ทว่าเมื่อกลุ่มของหลิงเทียนผ่านป่าทึบออกมา กลับต้องหยุดชะงักทันทีเพราะบัดนี้ เมืองที่เขาเคยใช้เดินทางมาสู่มิติแห่งการต่อสู้ครั้งแรก อย่างเมืองนภาหมอกม่วงมันกลับกลายเป็นเพียงเมืองร้าง และยังมีอสูรและลูกครึ่งอสูรจำนวนมากมาย กับเศษซากของมนุษย์และคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดี ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือมีมนุษย์ในชุดนักรบมากมายที่กำลังปฏิบัติตามคำสั่งของพวกอสูร ที่กำลังนำเศษซากของมนุษย์ด้วยกันเองมากองไว้รวมกัน
เซียงเซียงให้ทุกคนลบจิตสัมผัสทันทีที่ได้เห็นสถานการณ์ในเวลานี้ พร้อมกับรีบปรึกษาหารือกับคนอื่นๆ ในกลุ่มทันที ก่อนจะเปิดประเด็นถามขึ้นอย่างเร่งด่วน
"มู่เยี่ยเจ้ารู้ไหมว่าทหารพวกนั้นเป็นกองกำลังจากราชวงศ์ไหน!?"
"ถ้าดูจากชุดและตราสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์เป็นของราชวงศ์ซือหม่าและราชวงศ์เทียนไห่" มู่เยี่ยครุ่นคิดเพียงครู่นึงก่อนจะเอ่ยตอบ
"หรือว่าทั้งสองราชวงศ์จะเข้าร่วมกับกองกำลังอสูร!?" หนิงเอ๋อร์ถึงกับปั้นหน้าเครียด
"แล้วถ้าเช่นนั้นราชวงศ์หวงหลงล่ะ!!" ไป๋หยุนเฟยถามอย่างมีหวัง
"พวกเราแค่ต้องฝ่าไปเพื่อข้ามผ่านช่องว่างมิติและทำการปิดตายไม่ใช่หรือ ทำไมต้องเป็นกังวลด้วย!?" หลิงเทียนถามขึ้นอย่างแปลกใจ ทั้งที่สภาพตัวเองไม่อาจขยับได้ด้วยซ้ำ
"เฮ้อ!! พี่สาวเล่าความจริงให้พี่ชายฟังเถอะคะ!!" เฮเมราส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
ทุกคนต่างจับจ้องไปทางเซียงเซียงทันที เพราะหากเป็นเช่นที่เฮเมรากล่าวมา แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่สู้ดีเกิดขึ้นแน่นอน เซียงเซียงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจเท่านั้น
"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าตั้งใจฟังให้ดี นับตั้งแต่ตำหนักวารีพิสุทธิ์ถูกกองทัพอสูรบุกจู่โจม ตำหนักอื่นๆ แดนเทพ พิภพมาร แดนนรก หุบเขามังกร รวมไปถึงโลกมนุษย์ก็ถูกโจมตีแทบจะพร้อมเพรียงกัน"
"พวกเราต้องกลับไปที่โลกเดี๋ยวนี้!!" หลิงเทียนแทบจะสูญเสียความเยือกเย็นไปทันที
"ใจเย็นก่อนหลิงเทียน เจ้าเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มนะ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวจริง ข้าก็ไม่เสียเวลามาหยุดอยู่ตรงนี้หรอกนะ" เซียงเซียงกล่าวเตือนสติ
"แล้วที่โลกเกิดอะไรขึ้นบ้างในเวลานี้" หนิงเอ๋อร์เองก็ร้อนใจเช่นกัน
"ตอนนี้ยังไม่ร้ายแรงเท่าไหร่นักเพราะตระกูลหลิงได้อพยพผู้คนจากหลายตระกูลและบุคคลากรสำคัญต่างๆ เข้าหลบภัยที่เกาะยูโทเปียทันการ และผู้นำประเทศอื่นๆ ก็ได้ทำที่หลบภัยไว้แต่เนิ่นๆ ถึงแม้จะโดนอสูรรุกรานจำนวนมาก แต่ก็เป็นเพียงกองทัพอสูรทั่วไป อสูรสังหาร อสูรเทวะ และอสูรนรกไม่กี่ตนที่เป็นผู้นำทัพเท่านั้น คนในโลกและตระกูลต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ยังพอรับมือได้ แม้จะมีการสูญเสียไปบ้างก็ตามที"
"ถ้าเช่นนั้นให้นิกซ์หรือเฮเมราคนใดคนหนึ่งกลับไปช่วยเหลือผู้คนที่โลกก่อนดีไหม" หลิงเทียนที่ประเมินสถานการณ์ ก่อนจะออกความคิดเห็น โดยที่เซียงเซียงได้แต่ส่ายหน้า
"เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่านามธรรมทั้งแปดเมื่ออยู่ในโลก จะเหลือพลังเพียงแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น"
"ถ้าเช่นนั้นหากจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างยกกองทัพไปถึงโลก จะเอาอะไรไปต่อต้านกันเล่า!?" หลิงเทียนเริ่มอัปจนหนทาง
"นี่หลิงเทียน หากเจ้าไม่อาจควบคุมสติได้ ก็เลิกถามมากได้แล้ว!!" เซียงเซียงตวาดขึ้นครั้งแรกอย่างเดือดดาล จนหลิงเทียนและกลุ่มถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
"อะ..อืม!!" หลิงเทียนตอบรับเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพยายามปรับอารมณ์ให้คงที่ ก่อนจะเริ่มถามอย่างใจเย็น "แล้วเจ้ามีแผนการใดต่อไปหรือไม่!?"
เซียงเซียงยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองทุกคนในกลุ่ม และเริ่มเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น จากการประเมินสถานการณ์คร่าวๆ
"จากที่เฮเมราให้ข้อมูลมาคือจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างยังมิอาจฟื้นคืนพลังได้ ฉะนั้นจึงได้เลือกปลุกนามธรรมขึ้นมาโดยหวังพึ่งใช้พลังของเทรดท์ เพื่อบิดเบือนมิติและออกจากมิติอนันตเวคิน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังมิยอมปรากฏตัวออกมา ส่วนเบต้านามธรรมบาปแห่งอารมณ์ ก็ใช้เพื่อการควบคุมผู้คนที่หลงในพลังอำนาจ ฉะนั้นทั้งสองราชวงศ์กับเผ่าครึ่งอสูรจึงได้กลายมาเป็นเครื่องมือของมัน และเหตุผลเดียวที่เป็นไปได้นั้นคือพลังของเจ้านั่นในเวลานี้ต้องอ่อนแอเป็นอย่างมาก ขนาดขุนพลอสูรทั้งสิบสองตนที่ออกมาเพื่อจับกุมตัวผู้ที่ครองพลัง ยังหลงเหลือพลังเพียงแค่ขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1-2 เท่านั้น และการที่จู่ๆ มันจงใจ เลือกที่จะจู่โจมทุกที่พร้อมๆ กันอาจเป็นเพราะต้องการตัดกำลังและเสาะหาตัวผู้ถือครองพลังของมัน"
"นั่นสินะ!! เรื่องง่ายๆ ทำไมเราถึงคิดไม่ได้กันนะ!!" หลิงเทียนได้แต่สบถในใจถึงความใจร้อนของตน ก่อนจะเริ่มคิดวิเคราะห์แล้วและเอ่ยถามขึ้น
"เซียงเซียงเจ้าคิดจะช่วยเหลือราชวงศ์หวงหลง และพาพวกนั้นไปที่โลกเพื่อเป็นกำลังเสริมป้องกันกลุ่มของพวกเรา จนกว่าจะเดินทางไปถึงตระกูลหลิงสินะ!!"
"ผิดแล้ว!! ไม่ใช่ปกป้องกลุ่มของพวกเรา แต่เป็นปกป้องเจ้าต่างหาก!!" เซียงเซียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เช่นนั้นพวกเราจะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ" หนิงเอ๋อร์เปิดประเด็นถามขึ้น
โดยที่สายตาของเซียงเซียงหันมองไปทางมู่เยี่ยเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเพราะเหตุผลหลักที่พานางมาด้วยนั้น ก็เป็นเพราะข้อมูลที่นางมีอยู่นั่นแหละ เหมือนมู่เยี่ยจะรู้สึกตัวนางจึงเรียกกระดาษหนังผืนใหญ่ออกมา และเริ่มวาดรูปแบบแผนผังภายในเมืองนภาหมอกคราม และเส้นทางเชื่อมต่อไปยังสามราชวงศ์ รวมไปถึงแผนผังในอาณาจักรฟ้าสวรรค์ที่ราชวงศ์หวงหลงปกครองอยู่
ทุกคนในกลุ่มถึงกับตกตะลึงในความสามารถของมู่เยี่ยเป็นอย่างมาก เพราะนางพึ่งได้รับมอบหมายให้ไปสืบข่าวของทั้งราชวงศ์ซือหม่ามาไม่นาน และไปตรวจสอบความแข็งแกร่งของอาณาจักรฟ้าสวรรค์ ไม่นานมานี้เองแต่กลับจดจำแผนผังและรายละเอียดของอาณาจักรได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกสติดังขึ้น
"เสร็จแล้วค่ะ!!" มู่เยี่ยที่ลงมือวาดแผนผังกล่าวขึ้น
"ที่เหลือก็คือจะจัดการตัวปัญหายังไงดีมากกว่า!!" เซียงเซียงที่พูดจบหันไปมองทางหลิงเทียน โดยมีสายตาของทุกคนมองตาม
หลิงเทียนที่เห็นสายของคนอื่นๆ มองมา ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจ และกล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่นัก
"ภารกิจครั้งนี้ให้เซียงเซียงเป็นคนตัดสินใจ ส่วนตัวข้าก็แล้วแต่เจ้าจะจัดการก็แล้วกันนะ!!"
"ตกลง ถ้าเช่นนั้นก็.........."
----------------------------------------------------------
ภายในอาณาจักรฟ้าสวรรค์
หลังจากที่เซียงเซียงได้หาที่หลบภัยชั่วคราวให้หลิงเทียนได้แล้ว เป็นถ้ำรกร้างขนาดไม่ใหญ่มากนัก แล้วให้หลิงเทียนเดินพลังรักษาตัวเองไป โดยให้เฮเมราคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนนางและกลุ่มคนที่เหลือต่างก็แยกย้ายไปเพื่อเสาะหาผู้มีชีวิตรอด และให้นิกซ์ใช้พลังออร่าแห่งความมืดปกคลุมตัวของพวกเขาทุกคน
เพื่อให้ไป๋หยุนเฟยและหนิงเอ๋อร์สามารถเร้นกายเข้าไปในเมืองได้ และช่วยเหลือคนที่ยังมีชีวิตรอดออกไปรวมกลุ่มกับหลิงเทียนในเขตชายป่า โดยเน้นว่าคนที่จะเข้าร่วมเดินทางในครั้งนี้ ต้องไม่เป็นภาระเด็ดขาด ส่วนเซียงเซียงกับมู่เยี่ยและนิกซ์จะลอบแฝงตัวเข้าไปในวัง เพื่อหาตัวองค์ราชาและขุนศึกคู่กายที่เหลือรอด มิเช่นนั้นจะไม่มีใครมาควบคุมกลุ่มคนที่รอดชีวิตได้
เมื่อไป๋หยุนเฟยกับหนิงเอ๋อร์ลอบเข้าเมืองมาได้ ก็พบว่ามีเพียงเศษซากของชีวิตชาวบ้านนับร้อยนับพัน นอนตายกันอย่างเกลื่อนกลาด ก่อนจะได้ยินเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วอาณาจักร จนแทบจะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนก่อนดี จนกระทั่งได้ยินเสียงต่อสู้กันทางด้านใจกลางเมือง เมื่อทั้งสองตัดสินใจได้จึงรีบมุ่งหน้าไปทางที่มีการต่อสู้ เพื่อสังเกตการณ์ในทันที
กลับมาทางด้านเซียงเซียงกับมู่เยี่ยและนิกซ์ หลังจากลอบเข้ามาในเขตพระราชฐานได้ กลับพบว่ามีเสียงการต่อสู้ดังขึ้นมาในส่วนของเขตพระราชฐานชั้นนอก ก่อนจะให้นิกซ์แผ่กระจายสัมผัสการตรวจสอบวงกว้าง และรับรู้ได้ว่าในส่วนของเขตพระราชฐานชั้นในนั้น ไร้ซึ่งเสียงของการต่อสู้กัน ทว่ากลับมีเสียงของใครบางคนกำลังพูดคุยเจรจาต่อรองกันอยู่ พวกนางจึงรีบมุ่งหน้าไปทางด้านนั้นทันที ด้วยความคาดหวังว่าอาจเป็นองค์ราชาของอาณาจักรฟ้าสวรรค์ก็เป็นได้
และก็ไม่ผิดไปจากที่คาดมากนักเมื่อเห็นองค์ราชาและขุนศึกคู่กายสี่คน กำลังโดนรุมล้อมอยู่โดยในมือของศัตรูนั้นมีเด็กชายและเด็กสาววัยประมาณ 15 ปีที่หน้าตาคล้ายคลึงกันซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นฝาแฝด
เซียงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะประเมินกองกำลังของศัตรู ที่มีอยู่สามสิบกว่าตนทั้งยังมีตัวประกันสองคน กับฝ่ายขององค์ราชาที่มีเพียงขุนศึกคู่กายที่เหลือรอดสี่คน ส่วนทหารคนอื่นๆ ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อสู้ ก่อนจะส่งเสียงผ่านลมปราณไปหามู่เยี่ย
"เจ้ารู้ไหมว่าเด็กสองคนนั้นที่เป็นตัวประกันเป็นใคร!?"
"ข้าเองก็ไม่แน่ใจมากนัก แต่พอมีข่าวลือออกมาบ้างว่า องค์ราชามีบุตรแฝดแต่ก็ไม่เคยมีใครพบเห็น และไม่เคยออกสู่สายตาสาธารณชนแม้แต่ครั้งเดียว" มู่เยี่ยตอบตามที่นางมีข้อมูล
"อืม!!" เซียงเซียงจับจ้องไปทางเด็กทั้งสองคน ก่อนจะใช้ทักษะเบิกเนตรราชันย์ ตรวจสอบดูก็พบว่าทั้งสองนั้น มีพลังในร่างกายที่เต็มเปี่ยมแต่กลับมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในร่าง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตและเส้นชีพจรติดขัด ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจราวกับรู้แล้วว่าจะทำอะไรต่อดี
"นิกซ์เจ้าสามารถฆ่าพวกมันทั้งหมดอย่างเงียบเชียบที่สุดได้หรือไม่!?" เซียงเซียงเอ่ยถามขึ้น
"แน่นอน!! พี่สาว" นิกซ์เองก็ตอบรับราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
"มู่เยี่ยงานของพวกเราคือช่วยเหลือเด็กสองคนนั้นให้ได้" เซียงเซียงกล่าวต่อทันที
"ค่ะ!!" มู่เยี่ยเองก็ตอบรับอย่างว่าง่ายเช่นกัน ทว่าพลันในใจนางกลับรู้สึกว่า ตัวนางเองนั้นอยู่ผิดที่ผิดทางหรือเปล่ากันนะ