จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 พบหลี่เฉิงเฟิงอีกครา

                ยามเช้าวันต่อมา

                ไป๋หยุนเฟยค่อยๆลืมตาขึ้นหลังจากฝึกปรือมาทั้งคืนดวงตามันสาดประกายเจิดจ้า จากนั้นก็กลับเป็นปกติราวกับไม่มีอันใดเปลี่ยนแปลงมีเพียงแววตาที่ดูกระจ่างใสกว่าเดิม

                “คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ข้าเพียงสามารถควบคุมจุดหมิงมู่เท่านั้นที่เลวร้ายกว่าคือควบคุมได้เพียงระดับแรกเริ่มแต่ยังดีที่ดวงตาข้ามองเห็นได้แจ่มชัดขึ้นไม่เพียงแต่มองเห็นได้ไกลขึ้นยังเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น...” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดในใจยามที่หันไปมองรอบด้าน

                “เช่นนั้นต่อไปข้าสมควรศึกษาจุดชีพจรทั้งหลายบนแขนทั้งสองก่อนตามที่คัมภีร์กล่าวถึงประสิทธิภาพของจุดเหล่านี้หากข้าสามารถควบคุมได้อย่างช่ำชองจะสามารถใช้วิชาระลอกคลื่นขั้นที่สองนามพลังหมัดเก้าทบได้โดยไม่ยากเย็น”

                ที่จริงมันสามารถใช้พลังหมัดเก้าทบได้ก่อนแล้วตั้งแต่ระดับปลายด่านปัจเจกวิญญาณแต่ค่าตอบแทนของการใช้ออกนับว่าสูงเกินไปหลังจากใช้ออกคราเดียวแขนทั้งข้างของมันกลับชาด้านไปครึ่งวันที่เลวร้ายกว่าคือแขนมันต้องเจ็บปวดทรมานอย่างสาหัสดังนั้นแล้วที่ผ่านมามันจึงใช้เพียงพลังหมัดสามทบในการต่อสู้

                “หากว่าสามารถใช้พลังหมัดเก้าทบได้อย่างคล่องแคล่วข้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่น้อย อีกทั้งหากว่าสามารถใช้กระทั่งทะลวงเก้าทบ...เช่นนั้นนอกจากจะเกิดเหตุไม่คาดฝันใดทุกคราที่ข้าทะลวงทวนเปลวอัคคีออกจะเกิดระเบิดปะทุขึ้น ยามนั้น...” ถึงตอนนี้ไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องวาดฝันอีกครา

                หลังจากอำลาครอบครัวอันเรียบง่ายสัตย์ซื่อนั้นแล้วไป๋หยุนเฟยก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านของหลี่เฉิงเฟิง

                ระหว่างมุ่งหน้าไปป่หยุนเฟยยังฝึกฝนฝีมือไปด้วยตลอดทางหลังจากวกอ้อมด้วยความสับสนหลายครา ยามสนธยาของวันที่ห้าในที่สุดมันก็มาถึงหมู่บ้านของหลี่เฉิงเฟิง

                ได้เห็นไป๋หยุนเฟยอีกคราหลี่เฉิงเฟิงก็ยินดีแทบคลุ้มคลั่งชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านก็แสดงท่าทีกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อทราบว่ามันมาเยือนเนื่องเพราะพวกมันยึดถือไป๋หยุนเฟยเป็น‘ผู้มีพระคุณ’ทั้งหมู่บ้านจึงจัด‘งานเลี้ยงต้อนรับ’ให้แก่ไป๋หยุนเฟยประหนึ่งฉลองเทศกาลตรุษทำให้มันกระดากใจไม่น้อย

                ยามค่ำคืนหมู่บ้านก็เงียบสงบผู้คนส่วนใหญ่ล้วนดับไฟเข้านอน ไป๋หยุนเฟยและหลี่เฉิงเฟิงกำลังนั่งขัดสมาธิบนไหล่เขานอกหมู่บ้าน

                “ไม่นานนี้มีกลุ่มคนมากหลายพลันปรากฏตัวที่นี่หลายต่อหลายกลุ่มพวกมันเข้ามาสอบถามเรื่องค่ายไม้ดำกับชาวบ้าน ดีที่ข้าชี้แนะชาวบ้านไว้ก่อนจึงรับมือได้ไม่ผิดพลาดอีกทั้งข้าซ่อนม้าในป่าลึกหลังเขาเอาไว้ก่อนตั้งแต่พบเห็นว่าสถานการณ์ผิดปกติยังดีพวกที่มาสืบข่าวไม่คาดคิดว่าชาวบ้านอย่างพวกเราจะกล้าต่อกรกับพวกโจรพวกมันสอบถามไม่กี่คำก็จากไป...”หลี่เฉิงเฟิงบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะเพ่งมองไฟตะเกียงหลายจุดที่ยังส่งแสงในหมู่บ้าน

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“อืม เจ้าทำได้ดียิ่งไม่อาจปล่อยให้พวกมันล่วงรู้ได้ว่าพวกเราอยู่เบื้องหลังความพินาศของค่ายไม้ดำไม่เช่นนั้นทั้งหมู่บ้านจะตกอยู่ในอันตรายได้แค่คาดว่าพวกมันจะไม่ให้ความสนใจที่นี่อีก หลังจากตรวจสอบคงไม่มีผู้ใดสงสัยหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้อีก”

                จากนั้นมันพลิกมือขวาคัมภีร์ทั้งสามม้วนก็ปรากฏในมือไป๋หยุนเฟยยื่นให้แก่หลี่เฉิงเฟิงพลางกล่าวว่า “เจ้าบรรลุด่านปัจเจกวิญญาณแล้วพรุ่งนี้สมควรเริ่มฝึกฝนขั้นที่สองของการควบคุมร่างซึ่งก็คือการควบคุมกระดูกและโลหิต อีกทั้งเจ้ายังสามารถฝึกเคล็ดวิญญาณในคัมภีร์ได้สำหรับคัมภีร์ม้วนสุดท้ายจำต้องบรรลุด่านวีรชนวิญญาณก่อนจึงจะฝึกได้ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องให้ความสนใจ”

                “โอ? เจ้ามอบให้ข้าทั้งหมดเลยหรือ?” เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยมอบคัมภีร์ทั้งสามม้วนแก่มันหลี่เฉิงเฟิงจึงถามอย่างลังเลยามที่รับมอบมา

                “ไม่เป็นไรแน่นอนว่าข้าจดจำเนื้อหาเอาไว้หมดแล้วก่อนจะมอบให้เจ้ายามนี้คัมภีร์เหล่านี้ไม่จำเป็นสำหรับข้าอีกข้าจะรั้งอยู่ที่หมู่บ้านอีกหลายวันจนกว่าจะควบคุมจุดชีพจรได้อย่างช่ำชองค่อยจากไปช่วงเวลานี้หากเจ้าสงสัยอันใดระหว่างการฝึกปรือก็สอบถามข้าได้” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

                หลี่เฉิงเฟิงสะบัดข้อมือม้วนคัมภีร์ทั้งสามก็ถูกดูดสาบสูญเข้าไปในแหวนช่องมิติบนนิ้วมัน--- จะเป็นอะไรหากไม่ใช่แหวนช่องมิติของหานเซียวหัวหน้าแห่งค่ายไม้ดำ

                “จริงสิการกลับเมืองลั่วซีครานี้เจ้าบรรลุจุดมุ่งหมายแล้วกระมัง?” หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยถามด้วยท่าทีปลอดโปร่ง

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“มิผิด ข้าสะสางเรียบร้อยแล้ว จากนี้จะไม่กลับไปที่นั้นอีกอีกไม่นานข้าตั้งใจจะออกจากมณฑลฉิงหยุนไปยังมณฑลผิงชวนที่นั้นมีสำนักฝึกปรือวิญญาณเรียกว่าสำนักช่างประดิษฐ์ ข้าหวังจะกราบอาจารย์และฝึกปรือที่นั่น”

                “โอเป็นความคิดที่ดี เจ้าเป็นเหมือนเมฆขาวที่ลอยล่องสถานที่คับแคบเช่นนี้ไม่อาจรั้งเจ้าอยู่ได้กระมัง?” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวเสริมอย่างยิ้มแย้มราวกับหยอกล้อไป๋หยุนเฟย“น่าเสียดายที่ข้ายังฝีมือด้อยนัก ไม่เช่นข้าหวังจะร่วมเดินทางไปกับเจ้า...”

                “ช้าก่อน...” ไป๋หยุนเฟยดุด่าอย่างขบขัน“เจ้าเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน สมองกลับคิดถึงแต่เรื่องออกข้างนอก? อย่าบอกนะว่าเจ้าหวังจะแยกจากหลิงเอ๋อร์ที่รักแล้ว? และหากเจ้าหวังจะไปท่องโลกพร้อมครอบครัวแม้แต่ข้าก็ไม่เห็นด้วยเจ้าปกป้องหลิงเอ๋อร์ได้หรือ?”

                “เอ่อ...ข้าไม่ได้พูดจริงจังเช่นนั้น” หลี่เฉิงเฟิงเกาศีรษะอย่างกระดาก“ข้าครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างดีแล้วแน่นอน เจ้าวางใจเถอะก่อนที่จะบรรลุด่านวีรชนวิญญาณเช่นเดียวกับเจ้าข้าจะไม่คิดถึงการไปจากที่นี่แน่นอน”

                “กระนั้นยามนี้ข้ามีพลังเช่นนี้แล้วย่อมไม่อาจอาศัยในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ไปทั้งชีวิตสุดท้ายข้าก็จำต้องออกไปหาประสบการณ์ที่โลกภายนอกเมื่อนั้นพวกเราจะได้พบพานกันอีกหรือไม่?” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งหวังขณะเหม่อมองดวงดาวที่เกลื่อนฟ้า

                “ยังต้องกล่าวอีกหรือ!พวกเราต้องได้พบพานกันอีกอย่างแน่นอน เมื่อนั้นอย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าไม่พัฒนาฝีมือ!”ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ข้าเพียงล่วงหน้าก่อนเจ้าก้าวเดียวไม่มีอันใดมากมายวันข้างหน้าเจ้าสามารถไปหาข้าที่สำนักช่างประดิษฐ์หรือหากเข้าสำนักอื่นเมื่อเจ้าสร้างชื่อโด่งดังข้าจะไปหาเจ้าเอง...”

                “จริงสิไม่นานนี้ข้าได้รับทราบเรื่องราวของสำนักต่างๆในแผ่นดินนี้ข้าจะบอกเล่าแก่เจ้าจะได้ระวังตัว...”

                ไป๋หยุนเฟยบอกเล่าสิ่งที่รับทราบรวมถึงข้อมูลของสิบสำนักใหญ่แก่หลี่เฉิงเฟิงโดยละเอียด ก่อนจะกล่าวต่อ“ข้าเองก็ทราบเกี่ยวกับด่านวิญญาณภูตหลังจากด่านวีรชนวิญญาณไม่มากนัก ทราบเพียงแต่ว่าเมื่อถึงด่านวิญญาณภูตเจ้าจะสามารถควบคุมพลังแห่งธาตุธรรมชาติดูเหมือนเมื่อเจ้าบรรลุถึงด่านนี้ก็จำต้องเลือกธาตุที่ต้องการจะควบคุมทั้งยังมีสิ่งที่ต้องกระทำเกี่ยวกับแก่นวิญญาณอีกอีกไม่นานเมื่อบรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณระดับปลายเจ้าสมควรเข้าร่วมสำนักและฝึกปรือภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ที่เลิศล้ำหากเจ้าฝึกปรือผิดแนวทางจะเกิดปัญหาโดยง่าย”

                หลี่เฉิงเฟิงงงงันไม่น้อยผ่านไปครู่ใหญ่จึงพึมพำ “โลกภายนอกช่างวิเศษนัก! ข้าต้องฝึกปรือให้สำเร็จโดยเร็วจะได้ออกไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่!”

                “เฮ้!เจ้าได้ฟังที่ข้ากล่าวหรือไม่?”

                “อ่า อืม ข้าฟังเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะระวังตัว...”

                “… …”

                … … … …

                ไป๋หยุนเฟยจึงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเช่นนี้กระนั้นมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อหวังเสพรับความสงบและชีวิตที่สุขสบายสุขสบายมันทราบดีว่าไม่ช้าจะต้องออกจากที่แห่งนี้และมณฑลฉิงหยุนโดยเร็ว

                ที่มันต้องทำคือฝึกปรือฝึกปรือ และฝึกปรือเพื่อจะเชี่ยวชาญเคล็ดการควบคุมจุดชีพจรและใช้เคล็ดวิญญาณได้อย่างคล่องแคล่ว ไป๋หยุนเฟยทุ่มความพยายามทั้งมวลพัฒนาฝีมือเพื่อภายหน้าจะสามารถเผชิญอันตรายทั้งหลายได้...