ผู้คนต่างดินแดน ที่หนีตาย ออกไปภายนอกพระราชวังโบราณ มองเห็นภูเขาทองลูกใหญ่ ที่พวกเขาเข้าไปแสวงโชค วาสนา ปลดปล่อย แสงที่น่าคร้ามเกรงขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า จู่ๆ แสงนั้นก็ขาดตอนไปเสียดื้อๆ พร้อมกับเสียงร้องของฉลามวาฬ ดังออกมากึกก้องเก้าชั้นฟ้า ส่งคลื่นทะเลสีดำซัดสาด ออกไปกว้างไกล
ในพริบตาทั่วเกาะฉลามวาฬ ค่อยๆ เกิดการพังทลายในทันใด แม้แต่ภูเขาทองลูกใหญ่ ส่งกลิ่นอายของ ยุคสมัยเบิกฟ้าออกมาไม่ขาด ยังค่อยๆ หม่นแสง ถล่มลงมา จมหายลงไปใต้ทะเลลึก ช้าๆ
ผู้คนที่เห็นภาพนั้น ต่างก็นำพาให้หมู่ชน สูดลมหายใจเข้าไปลึกจนเต็มปอด หากพวกเขาออกมาช้ากว่านี้เกรงว่า คงจะจบไม่สวยเป็นแน่ “จบแล้วหรือเกาะฉลามวาฬ ที่ผู้เฒ่า คนชรารุ่นก่อน กล่าวขาน ไม่คิดว่ามันจะจมหายไป ในรุ่นของพวกเรา เฉกเช่นนี้” จินเทียนตี้ กล่าวพูดออกมาด้วยความเสียดาย เมื่อเห็นภาพ ที่อยู่เบื้องหน้าของเขา พร้อมกับคนอื่นๆ ที่จับจ้อง มองการพังทลายลงไปช้าๆ
ก่อนจินเทียนตี้กับคนอื่นจะสืบฝีเท้าออกไป จากสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น อวิ๋นซูจิน เฉินหมิง หลี่อี้ถง พวกเขาต่างก็ยินดีปรีดากันไม่น้อย ไม่มีความจำเป็น ต้องอยู่สถานที่แห่งนี้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อพวกเขา ไม่เห็นอี้เฉิน อยู่ในกรอบสายตา ใบหน้าจึงคลี่ยิ้ม ยินดีกันออกมากว้าง
ทว่าในยามนี้ คงมีเพียง ลู่ซือจ่าน เท่านั้นที่กัดกราม ของตนเองเอาไว้แน่น จนเกิดเสียงแตกร้าวดังออกมาก้อง ดวงตาแดงก่ำด้วยความเดือดดาล เป็นโทสะ เมื่อพบว่า วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ขาวบริสุทธิ์ ราวกับหยก ไขมันแพะ ในฝ่ามือที่เขาลงแรง แย่งชิงมา ด้วยความยากลำบาก
แต่บัดนี้มันกับสลายหายไป ราวกับเป็นอากาศธาตุ เขาถึงกับแค่นเสียงสบถด่าออกมา อย่างบ้าคลั่ง ราวกับคนที่เสียสติ “ข้าดูมันดีแล้ว ว่ามันเป็น วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ จริงแท้แน่นอน แล้วเหตุใด มันถึงสลายหายไปเฉกเช่นนี้เล่า ไม่! ไม่! เป็นไปไม่ได้ มันต้องยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง ภายในสถานที่แห่งนี้แน่”
หลินจี ที่มองทอดยาวออกไป ที่ภูเขาทองลูกใหญ่ ค่อยๆ จมหาย จนไม่หลงเหลือสิ่งใด พร้อมกับคำพูดของ ลู่ซือจ่าน นางส่ายหัวออกมาน้อยๆ มองชม เกาะฉลามวาฬ ค่อยๆ พังทลาย รับรู้ได้เลยว่า สถานที่แห่งนี้เริ่มไม่ปลอดภัยอีกต่อไป แม้ในใจลึกๆ จะหวังว่าอี้เฉิน จะรอดกลับออกมาได้ แต่เหมือนยามนี้คงจะหมดหวังแล้ว “เจ้าตายจริงๆ หรืออี้เฉิน ข้าไม่คิดว่า ความแค้นที่เรามีต่อกัน จะตัดขาดได้ง่ายดายถึงเพียงนี้”
ก่อนที่หลินจี จะสืบฝีเท้าไปรวมตัวกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ แล้วจากลาสถานที่แห่งนี้ไป ...ไม่นานเกาะฉลามวาฬก็กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม ภายในทะเลมืด หยงหย่วน ให้ผู้คนได้แค่เรียกขานนาม ของมันเท่านั้น เมื่อทะเลความมืด ค่อยๆ เข้า กลืนกินไปทั่วอาณา แปดเปื้อนมลทินไปช้าๆ
ด้านอี้เฉิน เขาถึงกับต้องเบิกตาออกมากว้าง เมื่อรับรู้ว่าเขาอยู่ภายในมิติ ที่แยกตัวออกจากกันโดยสมบูรณ์ ครั้นเขาคิดจะใช้ทัณฑ์สวรรค์ จากทัณฑ์สายฟ้าฟาด ขัดเกลากายาตนเอง กลับถูกส่งมายังสถานที่แห่งนี้เสียได้
ก่อนอี้เฉินจะกุมหัวไหล่ ที่มีเลือดไหลซึม ของเขาเอาไว้แน่น ก่อนเปิดริมฝีปากที่เต็มไปด้วยคราบเลือด สบถด่าออกมา “นางบ้าเอ๊ย เจ้าถึงกับคิดจะฆ่าสังหาร ข้าเชียวหรือหลินจี หวังว่าวันหน้า เจ้าจะชดใช้ให้ข้านะ”
จู่ๆ ช่วงเวลาที่อี้เฉินคิดจะรักษาบาดแผล กวาดตามองมิติที่แปลกตา เต็มไปด้วยสีของโลหิต มันก็ทำให้เขาครุ่นคิดไม่น้อย ว่ามันเป็นสถานที่ใด
“มิติที่แยกตัวออกจากกันอย่างนั้นหรือ ...หรือว่า ข้าจะอยู่ภายในลำตัวของ เจ้าฉลามวาฬ ตัวใหญ่โตมโหฬารนั้น” ครั้นอี้เฉินเห็นบาดแผลขนาดใหญ่ ราวกับถูกหอกบางอย่างแทงเข้าใส่ร่าง ฉลามวาฬ ตัวนี้ ส่งกลิ่นอายความน่าคร้ามเกรงออกมาไม่ขาด ถึงแม้บาดแผลมันจะดู ผ่านเวลามายาวนาน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสมานเข้าหากัน ผู้ใดกันที่ทำสิ่งนี้ได้ อี้เฉินมีสีหน้าตกอกตกใจไม่น้อย ไม่คิดสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ จะถูกใครบางคนไล่ล่า ฆ่าสังหารเช่นนี้
ทว่าในฉับพลันที่อี้เฉินเงยหน้าขึ้นไปมองมุมสูง เห็นกระดูกไม่ใหญ่มาก ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ขาวบริสุทธิ์ ราวกับหยกไขมันแพะ ปลดปล่อยพลังที่น่าคร้ามเกรงออกมา อี้เฉินเบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้างในทันใด
“หืม!! เหตุใดถึงมีของที่เหมือนกับภายในพระราชวังโบราณ นั้นมันหมายความว่าอย่างไร” ทว่าเมื่ออี้เฉินเอื้อมฝ่ามือไปจับมันมาตรวจสอบดู มันก็ทำให้เขารับรู้ได้เลยว่า มันเป็น วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ของจริง เมื่อกระดูกศักดิ์สิทธิ์ภายในกายอี้เฉิน เต้น เร้าๆ ขึ้นมา ตอบสนอง
ก่อนที่ตราประทับ ฉลามวาฬขนาดใหญ่ จะขับเคลื่อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน อี้เฉินถึงกับต้องหดดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อรับรู้กลิ่นอายของยุคสมัยเบิกฟ้า แผ่กระจายออกมาทั่วทิศ ส่งริ้วคลื่นที่ทรงพลัง น่าคร้ามเกรงปลดปล่อยออกมาไม่ขาด
ชั่วขณะร่างวิญญาณ ฉลามวาฬ ตัวไม่ใหญ่มาก ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน บินวนไปรอบๆ วงแหวนที่ขับเคลื่อนอย่างเร็วจี๋ ราวกับมันโต้คลื่น ก่อนที่มันจะปรากฏ ร่างฉายภาพของชายวัยกลางคน ฉายทอดยาวลงมา
แม้แต่อี้เฉินยังรับรู้ได้เลยว่า นั้นคือปราณจิต ที่หลงเหลือของผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับน้ำเสียงหนึ่งของชายวัยกลางคน เอ่ยขึ้นมา ราวกับชายผู้นั้น ข้ามผ่านแม่น้ำแห่งกาลเวลาสีทอง ที่ทอดยาวออกมา จากยุคสมัยเบิกฟ้า “เจ้าคือคนที่ข้าเลือกให้สืบทอด วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ฉลามวาฬโบราณ ของข้า เลือดบริสุทธิ์ของข้าจะช่วยให้เจ้า ฝึกวิชาสายเลือดของข้าได้ หวังว่าเจ้าจะได้เติบใหญ่ มองโลกในเส้นทางที่ต่างออกไป”
ครั้นอี้เฉินได้ยิน เขาก็รับรู้ได้ในทันใดว่า ยามนี้เขากำลังจะสืบทอดวิชา ของพวกศัตรูต่างดินแดน ‘ทว่าเหตุใด ถึงได้กลายเป็นตัวเขา ที่ได้สืบทอดวิชากันเล่า’
เมื่ออี้เฉินเหลือบไปเห็น สระโลหิตกว้างไกล อี้เฉิน คารวะไปที่น้ำเสียงนั้นในทันใด “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ทว่าข้าขอถามท่านได้หรือไม่ เหตุใดท่านถึงเลือกข้า”
“คำตอบมันอยู่ภายในทะเลมืด หยงหย่วน เมื่อเจ้าแข็งแกร่งเติบใหญ่ขึ้นมาได้ เจ้าจะรู้เอง ข้าแค่มอบโอกาส อันน้อยนิด ให้เจ้าได้เติบใหญ่ขึ้นมา ก่อนที่จะถูกยุคสมัยบ้าคลั่ง กลืนกินสรรพชีวิต ก็เท่านั้น เวลาของข้าหมดลงแล้ว หนุ่มน้อย ขอให้เจ้าเจอคำตอบที่เจ้าตามหา ข้าเองก็หวังเฉกเช่นนั้น”
ฉับพลันร่างที่ฉายภาพลงมาก็หายไปจากกรอบสายตาอี้เฉิน ทว่าอี้เฉินก็รับรู้ได้ในทันใด ว่าเขาไม่อาจออกไป จากสถานที่แห่งนี้ได้ มันจึงทำให้เขาหน้ามืดทะมึนไม่น้อย “เกรงว่าหากข้าฝึกวิชาไม่สำเร็จ ข้าจะไม่อาจทำลายมิติ แห่งนี้ได้สินะ”
แต่ในใจลึกๆ อี้เฉิน กลับหวาดกลัวว่า เขาจะกลับไปไม่ทันสงครามมหาทวีป หากปราการทมิฬแตกพ่าย ผู้คนที่เขารักจะต้องล้มตายไม่น้อยแน่ อี้เฉินจึงได้แต่หวังว่าสงคราม จะไม่ปะทุความรุนแรงในยามนี้ “ข้าต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นโดยไว”
ก่อนร่างอี้เฉินจะเดินลงไปแช่ สระเลือดบริสุทธิ์ของฉลามวาฬ พร้อมกับวิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกเขาส่งปราณจิตเข้าไปศึกษา ส่องแสงพร่างพราว ออกมาเนืองๆ ไม่ขาดสาย อักขระต่างๆ ล่องลอยขึ้นมาไม่มีขาด แม้แต่กระดูกศักดิ์สิทธิ์ภายในกายอี้เฉิน ยังถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นวิวัฒนาการ ก่อร่างขึ้นมาเป็นวิชาเฉกเช่น วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ฉลามวาฬ ทว่าก็พอจะมองเห็นอักขระ ที่เลือนรางสลักลงไปภายในกระดูกศักดิ์สิทธิ์ กลางหน้าอกอี้เฉินอยู่บ้าง แต่เกรงว่าคงอีกนานกว่าอี้เฉิน จะวิวัฒนาการถึงขั้นนั้นได้
...เวลาที่ไหลผ่านไปครึ่งปี รอบสรรพางค์กาย อี้เฉินเริ่มที่จะปรากฏ ร่างวิญญาณฉลามวาฬ ไม่ใหญ่มากนัก หมุนวนไปรอบๆ ตัวเขา เนื้อตัวที่อาบเลือดบริสุทธิ์ แดงฉานขึ้นมาต่อเนื่อง อย่างเห็นได้ชัด ปรากฏสัญญาณ การเลื่อนขั้นกายเนื้อขึ้นมาเนืองๆ มันจึงพอจะทำให้อี้เฉิน พอจะคลี่ยิ้มออกมาได้ ในรอบครึ่งปีนี้
อี้เฉิน เขารับรู้ได้เลยว่า เวลาที่สูญเสียไปกับการศึกษาหยั่งรู้ วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ นั้นไม่ง่าย หากจะหยั่งรู้มันให้ถึงแก่นแท้