หลังจากชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องแห่งความยินดีจากผู้คนในค่าย ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังฉลอง อาคิระกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาในใจ—ความกังวลที่กัดกินความสุขในห้วงเวลาสำคัญนี้ เขายืนอยู่ริมขอบสนามรบ สายตามองไปยังซากหุ่นยนต์ที่กระจัดกระจายเต็มพื้นที่ ราวกับต้องการหาเบาะแสหรือคำตอบจากเศษซากเหล่านั้น
ยูเอะมองเห็นพี่ชายที่ยืนเงียบอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย เธอเดินเข้าไปหา จับสังเกตได้จากสีหน้าของเขาที่ดูไม่เหมือนผู้ชนะ “พี่ไม่ดีใจเหรอคะ…หรือกังวลอะไรอยู่?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
อาคิระสะดุ้งเล็กน้อยกับคำถามนั้น เขาหลบสายตายูเอะก่อนจะเดินออกมาจากฝูงชน ยูเอะตามเขามาโดยไม่พูดอะไรจนกระทั่งเขาหยุดเดินและถอนหายใจยาว “ดีใจสิ…” เขาตอบทั้งที่ยังมองไปยังพื้นดิน “แต่พี่แค่กังวลว่าครั้งต่อไป…เราอาจไม่มีแผนที่ดีพอจะรับมือ พี่คิดแผนนี้ออกในนาทีสุดท้าย และมันอาจเป็นแผนที่ดีที่สุดที่เรามีแล้ว…แต่เซคทาวไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เราเอาชนะเขาได้ง่ายๆ”
ยูเอะเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าเธอสะท้อนความตกใจ แต่เธอรีบซ่อนมันไว้ กลัวว่าหากคนอื่นรู้ พวกเขาอาจหมดกำลังใจ เธอทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆ และเดินตามอาคิระกลับไปยังค่าย
หลังจากบรรยากาศเฉลิมฉลองผ่านพ้น ทีมเริ่มออกสำรวจพื้นที่สนามรบ เศษซากหุ่นยนต์กระจัดกระจายไปทั่ว บ้างเป็นชิ้นส่วนเกราะที่พังยับ บ้างเป็นแขนกลที่ถูกแรงระเบิดฉีกขาด ขณะที่ทุกคนกำลังตรวจดูสถานการณ์โดยรอบ เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้น “แกร่ก…” ทุกคนหยุดชะงัก หันมองไปยังจุดที่เสียงนั้นดังมา
ทหารไซบอร์กคนหนึ่งค่อยๆ คลานออกมาจากซากเหล็ก ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน และดวงตาฉายแววหมดแรง แม้ส่วนใหญ่ร่างกายของเขาจะถูกเปลี่ยนเป็นโลหะ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังดูเป็นมนุษย์ชัดเจน เกราะใสบริเวณหน้าอกเผยให้เห็นกลไกชีวภาพที่เต้นช้าๆ ราวกับเครื่องจักรกำลังจะดับ “พวกเรายอมจำนน…ช่วยเราด้วย” เขาพูดด้วยเสียงแหบแห้ง ก่อนจะล้มลงไปกับพื้น
อาคิระเหลือบมองทีมของตัวเอง แต่ละคนมีสีหน้าตึงเครียด พวกเขาหันมามองเขาเหมือนรอคำสั่งสุดท้าย อาคิระเบือนสายตาไปยังโอซิริสที่กำลังเดินตรงมา สีหน้าเธอเรียบนิ่ง แต่แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
“จากการคำนวณ…” โอซิริสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับเครื่องจักร “ควรกำจัดพวกเขาเพื่อลดความเสี่ยง…แต่หัวใจฉันบอกให้ช่วย ฉันไม่รู้ต้องเลือกทางไหน คุณช่วยตัดสินใจให้หน่อยได้ไหม อาคิระ” น้ำเสียงที่ดูเหมือนคำสั่ง แต่เต็มไปด้วยความสับสนในตัวเอง ทำให้อาคิระรู้ว่าแม้แต่โอซิริสก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้
อาคิระหันไปมองยูเอะ “พวกเขายังมีพลังคาออสเหลืออยู่หรือเปล่า?” เขาถามเสียงเรียบ
ยูเอะพยักหน้า หรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะใช้เนตรดาราส่องดูเหล่าไซบอร์กที่นอนเรียงราย “พวกเขามีอยู่ค่ะ แต่เบาบางลงแล้ว ถ้าชำระล้างพลังที่เหลือก็พอจะช่วยพวกเขาได้ค่ะ” เธอรายงานด้วยน้ำเสียงมั่นคง
อาคิระหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดในหัว ก่อนจะเปิดเปลือกตาและพูดชัดเจน “ชำระล้างพวกเขาก่อน แล้วจับเป็นเชลยไว้…เรื่องอื่นไว้ตัดสินใจทีหลัง” เขาหันไปมองทีมที่เหลือ และเริ่มแจกแจงหน้าที่ “มิเรลกับดราโก้ เคลียร์พื้นที่เพื่อช่วยเหลือ ผมกับยูเอะดูแลการชำระล้าง โอซิริสเตรียมพื้นที่สำหรับเชลย อีลิน่าจัดเวรยาม เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นจุดอ่อนของเรา เข้าใจไหม?”
เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงมือช่วยเหลือทหารไซบอร์กที่ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าพวกเขาจะรอดมาได้ แต่สภาพของพวกเขาดูสิ้นหวังเกินกว่าจะต่อสู้ได้อีก
พวกเราพาพวกเขากลับมาที่ค่าย แม้จะถูกระบุว่าเป็นเชลยศึก แต่พวกเราก็ไม่ปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไร้มนุษยธรรม อาหารและน้ำถูกจัดเตรียมไว้ แม้พวกเขาจะเป็นครึ่งจักรกล แต่พลังงานของพวกเขายังต้องพึ่งพาอาหารแบบมนุษย์ทั่วไปอยู่ดี
ภาพที่เห็นทำให้ทีมของเราอดสะเทือนใจไม่ได้—เหล่าทหารไซบอร์กที่ดูแข็งแกร่งในสนามรบ ตอนนี้กลับนั่งกินอาหารง่ายๆ อย่างเงียบงัน บางคนถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม ราวกับว่าอาหารตากแห้งที่เราให้เป็นสิ่งหรูหราที่สุดในชีวิตของพวกเขา ยูเอะนั่งลงข้างพวกเขา พูดด้วยเสียงใสและอบอุ่นที่เหมือนแสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านเมฆหมอก “ไม่เป็นไรนะคะพวกพี่ๆ อาหารแห้งนี่อร่อยใช่ไหมคะ? ถ้าได้ไปกินสดๆ ที่อันดีน พวกพี่จะเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยค่ะ”
คำพูดนั้นดูเหมือนจะทำให้พวกเขาหลุดจากความเงียบงัน ใบหน้าที่เคยแข็งกระด้างเริ่มอ่อนโยนขึ้น บางคนถึงกับหัวเราะเบาๆ กับคำพูดที่มีชีวิตชีวาของยูเอะ เสียงของเธอเหมือนน้ำเย็นที่รินลงบนดินแห้งผาก ทันใดนั้น ทหารไซบอร์กคนหนึ่งที่ดูมีอายุมากกว่าคนอื่นเงยหน้าขึ้นมองเธอ “เธอชื่อยูเอะใช่ไหม?” เขาถามเสียงแผ่ว “ช่วยเล่าอะไรให้ฟังหน่อยได้ไหม…แค่อยากได้ยินเสียงเธอ”
ยูเอะเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “เรื่องอะไรก็ได้เลยเหรอคะ?” เธอถามกลับ
“ใช่ อะไรก็ได้เลย” ทหารไซบอร์กตอบอย่างจริงใจ “ขอร้องล่ะนะ”
ยูเอะมองไปยังอาคิระก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้ เธอลุกขึ้น เดินไปหาโต๊ะกับเก้าอี้มานั่งพร้อมกับหยิบโฮโลแกรมของโอซิริสมาใช้ เธอยิ้มหวานให้ทุกคน “โอซิริสคะ ช่วยหมุนแผนที่ให้หน่อยนะคะ” โอซิริสตอบสนองทันที และภาพแผนที่โลกของพวกเราก็ปรากฏขึ้นในอากาศกลางวงสนทนา
ทุกคนในค่ายเริ่มหาที่นั่งรอบๆ บ้างนั่งกับพื้น บ้างยืนพิงกำแพง ยูเอะเริ่มเล่าเรื่องการผจญภัยของพวกเรา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอพบอาคิระ ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ดราฟต์ คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรักที่มีต่อพี่ชาย ทำให้อาคิระที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังต้องหลบสายตาเล็กน้อยด้วยความเขิน แต่เขาไม่ได้หยุดฟังสักคำ
บางช่วงของเรื่องราวทำให้ทุกคนลุ้นระทึก โดยเฉพาะเมื่อยูเอะเล่าถึงฉากที่สิงโตเพลิงฟันภูเขาไฟจนแหว่งหายไปส่วนหนึ่ง หรือฉากที่ปืนใหญ่ขององค์หญิงนากาเรียแหวกน้ำทะเลเป็นทางกว้าง เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบวง คนฟังแทบจะหยุดหายใจตาม แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดจบขององค์หญิงนากาเรีย หลายคน—รวมถึงคนที่มักเก็บอารมณ์เก่งอย่างดราโก้และอีลิน่า—ต้องปาดน้ำตา
“เรื่องต่อไป…” ยูเอะพูดพลางหยุดพักหายใจเล็กน้อย ทหารไซบอร์กคนเดิมก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เธอร้องเพลงด้วยใช่ไหม? ช่วยร้องเพลงให้ฟังบ้างได้ไหม…แบบบทสวดที่เธอเคยร้องให้ชาวบ้านก็ได้”
ยูเอะหัวเราะเบาๆ พลางลูบท้องตัวเอง “แต่ว่าหนูหิวแล้วค่ะ…เดี๋ยวร้องให้ฟังหลังทานมื้อกลางวันนะคะ”
คำพูดของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับกลายเป็นความผ่อนคลาย ชาวไซบอร์กที่เคยเป็นศัตรูเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กลับมานั่งร่วมวงสนทนาอย่างสงบสุข ราวกับว่าพวกเขาได้ลืมความเจ็บปวดและพันธนาการแห่งสงครามไปชั่วขณะ
หลังจากที่ยูเอะทานอาหารจนเรียบร้อย อาคิระก็เดินไปหยิบกลองแบบง่ายๆ ขณะที่มิเรลนำพิณของเธอมาจัดวางพร้อม อีลิน่าช่วยตรวจเช็กอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่โอซิริสจะเปิดไฟโฮโลแกรมสร้างเอฟเฟคแสงสีอ่อนโยนในมุมหนึ่งของห้อง เสียงพูดคุยเบาๆ เริ่มซาลงเมื่อทุกคนรู้ว่าการแสดงกำลังจะเริ่ม
เสียงพิณของมิเรลเริ่มบรรเลง ท่วงทำนองแผ่วเบาแต่ทรงพลัง บวกกับเสียงกลองจังหวะสม่ำเสมอที่อาคิระค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงร้องของยูเอะดังขึ้น ราวกับสายน้ำที่ไหลลึกแต่แสนอบอุ่น เธอร้องเพลงบทหนึ่งที่เคยใช้ปลอบชาวบ้านในยามทุกข์ยาก ท่ามกลางบรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความเครียดและเศร้าหมอง เสียงเพลงนั้นกลับทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้รับพลังชีวิตใหม่
เหล่าทหารไซบอร์กที่เคยนั่งเงียบสงบ บัดนี้น้ำตาไหลอาบแก้ม แม้บางคนจะพยายามปิดบังความรู้สึก แต่แววตาที่ทอดมองมาที่ยูเอะก็สะท้อนถึงความรู้สึกบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมานาน บางคนหลับตา บางคนพึมพำคล้ายจะร้องตามเสียงเพลง แต่ในช่วงเวลานี้ พวกเขาไม่ใช่ทหารไซบอร์กไร้หัวใจที่เคยต่อสู้กับเรา พวกเขาคือคนธรรมดาที่กำลังหลงใหลในเสียงดนตรี
เมื่อเสียงเพลงจบลง เสียงปรบมือดังสนั่นห้อง รอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณถูกส่งมาที่ยูเอะและมิเรล วัลลี่เองที่นั่งฟังอยู่มุมห้องก็ดูจะพอใจจนส่งเสียงชมเบาๆ ขณะที่ทหารไซบอร์กคนเดิมที่ขอให้ยูเอะร้องเพลง ยืนขึ้นประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าตัดสินใจแล้ว…จะเดินเคียงข้างน้องยูเอะตลอดไป!”
เสียงของเขาทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ ยูเอะและทีมของเราหันมามองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่คิดว่าเพียงเสียงเพลงจะเปลี่ยนใจพวกเขาได้ถึงขนาดนี้
“จะย้ายข้างได้หรอ? เราถูกฝังชิพนะ ถ้าเซคทาวชัตดาวขึ้นมา พวกเราตายเลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มไซบอร์ก
“ใช่ๆ นายพร้อมจะเอาชีวิตมาเสี่ยงเลยหรอ?” อีกเสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้น
ทหารไซบอร์กคนเดิมกลับตอบอย่างหนักแน่น “แล้วดูสิ่งที่เซคทาวทำกับเรา เขาฟันตึกทิ้งโดยไม่สนใจว่าจะหล่นใส่พวกเราไหม? เขาเห็นพวกเราจมอยู่ในกองไฟกลับไม่สั่งให้เราหนี แต่ดันปล่อยให้เราเดินลุยไฟไปแบบคนไร้สติไร้หัวใจ เขาไม่แคร์อะไรพวกเราเลย เขาเห็นเราเป็นของใช้แล้วทิ้ง ด้อยประสิทธิภาพเหมือนพวกหุ่นยนต์ไร้ค่าพวกนั้น!”
เขาหยุดหายใจลึกแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย แต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคง “สำหรับข้า ข้าเกิดใหม่จากกองเพลิงนั้น และข้าสาบาน…ชีวิตนี้จะขอรับใช้คุณหนูยูเอะด้วยความภักดี! ถ้าใครสนใจจะเข้าร่วมก็ตามมา ถ้าใครไม่สน ฉันก็ไม่บังคับ สิทธิ์ในชีวิตพวกนาย พวกนายต้องเลือกเอง”
คำพูดของเขาสะท้อนความจริงที่พวกเขาเผชิญ แววตาของเขาแสดงความจริงใจและความตั้งใจอย่างไม่มีใครปิดบังได้ อาคิระมองเขาด้วยความชื่นชมเล็กๆ ในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร ดราโก้กลับเป็นคนที่ก้าวเข้าไปหาเขาอย่างเต็มที่
“หัวใจนายมันได้ว่ะเพื่อน ยินดีต้อนรับนะ!” ดราโก้พูดพร้อมยกมือโอบไหล่เขา เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มไซบอร์กคนอื่นๆ
หลังจากนั้น เหล่าทหารไซบอร์กก็เริ่มพากันถกเถียงกันเสียงเบา บ้างตัดสินใจเข้าร่วมกับเรา บ้างยังลังเล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบ่ายนี้คือปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เพียงแค่เสียงเพลงธรรมดาๆ จากเด็กสาวคนหนึ่ง กลับกลายเป็นประกายเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงหัวใจของพวกเขา
เหมือนกับผีเสื้อตัวน้อยที่กระพือปีกเพียงเบาๆ แต่ส่งผลกระทบถึงทั้งโลก ความหวังใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของสงคราม