บทที่ 41งานเลี้ยงครั้งใหญ่
การมาถึงอย่างเป็นทางการของคณะเดินทางแห่งแคว้นลี่ถูกประกาศนอกจากองค์รัชทายาท องค์ชายสาม แม่ทัพหวงที่มาก่อนอย่างเงียบๆ และองค์หญิงห้าแห่งราชวงศ์ไป๋แห่งแคว้นลี่ก็มาถึงสบทบภายหลังก็มาถึงแล้วเช่นกัน
ว่ากันว่าองค์หญิงห้าเป็นสตรีที่ยึดติดกับความงดงามนางมักจะคิดอยู่เสมอว่าตนเองอยู่เหนือสตรีทุกนางบนแผ่นดินนี้ ความหยิ่งพยองและความหลงตัวเองจึงปรากฏออกมาอย่างไม่ปิดบัง
สิ่งที่เจ้าบ้านไม่อาจละเลยได้เลยคือการจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ทั้งยังส่งเทียบเชิญขุนนางน้อยใหญ่ของเมืองหลวงมาร่วมเพื่อเป็นเกียรติแก่แขกบ้านแขกเมืองในครั้งนี้
"ใครอนุญาตให้นางมากันนะ"องค์รัชทายาทมองน้องสาวของตนเองด้วยสายตาไม่พอใจนักครั้งนี้คือการมาราชการและธุระอื่นๆ ที่ไม่ควรมีใครรู้เกรงว่าการที่องค์หญิงห้าผู้ไม่รู้ความปรากฏตัว งานจะยุ่งยากขึ้นเป็นแน่
"คงอยากตามมาหาใครบางคนแถวนี้"องค์ชายสามกล่าวพลางเหลือบมองหวงจือเหว่ยอย่างมีความหมายในขณะที่เจ้าตัวนิ่งเงียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา
"น้องสาวผู้ใด ผู้นั้นก็ดูแลเองเถอะ ข้ามีภาระหน้าที่อื่นต้องทำมากมาย"หวงจือเหว่ยกล่าวปฏิเสธอย่าจริงจัง ชัดเจนอย่างเคย
องค์หญิงห้า ไป๋หลิงชื่นชมหวงจือเหว่ยหลังจากที่เขากลับมาสร้างชื่อในฐานะวีรบุรุษ ทั้งชื่อเสียง ฐานะเงินทอง หวงจือเหว่ยนับเป็นบุรุษต้นๆ ที่สตรีต่างหมายปอง ขุนนางอยากผูกมิตรเพราะหลังจากแม่ทัพหลี่ตายไป ทายาทของตระกูลหลี่สายตรงก็ไม่เอาอ่าวหวงจือเหว่ยจึงขึ้นเป็นผู้นำทั้งที่ใช้แซ่หวง แม้จะไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงๆแต่ก็มีข่าวล่ำลือกันไปว่า ใต้หน้ากากนั้นไม่ใช่แผลเป็นน่ารังเกียจแต่เป็นใบหน้าหล่อเหลาต่างหาก
เพราะแบบนั้นสตรีทั่วแคว้นจึงหลงไหลไปกับจินตนาการของตนเองสิ้น
"หากนางได้ยินคงร้องไห้เป็นแน่"องค์รัชทายาทหัวเราะรวนออกมา
ในใจขององค์ชายทั้งสองก็ไม่ได้อยากให้หวงจือเหว่ยกับองค์หญิงห้าตบแต่งกันอยู่แล้วเพราะสตรีผู้นี้เป็นคนใจร้อน โวยวาย เอาแต่ใจ ทั้งยังไม่อาจจะเก็บความลับได้หวงจือเหว่ยเป็นคนสำคัญในหลายๆ แผนการณ์ หากครองคู่กับสตรีเช่นนี้หลายๆอย่างอาจจะพังลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
ตัวหวงจือเหว่ยเองก็ไม่ชมชอบสตรีผู้นี้นักเขายังจำได้ว่าหลังจากที่ยอมถูกลงโทษ สตรีผู้นี้ดูถูกเหยียดหยามสารพัดแต่เพราะนางบังเอิญมาเห็นใบหน้าของตัวใต้หน้ากากครั้งเดียวกลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน หวงจือเหว่ยจึงไม่อยากคบค้าด้วยแต่นางก็ตามติดเขามานับแต่ตอนนั้น
“ทำความเคารพพี่ใหญ่ พี่ชายสาม ทักทายท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”เสียงหวานทักทายทั้งสามคนด้วยรอยยิ้มโดยเฉพาะเวลาที่มองหวงจือเหว่ยนางมองด้วยสายตาเขินอาย
ส่วนทางบุรุษผู้นั้นก็ทำเพียงโค้งตัวเล็กน้อยเท่านั้น
แขกแห่งแคว้นลี่มาถึงทุกคนแล้วพร้อมกับคนสำคัญในแคว้นฝูก็เดินทางกันมาเกือบจะทั้งหมด
“เชิญแขกจากแควนลี่ตามสบาย”สุรเสียงของโอรสสวรรค์รับสั่งเหล่าบ่าวและนางในทั้งหลายจึงรีบจัดการให้แขกไปอยู่ในที่ที่เตรียมเอาไว้
“ฮองเฮาเสด็จ!”ขันทีด้านหน้าขานสัญญาณเสียงดังฟังชัดนางหงส์เดินเข้ามายังลานจัดเลี้ยงด้วยชุดปักหงส์สีน้ำเงินเข้มดูหรูหนาพร้อมกับเครื่องประดับมากมายตามมาด้วยหลิวลู่เสียนสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามของแคว้นฝูที่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานางถูกฮองเฮาเรียกเข้าไปสั่งสอนด้วยตนเองจนกลายเป็นคนสนิทยามนี้นางสง่างามขึ้นกว่าก่อนอีก
หากเทียบกับสตรีแซ่จ้าวจะเป็นเช่นไร
“ชินอ๋อง หวางเฟย องค์ชายเสด็จ”ไม่ทันที่นางหงส์จะเดินถึงที่นั่ง ครอบครัวสำคัญของแคว้นฝูก็เดินทางมาถึง
บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มถือดาบเข้ามาในพิธีเนื่องจากตนถือตราพยัคฆ์จึงไม่จำเป็นต้องปลดอาวุธ เดินเคืองข้างมากับหวางเฟยจ้าวสตรีที่เคยสูสีกับหลิวลู่เสียนมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาพร้อมกับองค์ชายน้องที่จูงมือแม่เลี้ยงมาอย่างสนิทสนม
ใต้ความน่าเกรงขามของชินอ๋องยามที่บุรุษผู้นั้นมองภรรยาและลูกของตนเองกลับมาความอบอุ่นหากแต่ว่าความอบอุ่นนั้นมีไว้ใช้กับครอบครัวเท่านั้นยามที่เขาเปรยตามองคนอื่นที่จ้องภรรยาของตน กลับทำให้รู้สึกเย็นไปทั้งสันหลัง
“คารวะท่านพี่ ท่านแม่ ทักทายพี่สะใภ้ทักทายองค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์หญิงห้าแห่งแคว้นลี่”ชินอ๋องเป็นผู้นำกล่าวทักทายจบก็หันไปโค้งรับหวงจือเหว่ยที่โค้งทำความเคารพตามมารยาท
“คารวะท่านอา”องค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูที่อยู่ตรงนั้นด้วยโค้งทักทายชินอ๋องตามมารยาทเช่นกัน
“นึกว่าเจ้าจะมีช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์กับหวางเฟยนานกว่านี้เสียอีก”ฮ่องเต้กล่าวแซวน้องชายต่างวัยของตนอย่างมีรอยยิ้ม
“กับหวางเฟยข้าก็ให้ความรักกับนางทุกคืนนั่นแหละ ท่านพี่ไม่ต้องห่วง อีกอย่างงานนี้ก็เป็นงานสำคัญ ข้าจะไม่มาก็กระไรอยู่” ชินอ๋องกล่าวให้ภรรยาขัดเขินเล็กน้อยจนหวางเฟยค้อนใส่เล็กๆ เรียกรอยยิ้มจากสองพี่น้องได้ดี
“เช่นนั้นก็ไปนั่งที่เถิด” ชินอ๋องก้มหัวรับพร้อมกับเดินประคองภรรยาและลูกชายตามขันทีที่นำทางไปนั่งโต๊ะของตน
“ท่านมิได้เชิญคนแซ่จ้าวหรือ” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบมือหงส์ยกจอกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยก่อนจะมองโอรสสวรรค์ด้วยหางตา
“แล้วจวิ้นอ๋องของเจ้าเล่า เป็นเชื้อพระวงศ์แท้ๆเหตุใดจึงไม่มา” สำหรับตระกูลเสิ้น ตระกูลจ้าวเป็นหนามกลางใจมานานโอรสสวรรค์จึงไม่ปล่อยให้สตรีแซ่เสิ้นผู้นี้ทำให้ตระกูลใหญ่ที่สนับสนุนองค์รัชทายาทเสื่อมเสียแน่
ไม่ทันขาดคำตระกูลจ้าวที่นำด้วยจ้าวหานและภรรยาก็เดินเข้ามาในงานเลี้ยงพร้อมกับจ้าวอันหรานและจ้าวซินเยว่ ท่านหญิงตระกูลจ้าวทั้งสองพร้อมกับเด็กชายที่เริ่มเติบโตจนรู้ความ และเด็กสาวตัวเล็กในอ้อมกอดของลี่หลินฮูหยินของจ้าวหาน
แม้จะผ่านมานานแต่ใครบ้างจะไม่รู้เรื่องของท่านหญิงผู่เยว่จ้าวซินเยว่ คนรักคนเดียวของเฉินจือหานนางทั้งงดงามและสงบนิ่งราวกับสายลำธารอันแสนสงบ ผ่านไปหนึ่งปีนางไม่ได้หม่นหมองกลับยิ่งดูงดงามกว่าเดิมทั้งใบหน้าและท่าทางยิ่งยามนี้มีตำแหน่งท่านหญิง ฮ่องเต้ก็เอ่ยปากรับนางเป็นบุตรสาวมีบุรุษใดบ้างที่จะไม่หมายปองนาง
"นางงดงามจริงๆ น่าเสียดาย"จวิ้นอ๋องที่โผล่มาตอนไหนก็ไม่ทราบกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กๆไม่สนสายตาตำหนิจากฮองเฮาผู้เป็นมารดาสักนิด
ไม่ใช่แค่จวิ้นอ๋อง จ้าวซินเยว่มองกวาดไปรอบๆจนสายตาของนางปะทะเข้ากับบุรุษใต้หน้ากากผู้นั้นที่มองนางอยู่นางชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันไปนั่งที่ของตัวเองแต่ดูเหมือนหวงจือเหว่ยผู้นั้นจะไม่ละสายตาเลย
ภาพที่แม่ทัพหวงจ้องท่านหญิงผู่เยว่ตาไม่กระพริบส่งผลให้องค์หญิงห้าไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก บุรุษที่นางชมชอบกำลังทำทีสนใจสตรีอื่นมันจะเกินไปแล้วนางหันไปพิจารณาจ้าวซินเยว่ก็พบว่าสตรีผู้นี้งดงามราวกับปีศาจหากแต่เย็นชาเย่อหยิ่ง
คอยดูเถอะ งานเลี้ยงครั้งนี้จ้าวซินเยว่ได้ร่วงลงมาจากตรงนั้นแน่
ไม่ต่างจากหลิวลู่เสียนที่มองครอบครัวจ้าวอย่างไม่พอใจเช่นกันโดยเฉพาะน้องสาวที่ควรจะดับไปตั้งแต่เฉินจือหานตาย ไม่คิดเลยจริงๆว่านางจะเป็นที่โปรดปรานมากขนาดยกตำแหน่งท่านหญิงให้
"ท่านแม่ทัพมองท่านหญิงผู่เยว่ไม่วางตาเชียว" องค์รัชทายาทกล่าวแซวอย่างมีความหมายนั่นทำให้ทุกคนเห็นความสนใจของแม่ทัพหวงพร้อมกัน ฝ่าบาทเองก็มองด้วยท่าทางแปลกใจ
"ทูลท่านลุงแม่ทัพกับท่านหญิงพบกันมาแล้วครั้งหนึ่งดูเหมือนแม่ทัพของแคว้นพวกข้าจะถูกท่านหญิงสะกดเสียแล้ว" องค์รัชทายาทพูดต่อ
หากแต่เหล่าคนตระกูลจ้าว และไทเฮาแม้จะนิ่งเฉยแต่ในใจก็ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก ได้แต่ยกยิ้มและทำหน้าที่ของตนเองต่อ
ส่วนจ้าวซินเยว่นางไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้น อันที่จริงตัวนางทำใจมาอยู่แล้วว่าอาจจะมีเหตุให้นางกับแม่ทัพผู้นั้นต้องแต่งงานกันแต่นางจะไม่ตายเช่นจ้าวซินเยว่ตัวจริงเป็นแน่ หากเป็นไปได้นางก็อยากจะเลือกทางด้วยตนเอง
"งั้นก็เริ่มงานเลยเถอะ"
งานเลี้ยงต้อนรับแขกจากแคว้นลี่เริ่มต้นขึ้นทั้งอาหารชั้นดีและการแสดงชั้นยอดเริ่มทยอยออกมาแสดงเหล่าผู้คนเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง พร้อมกับของมึนเมาที่เริ่มเข้าเส้น
"ท่านลุงเจ้าคะ ตัวข้าเป็นองค์หญิงต่างแดนแต่ยังได้ยินความเก่งกาจด้านดนตรีของท่านหญิงผู่เยว่ท่านลุงพอจะให้ท่านหญิงแสดงฝีมือสักหน่อยได้หรือไม่"องค์หญิงห้ากล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มไม่ถึงดวงตา ส่วนคนที่ถูกร้องขอก็ปรายตามองจ้าวซินเยว่ที่ยังสงบนิ่ง
"เรื่องนั้นต้องถามผู่เยว่ดูแล้ว"ฝ่าบาทตรัส
"เช่นนั้น ข้าขอเชิญท่านหญิงมาบรรเลงร่วมกันสักเพลงดีหรือไม่"เพราะนางมั่นใจในตัวเองมาก ว่าตนเองเก่งกาจในแคว้นลี่โดยหารู้ไม่ว่าที่นางได้รับการยกย่องในแคว้นลี่ล้วนเป็นเพราะนางเป็นองค์หญิงเท่านั้น
"หากองค์หญิงไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดี"แม้ตัวนางจะชอบอยู่อย่างสงบ ดูเหมือนองค์หญิงผู้นี้จะชมชอบแม่ทัพผู้นั้นไม่ใช่น้อยและแม่ทัพผู้นั้นดูจะมาสนใจนาง ถึงอดทนไม่ไหวที่จะฉีกนางให้ย่อยยับ
นางก็ไม่ใช่สตรีที่จะอดทนให้ใครมาดูถูกเสียด้วยงานคืนนี้คงมีคนอกแตกตายเป็นแน่
... ... ...
"เชิญท่านหญิงเลือกเครื่องดนตรีเลยเจ้าค่ะ"สตรีต่างแดนกล่าวด้วยรอยยิ้มแสดงความอ่อนโยนในความจริงคือนางมั่นใจในตัวเองมากเช่นกัน
"ข้าขอเลือกขลุ่ยแล้วกันเจ้าค่ะ"จ้าวซินเยว่เลือกเครื่องดนตรีพื้นฐานสำหรับสตรีแคว้นลี่ นั่นทำให้องค์หญิงมองสตรีอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจการเป็นดนตรีพื้นฐานของแคว้นลี่นั่นหมายความว่าสตรีแคว้นลี่ก็ต้องเก่งกาจกว่า
หรือสตรีผู้นี้กำลังดูถูกนาง
พอดีกับที่จ้าวซินเยว่รับขลุ่ยไม้มาจากขันทีและหันมายกยิ้มให้กับตนหากแต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงดวงตาเลยสักนิดเมื่อสังเกตคนตระกูลจ้าวและไทเฮากลับไม่แสดงความกังวลออกมา
นั่นขัดใจองค์หญิงยิ่งนักจะมั่นอกมั่นใจอะไรขนาดนั้น
"ข้าเช่นกัน"ทั้งทีตนเองเป็นคนท้าทายจ้าวซินเยว่แต่ยามนี้กลับรู้สึกว่าเป็นตนเองที่ถูกท้าทายกัน
สตรีทั้งสองนั่งประจำที่ตามมารยาทผู้ที่ถูกท้าจะต้องเป็นผู้เริ่มก่อน ตามด้วยผู้ที่ท้า วนไปสองรอบแม้จะเป็นการแข่งขันไม่ได้จริงจัง แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าสบายๆ
มือบางของจ้าวซินเยว่จรดที่ขลุ่ยอย่างเบามือริมฝีปากของนางแตะลงบนเนื้อไม้เบาๆ ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะผ่านไป ใกล้ฤดูหนาวเต็มที่จ้าวซินเยว่เลือกบรรเลงเพลงรักที่แสนอบอุ่น เพลงระดับกลางอย่างไหลลื่น ทั้งแววตาสีหน้า และท่าทางของนางสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอบอุ่น
การบรรเลงขลุ่ยของจ้าวซินเยว่นั้นไม่ได้หวือหวาหากแต่นางมิได้พลาดเลยสักจุดเดียวมันราบลื่นและงดงามชวนให้ผู้คนใจสั่นราวกับได้กลับไปในช่วงวัยรักแรกของตนเอง
แต่นั่นกลับทำให้องค์หญิงยกยิ้มออกมาราวกับตนเองเป็นผู้ชนะ
จ้าวซินเยว่บรรเลงเพลงจบถึงคราวส่งเพลงให้องค์หญิง ตัวเองก็รับได้ดีตัวนางบรรเลงบทเพลงรักอีกบทเพลงที่มีชื่อเสียงของแคว้นลี่เพลงชั้นสูงที่มีแต่คนที่มีฐานะอย่างเดียวอาจจะไม่ได้รับการถ่ายทอดต้องเป็นคนที่มีความสามารถเช่นกัน จังหวะและเสียงของขลุ่ยที่ถูกบรรเลงด้วยองค์หญิงดูปิติยินดีราวกับความรักนั้นกำลังจะปริบานเต็มที่
นางจะแพ้ให้สามัญชนที่บรรเลงได้แต่เพลงระดับกลางได้อย่างไรกันตลอดชีวิตของนาง ไม่เคยแพ้ให้กับใคร
บทเพลงรักที่แสนน่ายินดีราวกับเพลงที่บรรเลงในงานมงคลใกล้จะจบจ้าวซินเยว่จรดริมฝีปากของตนเองบนขลุ่ยไม้หากแต่นางเป่าขลุ่ยออกมาด้วยเสียงที่ดังและรุนแรงจนองค์หญิงชะงักไปเล็กน้อยจ้าวซินเยว่ผ่อนเสียงขลุ่ยลงร่างกายและสีหน้าของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคนกับเมื่อครู่ ยิ่งทำให้บรรยากาศเริ่มสับสน
เพลงที่นางบรรเลงยังคงเป็นเพลงแรกที่นางเลือกใช้หากแต่มันกลับกลายเป็นเพลงโศกอย่างหาที่สุดไม่ได้ เสียงขลุ่ยของนางค่อยๆไต่ระดับความดังขึ้นมาทีละน้อยเพื่อปลุกความโศกเศร้าของผู้คนก่อนจะผ่อนลงเพื่อสร้างจินตภาพให้กับคนฟัง
ราวกับสตรีผู้นี้กำลังวิ่งอยู่แล้วล้มลงหมดแรง
ดวงตาสวยหลับตาลงก่อนจะค่อยๆบรรเลงอย่างใช้อารมณ์ที่รุนแรง ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผู้คนสะกิดใจขึ้นมาได้ว่าตัวเองต้องสูญเสียบุรุษที่เคยรักใคร่กันมากไปอย่างกะทันหันจนสตรีที่มีปมเรื่องนี้น้ำตารื้นขึ้นมา
องค์หญิงมองภาพตรงหน้าอย่างประหลาดใจทั้งที่ตนเองหล่อเลี้ยงบรรยากาศของความยินดีจากจ้าวซินเยว่ขึ้นไปจนสุดเหตุใดยามนี้ผู้คนจึงทำหน้าสงสารและเห็นใจจ้าวซินเยว่เช่นนี้
รู้ตัวอีกทีเสียงบรรเลงขลุ่ยของจ้าวซินเยว่ก็จบลง พร้อมกับสายตาที่เย็นชาของสตรีผู้นั้นมองมาคนที่สูงศักดิ์กว่าสะดุ้งราวกับรู้สึกตัว ก่อนจะยกขลุ่ยขึ้นมายังไม่ถึงริมฝีปากตัวนางก็นิ่ง
นางต้องแก้ทางอย่างไรกันนะ...เพราะกำลังสับสนแท้ๆ จึงไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น...
นี่นางกำลังจะพ่ายแพ้หรือ? นางไม่ต้องการ แต่จะให้บรรเลงเพลงใดต่อ?
แปะๆๆๆ
เสียงปรบมือคนผู้หนึ่งดังขึ้นเรียกให้องค์หญิงที่นิ่งค้างเงยหน้าไปมองไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่อยู่ในงานเลี้ยงตามมาด้วยเสียงปรบมือของคนอื่นๆ
"น้องหญิง เจ้าไม่อาจบรรเลงต่อท่านหญิงได้ก็ถือพ่ายแพ้แล้วล่ะ ท่านหญิงผู่เยว่ร้ายกาจยิ่งนัก"องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม จ้าวซินเยว่ก้มหัวรับเล็กน้อยก่อนจะหันมามองนางที่ยังคงนั่งอึ้งด้วยสายตาเรียบนิ่ง จนนางต้องกำมือแน่น
นางแพ้รึ? แพ้ให้กับสามัญชนเช่นนี้?
"ท่านหญิงช่างเก่งกาจนักการบรรเลงเมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ว่าท่านเศร้ามาก ไม่ทราบว่าท่านนึกถึงเรื่องใดอยู่หรือ" องค์หญิงเป็นคนที่แพ้ไม่ได้ต่อให้นางแพ้นางก็จะดึงอีกคนลงมาจากที่สูง
เรื่องระหว่างสตรีผู้นี้กับแม่ทัพเฉินผู้นั้นนางก็พอรู้มาบ้าง แต่ก็แสร้งยิ้มทำเป็นไม่รู้แล้วก็ถามออกมาก่อนจะเหลือบไปมองบุรุษใต้หน้ากากแล้วหันกลับมามองหญิงสาวอีกครั้ง
"องค์หญิง"หวงจือเหว่ยกล่าวออกมาเล็กน้อยหมายจะเตือน แต่องค์หญิงก็ทำลอยหน้าลอยตารอคำตอบนั้น
"ท่านหญิงข้าต้องขออภัยที่น้องสาวข้าเสียมารยาทแล้ว"องค์ชายสามแห่งแคว้นลี่รีบกล่าวตัดบท แล้วมองน้องสาวของตนเองหมายจะตักเตือนส่วนจ้าวซินเยว่เพียงยิ้มเล็กๆ เท่านั้น
"เช่นนั้นก็ช่างเถอะ"
ฝ่าบาทได้สั่งให้คนเอาของมาให้สตรีทั้งสองตามมารยาทก่อนจะให้งานเลี้ยงดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีเหตุปะทะอื่นๆ เกิดขึ้น
"ข้าขอออกไปสูดอากาศหน่อยนะเจ้าคะ"จ้าวซินเยว่เอ่ยกับมารดา ก่อนที่นางจะลักลอบเดินออกไปจากงาน
... ... ...
"ข้าจะพยายามเจ้าค่ะการมาของพวกท่านในครั้งนี้ ต้องไม่เสียเปล่า"เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นจนขาเรียวหยุดชะงัก ร่างบางที่กำลังเดินเพลินๆจำต้องหาที่หลบซ่อนและหาต้นตอของเสียงนั้น
"ท่านคงจะรู้นะว่าพวกเราไม่ได้มีเวลามากมาย อย่าพลาดอีก"เสียงของบุรุษคนหนึ่งพูดไม่ดังไม่เบา เป็นเสียงที่คุ้นเคยเสียจนนางต้องแอบดู
แผ่นหลังของบุรุษนั้นไม่คุ้นแต่ชุดที่ใส่นั้นเป็นชุดของหนึ่งในทหารชั้นสูงของแคว้นลี่ไม่ผิดส่วนสตรีคนนั้นหาใช่ใครไกลตัว แต่เป็น เสิ้นอ้าย ฮูหยินตระกูลหลิว!
"ข้ารับรองว่าครั้งนี้พวกท่านจะสามารถยึดบัลลังก์ได้แน่นอน"จ้าวซินเยว่ยกมือขึ้นมาปิดปากกับสิ่งที่ตนเองได้ยิน
ก็รู้อยู่หรอกว่าตระกูลเสิ้นอยากจะทำการกบฏแต่ไม่คิดว่าหลังจากเสียรุ่ยอ๋องไปจะยังคงติดต่อเรื่องนี้กับแคว้นลี่เช่นนั้นการมาเยือนครั้งนี้ก็...
... ... ...
ย้อนกลับไปไม่นานยามที่จ้าวซินเยว่เดินออกจากห้องงานเลี้ยงองค์หญิงแห่งแคว้นลี่เห็นแล้วว่าจ้าวซินเยว่เดินออกมานางทิ้งช่วงไม่นานก็ขอตัวออกมาทำธุระส่วนตัวและธุระส่วนตัวนั้นนางอยากจะตบตีจ้าวซินเยว่สักครั้งให้มันหายหงุดหงิด
"ตามหาจ้าวซินเยว่หากข้าไม่ได้ระบายอารมณ์กับนาง จะเป็นพวกเจ้าที่โดนแทน!"เสียงสั่งขององค์หญิงนั้นน่ากลัวกว่าสิ่งใด เหล่าสาวใช้พยักหน้าและแยกย้ายกันไปหา
"นังผู้หญิงอวดดียั่วท่านแม่ทัพไม่พอ ยังกล้าทำให้ข้าอับอายข้าจะเอาเท้าเหยียบใบหน้าของเจ้าเสีย!" นางสบถกับตนเอง
... ... ...
เมื่อจ้าวซินเยว่ได้ยินข้อมูลเหล่านั้นตัวเองกำลังจะหันหลังกลับเมื่อเดินไปให้ห่างจากที่นี่
"พวกเจ้าไปหาทางนั้นหากเราไม่เจอตัวจ้าวซินเยว่ผู้นั้น เราได้ถูกองค์หญิงเล่นงานจนตายแน่!"เสียงของหัวหน้าบ่าวหญิงขององค์หญิงไป๋ผู้นั้นดังขึ้นไกลๆฝีเท้าของหญิงสาวหยุดอีกครั้ง
องค์หญิงหรือ? อย่าบอกนะว่านางโกรธที่พ่ายแพ้?
ถึงจะไม่ได้กลัวแต่จะให้ใครเห็นว่าออกมาจากตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
มือบางกำกระโปรงแน่นดวงตาสอดส่องมองหาทางหนี ในหัวก็คิดทางออกต่างๆ นานา
ถ้าอยู่ตรงนี้อาจจะถูกเสิ้นอ้ายกับบุรุษคนนั้นเจอหากเดินออกไปก็เจอกับคนขององค์หญิงแคว้นลี่ผู้นั้นอีก จะทำยังไงดีนะ?
จ้าวซินเยว่ที่คิดไม่ออกนางเลือกที่จะหลบซ่อนตรงนั้นต่อ เผื่อว่าโชคจะเข้าข้างนางบ้าง
"นั่น!นั่นใคร!" เสียงบ่าวหญิงดังขึ้น ไม่ใช่แค่จ้าวซินเยว่ที่ได้ยินเสิ้นอ้ายและคู่สนทนาของนางก็ได้ยินจนหันมาตามเสียงเช่นกัน
พรึบ!
แขนบางของนางถูกแรงของใครบางคนดึงเข้าไปยังซอกแคบๆที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกตัวก็ตอนที่แผ่นหลังของนางสัมผัสกับกำแพงใบหน้าสวยเงยหน้ามองก็เห็น หน้ากากที่คุ้นเคยอยู่ใกล้มาก ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไรอีกฝ่ายก็ขยับมาใกล้
ซอกนี้แคบและเป็นซอกตันนางถูกดันเข้ามาด้านใน ด้านหลังชิดกำแพง ด้านข้าวก็เป็นกำแพงของตำหนักสองตำหนัก ส่วนบุรุษผู้นั้นยืนอยู่ด้านนอกราวกับกำลังเอาตัวเองมาบังนาง
"อยู่เงียบๆล่ะ"เสียงบุรุษแผ่วเบากล่าวจบก่อนที่เขาจะดันตัวเองเข้ามาชิดนางจนอะไรต่อมิอะไรก็แนบชิดกันไปหมด
ยามนี้ร่างกายของนางสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นอายของอีกฝ่ายชัดเจนจนหัวใจของนางสั่นรัวใบหน้าเริ่มร้อนเห่อ
นานแล้วที่นางไม่ได้ใกล้ชิดกับบุรุษเช่นนี้คงจะเพราะแบบนี้จึงใจสั่น
"พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?" เสียงของบุรุษที่คุยกับเสิ้นอ้ายถามบ่าวขององค์หญิง
"องค์หญิงสั่งให้พวกข้ามาตามหาท่านหญิงผู่เยว่เจ้าค่ะ"
"จ้าวซินเยว่หรือแล้วนางจะมาเดินอะไรแถวนี้กัน" เสิ้นอ้ายเอ่ยถาม บ่าวผู้นั้นก็เงียบไป
"พวกเจ้ากลับไปได้แล้วส่วนเจ้านายของพวกเจ้าข้าจะคุยเอง" บุรุษผู้นั้นกล่าวเสียงเรียบบ่าวผู้นั้นรับคำก่อนจะได้ยินเสียงที่เดินออกไป
"หลิวฮูหยินท่านก็กลับไปในงานเถิด"
ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปคนละทางจากเสียงฝีเท้าเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว ร่างบางก็ผ่อนคลายลงแต่ก็เงยหน้ามาเจอกับบุรุษใต้หน้ากากที่จ้องนางไม่หยุดด้วยสายตาที่นางก็อธิบายไม่ถูก
"ปล่อยข้าได้แล้ว"มือบางผลักอกแกร่งเบาๆ ชายหนุ่มค่อยๆขยับออกจากซอกนั้นตามมาด้วยร่างเล็กที่เดินตามออกมา
"เจ้าควรจะขอบคุณข้าไม่ใช่หรือ"ร่างสูงเอียงคอถาม
"ท่านก็คนแคว้นลี่บุรุษผู้นั้นก็คนแคว้นลี่ มิใช่ว่าเป็นพวกเดียวกันหรอกหรือ"หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่เกรงกลัว "ท่านจะช่วยข้าทำไม"
"เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ"เสียงเรียบถามพลางหรี่ตา
"จะให้ข้าคิดอย่างไรเล่าเชื่อท่านหรือ ท่านฆ่าคนรักของข้าไป ท่านคงยังไม่ลืม"เพราะในข่าวการสารภาพผิดของหวงจื่อเหวยมาถึงหูนางเช่นกันข่าวว่าเจ้าตัวสารภาพว่าสังหารทั้งเฉินจือหานและหลี่รุ่ยเต๋อข่าวที่มาถึงไทเฮาก็ไม่น่าจะผิดพลาด ยิ่งเห็นท่าทางของบุรุษผู้นี้ยามนี้ยิ่งมั่นใจว่าเขาเป็นคนทำแน่ๆ
เพราะเขานิ่งเรียบสายตานั้นดูสั่นไหวทันทีที่นางพูดแบบนั้น
"เจ้ารักเฉินจือหานผู้นั้นหรือ"เสียงของหวงจือเหว่ยที่ถามออกมาดูอ่อนลงอย่างประหลาด แต่นั่นก็ไม่ทำให้จ้าวซินเยว่ลดความเกลียดชังต่อคนคนนี้ลงเลย
"บุรุษคนเดียวที่ข้าจะแต่งงานด้วยอย่างเต็มใจมีแค่เขาเท่านั้น" ดวงตาของนางสั่นไหวมากเมื่อพูดคำนั้นในนั้นมีทั้งความรู้สึกรัก ทั้งความรู้สึกผิด
สำหรับนางเฉินจือหาน เป็นชื่อที่ทำให้นางสั่นไหวได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม
"งั้นเจ้าก็ควรกลับไปในงานเลี้ยงเสียหากเจ้าเป็นอะไรไป เฉินจือหานผู้นั้นคงจะเสียใจ"ร่างสูงพูดจบก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้นางยืนตัวสั่นด้วยความโกรธแบบนั้น
นางเริ่มเข้าใจความรู้สึกของสตรีชุดแดงผู้นั้นที่มีต่อหวงจือเหว่ยผู้นี้แล้วความรู้สึกน่าหงุดหงิดเช่นนี้ นางไม่รู้เลยว่าจะอธิบายมันว่าอย่างไร
นางสะบัดความคิดทุกอย่างทิ้งแล้วเดินกลับไปในงานอย่างรวดเร็วเช่นกัน
#####