกรายเข้ามาที่นี่หากฝ่าฝืนก็จงฆ่าผู้นั้นเสีย”

            บรรยากาศในขณะนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร แต่บรรดาทหารกลับมีรอยยิ้มบนใบหน้าและตะโกนออกมาว่า“ขอรับ!”

            หลิ่วชั่งหลันยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์หลังจากนั้นหลิ่วชั่งหลันก็ปีนไปที่ด้านบนของหุบเขาในทันที และสายตาของเขาก็ได้มองออกไปดูเหมือนว่าเขาจะกำลังหาหลินเฟิงอยู่

            “ท่านแม่ทัพ”

            ในขณะนั้นมีทหารคนหนึ่งเดินไปยังด้านหน้าของหลิ่วชั่งหลัน

            “มีอะไร?” หลิ่วชั่งหลันกล่าวถาม

            “ท่านแม่ทัพ เด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้ก่อนที่เขาจะไป ได้ฝากข้ามาบอกท่านแม่ทัพว่านิกายหยุนไห่นั้นไม่โทษท่าน และผู้อาวุโสเป่ยก็คิดถึงท่านมาโดยตลอดก่อนที่เขาจะจากไปนอกจากนี้ภรรยาของประมุขคนก่อนก็ได้ยกโทษให้ท่านแล้ว”

            ร่างกายของหลิ่วชั่งหลันสั่นเทาขณะยืนอยู่ตรงนั้น

            หลิ่วชั่งหลันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ชายผู้เปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งหาใดเปรียบนี้จู่ๆ ได้มีน้ำตาไหลรินออกมาจากดวงตา

            “โปรดให้อภัยศิษย์คนนี้ที่ไม่ได้ความด้วย”

            หลิ่วชั่งหลันถอนหายใจขณะก้มหัวหลังจากนั้นในแววตากลับมาดูมีจิตวิญญาณอีกครั้ง และขณะมองไปยังถนนที่อยู่ห่างไกลเขาก็บังเอิญเห็นร่างเงาของคนคนหนึ่ง

            “หลินเฟิง!”

            หลิ่วชั่งหลันไม่เคยเจอหลินเฟิงมาก่อน เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้จากปากของหลิ่วเฟยในตอนนั้นเขากำลังครุ่นคิดว่าเด็กหนุ่มเป็นคนแบบไหนกันถึงคุ้มค่าที่จะเป็นความหวังของนิกายหยุนไห่และได้ละทิ้งชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยเขา

            และในตอนนี้ มีบางอย่างที่หลิ่วเฟยไม่ค่อยเข้าใจ เพียงแค่เหตุผลเดียวเขาก็มองหลินเฟิงออกว่าหลินเฟิงนั้นไม่ใช่แค่เด็กธรรมดาทั่วๆ ไป

            ถ้าหลินเฟิงเป็นเพียงคนธรรมดา จะสามารถพูดด้วยวาจาอันคมคายได้อย่างไร?

            ถ้าหลินเฟิงเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 16 ปีธรรมดาจะกล้าเผชิญกับลมปราณอันทรงพลังของกองทหารม้าโลหิตได้อย่างไร? แม้กระทั่งแววตาและสีหน้าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด

            ถ้าหลินเฟิงเป็นเพียงคนธรรมดา เขาคงจะไม่ทิ้งประโยคเดียวแล้วหายไปแต่หลินเฟิงกลับเลือกติดตามเขา เพราะต้วนเทียนหลางและคนอื่นๆ ในตอนนี้ต่างหมายเอาชีวิตของหลินเฟิงเพียงแค่อยู่ข้างกายเขาก็จะปลอดภัยมากที่สุด

            ถึงแม้ผู้อาวุโสเป่ยจะให้เขาไปหาหลิ่วชั่งหลันแต่หลังจากที่เขาพบหลิ่วชั่งหลัน ก็ยังคงเลือกที่จะจากไป หากอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเขาแล้วเมื่อไรถึงจะมีพละกำลังอันแข็งแกร่ง

            แต่หลินเฟิงตระหนักดีว่าตระกูลต้วนนั้นแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่แต่ในทวีปเก้าสวรรค์กลับเป็นเพียงได้แค่ตระกูลธรรมดา แม้กระทั่งคำว่า ‘จักรพรรดิ’ ของจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ก็ยังไม่คู่ควรพอ

            เส้นทางแห่งการบ่มเพาะที่แท้จริงของจักรพรรดินั้นมีพลังอันมหาศาลคนประเภทนี้หากโกรธเกรี้ยวขึ้นมาคือต้องตายและสามารถทำลายอาณาจักรเสวี่ยเยว่ได้อย่างง่ายดาย

            หลินเฟิงนั้น เขายังมีหนทางอีกยาวไกล

            ในตอนนี้หลินเฟิงและเมิ่งฉิงได้ยืนอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ขณะมองหลิ่วชั่งหลันกำลังควบม้าลงเนินเขาจากระยะไกล

            “ไปกันเถอะ” จากนั้นหลินเฟิงและเมิ่งฉิงก็กระโดดลงจากก้อนหินใหญ่และมุ่งไปตามถนนเส้นเล็กเพราะพวกเขาจงใจหลีกเลี่ยงหลิ่วชั่งหลัน

            “เจ้ามีคำถามมากมายที่อยากจะถามข้าใช่หรือไม่?”

            หลินเฟิงกล่าวถามเมิ่งฉิงด้วยโทนเสียงต่ำ

            “เจ้าไม่อยากบอก ข้าก็จะไม่ถาม” น้ำเสียงที่เมิ่งฉิงตอบยังคงเฉยเมยดูเหมือนว่าจิตใจของนางจะยังไม่เคยหวั่นไหวมาก่อน นี่จึงทำให้หลินเฟิงอยากจะรู้ว่าถ้าเมิ่งฉิงหัวเราะขึ้นมานี่คงเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มาก

            “ท่านแม่ของข้าเคยบอกไว้ว่า ขณะที่ผู้ชายกำลังโศกเศร้า อย่าไปรบกวนเขาเพราะนี่คือวิธีที่ดีที่สุด”

            ดูเหมือนว่าเมิ่งฉิงกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ ขณะมองหลินเฟิงผ่านผ้าคลุมหน้า ดูเหมือนว่านางจะต้องการคำยืนยันจากปากของหลินเฟิงว่าคำพูดท่านแม่ของนางจะถูกหรือไม่?

            “เจ้ารู้จักโลกภายนอก ล้วนรู้มาจากท่านแม่ของเจ้า?”

            “อืม” เมิ่งฉิงพยักหน้า

            “ท่านแม่ของเจ้ายังบอกเจ้าเกี่ยวกับผู้ชายเรื่องอะไรอีกบ้าง?” หลินเฟิงกล่าวถาม สำหรับโลกใบนี้ เมิ่งฉิงก็เหมือนกับเขาตอนที่มายังทวีปนี้โดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ตัวเองกลับเป็นเจ้าของความทรงจำทั้งสองโลก แต่สำหรับเมิ่งฉิงแล้ว ในความทรงจำของนางอาจมีเพียงแค่หุบเขาเฮยเฟิงเท่านั้น

            “ท่านแม่ของข้ายังบอกอีกว่า ผู้ชายนั้นมักจะเป็นคนที่ไม่ดี” เมิ่งฉิงกล่าวตอบ

            “...”พลันปรากฏรอยหยักขึ้นบนหน้าผากของหลินเฟิง เขามองเมิ่งฉิงด้วยสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินเรื่องนี้แล้วมันช่างฟังดูคุ้นๆหรือเป็นเพราะว่าท่านแม่ของเมิ่งฉิงจะเคยได้รับความเจ็บปวดจากคนรักมาก่อน ถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาอาศัยในชนบทที่ทุรกันดารอย่างหุบเขาเฮยเฟิง?

            “ผู้ชายเหล่านั้นมักจะมองข้าไปในทางที่ไม่ค่อยดี แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะ... เป็นคนที่ดีไม่เหมือนกับท่านแม่ที่เคยบอกไว้”

            เมิ่งฉิงเป็นคนที่สวยงามและดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของโลกภายนอกแต่นางนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น มิเช่นนั้นนางคงไม่มีทางแอบหนีตามหลินเฟิงมาอย่างแน่นอน

            จู่ๆ หลินเฟิงก็หัวเราะขึ้นมา เพราะความงดงามนั้นทำให้ผู้คนมีความสุขอย่างแท้จริง

            “แล้วอะไรอีก? ท่านแม่ของเจ้ายังบอกอะไรกับเจ้าอีก?”

            “ยังมีอีกมากที่ท่านแม่เคยบอกกับข้าไว้” เมิ่งฉิงพยักหน้าขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิงและกล่าวต่อว่า“แต่ข้าจะไม่บอกเจ้า”

            “...”

            เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่ เป็นเมืองที่งดงามและยังมีเนื้อที่อันกว้างใหญ่

            เฉพาะในเมืองนี้ก็มีประชากรอาศัยอยู่นับล้านคน แต่ผู้คนก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

            เมืองหลวงมีถนนสายหลักจำนวนมาก ถนนแต่ละสายล้วนกว้างขวาง ต่อให้มีคนนับร้อยก็ยังสามารถเดินเป็นแถวหน้ากระดานได้สบาย

            แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถนนสายหลักของเมืองหลวงล้วนเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาด้วยการเดินเท้าแต่บางคนที่ขี่ม้าต่างมีลักษณะเงียบๆ เป็นพิเศษแม้แต่ตอนเดินบนถนนก็ยังต้องจูงม้าไปด้วย

            ในเมืองหลวงมีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหนก็ล้วนพบเห็นได้อย่างง่ายดาย บนท้องถนนมีหลายคนขี่สัตว์อสูรปีศาจหน้าตาแปลกๆ อย่างคึกคักความเร็วของสัตว์อสูรเหล่านั้นเร็วยิ่งกว่ารถ BMW เสียอีก

            ไม่กี่วันต่อมา ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็ได้สถาปนาขึ้น นอกจากนี้อาณาจักรเสวี่ยเยว่มักมุ่งเน้นในการสรรหาคนรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ซึ่งเป็นเพียงการหาคนรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์จากนิกายใหญ่ๆ ทุกแห่งแต่แค่นี้ยังไม่สามารถสนองความต้องการของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้

            โอกาสที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ฝูงชนจะไม่รีบมาได้อย่างไร? มีผู้ฝึกยุทธ์มากมายตั้งแต่อายุ6 - 18 ปีทุกคนต่างหวังว่าจะสามารถกลายเป็นหนึ่งในศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้ในภายภาคหน้าอาจกลายเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรเสวี่ยเยว่

            ในตอนนั้นเองได้มีร่างเงาที่กำลังเดินอยู่บนถนนสายหลัก ร่างเงานั้นค่อนข้างดึงดูดความสนใจพอสมควรในกลุ่มนั้นมีหญิงสาวนางหนึ่งสวมชุดสีแดงเพลิง และมีใบหน้าที่งดงามขณะนั้นได้มีกลิ่นอายของน้ำแข็งและไฟปล่อยออกมาจากตัวนางอย่างต่อเนื่อง

            “คนเหล่านี้ต้องการเป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่า การเข้าร่วมของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มันยากแค่ไหนนอกจากจะมีพรสวรรค์เหมือนกับเชียนเชียนซึ่งเป็นคนที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่นั้นได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอดแต่จะมีสักกี่คนกันที่สามารถเทียบเคียงเชียนเชียนได้”

            ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวอย่างประจบประแจงจึงทำให้มุมปากหลินเชียนในชุดสีแดงเพลิงพลันปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้น

            “ข้าได้ยินมาว่าน่าหลันเฟิงได้อยู่ในเมืองหลวงและครั้งนี้ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็ได้ให้ความสำคัญกับนางไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จกันแน่”

            หลินหงที่อยู่ข้างๆ หลินเชียนกล่าว นี่จึงทำให้หลินเชียนต้องขมวดคิ้วครั้งสุดท้ายที่นางเจอน่าหลันเฟิง พวกนางยังมิได้ตัดสินเป็นที่แน่ชัดว่าใครคือผู้ชนะ

            เมื่อนึกถึงการประลองยุทธ์ของเมืองหยางโจวหลินเชียนอดไม่ได้ที่จะโกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันทีครอบครัวของนางที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ และยังต้องถูกขับไล่ออกจากนิกายอีก

            ในวันนั้น ชายผู้นั้นได้ทำให้ผู้คนทั้งเมืองหยางโจวต่างประหลาดใจเป็นอย่างมากจากนั้นชายผู้นั้นจึงกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงของเมืองหยางโจว

            ผู้คนในเมืองหยางโจวไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อ ‘หลินเฟิง’

            เขาสามารถจับตัวน่าหลันเฟิงเป็นตัวประกันต่อหน้าสาธารณชนได้และใช้นางเป็นใบเบิกทางเพื่อออกไปจากเมืองหยางโจว โดยที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งของตระกูลไหนกล้าติดตามไปสังหาร

            “ตอนนี้นิกายหยุนไห่ได้พังพินาศไปแล้ว บางทีเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้”

            หลินเชียนในตอนนี้รู้สึกสับสนและนางยังมีความรู้สึกที่ซับซ้อนทั้งทุกข์และสุขผสมปนเปกันไป

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน