หลี่ชงคิดถึงรสชาติของเนื้อหัวหมูและหูหมูตุ๋น ที่ดูเหมือนจะอร่อยกว่าร้านที่เขาซื้อมาจากในเมือง จึงเอ่ยขึ้นพร้อมอาหารเต็มปาก “เสี่ยวิเยว่ เ้าเป็คนทำเนื้อตุ๋นพวกนี้หรือ? เนื้อตุ๋นที่เ้าทำรสชาติดีกว่าของที่ข้าซื้อในเมืองเสียอีก”
“ปู่ผู้นำตระกูลพูดจริงหรือ?” หลี่ิเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็เป็ปลื้ม หากนางทำเนื้อหมูตุ๋นได้อร่อยกว่าที่ขายในเมือง ก็หมายความว่านางสามารถทำไปขายในเมืองได้น่ะสิ!
ผู้นำหมู่บ้านได้ยินพวกเขาพูดถึงเนื้อหมูตุ๋นจึงพูดแทรกขึ้นมา “รสชาติของเนื้อตุ๋นจานนั้นอร่อยกว่าที่ขายอยู่ในเมืองจริง ๆ เสี่ยวิเยว่ เ้าอยากไปลองขายในเมืองดูหรือไม่เล่า?”
ประโยคนี้ตรงใจของหลี่ิเยว่โดยแท้ นางจึงพยักหน้าถี่รัวพลางพูด “หากเนื้อตุ๋นของข้ารสชาติดีจริง ๆ พวกข้าจะเอาไปขายในเมือง ปู่ผู้นำหมู่บ้าน หากพวกข้าสามารถขายเนื้อตุ๋นได้เงินเยอะ ข้าจะนำมาอวดพวกท่านอย่างแน่นอน”
หลี่ชงและผู้าุโคนอื่น ๆ เห็นท่าทางซุกซนของนางจึงพูดติดตลกตอบกลับไป “ดีเลย! เสี่ยวิเยว่ เช่นนั้นคนแก่อย่างพวกข้าจะรอของขวัญขอบคุณของเ้าก็แล้วกัน”
ในขณะที่ภายในบ้านของหมอฟู่มีแต่เสียงหัวเราะ ที่บ้านสามสกุลหลี่กลับมีบรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัด เพราะวันนี้ตอนที่หลี่ต้าชวนออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เขาต้องเจอคนหลายคนเอ่ยทักว่า “อาสาม วันนี้บ้านห้าวเกอเอ๋อร์ล่าหมูป่ามาได้ตัวหนึ่ง เลยจะกินเลี้ยงกันที่บ้านหมอฟู่ เขาชวนพวกเราทุกคน พวกเ้าไม่ได้ไปด้วยหรือ?”
“ลุงสาม ทำไมเ้ายังอยู่ที่นี่เล่า งานเลี้ยงเริ่มแล้วนะ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้ห้าวเกอเอ๋อร์เชิญคนไปไม่น้อยเลย”
มีคนถามเขาเช่นนี้เยอะมาก ทุกคนที่เขาเจอต่างถามคำถามแบบเดียวกันนี้ นั่นทำให้สีหน้าของหลี่ต้าชวนมืดครึ้มลงเรื่อย ๆ และทันทีที่กลับเข้าบ้าน เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่ายังไม่มีอะไรกินจึงะโด่าลั่นบ้านด้วยโทสะ
กลายเป็ว่าั้แ่นางซูย้ายออกไป ลูกสะใภ้ทั้งสามจึงต้องผลัดกันทำงานบ้าน แต่สามวันก่อนนางหลี่ลู่พาหลี่เถาฮวากลับไปบ้านมารดาและเพิ่งกลับมาในวันนี้ และนางเสี่ยวหลี่หวังและนางหลี่เหมาผลัดกันทำงานบ้านมาสามวันแล้ว เมื่อนางหลี่ลู่กลับมา สะใภ้ทั้งสองจึงลงความเห็นกันว่าควรเป็คราวของนางหลี่ลู่ที่เป็คนทำงานบ้าน
แต่นางหลี่ลู่นั้นหัวแทบลุกเป็ไฟเพราะเื่การตั้งครรภ์ของหลี่เถาฮวา เมื่อวันก่อนนังเด็กน่าตายนี่เพิ่งจะบอกนางว่าตนตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว ที่นางกลับบ้านเกิดไปก็เพราะ้ายืนยันในเื่นี้ ฉะนั้นนางจึงไม่ได้สนใจทั้งเื่ทำกับข้าวและงานบ้านใด ๆ เลยสักนิด
เมื่อนางหลี่หวังออกมาดูว่าอาหารเป็อย่างไร ถึงได้พบว่าในห้องครัวนั้นมีแต่เตามอดไฟและหม้อเย็น ๆ ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อมองดูพวกผู้ชายที่กลับบ้านกันมาหมดแล้ว และวันนี้ยังเป็วันหยุดของพวกหลี่ซงอีก ก็รู้ว่าคงแก้ไขอะไรไม่ทัน
ดังนั้นนางหลี่หวังจึงะเิอารมณ์ยกใหญ่ เรียกสะใภ้ทั้งสามให้ออกมาจากเรือน และจิกหัวด่าอย่างเต็มรัก เมื่อหลี่ต้าชวนกลับมาเห็นจึงโมโหขึ้นมาทันที
“วัน ๆ เอาแต่เอะอะโวยวาย ทะเลาะอะไรกันนัก หากเ้าจัดการไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องจัดการแล้ว ไล่พวกนางออกไปซะ!” พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเข้าห้องไป
ลูกสะใภ้ทั้งสามได้ยินว่าผู้เป็ใหญ่ของบ้านโกรธจนออกปากไล่พวกตนออกจากตระกูล ก็หน้าเสียและกลัวหัวหด ความสามัคคีบังเกิดอย่างฉับพลันในเวลานั้น พวกนางจึงเลิกแบ่งพรรคแบ่งพวก รีบเข้าครัวไปช่วยกันทำอาหารทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่อวิ๋นห้าวพาน้อง ๆ ทั้งห้าคนไปจัดการกับที่ดินที่เคยรกร้างนอกบ้าน ตอนนี้เข้าปลายเดือนเก้าแล้ว ถั่วเหลืองที่ปลูกเอาไว้เติบโตอย่างเต็มที่ ลุงกับป้าเหวินที่อยู่บ้านข้าง ๆ เองก็มาช่วยพวกเด็ก ๆ ด้วยเช่นกัน พวกเขาทำงานยุ่งกันอยู่สองวันจึงสามารถเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองทั้งหมดเข้ามาในบ้านได้
ในยุคนี้ไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูง จึงจำเป็ต้องทำทุกอย่างด้วยสองมือ ลุงเหวินกับป้าเหวินตัดรากของถั่วเหลืองออก ส่วนหลี่อวิ๋นห้าวพาพวกน้อง ๆ เด็ดฝักถั่วทีละฝัก จากนั้นจึงใส่ไว้ในกระด้งไม้ไผ่สานที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว
ทุกครัวเรือนล้วนมีกระด้งเช่นนี้ติดบ้าน และเพราะต้องตากสมุนไพร บ้านของพวกเขาจึงเตรียมกระด้งไม้ไผ่สานเอาไว้มากมาย นางซูเห็นว่ากระด้งที่บ้านไม่พอใช้ จึงเรียกให้หลี่อวิ๋นห้าวไปนำเสื่อออกมา แล้วเทฝักถั่วที่เก็บมาได้ลงไปบนเสื่อเพื่อตากแดดให้แห้ง
ที่ดินห้าแปลงนั้นถูกแบ่งไปปลูกถั่วเหลืองสามแปลง และอีกสองแปลงปลูกถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วชนิดอื่น ๆ พวกเขาตากถั่วเอาไว้เต็มลาน ทั้งลานบ้านของตนเองและยืมลานบ้านของหมอฟู่ ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็ม จึงจะเก็บฝักถั่วพวกนี้เข้ายุ้งฉางได้ทั้งหมด กว่าการเก็บเกี่ยวจะเสร็จสิ้นเหล่าแม่ลูกจึงเหนื่อยกันมาก พวกเขาหยุดพักอยู่ที่บ้านหนึ่งวันก่อนจะกลับมาทำงานของตนเองอีกครั้ง
.
.
ณ เรือนเล็ก ๆ ภายในเมืองชิงหนาง
ซือถูชิงเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกน้องเข้ามารายงาน “เ้าบอกว่าอาจารย์ของแม่นางน้อยเป็ลูกศิษย์ของหมอเทวดาโม่เหยียน—ฟู่เหวินชิง งั้นหรือ? ข่าวว่าคนผู้นั้นหายตัวไปสามปี ที่แท้ก็มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่นี่เอง”
ชายชุดดำที่คุกเข่าลงกับพื้น ก้มหัวตอบกลับด้วยความเคารพ “ท่านอ๋อง กระหม่อมสืบข้อมูลเื่ราวต่าง ๆ ภายในหมู่บ้านมาได้ไม่น้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วเขาก็เล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านสกุลหลี่ที่ตนได้รู้มา ก่อนจะเล่าว่าตนเองนั้นถูกพบตัวได้อย่างไร “ในตอนที่กระหม่อมกำลังจะได้เข้าไปใกล้บ้านของแม่นางน้อยสกุลหลี่คนนั้น กระหม่อมก็ถูกคนของคุณชายฟู่พบตัวเข้า และพากระหม่อมไปพบกับคุณชายฟู่ คุณชายฟู่บอกว่าแม่นางน้อยผู้นั้นเป็ลูกศิษย์ของเขา หากกระหม่อมทำร้ายนาง กระหม่อมจะไม่ได้ตายดีพ่ะย่ะค่ะ”
พอได้ฟังมาถึงตรงนี้ มือที่กำลังยกชาขึ้นดื่มของซือถูชิงเฉินก็ชะงัก ฟู่เหวินชิงผู้นี้ให้ความสำคัญกับแม่นางน้อยหลี่ิเยว่ขนาดนั้นเชียว? แต่เมื่อรู้ว่าแม่นางน้อยผู้ช่วยชีวิตตนยังอยู่ดีเขาจึงโล่งใจ
“อ้อ ข้ารับปากแม่นางน้อยผู้นั้นไปแล้วว่าจะมอบเครื่องมือบดยาให้กับนาง พวกเ้าเลือกอันที่ดีที่สุดมาแล้วให้พวกเขาส่งไป อย่าลืมกำชับผู้ดูแลหลิวด้วยว่า เขาต้องปกป้องหลี่ิเยว่ให้ดีด้วย” เมื่อนึกถึงสัญญาที่ตนให้ไว้กับเด็กหญิงจึงเอ่ยปากสั่งการ
ชายชุดดำส่งเสียงตอบรับ และเมื่อเห็นว่าเ้านายไม่มีคำสั่งอะไรอีกจึงผละตัวจากไปอย่างเงียบ ๆ
.
.
สามวันถัดมาในตอนเช้าตรู่ รถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของหลี่ิเยว่ ผู้ดูแลหลิวของหอหรูอี้เดินลงมาจากรถม้า ในขณะที่ผู้ดูแลกำลังจะเคาะประตูบ้าน จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก หลี่อวิ๋นห้าวมองดูคนหน้าประตูอย่างตกตะลึง
“ขอโทษนะขอรับ ท่านมาหาใครหรือ?” หลี่อวิ๋นห้าวเห็นว่าคนผู้นี้แต่งตัวดูภูมิฐานจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ
ผู้ดูแลหลิวลูบเคราของตนอย่างร่าเริง และเอ่ยขึ้นอย่างใจดี “ข้าเป็ผู้ดูแลหอหรูอี้ วันนี้ข้ามาหาแม่นางิเยว่ ไม่ทราบว่านางอยู่บ้านหรือไม่?”
หลี่อวิ๋นห้าวได้ยินว่าเขาคือผู้ดูแลของหอหรูอี้จึงเชื้อเชิญให้เข้าบ้าน จากนั้นจึงะโเรียกน้องสาวเสียงดัง “น้องสี่ มีคนมาหาเ้า”
หลี่ิเยว่ที่กำลังเก็บโต๊ะเช็ดเก้าอี้อยู่ได้ยินเสียงเรียกของพี่ชายจึงรีบเอ่ยปากตอบรับ “ข้ามาแล้วพี่ใหญ่” พูดจบนางก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตู
เมื่อเห็นพี่ใหญ่เดินนำชายวัยสี่สิบผู้หนึ่งเข้ามาในบ้าน ก็จำเขาได้ในทันที “ผู้ดูแลหลิวใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ผู้ดูแลหลิวเห็นว่าคนที่เดินออกมานั้นเป็แม่นางน้อยวัยแปดเก้าปีคนหนึ่ง เสียงของนางนั้นไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก ดวงตาฉ่ำน้ำคู่โตของนางเปล่งประกายเป็พิเศษ เด็กสาวที่งดงามเช่นนี้ ไม่แปลกที่เ้านายของเขาจะเอาแต่คะนึงหา
เมื่อเห็นว่าแม่นางตัวน้อยยังมองจ้องตนอยู่ เขาจึงรีบเปิดปากอธิบาย “ใช่แล้ว ข้าคือผู้ดูแลหอหรูอี้ มีแซ่หลิว เ้าจะเรียกข้าว่าลุงหลิวก็ได้ วันนี้ข้ามาส่งของให้เ้าแทนเถ้าแก่ ก่อนจะมาเถ้าแก่บอกข้าว่าเขา เขากับแม่นางน้อยเคยเจอกันมาก่อนแล้ว”
.
.
.