“เออ...น่าสนุกนัก มึงเล่ามาให้หมด เจ้าคีรี กูนึกอยากฟังเรื่องตลกขบขันของคนเฒ่าเวียงทุ่งหลวงนี่เสียแล้วสิ”
ท่ามกลางแสงตะเกียงและเสียงร่ำสุรา ข้อมูลสำคัญของเวียงทุ่งหลวงก็หลั่งไหลออกมาจากปากของบุตรชายเจ้าเมืองภูซาง โดยที่เจ้าตัวหารู้ไม่ว่า ตนเองนั้นแลที่กำลังขุดหลุมพรางให้แก่บ้านใหญ่ ให้ศัตรูจากแดนไกลเข้ามาบดขยี้ทุ่งข้าวสีทอง
ยามเช้าบนแผ่นดินเวียงทุ่งหลวง สายหมอกบางโรยตัวปกคลุมยอดหลังคาคุ้มเจ้าเมืองเชียงคำ เสียงไก่โต้งโก่งคอขัน ดั่งเสียงสัญญาณวันฟ้าใหม่ปลุกให้สรรพสิ่งตื่นจากการหลับใหล แต่พญาพรหมเสกแลเจ้าหาญกลับตื่นก่อนกาลนานนัก ทั้งคู่ยืนสงบนิ่งอยู่ริมชานเรือน สบตากันด้วยความนัยที่รู้กันเพียงสองคน แผนการรุกรบหาใช่เพียงการใช้ดาบฟาดฟัน แต่คือการหยั่งรากลงในไส้ศึกและชัยภูมิอันมีชัย
“ไอ้แก้วลูน ไอ้มั่นอิง...สูเขามึงสองฟังคำกู…” พญาพรหมเสกกระซิบเสียงต่ำ สั่งการคนสนิทที่นั่งคุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่แทบพระบาท “มึงจงพรางตนแยกกันไปคนละทาง มึงคนหนึ่งไปดูคูเมืองและกำแพงคันดิน ตรวจดูว่าจุดใดตื้นเขินหรือดินทรุดจนพอจะควบช้างม้าฝ่าเข้าไปได้ อีกคนไปสืบดูประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทิศใดทหารยามเฝ้าหย่อนยาน ทิศใดใกล้ทางน้ำเหมืองคูร่องหนองห้วย มากที่สุด...และที่สำคัญที่สุด หากหาตำแหน่งหอคำหลวง คุ้มเจ้านาย แลทางเข้าออกช่องลับของพวกนางข้าหลวงได้ มึงจงจดจำให้แม่น แล้วรีบกลับมาแจ้งแก่กู กูจักรอพวกมึงอยู่ที่หน้าประตูเวียงยามอาทิตย์อัสดง”
คนติดตามทั้งสองพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะเร้นกายลงจากเรือนหายไปกับฝูงบ่าวไพร่ ที่เริ่มออกจากที่หลับที่นอน เตรียมลงการลงงานอันตนรับผิดชอบ
ทางด้านพญาพรหมเสกแลเจ้าหาญ ก็พากันปรับเปลี่ยนเครื่องทรงให้ดูเป็นคนค้าของป่ามาจากดงดอย แม้เจ้าคีรีเตรียมพร้อมเดินมาถึงเรือน จะมองดูสองพี่น้องว่าแต่งกายแปลกประหลาดตา แต่ก็ทรงมิได้ใส่ใจแต่อย่างใด ด้วยทรงเข้าใจมาแต่เดิมว่าไอ้หาญเป็นคนบ้านสบทา พ่อแม่มันคงค้าของป่าอยู่เป็นทุนเดิม ธุระที่มันแลพี่ชายพูดถึง คงเป็นการค้า จึงมิใคร่นำมาใส่ใจ
เมื่อคนทั้งสามเดินทางผ่านบ้านงิ้วลายจนมาถึงเวียงทุ่งหลวง เจ้าพรหมเสกจึงออกปากขอแยกตัวจากเจ้าคีรีไปติดต่อการงานสำคัญ เจ้าคีรีเองก็เห็นว่าหากมีตนติดตามไปด้วย สองพี่น้องก็คงไม่สะดวกใจนัก จึงยอมแยกตนไปพบปะญาติพี่น้องที่อยู่ภายในกำแพงเวียงแก้วทุ่งหลวง รอจนพลบค่ำคอยไปพบกันยังจุดนัดหมาย
เจ้าพรหมเสกใช้ผ้าเก่าห่อหุ้มดาบของตน เพื่อไม่ให้คนทั่วไปสังเกตเห็นแล้วพกสะพายติดบ่าเช่นที่เคยเป็น พาเจ้าหาญเดินปะปนเข้าไปในตัวเวียงทุ่งหลวง ที่บัดนี้ดูคึกคักผิดหูผิดตา ยิ่งเข้าใกล้เขตกำแพงเมือง กลิ่นอายของงานฉลองสมรสหลวงก็ยิ่งโชยมาตามลม พร้อมกับเสียงซุบซิบที่ไม่เคยจางหายไปจากปากชาวบ้าน
“มึงเห็นขบวนช้างนั่นหรือไม่ เห็นว่าจักออกเดินทางในอีกสิบห้าวันข้างหน้านี้แล้วหนา” เสียงหญิงชาวบ้านวัยกลางคนกระซิบกระซาบกับเพื่อนริมแผงขายผัก “เออ…กูเห็นแล้ว แลดูขบวนใหญ่โตนัก ได้ยินว่าขุนหลวงท่านจักขนเครื่องบรรณาการแลทองหยองเต็มหลังช้าง เพื่อไปรับเอาเจ้านางเวียงสรวงมาดับไฟกามกระนั้นฤา” นางทั้งสองหัวเราะร่า
เจ้าหาญแสร้งทำเป็นหยุดดูผ้าทอใกล้ ๆ นางทั้งสอง แลได้ยินชัดทุกถ้อยคำ ใจหนึ่งนั้นสั่นรัวเมื่อรู้ว่าเวลาของพี่นางซอมพอเหลือน้อยเต็มที แลโกรธเคืองคนเวียงทุ่งหลวงนัก ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เอาเรื่องวิวาห์ของเจ้าเหนือหัวมาคุยเล่นสนุกปาก
พญาพรหมเสกลอบมองสำรวจป้อมปราการริมประตูเมือง แววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวเก็บรายละเอียดทุกจุดไม่ให้คลาดสายตา พระองค์เห็นทหารยามที่ยืนพิงหอกอย่างเกียจคร้าน บ้างก็นั่งล้อมวงเคี้ยวหมากพูดคุยเรื่องความเฒ่าชราของเจ้าเหนือหัวตน อย่างไม่เกรงอาญาปานที่เจ้าคีรีว่าไว้จริง ๆ
“เจ้าพี่...กำแพงทิศตะวันออกดูเหมือนจะทรุดโทรมที่สุด” เจ้าหาญเดินเข้ามาใกล้กระซิบแผ่วเบา “แลขบวนที่จะไปเวียงสรวง จะใช้เส้นทางผ่านด่านป่ากล้วย ซึ่งเป็นทางแคบ...เส้นทางนั้นเดินทางสะดวกแลใกล้กว่าทางที่เรามา เพียงแต่พอไปถึงลำน้ำของแล้ว ต้องเดินเลาะเลียบแนวฝั่งขึ้นเหนือ มายังท่าเรือเดียวกันกับที่เราผ่านมา จึงจักข้ามไปบ้านสบทาเพื่อรอรับเอาตัวเจ้าสาวจากที่นั่น”
พญาพรหมเสกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกเข้าไปถึงกระดูก “สิบห้าวัน...เวลาเพียงพอสำหรับกูที่จะวางข่ายดักพญาอินทรี และชิงเอาดอกไม้เวียงสรวงมาไว้ในมือขุนหลวงอินทร์ถวาย แต่การทั้งหมดนี้ กูจำต้องกลับไปแจ้งแก่พี่กูก่อน หากกูลงมือเองโดยพละการ กูเองอาจต้องโทษซ้ำซากตั้งแต่ศึกเวียงชัยมาจนศึกทุ่งหลวงอีก”
“ได้หากพี่ท่านต้องกลับไปสุวรรณโคมคำก่อน ข้าก็จักไปด้วย”
“อุว่ะ…มึงนี่หนีเที่ยวเป็นอาชีพหรืออย่างไร ไม่ห่วงพี่นางมึงบ้างฤา”
“พี่ข้าเก่งนัก หากแม้นจวนตัว นางก็มีวิธีเอาตัวรอดได้ ข้ามิห่วงนางดอก หากจักห่วงก็มีแต่พี่ท่านพรหมเสก ที่เอาแต่รีบร้อนจนหลงป่าหลงเขา แทนที่จักได้อีเอื้องเป็นเมีย จักกลายเป็นได้ผีพรายนางไม้ไปเสียก่อนจักได้กับคน”
เจ้าพรหมเสกถึงกับหัวเราะกับคำของไอ้หาญ ที่รู้จักพูดเปรียบเปรย “เออกูมันใจร้อนเอง จึงทำให้หลงทาง มึงไม่มีผิดเลยไอ้หาญ” คำพูดกระทบกระเทียบของมันที่เอ่ยออกมาประหนึ่งคำก่นด่า ถูกของมัน ในจังหวะที่ไอ้หาญตัดสินใจมิได้ว่าจะขวาหรือซ้าย เป็นพระองค์เองที่ตัดสินใจแทนมัน ทั้งที่ตนก็ไม่รู้ทาง จนต้องเสียเวลาวนกลับหมดเวลาไปครึ่งค่อนวัน
พระองค์กวาดสายตามองยอดหอคำที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเวียง ตอซังข้าวแห้งเฉาที่อยู่รายรอบเวียงทุ่งหลวงในยามนี้ ช่างดูเปราะบางนักในสายตาของนักรบผู้เจนจัด ข้อมูลจากปากเจ้าคีรีที่ว่าบิดาข้าคือทายาทสายรองยิ่งตอกย้ำว่าศึกภายในของเมืองนี้ร้อนระอุยิ่งกว่าแสงแดดเดือนห้า หากขุนหลวงผู้ชราสิ้นลมโดยไร้ทายาทจากเจ้านางซอมพอ เมื่อนั้นเวียงทุ่งหลวงคงได้นองเลือดด้วยคมดาบของพี่น้องตนเองเป็นแน่แท้
“ไปเถิดเจ้าหาญ...ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะเขียนแผนที่นรกให้พวกมันได้แล้ว เราต้องรีบกลับไปสมทบกับไอ้พันไอ้หมื่น ก่อนที่เจ้าคีรีมันจักออกจากเวียงมาพล่ามเรื่องไร้สาระจนเสียการใหญ่”
ทั้งสองเร้นกายผ่านย่านตลาด มุ่งหน้ากลับสู่จุดนัดหมาย โดยมีภาพชัยภูมิของเวียงทุ่งหลวงสลักแน่นอยู่ในความทรงจำ รอเพียงเวลาที่จะเปลี่ยนให้เป็นสมรภูมิชิงนาง ในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้า
ท่ามกลางเสียงแมลงจั๊กจั่นกรีดร้อง ตำหนักพิมานเจ้านางที่เคยเงียบเหงาก็ไม่เงียบอีกต่อไป อีกฝั่งนั่งถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก ด้วยรำคาญเสียงแมลงแห่งวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) แม้นจะหงุดหงิดมันสักเพียงใด ก็หาทำอะไรต่อมันได้ไม่ ด้วยแมงพวกนี้มักอยู่ที่สูง แลเร้นซ่อนอำพรางตัวเก่ง จนยากจักจับเอาตัวมันมา
เจ้านางซอมพอนั่งนิ่งราวกับรูปสลัก แสงแดดยามบ่ายทอแสงลอดช่องหน้าต่าง ตกลงบนแผ่นกระดาษสาใบเล็กที่วางอยู่บนตัก ตัวอักษรฝักขามที่เขียนด้วยลายมือคุ้นเคย รายงานข่าวที่กรีดลึกลงเข้าไปในขั้วหัวใจของนาง
‘ขุนหลวงอินทร์ถวาย รับเอาเจ้านางชาวเยว่ขึ้นเป็นพระชายา...’
นางหลับตาลงหยาดน้ำตาเม็ดเล็กสั่นระริกอยู่ที่ขนตางามงอน ความเจ็บปวดวิ่งพล่านไปทั่วหัวใจ แต่กลับไม่มีเสียงสะอื้นให้หลุดรอดออกมา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในมโนสำนึก...
'นั่นกะไร สิ่งที่กูคาดการณ์ไว้มิมีผิดเพี้ยน ต่อให้พระองค์จักมั่นคงต่อกูสักเพียงใด ไหนเลยจักต้านทานอำนาจการเมืองไปได้'
แม้จักเสียใจสักเท่าใด เจ้านางคนงามกลับซ่อนความเด็ดเดี่ยวเอาไว้ นางรู้อยู่เต็มอก ว่าพญานาคีแห่งสุวรรณโคมคำ หาได้มีเพียงแค่นางเป็นหนึ่งได้ไม่ บัลลังก์ทองมักแลกมาด้วยการเกี่ยวดองกับหลายฝ่าย เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของแผ่นดิน แต่แม้นว่านางจักเข้าใจโลกหล้ามากล้นสักเพียงใด ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ยังก่อตัวขึ้นมาอยู่ดี นางนั้นเข้าใจพระองค์ แล้วพระองค์เล่า จักเข้าใจหัวอกคนรอบ้างหรือไม่ น้ำตาที่เคล้าคลออยู่ในสองตา บัดนี้มันเอ่อล้นจนไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ได้
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH