“อวี้เอ๋อร์พ่อลูกคู่นั้นกำลังแสดงละคร เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่” กลับมาถึงห้องโถงส่วนหน้า เซียวฉีสยงยิ้มในขณะที่ถาม
เซียวอวี้พยักหน้ารับพลางตอบรับด้วยรอยยิ้ม“ขอรับ ฝีมือการแสดงค่อนข้างยอดเยี่ยม”
เซียวฉีสยงยกแก้วชาพูดคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ดูท่าหวงเวยหลินเจ้าแก่นี่มั่นใจในตัวลูกชายของเขาเป็นอย่างยิ่งก่อนหน้าข้าเคยตรวจสอบมาแล้ว หวงเหว่ยถิงเคยถูกนักพรตคนหนึ่งของสำนักกระบี่หลิงเซียวชี้แนะอยู่ครึ่งปีคาดว่าความสามารถในตอนนี้คงจะประมาทไม่ได้”
เซียวอวี้ส่ายหน้าพลางหลุดขำออกมา“แล้วท่านพ่อยังเดิมพันกับพวกเขานี่ไม่กลัวว่าข้าจะแพ้อย่างนั้นหรือ”
เซียวฉีสยงหัวเราะลั่นตอบไปว่า “แพ้ก็ไม่เป็นไรหากอวี้เอ๋อร์แพ้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่สองแคว้นอีกแล้วละการประลองใหญ่เป็นศึกต่อสู้เป็นตาย หากเจ้าเอาชนะกระทั่งหวงเวยหลินไม่ได้ข้าจะไปวางใจให้เจ้าเข้าร่วมการประลองใหญ่ได้อย่างไร”
“ถ้าครั้งนี้เอาชนะหวงเหว่วยถิงได้เพ่อก็จะได้วางใจจนหมดสิ้น ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ในอนาคตหากเข้าสำนัก จะต้องถูกฟูมฟักอย่างเต็มกำลังที่จริง การต่อสู้ในครั้งนี้พ่ออยากจะเห็นความสามารถของเจ้าด้วยตาตนเองจะได้วางแผนในอนาคตของเจ้าได้ง่ายด้วย”
แววตาของเซียวอวี้เผยรอยยิ้มเล็กน้อยเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นระหว่างพ่อลูกจากบนตัวของเซียวฉีสยงรำไร นี่เป็นความรักของพ่อที่เมื่อก่อนเซียวฉีสยงมอบให้เซียวตงหลิวแต่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ที่ตัวของเขาแล้ว
แม้วิธีการแบบนี้จะเห็นแก่ลาภยศเกินไปมากจริงๆแต่เซียวฉีสยงเป็นประมุขสกุลเซียว ทุกอย่างล้วนยึดการสืบสานของตระกูลเป็นหลัก ผนวกกับชีวิตของเซียวอวี้บริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งเหมาะกับการรับช่วงต่อทุกอย่างของสกุลเซียวในภายภาคหน้า
“ท่านพ่อเมื่อครู่ท่านบอกว่าสกุลหวงมีไร่ยาอยู่ผืนหนึ่งอย่างนั้นหรือ ไร่ยาผืนนี้ใหญ่หรือไม่”แววตาของเซียวอวี้เป็นประกาย ถามด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เซียวฉีสยงหรี่ตาลงพลางพยักหน้าเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้าเคยติดต่อกับฉินซุ่นชังน่าจะรู้ว่ามูลค่าของไร่ยาระดับบนว่าสูงสักแค่ไหนกระมัง”
เซียวอวี้พยักหน้าลง
แม้ทวีปอวี้ซวีจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลแต่ผืนนาที่สามารถเพาะปลูกยาสมุนไพรได้กลับมีน้อยมากโดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่ล้ำค่ามีชื่อเสียงบางอย่าง ยิ่งต้องการไร่ยาระดับบนเพื่อเพาะเลี้ยงและเพาะปลูกไร่ยาจะกำเนิดเองตามธรรมชาติ ในดินประกอบไปด้วยปราณวิญญาณที่เข้มข้นพืชสมุนไพรดูดซับปราณวิญญาณในการเติบโต”
สำหรับโลกมนุษย์แล้วไร่ยาแต่ละผืนต่างมีมูลค่ามหาศาล เส้นลมปราณโดยส่วนใหญ่บนโลกถูกสำนักใหญ่ต่างๆ ยึดครองดังนั้นที่ดินปราณวิญญาณที่เกิดจากธรรมชาติบางส่วนจึงล้ำค่าเป็นพิเศษ
ภูมิลำเนาเดิมของสกุลหวงคือเฟิงโจวมีไร่ยาระดับบนราวๆ สิบกว่าไร่อยู่ผืนหนึ่งแค่ไร่ยาผืนนี้อย่างเดียวแต่ละปีก็สั่งสมความมั่งคั่งอย่างน่าตกตะลึงให้กับสกุลหวง
สกุลหวงก็เลยใช้เงินทองมัดใจตระกูลผู้มีอำนาจมากมายหากไม่ใช่ว่าเมื่อหลายปีก่อนเซียวฉีสยงมีคุณูปการทางสงครามไว้มากมายตอนนี้คนสำคัญอันดับหนึ่งในฝ่ายกลาโหมก็ยังคงเป็นหวงเวยหลิน
“ท่านพ่อด้วยความสามารถของสกุลหวง ไม่อาจผูกขาดไร่ยาระดับบนแต่เพียงลำพังได้หรอกกระมัง”เซียวอวี้ถามขึ้น
เซียวฉีสยงมองเขาด้วยความชื่นชมตอบไปว่า “ใช่ นอกจากสกุลหวงยังมีท่านอ๋องอีกสองคนที่มีส่วนแบ่งจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มากพอให้ต้องกังวลหรอก”
เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านพ่อวางใจเถอะผ่านไปอีกสามวันไร่ยาผืนนั้นจะต้องตกเป็นของสกุลเซียว”
เซียวฉีสยงคลี่ยิ้มดวงตาทั้งสองฉายแววเฉียบแหลม เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “สกุลเซียว ก็ควรจะก้าวหน้าไปอีกขั้นได้แล้วเช่นกัน”
ต่อมาเซียวอวี้สนทนาเป็นเพื่อนเซียวฉีสยงสักพัก ฝีมือการแสดงของเขาล้ำลึกยิ่งขึ้นหรือไม่เขาในตอนนี้ก็กลมกลืนไปกับโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์ หลอมรวมไปกับฐานะใหม่
นี่เป็นการฝึกจิตในโลกธุลีแดง[1]และก็เป็นการฝึกบำเพ็ญเพียรครั้งใหญ่
พอตกกลางคืนเซียวเลี่ยหู่และฮูหยินของเขาองค์หญิงหมิ่นเย่ว์ก็มาด้วยเช่นกันอายุของเซียวเลี่ยหู่โตกว่าเซียวอวี้เกือบสิบปี แต่ตบะก็ธรรมดาทั่วไปเพียงแต่มีจิตใจกว้างขวางกับผู้คน องค์หญิงหมิ่นเย่ว์เองก็อ่อนโยนมีคุณธรรม ดูออกเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาดีเป็นอย่างมาก
หลังจากงานเลี้ยงยุติลงเซียวเลี่ยหู่และเซียวตงหลิวต่างก็เข้าใจ ท่านพ่อผลักดันเซียวอวี้เป็นผู้สืบทอดเป็นอันเรียบร้อยเซียวตงหลิวไม่มีโอกาสใดๆ แล้ว
นี่เป็นเรื่องราวที่สมเหตุสมผลเรื่องที่เซียวอวี้เอาชนะตู้เสี่ยนในเมืองเหลียงโจวกระจายไปทั่วเมืองหลวงตั้งนานแล้วทั่วทั้งอาณาจักรต่างรู้กันว่าก้วนจวินโหวให้กำเนิดลูกชายที่เหมือนปีศาจร้ายคนหนึ่งอนาคตจะต้องกลายเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่
เรียกได้ว่าผู้กล้าคนหนุ่มสาวมากมายล้วนเห็นเซียวอวี้เป็นศัตรูในจินตนาการ ขนาดว่ามีคนเรียงลำดับผู้กล้าคนหนุ่มสาวที่น่ากลัวที่สุดในการประลองใหญ่สองแคว้นออกมาสิบคนเซียวอวี้ก็มีชื่อติดอยู่ในนั้นด้วย
หลังจากงานเลี้ยงตอนค่ำคนอื่นๆ ที่เหลือก็ทยอยกลับไป เซียวฉีสยงให้เซียวอวี้อยู่ต่อตามลำพังแสดงวรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับบนชุดหนึ่งด้วยตนเอง
วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับบนนี้มีชื่อว่า‘หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทรา’ เป็นอิทธิฤทธิ์วิชาหนึ่งที่บรรพบุรุษสกุลเซียวส่งต่อกันมา‘หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทรา’ วิชานี้อย่างต่ำที่สุดก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดแปดชั้นฟ้าถึงจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้เพียงแต่ในเมื่อเซียวอวี้สามารถต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นครึ่งก้าวก่อกำเนิดได้ลมปราณทั้งตัวเต็มเปี่ยมมากมายราวกับมหาสมุทร ย่อมสามารถฝึกบำเพ็ญเพียรได้
วรยุทธ์ขั้นมนุษย์สำหรับเซียวอวี้แล้วไม่มีแรงดึงดูดอะไร เขาแกล้งเรียนไปครึ่งชั่วยามก็แสดงกระบวนท่าทั้งหมดออกมา เซียวฉีสยงตกตะลึงในทันควันพูดอะไรไม่ออก
“อวี้เอ๋อร์ยังมีเวลาอีกสิบวันกว่าจะเริ่มการประลองใหญ่สองแคว้นอย่างเป็นทางการ มี ‘หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทรา’ คุ้มกายข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องคว้าที่นั่งกลับมาได้อย่างปลอดภัยหายห่วง”
เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านพ่อวางใจ ข้าจะต้องทำจนสุดความสามารถ”
จากนั้นเซียวฉีสยงก็ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์การต่อสู้และกระบวนท่าปกป้องชีวิตบางส่วนให้กับเซียวอวี้ด้วยความอดทนเขาก็ทำได้แค่รับฟังด้วยความหน่ายระอา
จนถึงกลางดึกเซียวอวี้ถึงกลับมายังห้องของตนเอง
“หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทราชื่อแข็งกร้าวดุดันยิ่งนัก” นั่งอยู่บนเก้าอี้ย้อนนึกถึงอภินิหารวิชานี้ที่เซียวฉีสยงเพิ่งถ่ายทอดให้กับตนเองแสดงกระบวนท่าทั้งหมดในหัวเงียบๆ อีกครั้งแก้ไขวิชาอภินิหารนี้ใหม่ด้วยความผ่อนคลายอย่างยิ่งอานุภาพของแต่ละกระบวนท่าอย่างน้อยก็มากขึ้นอีกสามสี่เท่า
แน่นอนต่อให้เป็นเซียวฉีสยงก็ไม่อาจสังเกตเห็นได้ว่า ‘หัตถ์เทพสังหารสุริยันต์จันทรา’ ที่ผ่านการแก้ไขแล้วมีความแตกต่างอะไร
หนึ่งคืนผ่านพ้นไปอย่างสงบสุขหลังจากนอนหลับไปสองชั่วยาม เซียวอวี้ก็ฝึก ‘เคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นราชาผาน’เหมือนอย่างเช่นเคย กายเนื้อของเขาในตอนนี้ยิ่งฉกาจฉกรรจ์ขึ้นเรื่อยๆเมื่อตบะแข็งแกร่งมากขึ้น ข้อดีของกายผู้พิชิตบรรพกาลก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาเช่นกัน
ที่เรียกว่ากายผู้พิชิตก็เพราะกายเนื้อแข็งแกร่งดุจดั่งเหล็กกล้า ตอนนี้เขายังเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์อีกไม่นานหลังจากฝึนจนถึงขั้นก่อกำเนิด กายเนื้อของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งคงกระพันอาศัยเพียงพลังของกายเนื้อก็สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง
ตอนที่ฟ้าใกล้สางเซียวอวี้ก็เริ่มฝึก ‘คัมภีร์ลมหายใจต้นกำเนิดแห่งจักรพรรดิหยกผสานปราณ’หลังจากโคจรเคล็ดวิชานี้ ปราณแท้ภายในร่างก็หลั่งไหลพรั่งพรูราวกับมหาสมุทรที่มีคลื่นใหญ่โถมซัดสาด ทั้งเหมือนเสียงสวรรค์แห่งมรรคาอันยิ่งใหญ่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างมาก
ลมปราณสีทองอ่อนปกคลุมไปทั่วทั้งห้องกายเนื้อในระหว่างการโถมซัดของปราณแท้แต่ละสาย ยิ่งแข็งแกร่งคงกระพัน
เช้ารุ่งขึ้นของวันต่อมาเซียวอวี้เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จเกิ่งเปียวก็รายงานว่ามีสหายเก่ามาเยี่ยมเยียน
เซียวอวี้ตะลึงงันก่อนแต่จากนั้นใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา ในเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ถ้าจะพูดว่ามีสหายเก่านั่นก็คงเป็นได้แค่เด็กสาวที่สมถะเรียบง่ายราวกับดอกเบญจมาศทั้งมีบุคลิกสูงส่งคนนั้นแล้ว
ตรงหน้าประตูจวนสกุลเซียวรถม้าที่ประณีตงดงามจอดอยู่ภายนอก หลิงเอ๋อร์เห็นเซียวอวี้เดินออกมาก็อดยิ้มไม่ได้ปิดปากหัวเราะคิกคักแล้วร้องเรียก “คุณชายเซียวทางนี้เจ้าค่ะ”
“เอ๊ะนี่ไม่เจอกันเพิ่งไม่กี่วัน แม่นางหลิงเอ๋อร์สวยขึ้นอีกแล้วนะ” เซียวอวี้พูดแซวเล่น
ใบหน้างดงามของหลิงเอ๋อร์แดงซ่านเอ่ยด้วยความแง่งอน “หึ คุณชายเซียววาจายังคงกะล่อนขนาดนี้ไม่ต่างอะไรไปจากคุณชายในเมืองหลวงพวกนั้น ทำไมคุณหนูของข้าดันต้อง...”
“หลิงเอ๋อร์เงียบซะ”เสียงที่เขินอายเสียงหนึ่งดังลอยออกมาจากภายในรถม้าจากนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่เซียวเชิญขึ้นมาบนรถเถอะ”
เซียวอวี้ขยิบตาให้หลิงเอ๋อร์เหยียบขึ้นไปรถม้าไป
ภายในรถหวงฝู่หลิงซีสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเหลืองอ่อน สง่างามสวยบริสุทธิ์ไปทั้งสรรพางค์กายแววตาทั้งสองเฉลียวฉลาดหลักแหลม เหมือนกับเทพธิดาจริงๆ
ดวงตาอันงดงามของหวงฝู่หลิงซีเป็นประกายเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าจะเจอกับพี่เซียวอีกครั้งเร็วขนาดนี้”
เซียวอวี้ก็เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม“ไม่กี่วันก่อนหลังจากแยกกับแม่นางหวงฝู่ข้าแทบจะนอนไม่หลับตลอดคืน ใครจะคิดว่าเจตนารมณ์ของสวรรค์จะเป็นแบบนี้ทำให้พวกเราได้พบกันอีกครั้ง”
หวงฝู่หลิงซีแก้มทั้งสองแดงปลั่งทันทีเอ่ยด้วยท่าทีกระเง้ากระงอด “วิธีการที่พี่เซียวเย้าแหย่ให้ผู้หญิงมีความสุขนับวันยิ่งเฉลียวฉลาดขึ้นแล้วนะ”
เซียวอวี้หัวเราะลั่นอยู่ชั่วขณะ
หวงฝู่หลิงซีมองค้อนเขาทีหนึ่งด้วยอารมณ์ลึกซึ้งหลากหลายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเล็กน้อย “อีกสองวันพี่เซียวต้องต่อสู้กับหวงเหว่ยถิงอย่างนั้นหรือ”
เซียวอวี้พยักหน้าพลางยิ้มรับ“จวนสกุลเซียวไม่ได้ปล่อยข่าวนี้ออกไปนี่นาดูท่าสกุลหวงคงมั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมาก ทำเหมือนว่าจัดการข้าได้แล้วอย่างนั้นแหละ”
หวงฝู่หลิงซีพูดด้วยความแง่งอน“แล้วท่านยังทำไม่ใส่ใจอยู่อีก หวงเหว่ยถิงยังเก่งกาจกว่าตู้เสี่ยนมากนักข้าสืบได้ข่าวมาว่า เขาเชี่ยวชาญกระบี่เป็นอย่างยิ่งเคยได้รับการอบรมจากนักพรตขั้นลูกกลอนนิลจากสำนักกระบี่หลิงเซียวคนหนึ่งด้วยความตั้งใจอยู่หลายเดือนความสามารถในการต่อสู้ของเขาไม่มีทางที่ตู้เสี่ยนจะมาเทียบกันได้แน่นอน”
เซียวอวี้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของหวงฝู่หลิงซีความอบอุ่นบังเกิดขึ้นในใจเล็กน้อยเด็กสาวคนนี้เห็นตนเองเป็นเพื่อนสนิทด้วยใจแท้จริงมิเช่นนั้นคงไม่นำข่าวที่สืบได้มาบอกตนเองตั้งแต่เช้า
“เด็กโง่วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควรหรอกน่ะ” เซียวอวี้ยิ้มบาง “เหมือนอย่างที่เจ้าเคยพูดในเมืองเหลียงโจวนั่นละอนาคตของข้าจะต้องรุ่งเรืองสดใส จะไปพ่ายแพ้ให้กับคนแบบนี้ได้อย่างไรกัน”
[1] อุปมาถึงโลกมนุษย์หรือโลกโลกีย์