อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 52 ควบรวมอาวุธเวทย์

    ค่ำคืนนั้น มู่เชียนในวัย 16 ปี ก็กำลังจะบรรลุระดับยอดยุทธ์ในที่สุด 

    จากที่ฉวนสี่เล่าให้ฟัง ยอดยุทธ์คือการสร้างอัตลักษณ์ภายในจุดตันเถียน ผู้ฝึกต้องดึงเอาปราณนักยุทธทั้งเก้าลูกออกมานอกร่าง แล้วควบรวมเข้าด้วยกันโดยอาศัยอาวุธเวทย์ชิ้นหนึ่งเป็นแกนกลาง บีบอัดจนกลายเป็นตราประทับชิ้นหนึ่ง  

    อาวุธเวทย์ที่จะนำมาใช้เป็นแกนกลางนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งจะสามารถพัฒนาตนได้รวดเร็วเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับอาวุธเวทย์แกนกลางชิ้นนั้น เหล่าผู้ฝึกตนจึงพยายามไขว่คว้าอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ได้ครอบครองอาวุธเวทย์ที่ดีที่สุดสำหรับสร้างตราประทับ

    แม้จะสามารถเปลี่ยนชิ้นได้ในภายหลังแต่การนำเอาปราณยุทธออกนอกร่างกายนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก หากว่าตราประทับเสียหายหรือสูญสลายไป ปราณยุทธทั้งหมดที่สะสมมาทั้งชีวิตก็จะหายไปด้วย คนส่วนใหญ่จึงใช้ตราประทับจากอาวุธเวทย์ชิ้นเดียวไปตลอดชีวิต


    น่าเสียดายที่อาวุธเวทย์นั้นเป็นของหายากและราคาแพงนัก ถึงขนาดที่ผู้มีฐานะยากจน หรือผู้ที่มิใช่ทายาทคนสำคัญของตระกูลหลายคนยังวนเวียนอยู่ในระดับนักยุทธ์ มิอาจเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้จนชั่วชีวิตเพราะไม่มีอาวุธเวทย์ในครอบครองด้วยซ้ำ


    อาวุธเวทย์ก็มีการแบ่งระดับเช่นเดียวกับคัมภีร์ยุทธ์ คือ ระดับสามัญ ระดับอสูร ระดับดิน ระดับฟ้า และระดับเทพ  


    เหล่าทายาทตระกูลพ่อค้าที่พอมีฐานะมักจะได้รับเพียงอาวุธเวทย์ระดับสามัญ เหล่าทายาทคนสำคัญของตระกูลใหญ่ก็อาจใช้ความสามารถทั้งหมดของตระกูลเพื่อให้ได้ครอบครองอาวุธเวทย์ระดับอสูร ส่วนอาวุธเวทย์ระดับดินนั้นในแคว้นต้าหนานแห่งนี้หายากมาก มีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ครอบครอง ส่วนระดับสูงกว่านั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าไม่ได้ปรากฏในแคว้นแห่งนี้มานับร้อยปีแล้ว



    สำหรับหมู่ตึกพฤกษาและตำหนักอัคคีนั้น ศิษย์ที่ใกล้สำเร็จยอดยุทธ์ทุกคนจะได้รับของขวัญจากสำนัก เป็นถึงอาวุธเวทย์ระดับอสูรเพื่อใช้ในการสร้างตราประทับ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเขาพยายามทุกทางเพื่อให้ได้เข้ามาร่ำเรียนในสำนักใหญ่ทั้งสองนี้


    ทว่าสำหรับมู่เชียน ที่เพียงคว้าอาวุธจากกำไลมาส่งๆ ก็เป็นถึงอาวุธเวทย์ระดับฟ้าแล้ว … ทางสำนักจึงไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือนางในเรื่องนี้เลย


    “กำไลมิตินั่น คืออาวุธเวทย์ระดับเทพ เทพบิดาได้เตรียมไว้ให้เจ้าสำหรับสร้างตราประทับยอดยุทธ์ ใต้หล้านี้ไม่สามารถหาอาวุธเวทย์ที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว…” 

    มู่เชียนก้มลงมองกำไลมิติที่คล้องแขนติดตัวไว้ตลอดอย่างคาดไม่ถึง วงแหวนสีม่วงที่อยู่ตรงกลางนั้นสวยงามยิ่ง เป็นประกายพริบพราวราวกับบรรจุดวงดาวไว้ภายใน  

    ตอนแรกนางคิดเพียงว่านี่คือกำไลเก็บของที่งดงามชิ้นหนึ่ง… ไม่คิดว่าถึงกับเป็นอาวุธระดับเทพที่ถูกเตรียมไว้ให้นางควบรวมเข้าสู่ร่างแต่แรกแล้ว มู่เชียนนึกขอบคุณเทพบิดาผู้เป็นบรรพบุรุษของตน 

    แม้ว่าด้วยกฏของเทพทำให้เขาไม่อาจมาพบนางได้ สามารถเรียกได้ว่านางถูกพามาทิ้งไว้เพียงลำพัง แต่เขากลับมีวิธีแสดงความห่วงใย คอยดูแลและช่วยเหลือนางเสมอ คิดแล้วเด็กสาวที่พลัดมิติมาก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้น


    “หลังจากใช้มันสร้างตราประทับสำเร็จ เจ้าก็จะได้ครอบครองมิติภายในนั้นอย่างสมบูรณ์ นับจากนี้ก็สามารถเข้าออกจากมิติได้โดยอิสระเหมือนกับข้าแล้ว”

    เสี่ยวจิ้งเอ่ยกับมู่เชียนอย่างยินดี บางสถานที่ในนั้นเขาไม่อาจเข้าไปด้วยตนเองได้ จึงได้แต่รอวันที่จะพานางเข้าไปเพื่อสำรวจให้ทั่ว


    “ข้าจะเริ่มแล้วนะ เจ้ากางกำแพงเวทย์เถิด…” 


    เสี่ยวจิ้งร่ายคาถาเวทย์บังตาขึ้นครอบคลุมเรือนทั้งหลัง  ปิดกั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ไว้จากทุกสายตาภายนอกทันที


    ยามนี้ผู้ที่อยู่นอกไม่อาจมองทะลุกำแพงเวทย์ได้อีกต่อไป ……  



    บนต้นไม้ร่างในชุดสีเทาของหู่อู่ค่อยๆหย่อนตัวลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา 


    ‘เฮ้อ…..จากเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่นั้น คงทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวังแล้ว’  



    ชายหนุ่มก้มลงมองกล่องเหล็กสีดำขนาดเล็กในฝ่ามือของตน



    ภายในเรือน


    มู่เชียนพยักหน้า นางดึงเอากำไลมิติออกจากแขน แล้วปล่อยลูกแก้วปราณนักยุทธทั้งเก้าลูกออกมานอกร่าง เด็กสาวที่สูญเสียปราณธาตุทั้งไปคล้ายสูญเสียดวงวิญญาณของมู่เชียนคนปัจจุบันไปด้วย ร่างเดิมของนางในภพก่อนปรากฏขึ้นทันที



    มู่เชียนก้มลงมองร่างเดิมของตนเองแล้วก็รู้สึกตื่นเต้น นางรีบหันกายไปมองกระจก ก็ได้พบกับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตคู่นั้น ใบหน้างดงาม ผิวกายขาวราวหิมะ ตัดกับเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อน หญิงสาวตรงหน้าถือได้ว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่งอย่างแน่นอน



    “นี่รูปลักษณ์เก่าของเจ้าหรือ ไม่เลวเลยทีเดียว” เสี่ยวจิ้งเองก็เข้ามาร่วมชื่นชมด้วย


    “อืมมม เพิ่งสังเกตว่างดงามเหมือนกัน….”  


    เด็กสาวส่งยิ้มให้ร่างเดิมของตนเองทั้งน้ำตา นางเห็นตนเองแล้วก็คิดถึงครอบครัวเดิมของตนยิ่งนัก ความต้องการที่จะได้กลับไปพบพวกเขา ทำให้นางยิ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้เร็วที่สุด

    เด็กสาวหันกลับมามองลูกแก้วปราณที่ปล่อยออกมาจากร่างของตนแล้วก็ตกใจ นั่นไม่อาจเรียกว่าลูกแก้วได้หรอก ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด


    บอลแสงหลากสีขนาดใหญ่เท่าศีรษะคนสามคนรวมกันลอยวนอยู่รอบๆกำไลมิติ ส่งแสงเจิดจรัสปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง เสี่ยวจิ้งจ้องมองบอลยักษ์แพรวพราวตรงหน้าแล้วถอนหายใจ

    “เฮ้ออ…. ปราณเก้าลูกของผู้อื่น รวมกันแล้วคงยังมีขนาดไม่ได้หนึ่งในสิบของปราณหนึ่งลูกของเจ้าเลย… คิดจะรวมมันเข้าด้วยกันคงจะยากกว่าปกติมาก” เขาเคยได้ยินว่าลูกแก้วนักยุทธ์ของผู้อื่นมีขนาดเท่าปลายนิ้วเท่านั้น..  



    มู่เชียนมองลูกบอลยักษ์ทั้งเก้าตรงหน้า แล้วก็เริ่มคิดหาวิธีการที่จะควบรวมปราณธาตุ 


    “เสี่ยวจิ้ง เจ้ารู้วิธีใช่หรือไม่ ?”


    “ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่มนุษย์ ปกติข้าเลื่อนขั้นไม่ยุ่งยากเช่นนี้” สำหรับเขาเพียงดูดกลืนปราณธาตุเข้าไปให้อิ่ม นอนหลับตื่นหนึ่ง ลืมตามาก็เลื่อนขั้นสำเร็จแล้ว


    “อ้อ… เช่นนั้นคงได้แต่ทดลองดู”


    วิธีแรก มู่เชียนควบคุมปราณธาตุทั้งหมดเข้าไปล้อมรอบกำไลมิติเอาไว้ แล้วพยายามกดอัดมันเข้าด้วยกันตรงๆ ปราณเก้าลูกเลื่อนเข้าใกล้กันช้าๆ ทว่าพวกมันแต่ละลูกคล้ายกับมีสนามพลังของตนเองที่คอยผลักไม่ให้ปราณลูกอื่นเข้าใกล้ มู่เชียนพยายามสุดแรงอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ก็ไม่อาจทำให้มันเข้าใกล้กันได้เกินกว่าหนึ่งฉื่อ อย่าว่าแต่ควบรวมกันเลย

    “… รู้สึกว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผลนะ…. ” เด็กสาวยิ้มอ่อนให้เสี่ยวจิ้งแล้วนั่งแผละลงกับพื้นอย่างหมดแรง


    “ถ้ามันง่ายดายเช่นนั้น ผู้อื่นยังต้องกักตัวเพื่อเลื่อนขั้นกันเป็นเดือนๆหรือ ” เสี่ยวจิ้งถอนหายใจ แล้วนั่งลงข้างๆมู่เชียน เขาเองก็ไม่รู้วิธีสร้างตราประทับเช่นกันจึงไม่อาจช่วยนางได้ 


    “ข้าขอพักสักครู่แล้วค่อยลองวิธีใหม่”  

    มู่เชียนสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมสมาธิปราณอี้เจ๋อไหลเวียนไปทั่วร่างช่วยขับไล่ความเหนื่อยล้าในกายนางไปจนสิ้น ครึ่งชั่วยามต่อมานางก็อยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง


    “เจ้าลองผนวกปราณอี้เจ๋อเข้าไปด้วยสิ เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์” เสี่ยวจิ้งแนะนำ 


    “จริงด้วย งั้นมาลองดูอีกที…”  

    “ย่าห์ ….” นางควบคุมบอลเก้าลูกให้วิ่งวนรอบกำไลอีกครั้ง คราวนี้แขนทั้งสองข้างของนางยื่นออกมาเบื้องหน้า มู่เชียนปล่อยปราณอี้เจ๋อในฝ่ามือสองข้างเข้าไปเพื่อช่วยบีบให้บอลแสงเข้าใกล้กันมากขึ้น

    “วู่มมม..” บอลแสงทั้งเก้าลูกค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ สนามพลังของพวกมันกระแทกเข้าหากันจนเห็นเป็นประกายไฟแปลบปลาบ ระยะทางหนึ่งฉื่อลดเหลือหนึ่งชุ่นอย่างรวดเร็ว มู่เชียนจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดี 

    ทว่าเมื่อบอลทั้งเก้าลูกสัมผัสกันนั้น แรงดีดมหาศาลก็ระเบิดออกมา.. !

    “ปังง…! ” บอลทั้งเก้าลูกดีดออกจากกันอย่างรุนแรง แรงนั้นสะท้อนมาที่ร่างของมู่เชียนทำให้นางถึงกับกระอักเลือด ทรุดลงกับพื้น

    “อั่ก..!”

    “มู่เชียน … เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง !” เสี่ยวจิ้งโผล่วูบมาตรงหน้าเด็กสาวด้วยความเป็นห่วง


    “ข้าไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆด้วย มู่เชียนใช้มือปาดเลือดออกจากริมฝีปาก แล้วเริ่มนั่งสมาธิเพื่อรักษาตัวอีกครั้ง 

    ผ่านไปสองชั่วยาม อาการของนางก็หายสนิท ทว่าคราวนี้มู่เชียนไม่กล้าผลีผลามอีกแล้ว  


    “บอลพวกนี้ใหญ่กว่าของผู้อื่น แรงต้านทานย่อมมากกว่าผู้อื่นเป็นธรรมดา หรือข้าควรสอบถามศิษย์พี่ฉวนก่อน”


    “ปราณธาตุในร่างของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นจำนวนและปริมาณล้วนต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง ทั้งยังต้องผนวกรวมปราณอี้เจ๋อเข้าไปด้วย ผู้ใดจะแนะนำเจ้าได้เล่า…” เสี่ยวจิ้งสะบัดหางไปมาอย่างใช้ความคิด

    มู่เชียนมองไปยังกำไลมิติที่ลอยอยู่เบื้องหน้า คิดถึงเทพบิดาที่ยามนั้น….ต้องหาหนทางเพื่อบรรลุสู่การเป็นเทพด้วยตนเอง ก็คงพบความลำบากเช่นกัน …. 


    “ช่างเถอะ …ข้าจะลองดูอีกครั้ง …” มู่เชียนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเอ่ยพึมพำพร้อมกับใช้ความคิด 

    “เมื่อครู่ดูเหมือนการใช้ปราณอี้เจ๋อจะได้ผล แต่วิธีการคงยังไม่ถูกต้องนัก นอกจากแรงบีบอัดจากภายนอกแล้ว ยังต้องลดแรงต้านทานระหว่างพวกมันด้วย…”


    เด็กสาวเริ่มกระบวนการควบรวมอีกครั้ง คราวนี้นางใช้ปราณอี้เจ๋อในปริมาณมาก ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณที่บอลแสงทั้งเก้าลูกอยู่ หวังจะใช้ความสามารถอันโดดเด่นในเรื่องการปรับสมดุลย์นี้ช่วยลดแรงต้านทานระหว่างบอลทั้งเก้า

    บอลพลังปราณทั้งเก้าลูกค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้มู่เชียนมิได้ฝืนใช้แรงใดๆกดดันมากมาย เพียงแต่อาศัยปราณอี้เจ๋อเหนี่ยวนำ บอลแสงเหล่านั้นกลับค่อยหลอมละลายเข้าหากันเอง 


    “ได้ผลแล้ว..”​ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างยินดี

    ปราณยักษ์ทั้งเก้าลูกหลอมรวมเข้าด้วยกันตรงจุดกึ่งกลาง โดยไม่มีแรงต้านทานแม้แต่น้อย… แม้กระทั่งกำไลเวทย์ตรงกลางนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นมวลแสงสีม่วง ฟุ้งกระจายไปในกลุ่มพลังปราณก้อนนั้น  

    มู่เชียนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง นางควบคุมปราณอี้เจ๋อเพื่อหลอมรวมต่อไปเรื่อยๆ ครึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดบอลเก้าลูกก็กลายเป็นบอลลูกเดียวขนาดใหญ่สูงเกือบสองเท่าตัวของคน ลอยนิ่งอยู่กลางห้อง ขนาดของมันอัดแน่นจนเกือบเต็มเรือน


    ทว่าไหนเล่าตราประทับ…. ?


    “แล้วไงต่อ…สำเร็จแล้วหรือ ?” มู่เชียนยืนงงอยู่หน้าบอลยักษ์ลูกนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูก มันไม่มีทีท่าจะกลับเข้ามาในร่างของนางได้เลย

    “ข้าว่านี่ยังดูไม่เหมือนตราประทับสักเท่าไหร่” เสี่ยวจิ้งเอ่ยวิจารณ์


    “แล้วตราประทับควรเป็นเช่นไรหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถาม


    “ข้าก็ไม่ทราบ….”


    “………”


    ความเงียบดำเนินไปอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดเสี่ยวจิ้งก็เอ่ยแนะนำออกมาอย่างมั่นใจ


    “เจ้าลองเข้าไปยืนตรงกลางดู…. ตรงจุดกึ่งกลางนั่น… ปราณพลังพวกนั้นย่อมจะถูกดูดซึมเข้าร่างสร้างเป็นตราประทับให้เจ้าเอง”


    “อืมมม…”  

    มู่เชียนยิ้มพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าไปตรงกลางบอล จากนั้นก็ยืนนิ่งกางแขนออก เตรียมรอรับพลังที่จะกลับเข้ามาในร่าง


    ห้านาทีต่อมา

    “……..”


    “อะแฮ่ม เจ้าควรนั่งลงทำสมาธิไปด้วย”


    “………” ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อ


    “เอาล่ะ ลองกอดบอลดูสิ”


    มู่เชียนยื่นมือไปโอบกอด ทว่าแขนสองข้างกลับทะลุเข้าไปในบอลหลากสีนั้น ไม่อาจสัมผัสได้ 


    “……….”


    ลองสูดหายใจเอามันเข้าไปทางปากสิ



    “ซูดดดด…. ซูดดดด… ซูดดดด…. ซู.. แค่กกๆๆๆ”


    “…….”


    หนึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาก็ยังหาทางให้ลูกบอลขนาดยักษ์นี้กลายเป็นตราประทับ แล้วเข้าไปสถิตอยู่ในจุดตันเถียนของมู่เชียนไม่ได้เลย


    เสี่ยวจิ้งที่หมดหนทางทิ้งตัวลงนอนหงายท้องหางส่ายไปมาอย่างหงุดหงิดอยู่กับพื้น ไม่เหลือราศีของเทพมังกรเลยแม้แต่น้อย


    “โอ้ยยย..​ ข้าคิดไม่ออกแล้ว… !” 


    มู่เชียนเองก็นั่งลงข้างๆอย่างทำอะไรไม่ถูก นางกำลังวิตกกังวลกับสภาวะที่เป็นอยู่อย่างยิ่ง 


    “เสี่ยวจิ้ง เจ้าช่วยข้าคิดต่ออีกหน่อยสิ ปราณทั้งหมดของข้าอยู่ตรงหน้าแล้ว หากข้าหาวิธีเอามันกลับเข้าร่างไม่ได้ ข้าไม่ต้องเริ่มฝึกใหม่หรือ ?”


    “ข้าลองทุกวิธีที่คิดได้แล้ว …. เห็นทีต้องลองไปขอความช่วยเหลือจากจางฟู่ถิงดู”


    “สภาพเช่นนี้ข้าจะออกไปข้างนอกได้อย่างไรกัน? เจ้าไปให้ข้าทีสิ” หน้าตานางไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้


    “ข้าออกไปกำแพงเวทย์ก็จะสูญสลาย….. แต่ปราณของกำไลมิติยังฟุ้งกระจายอยู่ตรงนั้น….. อาวุธระดับเทพปรากฏขึ้นที่แคว้นหนาน ใต้หล้าย่อมโกลาหลแน่!”  

    “เช่นนั้นก็ต้องลองหาทางกันใหม่อีกที มันต้องมีวิธีสิ” มู่เชียนนั่งมองปราณขนาดใหญ่ที่กระพริบพราวอยู่ตรงหน้าแล้วเริ่มใช้ความคิดอีกครั้ง ขณะที่เสี่ยวจิ้งยังคงพร่ำบ่นต่อไป


    “เฮ้อ….นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้….. ข้าไม่รู้จะช่วยอย่างไรแล้ว….เหลือเพียงให้เจ้าลองเอาไปชงดื่มแทนชาเท่านั้น…”

    “ชง…งั้นหรือ?” 

    มู่เชียนได้ยินเสี่ยวจิ้งเอ่ยก็นิ่งงันไป ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายวาบ นางยืนขึ้นแล้วยื่นมือออกไปสัมผัสบอลยักษ์ตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ก็พบว่าสามารถทะลุผ่านไปได้โดยง่าย

    “พลังงานนี้ใหญ่โตก็จริง แต่มวลภายในกลับไม่หนาแน่นเลยสักนิด หาวิธีให้มันควบแน่นได้ก็น่าจะกลายเป็นตราประทับแล้ว” 




    # ดึกๆมาให้อีกตอนนะคะ  Tian Si

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน