อู๋หมิงลี่โกรธจนตัวสั่นเพราะคำพูดของจิ่งเยี่ยนกุย ขณะกำลังจะด่าทอกลับ ก็ได้ยินจิ่งเยี่ยนกุยพูดต่อว่า “ถ้าสัปดาห์นี้เธอได้กลับบ้าน ก็เอาคำพูดนี้ไปบอกแม่เธอด้วย บอกให้ทำตัวให้สมกับเป็นคนไปขอร้องคนอื่นหน่อย! ถ้าแม่เธอยังกล้าทำอะไรแผลงๆ อีก ฉันจะทำให้บ้านเธอมีจุดจบเหมือนตระกูลอวี๋!”
พูดจบก็ผลักอู๋หมิงลี่ออกไป แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
อู๋หมิงลี่ไม่เคยถูกใครสั่งสอนแบบนี้มาก่อน เธอตกตะลึงจนพูดไม่ออก พอได้สติ จิ่งเยี่ยนกุยก็เดินออกไปจากประตูโรงเรียนแล้ว
อู๋หมิงลี่โกรธจนแทบคลั่ง ได้แต่ด่าจิ่งเยี่ยนกุยอย่างเคียดแค้นในใจ
แต่พอเธอหายโกรธก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ จึงแกล้งทำเป็นไม่สบาย ขอลาพักแล้วรีบกลับบ้านตระกูลอู๋
อู๋ต้าเฉิงยังไม่กลับมา มีเพียงอาหญิงใหญ่จิ่งอยู่ในบ้าน อาหญิงใหญ่จิ่งแปลกใจที่เห็นเธอกลับมา “วันนี้ยังไม่ถึงวันหยุดนี่ ทำไมแกกลับมาล่ะ?”
อู๋หมิงลี่เล่าเรื่องที่เจอจิ่งเยี่ยนกุยที่โรงเรียนให้ฟัง อาหญิงใหญ่จิ่งไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับอู๋หมิงลี่ เธอชะงักไปแล้วถามว่า “แกทะเลาะกับจิ่งเยี่ยนกุยเหรอ?”
“หนูเป็นคนในเมือง จิ่งเยี่ยนกุยเป็นแค่เด็กบ้านนอก ทำไมถึงได้มาเรียนโรงเรียนเดียวกับหนูได้? แม่ เดี๋ยวพ่อกลับมา แม่ไปบอกพ่อทีนะ ให้หาทางไล่จิ่งเยี่ยนกุยออกจากโรงเรียน หนูเห็นหน้าหล่อนทีไรก็ไม่อยากเรียนเลย!” อู๋หมิงลี่พูดอย่างเอาแต่ใจ
โดยรวมแล้ว อู๋หมิงลี่มีนิสัยที่เหมือนเป็นการรวมกันระหว่างอู๋ต้าเฉิงและอาหญิงใหญ่จิ่ง เธอมีความเห็นแก่ตัวและอวดดีเหมือนอาหญิงใหญ่จิ่ง และยังมีความเอาแต่ใจและโอหังเหมือนอู๋ต้าเฉิง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน อาหญิงใหญ่จิ่งคงจะโวยวายแล้วรับปากทันที แถมยังต้องด่าจิ่งเยี่ยนกุยอีกสักสองสามคำ
แต่หลังจากที่อู๋ต้าเฉิงบอกว่าเรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นฝีมือของจิ่งเยี่ยนกุย เธอก็เริ่มกังวลขึ้นมา ช่วงนี้เธอก็ได้สอบถามข้อมูลมาบ้าง พบว่าจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้รู้จักคนในเมืองมากนัก คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ก็คงมีแต่คนจากร้านชิ่งอันถังเท่านั้น
อาหญิงใหญ่จิ่งสงสัยว่าจิ่งเยี่ยนกุยไปตีสนิทกับคนทางชิ่งอันถัง เธอเลยสืบเรื่องของชิ่งอันถัง พบว่าภายนอกดูเหมือนร้านขายยาธรรมดา แต่มีท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เก่งกาจด้านการแพทย์ และผู้เฒ่าคนนั้นก็ดูเหมือนจะรู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย
พอสืบเรื่องมาถึงตรงนี้ อาหญิงใหญ่จิ่งก็แทบจะมั่นใจว่าจิ่งเยี่ยนกุยไปตีสนิทกับคนทางชิ่งอันถังแล้ว เธอรู้สึกเสียใจอยู่บ้างเล็กน้อย ถ้ารู้แบบนี้ ตอนที่ไปชิ่งอันถัง เธอควรจะทำตัวดีๆ กว่านี้
ตอนนี้พอนึกถึงชิ่งอันถัง อาหญิงใหญ่จิ่งก็คิดถึงใบหน้าหล่อเหลาและสุภาพของซูไป่ชิง เธอรู้สึกว่าซูไป่ชิงดูดีมาก จึงให้คนไปสืบเรื่องของซูไป่ชิงมาอีก
ซูไป่ชิงเป็นเจ้าของร้านชิ่งอันถังคนปัจจุบัน อายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งงาน ที่สำคัญคือ นิสัยดี แถมบ้านยังรวยมากอีกด้วย!
อาหญิงใหญ่จิ่งเกิดความคิดที่กล้าหาญขึ้นมาทันที เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่าพูดถึงจิ่งเยี่ยนกุยที่ชอบทำให้เสียอารมณ์เลยลูก แม่เจอผู้ชายคนหนึ่งที่ดูดีมาก ครอบครัวเขาก็ดี แถมหน้าตาเขาก็ดีด้วย สัปดาห์นี้ลูกหยุดเรียน แม่จะพาไปดู!”
อู๋หมิงลี่กลับมาเพื่อฟ้องเรื่องจิ่งเยี่ยนกุย เธอหวังว่าแม่ของเธอจะไปจัดการจิ่งเยี่ยนกุย แต่ตอนนี้แม่ของเธอกลับเปลี่ยนเรื่อง ทำให้เธอยิ่งไม่พอใจ จึงพูดขึ้นว่า “ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้นำระดับไหน? ถ้าไม่ใช่ผู้นำ หนูไม่เอามาเป็นแฟนหรอก!”
อาหญิงใหญ่จิ่งรีบเล่าเรื่องที่ตระกูลอวี๋เจอปัญหาให้ฟังอย่างคร่าวๆ แน่นอนว่าในเรื่องที่เธอเล่า หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยได้เจอซูไป่ชิงก็เริ่มไม่สนใจอวี๋ซือเหยี่ยที่แก่เกินไป อวี๋ซือเหยี่ยตามตื๊อจิ่งเยี่ยนกุยไม่หยุด สุดท้ายจิ่งเยี่ยนกุยจึงให้ซูไป่ชิงจัดการตระกูลอวี๋
พออู๋หมิงลี่ได้ยินดังนั้น ตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เมื่อก่อนเธอได้รับอิทธิพลจากอู๋ต้าเฉิง ทำให้เธอคิดว่าตระกูลอวี๋เป็นตระกูลที่ใหญ่โตมาก นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินว่ามีคนจัดการตระกูลอวี๋ได้ แถมยังเป็นผู้ชายหนุ่มหล่ออีก
เธอพูดขึ้นทันทีว่า “แม่ ไม่ต้องรอให้หนูหยุดเรียนแล้ว เราไปกันเลยตอนนี้!”
แล้วยังพูดเสริมอีกว่า “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจิ่งเยี่ยนกุยถึงสอบติดโรงเรียนเราได้ แถมไม่ยอมมาเรียนที่โรงเรียน ที่แท้ก็ไปอ่อยคนนี่เอง! หนูเป็นคนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือบุคลิกก็เหนือกว่าจิ่งเยี่ยนกุยหลายเท่า แค่เขาได้เจอหนู เขาจะไม่มีวันชอบจิ่งเยี่ยนกุยแน่นอน!”
เธอถึงกับคิดไปว่า ถ้าเธอได้ซูไป่ชิงมาแล้ว เธออยากจะแกล้งจิ่งเยี่ยนกุยยังไงก็ได้ จิ่งเยี่ยนกุยก็แค่คนบ้านนอกคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมาเหนือกว่าเธอ?
อาหญิงใหญ่จิ่งใจเย็นกว่าอู๋หมิงลี่เล็กน้อย เธอยกยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเป็นของลูกแล้วมันก็ไม่หนีไปไหนหรอก วันนี้มันเย็นมากแล้ว ขืนไปก็อาจจะไม่เจอเขา เราจะไปทั้งทีก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม รอสัปดาห์นี้ลูกหยุดเรียนก่อน แม่จะพาลูกไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แล้วค่อยไป”
อู๋หมิงลี่ดีใจจนเนื้อเต้น “แม่นี่คิดได้รอบคอบที่สุดเลย!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าความคิดของสองแม่ลูกนี้จะไปไกลขนาดนี้ ต่อให้รู้ เธอก็คงแค่หัวเราะ แล้วแอบเห็นใจซูไป่ชิงอีกสักหน่อย
หลังจากออกจากโรงเรียน ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เธอรีบไปที่โรงงานแก้วเพื่อไปเอาขวดแก้วหนึ่งพันใบที่เหลืออยู่
ตอนที่เธอไป เจิงจื้อเฉิงก็รอเธออยู่แล้ว พอเห็นเธอก็พูดว่า “เสี่ยวจิ่ง โชคดีนะ มีคนอยากจะปล่อยเช่าบ้าน บ้านก็ดูตรงกับความต้องการของเธอ เธอจะมีเวลาว่างไปดูตอนไหน?”
วันนี้มันดึกมากแล้ว หลังไปดูเสร็จก็คงมืดค่ำ เธอไม่ได้เอาไฟฉายมาด้วย ไม่กล้าปั่นจักรยานไปในที่เปลี่ยวคนเดียว จึงนัดเจิงจื้อเฉิงให้ไปดูบ้านด้วยกันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง
เจิงจื้อเฉิงตอบตกลงทันที เวลาทำงานของเขาค่อนข้างยืดหยุ่น มีเวลาไปดูบ้านกับจิ่งเยี่ยนกุยได้
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยกลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้านอิ๋นซาน ก็ได้ยินหลิวชุนฮวาด่าจิ่งชิวหงอยู่ “ทำไมแกถึงขี้เกียจขนาดนี้? ให้ซักเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัว ทำไมถึงเพิ่งซักเสร็จ จนป่านนี้คนในบ้านต้องมาพากันรอให้แกทำกับข้าว!”
จิ่งชิวหงก็รู้สึกน้อยใจ “แม่ หนูต้องซักเสื้อผ้าให้ทั้งบ้าน การบ้านวันนี้หนูยังทำไม่เสร็จเลย! ถ้าวันนี้ไฟดับอีก หนูต้องอาศัยแสงตะเกียงน้ำมันทำการบ้าน มันเสียสายตามากเลยนะ! ทำไมแม่ทำกับข้าวเองไม่ได้ล่ะ?”
สองปีที่ผ่านมา หมู่บ้านอิ๋นซานได้ติดตั้งสายไฟฟ้าและมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้กระแสไฟฟ้ามีไม่พอ ไฟดับจึงเป็นเรื่องปกติ
ถ้าไฟดับ ก็ต้องจุดตะเกียงน้ำมัน แสงตะเกียงน้ำมันมีควันเยอะ แถมแสงก็ไม่สว่างพอ การทำการบ้านโดยใช้ตะเกียงน้ำมันทำให้เสียสายตาจริงๆ
หลิวชุนฮวากลับพูดอย่างน้อยใจ “พ่อแกเจ็บมือ ฉันต้องดูแลพ่อแก! ฉันเลี้ยงแกมาตั้งขนาดนี้ ทำไมแกถึงไม่กตัญญูบ้างเลย?”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกขำ หลิวชุนฮวาเป็นคนขี้เกียจโดยแท้จริง ภรรยาคนอื่นถึงจะไม่ชอบลงไปทำงานในไร่นา แต่ก็จะรับภาระงานบ้านทั้งหมด แต่หลิวชุนฮวากลับไม่อยากทำอะไรเลย