จอมมารหนุ่มนอนเอกเขนกอย่างเบื่อหน่าย จิตใจว้าวุ่น เอาแต่คิดไปคิดมาเื่อภิเษกสมรสกับธิดาเซียนเื่นี้แท้จริงก็ออกจะด่วนตัดสินใจอย่างขาดสติไปสักหน่อย
นางเพียงแต่เหมาะสมและตราตรึงใจเขาเท่านั้น
“เยี่ยนเยี่ยน มีเื่กังวลใจหรือไร” หลิงหลิ่วเหว่ยเอ่ยถามพลางลอบมองอาการหมดอาลัยตายอยากของจอมมารไปด้วย เมื่ออยู่กับประมุขมารเพียงลำพังเขาสามารถเรียกขานกันอย่างเป็กันเองได้
“เหว่ยตี้ ข้ากังวลใจเื่แต่งงาน” หลิงหลิวเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางขบคิดคำนึง
มีเื่อะไรให้ต้องกังวลกันธิดาเซียนท่านนั้นกิริยาวาจาล้วนน่ามองน่าฟังทั้งสิ้นและนางก็มิได้ดูแคลนจอมมารเลย
“กังวลใจอย่างไร”
“ตอนที่ข้าสนทนากับนางเมื่อคราก่อน นางดูไม่ค่อยชอบใจข้านักข้ากลัวว่านางจะปฏิเสธ เ้าลองคิดดู หากนางปฏิเสธข้าคงมิใช่ว่ากลายเป็เื่น่าขำขันไปทั่วทั้งสี่ทะเลแปดดินแดนดอกรึ”
“อย่าได้กังวลไปเลย ระหว่างรอคำตอบท่านก็ไป์ชั้นฟ้าสักหน่อยเถิดแสดงความจริงใจ เผื่อนางจะใจอ่อน”
“อืม..ที่เ้ากล่าวมาก็มีเหตุผลเช่นนั้นพรุ่งนี้เลยแล้วกัน อ่อ..แล้วก็ดีดฉิน[1]ให้ข้าฟังทีข้าจะงีบพักสักหน่อย่ใกล้ค่ำค่อยปลุกข้าไปตรวจขุมนรก”
การตรวจขุมนรกและควบคุมโลกเบื้องล่างคือหน้าที่ของจอมมารผู้รักษาประตูเชื่อมระหว่างสามโลกนรก มนุษย์และ์หวังเยี่ยนจะต้องตรวจดูความเรียบร้อยใต้พื้นพิภพเดือนละครั้งหรืออาจมากว่านั้นตามดุลยพินิจหรือเหตุความเป็ไปแห่งอำนาจฟ้าดิน
“รับทราบขอรับ”ฉินเพลิงชั่วกัลป์ถูกเสกขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวจับสายดีดเป็ท่วงทำนองไพเราะดำดิ่งขับกล่อมลึกสู่นิทรา
หลิงหลิวเหว่ยเห็นประมุขมารหลับลึกลงไปแล้วถึงเก็บฉินแล้วจึงค่อยดึงผ้าห่มที่หลุดลุ่ยตรงปลายเตียงขึ้นมาห่มให้ กว่าจอมมารจะตื่นเห็นทีควรสั่งสาวใช้ให้อบขนมของโปรดและอุ่นชาไว้ให้หน้าที่ดูแลจอมมารคือหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของเขา จิตใจของจอมมารท่านนี้เปรียบดั่งปราการแข็งแกร่งแล้วอย่างไร แท้จริงเขาแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงไม่ว่าจะเป็เื่วุ่นวายในแดนโลกันตร์หรือ เื่ความขัดแย้งภายใน
หวังเยี่ยนได้รับการแต่งตั้งเป็ประมุขมารมาหลายแสนกว่าปีแต่ยังมิได้แต่งตั้งฮูหยินมาเป็ประมุขคู่กายคู่ใจอีกคนปัญหาข้อนี้บรรดาผู้นำและเสนามารเหล่าอื่นหลายท่านทั้งที่าุโกว่าและเพิ่งได้เลื่อนขั้นใหม่ต่างเรียกร้องจึงทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นแม้ว่าหวังเยี่ยนจะยังควบคุมได้ก็ตามแต่กระนั้นยังน่ากังวลอยู่ไม่น้อย
ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มและซุกซนฉะนี้กลับยังมีเื่ให้คิดไม่ตกมากมายน่าเห็นใจ
วัง์
เมื่อถึงเวลานัดหมายเข้าพบเทียนจวิน เจรจาเื่ตบแต่งให้สิ้นเื่สิ้นราวแม้จะประวิงเวลาอยู่นานก็เถิดครั้งนี้คงได้เจอกับหนานอี้หรงเซียน เทียนโฮ่วไร้คุณธรรมผู้นั้น
“ไม่เจอกันนานหลายแสนปี เป็เช่นไรบ้างเสี่ยวจิ้ง” ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มที่มุมปาก ทั้งยังรินชาเอาอกเอาใจเทียนจวินใบหน้าแสนสวยสมกับที่มาจากเผ่าจิ้งจอก เห็นชัดว่านางเสแสร้ง แค่เเสร้งพูดดีเท่านั้น
“กรุณาเรียกข้าว่าเฟิงจางจิ้งเซียนด้วยเถิด ข้าอยู่ดีมีสุขไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรทำให้มารดาของปวงเซียนเป็ห่วงแล้วครั้งนี้มีเื่สำคัญต้องปรึกษาเทียนจวินหวังว่าท่านจะไม่สอดมือมายุ่ง”
ถ้อยคำสุภาพแต่ร้ายกาจของนางทำเอาหนานอี้หรงตะลึงงัน พูดไม่ออกได้แต่ฝืนระบายยิ้ม แต่ไหนไรมาเฟิงจางจิ้งมักจะค่อนแคะนางมาตลอดวันเวลาผ่านมาขนาดนี้ นางก็ยังคงไม่ปล่อยวาง ต้นตอของความเกลียดชังก็มิใช่ว่านางไม่รู้ต่างคนต่างอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
“อืม งั้นเราไปคุยที่ริมระเบียงแล้วกัน อากาศดีนักให้เ้าได้ชมแสงจันทร์ด้วย”
คนกลางอย่างเขาจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อเสี่ยวจิ้งไม่ค่อยชอบหน้ากับหนานอี้หรงเซียนเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเขาเองก็ไม่ใช่จะรักใคร่นางปานนั้นหากแต่เพราะทางเผ่าจิ้งจอกอยากให้ตบแต่งกันเพื่อให้หนานอี้หรงเซียนได้ขึ้นเคียงบัลลังก์เป็เทียนโฮ่วเมื่อพูดถึงความเหมาะสมแล้วเขาจึงไม่สามารถขัดอะไรได้
เฟิงจางจิ้งเดินไปทางริมระเบียงแต่โดยดี มองแสงจันทร์สาดทอท่ามกลางความเงียบงัน ณเวลานี้มีเพียงแค่นางกับพี่ชายที่ห่างหายกันมานานเท่านั้นละทิ้งลำดับเซียนลงชั่วครู่ นึกถึงเื่ราวที่ผันผ่านอดไม่ได้ที่จะกล้ำกลืนฝืนกลั้นขมวดอารมณ์บางอย่างระบายออกมา ในหัวเอาแต่นึกถึงคนอีกคนที่ต้องทุกทรมานด้วยต้องอาญา์
“ท่านพี่แลดูมีความสุขกับหนานอี้หรงเซียนเหลือเกิน ไม่ทราบว่าท่านพี่เคยคิดถึงคนผู้นั้นบ้างหรือไม่” เฟิงจางจิ้งเป็ฝ่ายเปิดปากเอ่ยขึ้นก่อนบางสิ่งที่ยังค้างคาซึ่งทำให้นางหนีหายอยู่ในหุบเขาสิ้นชีวามาหลายปี วันนี้ถึงคราวต้องทวงคืนให้คนผู้นั้นแล้ว
เมื่อไม่มีถ้อยคำใดตอบกลับจึงถามต่ออีกประโยคไม่ว่ายังไงจะต้องเค้นความจริงจากหัวใจเขาออกมาให้ได้
“หรือท่านพี่ลืมนางไปแล้ว…”
คนผู้นั้นที่ข้าพูดถึงไม่ใช่ใครที่ไหน นางคือ'ผานเยว่ถิง' สตรีเซียนท่านหนึ่งที่หลงรักท่านพี่หมดหัวใจและเขาก็เคยตอบรับมันมาก่อนที่จะแต่งงานกับหนานอี้หรงเซียนเสียอีก ด้วยเหตุนั้นถึงข้าไม่เอ่ยนามท่านพี่ย่อมต้องรู้แน่ว่าข้าหมายถึงใครนางเป็สตรีผู้เดียวที่ยอมพลีทุกอย่างละทิ้งชีวิตซึ่งต้องนั่งเบื้องบัลลังก์ในฐานะบุตรีผู้นำเผ่าหงสาทั้งมีเกียรติยศอำนาจวาสนามากกว่าจะเป็รองใคร ใครจะคิดว่าสุดท้ายการตัดสินใจเข้ามาเป็สนมของเทียนจริงจะทำให้ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในคุกน้ำแข็งผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ไม่รู้ว่าเป็เช่นไร เดียวดายเพียงไหน
“คิดถึงสิ...พี่จะลืมลงได้อย่างไร ก่อนเอ่ยถึงเื่นั้นพูดเื่สำคัญของเราก่อนเถิด”
ดวงตาสีนิลทอดมองดวงจันทร์ตรงหน้า เขาไม่อาจลืมนางผู้นั้นซึ่งถูกสลักลึกไว้กลางใจแต่เขาละอายใจเหลือเกินหากต้องเอ่ยถึงเื่นี้
“เสี่ยวจิ้งเ้าคิดอย่างไรกับเื่แต่งงานเ้าพึงใจในตัวหวังเยี่ยนบ้างหรือไม่ ขอเพียงเ้าเอ่ยปากพี่จักไม่บังคับ”
“ข้ายังรู้จักเขาไม่ดีพอข้าอยากจะรู้จักเขาให้มากกว่านี้สักหน่อยแต่ข้ามิได้รังเกียจเขาดอก” ดวงตาสีมุกดำไหววูบ จู่ ๆก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระส่ำขึ้นมาเมื่อนึกถึงน้ำเสียงและถ้อยคำเ้าเล่ห์นั่น
“อืม ฐานะของเขาไม่ธรรมดา มีเกียรติ ในเมื่อเ้ามิได้รังเกียจเช่นนั้นคำตอบ…”
“เื่นี้ข้าแล้วแต่ท่านพี่จะเห็นสมควรข้าอยากไปเยี่ยมผานเยว่ถิง” เฟิงจางจิ้งเอ่ยตัดบท
แม้ท่านพี่จะเอ่ยว่าไม่บังคับ ขอเพียงเขาอ้าปากข้าก็รู้หมดแล้วว่าเขาคิดเช่นไร
“อีกไม่นานหรอกเสี่ยวจิ้งเ้าจะได้พบกับนางอย่างแน่นอน”
เพราะอีกไม่นานเกินรอ..ผานเยว่ถิงจะถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกน้ำแข็งและเขาก็ไม่รู้จะสู้หน้านางอย่างไรในเมื่อนางสละตัวตนให้เขา แต่เขากลับไม่ใยดีนางแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าก็จะรอ”
“ภายใน 7 วันข้างหน้า พี่จะตอบตกลงและส่งสาส์นสู่แดนโลกันตร์ครั้งนี้ถือเป็การแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ด้วยจึงต้องจัดงานเอิกเกริกสักหน่อยทั้งเซียนและเหล่ามารต่างต้องเข้าร่วมพี่ทราบมาว่าเ้าปลีกวิเวกไปนานและอาจไม่ชินกับคนหมู่มาก อีกทั้งพี่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับธรรมเนียมของทางฝ่ายนั้นเท่าใดนักหากตอบตกลงไปแล้วไม่อาจคืนคำได้นะเสี่ยวจิ้ง”
ไม่ผิดเลย เขาตอบตกลงแทนข้าไปนานแล้ว
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนสายสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเขาคงไม่มีวันกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีกแล้ว
“เสี่ยวจิ้งน้อมรับบัญชาเพคะ”
เมื่อพูดคุยเื่สำคัญเรียบร้อยจึงสนทนาธรรมไปจนถึงเื่ทั่วไปใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ฟังมาว่าหลังจากปีนั้นที่หนานอี้หรงเซียนสั่งขังผานเยว่ถิงและท่านพี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็ประมุขเซียนภายหลังเกิดข้อพิพาทกับเผ่าหงสาขึ้น
เดิมไม่มีใครรู้มาก่อนว่าแท้จริงแล้วฐานะของผานเยว่ถิงก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกันความจริงแล้วนางคือเ้าหญิงคนเล็กของประมุขเผ่าหงษา แต่การจะปล่อยตัวผานเยว่ถิงออกมานั้นจำเป็ต้องรอเวลาไม่สามารถปล่อยออกมากลางคันได้เพราะคำสั่งขังได้ถูกจารึกลงในแท่นพิพากษาจารึก์[2]แล้วจนกระทั่งตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าหงษาและเผ่าัของนางจึงไม่สู้ดีนัก
ระหว่างที่กำลังเดินออกจากตำหนักต๋าเทียนกง นางเดินผ่านเทียนโฮ่วร้ายกาจท่านนั้นฝีเท้าที่กำลังก้าวออกไปหยุดนิ่งลงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย้ยหยันก่อนเอ่ยวาจาร้ายกาจออกมา
วาจาที่แทบไม่อยากเชื่อว่าหลุดออกมาจากปากเทียนเสินผู้เป็ถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์
“ท่านก็ระวังตนให้ดีเถิด พรางเป็เทพแสร้งเป็ผี[3]สักวันหนึ่งพี่ข้าคงดูออก”
เฟิงจางจิ้งกล่าวไว้เพียงเท่านั้นแล้วก้าวเดินออกไปอย่างสำรวมคงความสง่างามได้น่าเกรงขามยิ่งกลายเป็สาวใช้คนใหม่ที่อดจะตื่นเต้นไปไม่ได้นางเพิ่งเคยเห็นสตรีเซียนเผยความร้ายกาจออกมาเป็คราแรก
เมื่อพ้นจากพระพักตร์ของนางจิ้งจอก จื่อจิงรอจังหวะจะได้คุยกับนายหญิงถึงเหตุการณ์เมื่อครู่พอประสบโอกาสจึงเอ่ยออกมอย่างออกรสออกชาติ
“ข้าเพิ่งเคยเห็นท่านหญิงเซียนวางมาดเหมือนพญามารก็คราวนี้คล้ายท่านประมุขมากเ้าค่ะคิดไม่ถึงว่าวัง์จะมีเื่ทำนองนี้เกิดขึ้นด้วย”
คล้าย? คล้ายอย่างไรประมุขมารท่านนั้นดวงตาสีแดงประกายงดงามก็จริงแต่ดุ ดุเหลือเกิน บางครั้งนางยังนึกกลัว จะพูดอย่างไรดีชายคนนั้นมีความน่ากลัวในความงดงามเช่นนั้น ทว่า ข้าบริสุทธิ์พูดได้ว่าขาวบริสุทธิ์ดั่งหยกขาวอย่างแน่นอน!
“ข้าจะเป็พญามารได้อย่างไรกัน ข้าเป็เทพเซียนเซียนแท้ ๆ แต่กำเนิดเชียวล่ะ”
ข้าดีดหน้าผากจื่อเออร์เบาเบาแต่เมื่อแต่งออกไปแล้วจะกลายเป็พญามารหรือไม่คงต้องพินิจพิเคราะห์กันอีกที
คนเราไม่มีวันเหมือนเดิมไปตลอดกาล กาลเวลาเปลี่ยนไป สิ่งรอบกายไม่เหมือนเดิมนิสัยใจคอและจิตใจย่อมต้องผันแปรไปด้วยเช่นกัน ทุกอย่างล้วนเป็สัจธรรม
ครั้นเมื่อกลับมาถึงห้องก็ผลัดผมชำระล้างร่างกายจนสบายตัวพลางคิดเื่บทสนทนาวันนี้แม้ไม่อาจคืนคำได้นางก็ไม่คิดจะคืนคำอยู่แล้ว ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกลับเห็นดอกอวี้หลันกลีบม่วงพลิ้วไหวนางเพิ่งสังเกตเห็นดอกอวี้หลันในยามราตรีนั้นงดงามไม่น้อยแต่กระนั้นกลับมีนกกระเรียนสีทองบินมาแต่ใดไม่ทราบเมื่อมองอีกครั้งจึงเห็นว่ามันไม่ใช่นกเรียนของจริงแต่เป็เพียงกระดาษเท่านั้น นกกระเรียนกระดาษสีทองค่อยค่อยโรยตัวลงมาอย่างสง่างามบนฝ่ามือเล็กนางมองอย่างสงสัยอยู่นานจนกระทั่ง…
“นั่นกระเรียนทองกระดาษหรือเ้าคะ”
“เ้ารู้จักสิ่งนี้หรือ”
“นกกระเรียนทองกระดาษเป็การส่งจดหมายลับของแดนโลกันตร์เ้าค่ะหากยังไม่ถึงมือเรานกกระเรียนทองจะเสมือนจริงมากแต่ถ้าหากตกสู่มือเราแล้วก็จะกลายเป็เพียงนกกระเรียนทองกระดาษธรรมดาเ้าค่ะลองเปิดอ่านดูสิเ้าคะ”
“เช่นนั้นเอง ข้าเข้าใจแล้ว”
ข้าค่อยคลี่นกกระเรียนทองกระดาษออกมาช้า ๆ กลิ่นหอมของบางอย่างกำจายออกมาที่แท้มีถุงหอมกลิ่นหอมรัญจวนติดมาด้วย ก่อนนี้เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนแล้วแต่กลับนึกไม่ออกว่าคือกลิ่นหอมของอะไร
“ถุงหอมนี้คล้ายถุงหอมจอมมารมากเพคะ”
ถุงหอมสีแดงประดับด้วยลวดลายคล้ายวิหคเพลิงฟื้นขึ้นมาจากเถ้าธุลีนางไม่เคยสังเกตถุงหอมของจอมมารจึงไม่ทราบมาก่อนแต่ให้ถุงหอมนางเช่นนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรได้อีก?
“ถุงหอมจอมมาร?”
“เ้าค่ะ จอมมารท่านชอบทำอะไรด้วยตนเองเสมอแม้แต่ถุงหอมท่านไม่เคยเกี่ยงว่าเป็งานของสตรีกลับเป็คนลงมือทำด้วยตนเองเสียทุกครั้งไป”
“ทำเองงั้นหรือ”นางรำพึงรำพันกับตนเองเสียงเบา ทำถุงหอมมิใช่งานง่าย ๆ สำหรับบุรุษเพศ ความตั้งใจนี้นางรับไว้แล้ว
เฟิงจางจิ้งรู้ความหมายดีว่าการให้ถุงหอมกันมีความหมายอะไรแอบแฝง เขาเพียง้าบอกว่ามีใจให้นางกุมหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำร้องเรียกอยู่ในอกเป็จังหวะ ก่อนแขวนถุงหอมถุงนั้นไว้ข้างตัวแล้วเปิดอ่านจดหมายลับที่เขาแนบมา
“พรุ่งนี้ยามซื่อมาพบข้าที่สระมรกตเหลียนไห่นอกจากถุงหอมนี้ข้ายังมีชาอยากให้เ้าได้ลิ้มลอง หวังว่าท่านเซียนจะเมตตาและไม่ปฏิเสธข้า(หวังเยี่ยนจวิน)”
ลายมือหวัด ๆ เป็เอกลักษณ์ในจดหมายเป็ลายมือของหวังเยี่ยนแน่นอนแต่ไม่คาดคิดเลยว่าประมุขมารท่านนั้นจะทำเช่นนี้เป็กับเขาด้วย
อย่างนั้นข้าควรไปพบหรือไม่ไปพบเขา…
[1] พิณจีนโบราณชนิดหนึ่ง มี 7 สาย
[2] เซียนที่ต้องโทษจะถูกจารึกไว้บนแท่นนี้และไม่มีวันถูกปลดจนกว่าจะครบกำหนด
[3]หมายถึง ลิงหลอกเ้า หรือ เล่นละครตบตา