[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 126 ต้องเป็นฝีมือการใส่ร้ายของกู้ฉางเกอ เชือดผู้มีพลังในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว

    ตอนที่ 126 ต้องเป็นฝีมือการใส่ร้ายของกู้ฉางเกอ เชือดผู้มีพลังในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว

            ในห้วงเวลาที่โลกภายนอกกำลังสั่นสะเทือนเพราะข่าวคราวเกี่ยวกับดินแดนเซียนโบราณนั้น

            ณ เรือนหลังหนึ่งในมุมสงบเงียบของนครโบราณมรรคาสวรรค์

            ใบหน้าที่แปรเปลี่ยนโฉมใหม่และแฝงเร้นซึ่งรากฐานพลังไว้แล้วของเย่หลิง บัดนี้ดูเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ทว่าคิ้วบนใบหน้ากลับดูขมวดมุ่น อีกทั้งยังเดินไปเดินมามิหยุด

            "ผู้อาวุโสกุย นี่ข้าปลอดภัยแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ ภายนอกนั้น ทุกวันล้วนเต็มไปด้วยคนของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตามล่าตัวข้าอยู่ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง" 

            เสียงของเย่หลิงเจือไปด้วยความขุ่นมัว เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างมิสบายใจ

            แม้เขาจะเปลี่ยนโฉมหน้า ปกปิดลมหายใจแห่งรากฐานเดิมด้วยพลังแห่งวัฏสงสาร ทว่าก็ยังมิกล้าปรากฏตัวออกไปอย่างโจ่งแจ้ง

            ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ประกาศว่าพวกเขาครอบครองสมบัติล้ำค่าหลายชิ้น สามารถสะท้อนรากฐานที่แท้จริงของผู้หลบซ่อนได้ แม้จะแปรเปลี่ยนได้อย่างไรก็ยากจะรอดพ้น

            ความตึงเครียด ความกังวล และความคับแค้นล้วนผสมปนเปในใจของเย่หลิง เขากัดฟันแน่น ความรู้สึกคับอกคับใจประหนึ่งยืนอยู่ในขุมนรก

            ทั้งที่เขามิได้กระทำสิ่งใดเลยแท้ๆ ทว่ากลับถูกใส่ร้ายป้ายสีให้กลายเป็นผู้สืบทอดวิชามาร ถูกทั้งโลกหล้าตราหน้าว่าเป็นมารร้ายที่สมควรถูกขับไล่สังหารฆ่าฟัน

            หัวใจของเขาเดือดพล่านไปด้วยความโกรธแค้น และความสิ้นหวัง

            “วางใจเถิด ด้วยวิชาลับของมหาเทพวัฏสงสาร หาใช่ว่าผู้ใดจะสามารถมองทะลุได้โดยง่ายไม่ เจ้าก็อยู่เฉยๆ ปล่อยให้พวกมันค้นหากันไปเถิด ถ้าเจอร่องรอยของเจ้าได้จริงๆ แล้วละก็ ข้าก็ขอยอมแพ้เลยแล้วกัน”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากจี้หยกเรืองแสง ก่อนที่ภาพของเต่าตัวขาวเนื้อละเอียดงดงามจะปรากฏขึ้นมา มันดูมีท่าทีสูงส่งเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์มิต่างจากโจรเฒ่า ทำให้รูปลักษณ์นั้นดูขัดกันอย่างยิ่ง

            คำกล่าวนี้ทำให้เย่หลิงเบาใจลงไปบ้าง ทว่าความอัดอั้นก็ยังคงอยู่ เขาเอ่ยเสียงเข้ม “อย่าให้ข้ารู้เชียวว่าผู้ใดเป็นคนใส่ร้ายข้า ข้าจะบดขยี้มันให้แหลกเป็นผุยผง!”

            “ดูท่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับบุรุษในอาภรณ์ขาวในคืนนั้นเป็นแน่ ทุกอย่างล้วนดูเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งจากเงามืด ผู้ที่ใส่ความเจ้านั้น อาจจะเป็นเขาที่เป็นผู้สืบทอดวิชามารเสียเอง!”

            ผู้อาวุโสกุยกล่าวอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังวิเคราะห์เหตุการณ์ให้เขาฟัง

            “ทว่าข้ามิเคยเห็นหน้าค่าตาของมันเลยสักครั้ง แล้วเหตุใดจึงได้จงใจป้ายความผิดให้ข้าเล่า หรือมันจะเป็นศัตรูที่ข้าเคยสร้างไว้ก่อนหน้านี้”

            ใบหน้าของเย่หลิงมืดครึ้ม สายตาเขาแฝงความอาฆาต เขาคิดวนไปเวียนมาและอดมิได้ที่จะสงสัยว่าเรื่องนี้อาจเป็นฝีมือของเย่หลางเทียนได้

            “ถ้าเย่หลางเทียนมีความสามารถเช่นนั้น เขาคงจะลงมือกับเจ้าตั้งนานแล้ว แม้เขาจะดูมีโอกาส ทว่าก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้มากนัก”

            ผู้อาวุโสกุยแย้ง ก่อนเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้น การที่วิชามหามารกลืนเทพได้ถูกเปิดเผยออกมาในช่วงเวลานี้ มันช่างดูบังเอิญเกินไปนัก ข้าสงสัยว่าผู้สืบทอดวิชามารตัวจริงอาจจะซ่อนตัวอยู่แถวๆ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แห่งนี้ หรืออาจจะเป็นศิษย์คนหนึ่งของพวกเขาเสียเองเป็นแน่”

            แววตาของเย่หลิงหดแคบลง เขาครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง พิจารณาทุกความเป็นไปได้

            เขามิใช่คนโง่ ในเมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ ย่อมผ่านการเผชิญกลโกงมานับครั้งมิถ้วน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล

            ที่สำคัญคืออีกฝ่ายยังรู้จุดอ่อนของเขาดี ว่าเขามีความลับบางอย่างที่มิอาจเปิดเผยต่อโลกภายนอกได้ จึงกล้าผลักความผิดนี้มาให้เขาอย่างอุกอาจ

            ช่างเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจ… แผนนี้ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!

            “เมื่อนำเรื่องที่วันนั้นเยวี่ยหมิงคงส่งคนมาลอบสังหารข้ามาพิจารณาดูแล้ว นางคงคาดเดาได้ว่าข้ามีมรดกตกทอดจากผู้ยิ่งใหญ่ และตั้งใจจะแย่งชิงมัน…” เย่หลิงวิเคราะห์ พลันแววตาสาดประกายบางอย่าง ทว่าในขณะนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบเสียดแทงทะลุถึงกระดูก ราวกับวิญญาณถูกแช่แข็ง 

            ในยามกลางวันแสกๆ เขากลับรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ ทำเอาสั่นสะท้านไปทั้งตัว

            “ยิ่งไปกว่านั้น เยวี่ยหมิงคงยังเป็นคู่หมั้นของกู้ฉางเกอ กู้ฉางเกอย่อมต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน!”

            “ก่อนหน้านี้ข้าเคยตัดชื่อเขาออกไปแล้ว เพราะคิดว่ามันเป็นไปมิได้ ทว่าพอมาลองคิดดูอีกครั้ง… คนที่มีพิรุธมากที่สุดก็คือกู้ฉางเกอ!”

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ เย่หลิงก็รู้สึกขนลุกซู่ ราวกับมีลมวูบหนึ่งพัดผ่านท้ายทอย จนหนังศีรษะเขาแทบจะชาไปทั้งแถบ

            ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่า กู้ฉางเกอ จะเป็นผู้สืบทอดวิชามาร!

            หากมิใช่เพราะการวิเคราะห์นี้ชัดเจนที่สุด ต่อให้เขาตายไปก็มิอยากจะเชื่อในความจริงข้อนี้

            ว่ากันว่า กู้ฉางเกอเป็นผู้ที่มีทั้งคำสรรเสริญและคำติเตียนลอยตามหลัง บ้างก็ว่าจิตใจเขาเย็นชาอำมหิต บ้างก็ว่าเขามีท่วงท่าสง่างามราวกับเทพเซียน ทั้งยังมีพรสวรรค์ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นเซียนผู้สูงส่ง

            นอกจากนี้ เขายังเป็นถึงผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ และเป็นทายาทสกุลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง… ฐานะเช่นนี้ ช่างสูงส่งล้ำค่าจนมิอาจประเมินได้

            แล้วเหตุใดเขาจึงได้กลายเป็นผู้สืบทอดวิชามาร กลายเป็นผู้ที่ทำลายเส้นทางอนาคตของตนเองไปเช่นนี้

            “เรื่องนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หากผู้สืบทอดวิชามารซ่อนตัวอยู่ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ แถมยังเป็นถึงผู้สืบทอดของพวกเขา หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องสะเทือนไปทั่วทั้งแดนสวรรค์เป็นแน่!”

            แม้แต่ผู้อาวุโสกุยภายในจี้หยกก็ยังตกตะลึง เสียงของมันเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ราวกับหวาดกลัวว่าสิ่งที่เย่หลิงกล่าวไว้จะกลายเป็นความจริง

            สิ่งที่เย่หลิงคิดมิใช่มิมีเหตุผล เพราะหากเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้สืบทอดวิชามารก็ยังพอทำเนา

            ทว่ากู้ฉางเกอมิใช่คนธรรมดาสามัญ เขายืนอยู่บนจุดสูงสุดในรุ่นเยาว์ เป็นดั่งราชันและจักรพรรดิของคนรุ่นเดียวกัน

            “เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก เกี่ยวพันถึงเงามืดที่น่าสะพรึงกลัว อีกทั้งหากฟังจากที่เจ้าว่ามา กู้ฉางเกอย่อมเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด” ผู้อาวุโสกุยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

            ทว่ายามนี้ มีเพียงมันกับเย่หลิงเท่านั้นที่รู้ความจริง ต่อให้ตะโกนกล่าวกับฟ้าดินก็คงมิมีผู้ใดยอมเชื่อ

            “น่าชังนัก! กู้ฉางเกอกลับใส่ร้ายข้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้ายังมิเคยพบหน้าเขาด้วยซ้ำ! ก็เพียงแค่ประกาศท้าทายเขา เขากลับลงมือถึงเช่นนี้ ช่างเป็นคนที่ใจคอคับแคบโดยแท้!”

            “ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะอย่างไรเล่า ข้าจะมาประมือกับเขาสักครา! ต่อให้เป็นพรสวรรค์แห่งเซียนหรือแม้กระทั่งผู้สืบทอดวิชามาร ก็หาได้ทำให้ข้าหวาดกลัวไม่!”

            เย่หลิงกัดฟันแน่น ดวงตาแดงฉานด้วยความโกรธแค้น ทว่าขณะเดียวกันก็แฝงไว้ซึ่งเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชน

            เพราะเส้นทางที่เขาเดินมานั้น เต็มไปด้วยการฟันฝ่าและเอาชนะศัตรูผู้เก่งกาจมานับมิถ้วน แม้กู้ฉางเกอจะครอบครองทุกสิ่ง ทั้งผืนนภา ผืนปฐพี และผู้คนอยู่ในกำมือ ทว่าเขาก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาจะหักล้างชะตากรรมนี้ได้

            การถูกกู้ฉางเกอกำหนดแผนตลบหลัง เล่นงานจนเขาเป็นแพะรับบาปโดยที่มิอาจขัดขืนใดๆ ได้ มันทำให้เย่หลิงรู้สึกเจ็บปวด และเกลียดชังจนแทบข่มกลั้นมิไหว

            “อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป มิว่าจะกล่าวเช่นไร ต่อให้กล่าวกับฟ้าดิน ก็คงมิมีผู้ใดยอมเชื่อ อีกทั้งยังอาจนำภัยมาสู่ตัวเจ้าเองได้ด้วยซ้ำ กู้ฉางเกอมิคิดจะกำจัดเจ้า ก็เพราะเขาอยากให้เจ้ารับเคราะห์แทนเขานั่นเอง!”

            ผู้อาวุโสกุยเตือนเสียงเย็น นี่มิใช่เพียงแค่แผนลวงทั่วไปเท่านั้น ทว่ามันกลับเป็นกับดักที่เย่หลิงมิอาจปฏิเสธได้

            กู้ฉางเกอผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

            “ถึงกระนั้น ก็หวังว่าจะเป็นพวกเราที่คิดผิดไปเอง หากในเงามืดมีศัตรูที่น่าหวาดหวั่นคอยจ้องเล่นงานเจ้าอยู่จริงๆ เพียงแค่คิดก็ทำให้ขนลุกชันแล้ว…” ผู้อาวุโสกุยทอดถอนหายใจอย่างยาวเหยียด

            ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมด้วยเสียงอันใสชัดของหญิงสาวที่แว่วมา น้ำเสียงนั้นเย็นชาทว่าก้องกังวาน

            “มีผู้ใดอยู่หรือไม่”

            เย่หลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้าปลาบปลื้มอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยความรวดเร็ว

            “นางมาแล้ว! อา… เทวีแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ชื่อหลิง!”

            เขามิปิดบังความยินดี เพราะสำหรับชื่อหลิง ผู้ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา เขายังคงไว้ใจนางอย่างยิ่ง อีกทั้งนางก็เป็นผู้ที่กำลังช่วยเขาค้นหาหนทางล้างมลทิน

            มินานนัก ชื่อหลิงก็ก้าวเข้ามาภายในลานเรือนเล็กๆ แห่งนั้น นางนั่งลงตรงข้ามกับเย่หลิงอย่างสงบ งามสง่าเหมือนดั่งวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงศักดิ์

            เย่หลิงรินน้ำชาร้อนกรุ่นลงในถ้วย ก่อนหยิบยื่นให้นาง

            “เย่หลิง เจ้าดูเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำมิได้เลยทีเดียว” ชื่อหลิงเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตาสำรวจใบหน้าของเย่หลิงที่แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงด้วยความประหลาดใจ

            หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากับกู้ฉางเกอ นางก็ออกจากดินแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และกลับไปยังที่พักของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงติดต่อกับเย่หลิงและตามข้อมูลที่เขามอบให้ เพื่อมาพบกับเขาในที่สุด

            “ข้ามิมีทางเลือกอื่นจริงๆ ถ้ามิทำเช่นนี้ เกรงว่าข้าคงมิรู้ด้วยซ้ำว่าตนเองสิ้นชีพไปตั้งแต่เมื่อใด” เย่หลิงถอนหายใจพลางกล่าวด้วยเสียงหม่น ก่อนจะกล่าวเล่าสถานการณ์ทั้งหมดที่เขาเผชิญอยู่ให้ชื่อหลิงฟัง

            เมื่อได้ฟังความเป็นมา ชื่อหลิงก็อดรู้สึกสงสารเขาขึ้นมามิได้ เรื่องราวทั้งหมดช่างโหดร้ายอย่างหาที่เปรียบมิได้ จู่ๆ เขากลับต้องแบกรับข้อกล่าวหาอันเลวร้ายเช่นนี้โดยมิรู้อิโหน่อิเหน่

            “มิต้องห่วงนะเย่หลิง ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า ข้าจะหาหนทางช่วยเจ้าอย่างแน่นอน”

            นางเผยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นว่า “นอกจากนี้ ข้าได้ติดต่อกับท่านผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่มีบารมีสูงส่ง เขาเองก็เชื่อว่าเจ้าถูกใส่ร้าย หากถึงเวลา ข้าจะร่วมมือกับท่านผู้นั้นเพื่อหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้เจ้า”

            คำกล่าวของชื่อหลิงเต็มไปด้วยความจริงใจ ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง เพราะนางมิได้กล่าวว่าท่านผู้มีบารมีที่ว่าคือกู้ฉางเกอ

            นางรู้ดีว่าเย่หลิงและกู้ฉางเกอมีความบาดหมางต่อกันมาก่อน โดยเฉพาะการที่เย่หลิงประกาศท้าทายกู้ฉางเกออย่างมิเกรงกลัว ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงและมิยอมอ่อนข้อของเย่หลิง หากรู้ว่ากู้ฉางเกอมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้ว เขาอาจปฏิเสธความช่วยเหลือในทันที

            นางจึงตั้งใจว่าจะรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ค่อยเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ แล้วบางทีเย่หลิงกับกู้ฉางเกออาจกลับกลายเป็นสหายกันก็ได้

            เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น เย่หลิงก็รู้สึกยินดีขึ้นมาอย่างมิคาดคิด ราวกับแสงแห่งความหวังที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า

            “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นคือผู้ใดกัน ข้าต้องขอบคุณเขาอย่างจริงจังเสียแล้ว” เย่หลิงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “ยามนี้ยังบอกกับเจ้ามิได้ ทว่าในบรรดาคนรุ่นเยาว์ พลังอำนาจของเขาแทบมิมีผู้ใดเทียบเคียงได้ ข้าเองก็ยังเทียบมิติด” ชื่อหลิงกล่าวเพียงเท่านี้

            คำกล่าวนั้นทำให้เย่หลิงยิ่งตื่นเต้นยินดี ในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

            “นี่มัน... บุญคุณอันใหญ่หลวงยิ่งนัก ผู้มีเมตตาที่แท้จริงในยามยากเช่นนี้!” เขากล่าวด้วยความรู้สึกปิติยินดี

            จากนั้นชื่อหลิงจึงปรึกษากับเย่หลิงถึงเรื่องที่ให้เขาปลอมตัวปะปนไปกับเหล่าผู้ติดตามของนาง พร้อมมุ่งหน้าสู่ดินแดนเซียนโบราณในอีกสามวันข้างหน้า

            สำหรับเย่หลิงแล้ว แนวทางนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เขาใฝ่หา

            เขาไร้ซึ่งหนทางหรืออำนาจหนุนหลัง มิได้สังกัดนิกายหรือขุมกำลังอำนาจใดๆ หากต้องการเข้าไปยังดินแดนเซียนโบราณที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็คงจะต้องลำบากมิน้อย

            ทว่าการได้ร่วมทางกับชื่อหลิงซึ่งเป็นผู้สืบทอดของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังมีผู้ติดตามมากมาย การแอบแฝงตัวเขาเพียงคนเดียว ย่อมมิมีผู้ใดสังเกตเห็น และยังช่วยให้เขาประหยัดแรงไปได้มาก

            …

            ช่วงเวลานี้ ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรในนครโบราณต่างๆ กำลังวุ่นวายกับสองเหตุการณ์สำคัญ ทั้งการปรากฏตัวของผู้สืบทอดวิชามารและการเปิดดินแดนเซียนโบราณนั้น กู้ฉางเกอก็กลับใช้ชีวิตอย่างสบายอารมณ์ ไร้สิ่งใดให้ต้องกังวล

            เมื่อก่อนเวลาฝึกบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ เขายังต้องระมัดระวังปกปิดร่องรอยมิให้เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งหลายจับได้ว่าเขาเดินทางไปยังนครโบราณมรรคาสวรรค์

            ทว่ายามนี้ เขามิจำเป็นต้องสนใจอีกต่อไป

            ผู้สืบทอดวิชามารคือเย่หลิง หาใช่เขาแต่อย่างใด

            ในโถงวิหารอันโอฬาร อิ่นเหมยยืนสงบนิ่งอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยรายงานขึ้นว่า

            “นายท่าน”

            ช่วงเวลานี้ ด้วยความหวาดระแวงในผู้สืบทอดวิชามาร ทำให้ทุกนิกายต่างเข้มงวดกับเหล่าผู้สืบทอดของตนเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันมิให้ต้องเผชิญกับภัยร้าย ทว่าเรื่องนี้หาได้กระทบต่อการจัดหาทรัพยากรการฝึกบำเพ็ญเพียรให้แก่กู้ฉางเกอแต่อย่างใด

            ด้วยเครือข่ายการค้าของตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางซึ่งอิ่นเหมยสังกัดนั้น กว้างขวางเกินกว่าจะนับได้

            มิว่าจะเป็นแหล่งการค้าใด พวกนางก็ล้วนแฝงตนเข้าไป ทั้งหอคณิกา ตลาดมืด โรงประมูล หรือแม้แต่การค้าทาส

            สถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งอันง่ายดายยิ่งนักในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นแก่การฝึกบำเพ็ญเพียรให้แก่กู้ฉางเกอ
    ก่อนหน้านี้ยังต้องระมัดระวังมิให้ร่องรอยถูกเปิดเผย ทว่าบัดนี้… ด้วยความโชคดีที่มีเย่หลิงเป็นแพะรับบาป ต่อให้เกิดสิ่งใดขึ้น ทุกอย่างก็จะถูกโยนความผิดไปที่เขาอยู่ดี

            อิ่นเหมยเพียงต้องระมัดระวังในวิธีการปกปิดเบื้องหลังเท่านั้น

            “สามวันที่ผ่านมา ได้จับกุมผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรระดับวังวิญญาณ มาได้มากกว่า 300 คน ระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์กว่า 50 คน นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่อยู่ในระดับเจ้าครองแคว้น และจอมราชัน...”

            “ส่วนผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรระดับสูงที่เหนือกว่าระดับเทวะมายานั้นมีมิมากนัก นับรวมแล้วมีเพียงมิกี่คนเท่านั้น ส่วนซากศพโบราณที่ยังคงพลังชีวิตไว้ ก็ได้เก็บรวบรวมได้มิน้อยเช่นกัน…”

            อิ่นเหมยรายงานผลการจัดหาทรัพยากรตลอดหลายวันมานี้ ซึ่งมากกว่าที่ผ่านมาเสียอีก

            กู้ฉางเกอฟังแล้วพลางพยักหน้า สีหน้าแสดงความพึงพอใจอย่างยิ่ง

            “ทำได้ดีมาก”

            “ขอบคุณนายท่านที่ชื่นชมเจ้าค่ะ”

            อิ่นเหมยเผยยิ้มออกมาด้วยความยินดี รอยยิ้มนั้นงดงามสดใส เพราะการที่เย่หลิงต้องมารับเคราะห์แทน ทำให้นางทำงานได้ง่ายดายขึ้นมาก

            แท้จริงแล้ว ระดับพลังของกู้ฉางเกอในยามนี้อยู่ที่ระดับเทวะสวรรค์ ทว่าด้วยความพิเศษของ เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ จึงมิมีพันธนาการใดๆ ขวางกั้นไว้ได้

            หากสะสมพลังได้เพียงพอ การทะลวงขั้นก็มิใช่เรื่องยากเย็นอันใด

            ด้วยทรัพยากรอันมหาศาลที่ได้มาจากช่วงเวลามิกี่วัน หากให้เวลาอีกครึ่งปี เขาก็สามารถทะลวงไปถึง ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน

            กู้ฉางเกอจึงมิใส่ใจว่ายามนี้ผู้คนจะเห็นว่าเขาอยู่ในระดับพลังใด เพราะการฝึกฝนตามแบบคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ก็ยังช้ากว่าการใช้เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนี้หลายเท่านัก

            ในเมื่อมิมีผู้ใดจับเขาได้ ต่อให้ความลับจะถูกเปิดเผย ก็ต้องเป็นเขาเองที่ตั้งใจจะเผยออกมาในวันที่พร้อม

            เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เขาประกาศตนว่าเป็นผู้สืบทอดวิชามาร ก็มิมีผู้ใดกล้าขัดขวางเขาได้อีก

            จากนั้น กู้ฉางเกอก็มุ่งหน้าไปยังคุกใต้ดินอันเร้นลับ ที่แห่งนี้เป็นฐานลับซึ่งเขาใช้ติดต่อกับอิ่นเหมย

            กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรง หลักการนี้เขาเข้าใจดี จึงได้สร้างสถานที่ฝึกบำเพ็ญเพียรลับไว้หลายแห่ง

            คุกใต้ดินที่ถูกตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์พบเจอเมื่อมินานมานี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเขาเองที่จงใจเปิดเผยตำแหน่งนั้นออกไป

            เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ในห้วงสมาธิของกู้ฉางเกอ อาณุภาพแห่ง ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารก็ลอยขึ้นและทอแสงดำขลับ เส้นแสงสีดำจำนวนมากตกลงมาดั่งม่านหมอก ก่อนจะไหลกลับเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกภายในของเขา

            เมื่อการฝึกบำเพ็ญเพียรในครั้งนี้จบลง กู้ฉางเกอก็ส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ

            “การจะทะลวงผ่านระดับเทวะสวรรค์ไปได้นั้น ช่างมิใช่เรื่องง่ายดายเลย…”

            “ดูเหมือนว่าเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ข้าใช้เป็นทรัพยากรจะยังอ่อนแอเกินไปนัก”

            กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นออกจากที่แห่งนั้น ทันใดนั้น เขาก็เปิดดูหน้าจอคุณสมบัติยามนี้ของตนเองด้วยความสนใจ

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นปลาย (ขั้นบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง: ระดับเทวะสวรรค์ ขั้นต้น)

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 90 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…

            ค่าชะตาสวรรค์: 15,000

            ค่าวาสนา: 3,000 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 ยันต์ทำลายพันธนาการ *1 ยันต์เร้นอำพราง *1 การ์ดปล้นวาสนา *3

            กู้ฉางเกอมองหน้าจอคุณสมบัติของตนเอง พลางครุ่นคิดถึงเส้นทางข้างหน้า

            สำหรับเขาในยามนี้ ระดับพลังภายนอกที่เปิดเผยต่อผู้คนถือว่าเพียงพอแล้ว การเร่งรีบทะลวงขั้นในยามนี้จึงเป็นเรื่องมิจำเป็น เขายังเห็นว่าการใช้ค่าชะตาสวรรค์เพื่อวิวัฒนาการโลกภายในจะคุ้มค่ามากกว่า

            ส่วนคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์แม้จะลึกล้ำมหาศาล ทว่าสำหรับคนอย่างเขา การขบคิดให้แตกฉานเอาเองก็หาใช่เรื่องยากเย็นไม่ ทว่าการพึ่งพาระบบเพื่อย่นระยะทางก็ถือว่าเป็นความได้เปรียบที่มิอาจมองข้าม

            ทันใดนั้น สายตาของกู้ฉางเกอพลันสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งในระบบร้านค้า ที่ทำให้เขาเผยรอยยิ้มบางออกมาพร้อมกับความสนใจอย่างลึกซึ้ง

            "เหนือสิ้นพันธนา"

            ชื่อเรียกนี้เพียงปรากฏให้เห็นก็ทำให้เขานึกขันขึ้นมาในใจ เพราะในโลกแห่งแฟนตาซีเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าใช้คำว่าเหนือสิ้นพันธนา หากมันมิได้ทรงพลังอย่างถึงที่สุด จนยอมรับแรงกรรมสะท้อนที่แฝงมากับชื่อเสียงอันสูงส่งนี้

            เหนือสิ้นพันธนาคือพรสวรรค์อันไร้เทียมทาน ที่แสดงออกถึงการหลุดพ้นจากพันธนาการทุกชนิด ไร้ซึ่งข้อจำกัด และมิถูกยึดติด… สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสายโลหิต กระดูก หัวใจ หรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณ..."

            เมื่ออ่านคำอธิบาย กู้ฉางเกอก็รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย

            หากใช้กับกระดูกแห่งมรรคาของเขาแล้วนั้น… ราคาของมันจะอยู่ที่ 30,000 แต้มชะตาสวรรค์ต่อหนึ่งชิ้น

            “30,000 แต้มชะตาสวรรค์ สามารถแลกเปลี่ยนด้วย 3,000 แต้มวาสนาก็ได้เช่นกันหรือ”

            กู้ฉางเกอพึมพำ ดวงตาทอประกายครุ่นคิด ดูเหมือนว่า พรสวรรค์เหนือสิ้นพันธนานี้จะถูกคำนวณตามกระดูกแต่ละชิ้น หากแลกได้ทั้งร่างกายแล้วนั้น ช่างเป็นความคิดที่ยั่วยวนใจยิ่งนัก

            "ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยกระดูก 206 ชิ้น หากข้าสามารถแปรเปลี่ยนทุกชิ้นให้ได้รับการประทับจากพรสวรรค์นี้ แล้วผู้ใดจะสามารถต้านทานข้าได้อีกเล่า"

            แววตาของเขาฉายความเย้ยหยัน มุมปากยกยิ้มบางเบา กู้ฉางเกอมิลังเลอีกต่อไป แต้มวาสนานั้นหรือ สำหรับเขาแล้วมิใช่สิ่งที่จะขาดแคลนได้โดยง่ายดาย

            “แลกเปลี่ยน!”

            ทันทีที่คำสั่งดังกล่าวตกลง กู้ฉางเกอก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันลึกลับมหัศจรรย์ที่กำลังปกคลุมไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกที่ได้รับพรสวรรค์ใหม่

            มันคือความรู้สึกที่มิอาจบรรยายได้ คล้ายกับปลาที่ทะยานผ่านประตูมังกร แปรเปลี่ยนเป็นมังกรเทพที่โบยบินเหนือสรวงสวรรค์ ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเขาก็ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากพื้นฐานธรรมดา ก่อนก้าวสู่มรรคาแห่งกฎเกณฑ์

            นี่มิใช่เพียงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งเท่านั้น ทว่าคือการวิวัฒน์ในระดับแก่นแท้

            ความเข้าใจในวิชาและพลังต่างๆ ที่ครอบครองล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้น เช่นจากเดิมที่เป็นเพียงศาสตร์เวท บัดนี้กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นกฎแห่งมรรคาอันสูงส่ง ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ที่สามารถสัมผัสกฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่งได้นั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

            “เช่นนั้น… ยามนี้ หากข้าต้องเผชิญหน้ากับผู้มีพลังในระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็คงสามารถ…เชือดพวกมันลงได้แล้วสินะ”

            เขาพึมพำ ดวงตาทอประกายเย็นชา ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหมุนกายกลับไปยังเขตตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อย่างมิรีบร้อน

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659