แท้จริงแล้วเซี่ยหลุนคือคุณชายใหญ่บุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกของแม่ทัพเซี่ย ต่อมาเมื่อมารดาของเขาตายจากไป บิดาจึงคิดยกฮูหยินรองขึ้นเป็ภรรยาเอกซ้ำอีกฝ่ายยังมีบุตรชายอายุน้อยกว่าตนเพียง 1 เดือนเท่านั้น
ฮูหยินรอง ใช้เล่ห์กลมารยาสารพัดเพื่อขอให้บิดายกนางให้เป็ภรรยาเอก ท่ามกลางการคัดค้านอย่างหนักของท่านปู่และสหายของบิดา เพราะอายุของบุตรชายสองคนนั้นเกือบจะเท่ากัน ภายหลังจะเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพี่น้องเอาได้
แต่บิดากลับลุ่มหลงและรักใคร่บุตรชายอีกคนมากกว่าตน จึงคิดจะยกตำแหน่งทายาทสายตรงให้เป็ของเซี่ยฟาหยางแทน และยกฮูหยินรองขึ้นเป็ภรรยาเอกได้สำเร็จ
สกุลเซี่ยยังมีท่านปู่ที่รักและเป็ห่วงเซี่ยหลุน ทายาทที่ถูกต้องตามประเพณีแต่ดั้งเดิม จึงไม่ยอมยกตำแหน่งผู้สืบทอดสกุลให้กับเซี่ยฟาหยางโดยง่าย ทำให้สองแม่ลูกวางแผนกำจัดเซี่ยหลุนอยู่หลายครั้งและสุดท้ายตนก็รอดชีวิตมาได้
แต่ในขณะที่เขาาเ็และพยายามกลับไปที่จวนให้ทันการส่งมอบตำแหน่งผู้สืบทอด เขากลับไปไม่ทันเวลา นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยท่านปู่ของตนจำต้องส่งรายชื่อเซี่ยฟาหวางให้ขึ้นเป็ทายาทสายตรง ได้รับสิทธิพิเศษในการสอบขุนนางทางการทหาร เป็การตอบแทนคุณงามความดีของอดีตแม่ทัพเซี่ยผู้เป็บิดา เพราะแม่ทัพเซี่ยเข้าร่วมการศึกจนได้รับาเ็ที่ขาแม้จะเดินได้แต่ก็ไม่สามารถขี่ม้าหรือใช้กำลังขาได้โดยสะดวก ออกจากราชการมาพักอยู่ในจวนโดยยังได้รับค่าเลี้ยงดูจากราชสำนักเป็บำเหน็จ
ในครั้งนั้นนายท่านผู้เฒ่าเซี่ยประวิงเวลารอหลานชายคนโปรดเอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็เพราะอดีตแม่ทัพใช้อำนาจเก่าบีบเร่งเวลาให้กองทัพมาทวงชื่อจากสกุลเซี่ยอย่างเร่งด่วน เซี่ยหลุนจึงพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
เขาสามารถเข้าร่วมการสอบด้วยวิธีปกติเข้าร่วมกองทัพได้ แต่ชายหนุ่มเห็นว่าหากตนยังคงเดินทางสายเดียวกับเซี่ยฟาหวางต่อไป ความแค้นก็คงไม่จบสิ้นเขาจึงเปลี่ยนใจมาเข้าร่วมการสอบข้าราชสำนักแทน แต่แน่นอนว่าแม้จะหลีกหนีจากการไม่เข้าปะทะกัน ชายหนุ่มก็ตั้งมั่นจะเป็อันดับหนึ่งเพื่อเอาชนะบิดาและน้องชายต่างมารดาผู้นั้น
……….
1 ปีผ่านไป ณ เมืองไห่
หน้าโรงตีเหล็กย่านการค้าแถบนอกของเมือง เวลานี้มีชาวบ้านหลายสิบคนกำลังมุงล้อมกันอยู่ที่หน้าร้าน ร่างอิดโรยดำมะเมื่อมของบุรุษอายุราว 30 ต้นๆ นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนแคร่ไม้ที่เ้าของโรงเหล็กพาชายผู้นี้ขึ้นมานอน
ผิวเนื้อของบุรุษร่างผอมออกสีกระดำกระด่างอย่างผิดปกติ รอบบริเวณเหม็นกลิ่นเน่าคละคลุ้งปะปนมากับอากาศ ััได้ชัดเจนว่ากลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนมีต้นเหตุมาจากร่างคนงานที่นอนอยู่บนแคร่ไม้นั้น แต่เขากลับยังมีชีวิตอยู่!
“ต้าหวง เ้าจะเอาเขาไปรักษาที่ใดกัน เหตุใดจึงเอาออกมานอนตากแดดตากลมอยู่เช่นนี้เล่า”
“ข้าพยายามรักษาเขามาหลายครั้งแล้วนะ ท่านหมอทั่วเมืองไห่ทำได้แค่เพียงตัดแผลที่เน่าเปื่อยของเขาออกไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่มันก็ยังไม่หยุดเน่าลุกลามไป เวลานี้ในห้องพักของอากุ้ยส่งกลิ่นเหม็นจนพวกเราต้องช่วยกันไปทำความสะอาด จึงต้องยกเขาออกมาตากแดดไว้ก่อน จะเอาไว้ในร้านก็ไม่ได้เวลานี้มีลูกค้าอยู่ในร้าน คนงานก็ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหวเช่นกัน”
อากุ้ยเป็คนงานในโรงตีเหล็กของต้าหวงเ้าของร้านวัยใกล้เคียงกัน ครั้งหนึ่งมีงานซ่อมกระทะเหล็กใบโตสนิมกรังส่งเข้ามาในโรงเหล็ก และอากุ้ยก็เป็ผู้ซ่อมหูกระทะเหล็กใบนั้น แต่เขาไม่ทันระวังทำกระทะหล่นจากแท่นวาง ขอบริมที่มีรอยบิ่นแตกจึงบาดเข้าไปที่หน้าแข้งของอากุ้ยเป็แผลยาวแต่ไม่ลึกมาก
อากุ้ยไม่ได้สนใจกับาแเล็กๆ นั้นและยังคงทำงานต่อไปโดยไม่มีความผิดปกติ แต่เพียงสามวันผ่านไปเขาก็เริ่มมีไข้สูง ปากแผลเล็กๆ นั้นแดงจนคล้ำผิวเนื้อรอบๆ ก็บวมเป่งตามไปด้วยอีก
ต้าหวงตามท่านหมอมารักษาอาการป่วยไข้และยังใส่ยารักษาาแที่บวมจนน่ากลัวนั้น แต่อาการของอากุ้ยก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย หลายวันเข้าแผลนั้นก็ปริแตกขยายใหญ่ลุกลามส่งกลิ่นเหม็นเน่า ต้าหวงก็เปลี่ยนหมอมาดูอาการเขาอีก
เวลานี้เปลี่ยนหมอมาสามคนแล้ว ทุกคนก็ยังคงจัดยาคล้ายๆ กันคือยาบรรเทาอาการปวดอาการไข้ให้ชายหนุ่ม และตัดสินใจตัดเนื้อที่เน่านั้นทิ้งไปทีละน้อย จนเนื้อที่ขาซ้ายของอากุ้ยหายไปเป็ก้อนแล้วก็ยังรักษาไม่ได้ ท่านหมอคนสุดท้ายที่ต้าหวงเชิญมาดูอาการกลับส่ายหน้าและให้ต้าหวงทำใจไม่ยอมรักษาหรือจ่ายยาใดๆ ให้เลยด้วยซ้ำ
“หมดหนทางรักษาอากุ้ยแล้วจริงๆ หรือต้าหวง หรือจะลองส่งคนไปตามท่านหมอต่างเมืองกันหน่อยเป็ไร ใครพอจะแนะนำท่านหมอดีๆ ได้บ้างข้าจะอาสาไปตามให้เอง อากุ้ยน่าสงสารนักญาติพี่น้องก็ไม่มีช่วยๆ กันหน่อยเถิด” บุรุษชาวบ้านคนหนึ่งขันอาสา
“ข้ารู้ๆ” หญิงชาวบ้านนางหนึ่งรีบแทรกออกมาจากกลุ่มคน
“ที่หมู่บ้านหลางหลงมีท่านหมอชราผู้หนึ่ง แต่คนที่เ้าต้องไปตามหาคือหลานสาวของเขา แม่นางจาง นางเป็ผู้มีพร์ในการต้มยา ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็โรคใดก็ตาม แม้จะใช้ยาตัวเดียวกันให้ผู้หนึ่งต้มกับให้แม่นางจางต้ม ผลมันจะออกมาแตกต่างกันคนละเื่เลยทีเดียวล่ะ ไม่มีคนไข้คนใดกินยาต้มจากนางแล้วจะไม่หาย” สตรีคนเดิมเล่าถึงความแปลกประหลาดของหมอหญิงนักต้มยาออกมายาวยืดต่อหน้าผู้คนด้วยความเลื่อมใส
ฟู่เกอ คนสนิทของคุณชายเซี่ย เขาไม่ได้ติดตามเซี่ยหลุนไปที่เมืองเจี้ยนด้วย เพราะเซี่ยหลุนได้สั่งให้เขาติดตามหาเด็กสาวที่เคยช่วยชีวิตตนเองไว้เมื่อสองปีก่อน เวลานี้เขานำมีดพกมาเปลี่ยนด้ามที่โรงเหล็กของต้าหวง ได้ยินเื่ของหมอหญิงแซ่จางเข้าพอดี เขาจึงเดินออกมาร่วมฟัง
สตรีที่จะมีความรู้ทางการแพทย์นั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย ทีแรกตนและคุณชายยังคิดว่าจะตามหานางได้ไม่ยาก และมั่นใจว่าเด็กทั้งสามคนจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยความสามารถของเด็กสาวผู้นั้น
จนกระทั่งเซี่ยหลุนผ่านการสอบหย่วนเซิงไปแล้ว ต้องเดินทางไปเมืองเจี้ยนเพื่อศึกษาต่อ พวกเขากลับไม่เคยได้ยินเื่ราวของหมอหญิงวัยเยาว์เลยสักหน ไม่นึกว่าเซี่ยหลุนจากไปนานถึง 1 ปี เพิ่งจะมีข่าวสตรีที่มีทักษะการแพทย์ปรากฏตัวออกมา
“เช่นนั้นพวกเราช่วยกันแบกร่างอากุ้ยไปที่หมู่บ้านหลางหลงเป็ไร นางเป็สตรียังไม่ได้ออกเรือน ท่านหมอจางเลยไม่ค่อยยอมให้นางออกจากเรือนเท่าใดนัก” สตรีคนเดิมแนะนำ นางเคยพาญาติไปรักษาที่เรือนสกุลจาง เป็ท่านหมอจางเป็ผู้ตรวจอาการและส่งยาไปให้หลานสาวของเขาต้ม แทบจะไม่มีใครได้เห็นใบหน้าของแม่นางจางหมอต้มยาผู้นั้นเท่าใดนัก
“อากุ้ยน่าจะเดินทางไม่ไหวกระมัง” ต้าหวงมองไปยังร่างที่นอนกัดฟันด้วยความเ็ปและพิษไข้ หากไม่เพราะอากุ้ยทำงานหนักมาั้แ่เด็กมีความอดทนเกินมนุษย์ เป็ผู้อื่นก็คงขาดใจตายไปเสียั้แ่ถูกท่านหมอแล่เนื้อออกจากร่าง แต่อากุ้ยกลับอดทนสู้จนสุดใจ หลายวันเข้าก็เริ่มหมดแรงเพียงแค่ยกแคร่ออกมาเมื่อเช้าก็ทำให้เขาต้องเ็ปไม่น้อยแล้ว
“ข้ามีรถม้า ข้าอาสาจะไปช่วยรับท่านหมอสองปู่หลานที่หมู่บ้านหลงหลางมาที่นี่เอง เจี่ยเจีย(พี่สาว)ท่านนั้นท่านช่วยนำทางได้หรือไม่” ฟู่เกอฉวยโอกาสไปพบหน้าแม่นางจางหมอหญิงแห่งหมู่บ้านหลงหลาง ว่าจะเป็เด็กสาวที่ช่วยชีวิตเ้านายตนเมื่อสองปีก่อนหรือไม่
“เช่นนั้นข้าก็จะขอติดตามไปด้วยอีกคน ข้าจะได้อธิบายอาการป่วยของอากุ้ยให้ท่านหมอได้รู้ จะได้ช่วยกันขอร้องพวกเขาสองปู่หลานอีกแรง” ต้าหวงเสนอตัวออกมาอีกคน
“ได้ ข้ารู้จักท่านหมอจางดี เขาเป็คนมีคุณธรรมคงจะเต็มใจช่วยพวกท่านแน่นอน เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด”
ฟู่เกอกลับไปเอารถม้ามาจากจวนสกุลเซี่ยในเมืองไห่เพียงครู่เดียว คนทั้งสามก็พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางไปที่หมู่บ้านหลางหลง