>
“ฝูงนกบินหายไปในฟ้ากว้าง...
เมฆโดดเดี่ยวลอยล่วงลับตา...
นั่งจ้องมองเขาจิ้งถิงไม่นึกเบื่อ
เพราะมีเพียงขุนเขาที่เข้าใจข้า”
>
สุ้มเสียงกังวานใสของลู่ชิงดังสะท้อนก้องไปตามชะง่อนผา บทกวีของหลี่ไป๋ถูกเอ่ยออกมาอย่างถูกจังหวะจะโคน ท่ามกลางภาพทิวเขาสลับซับซ้อนที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งมังกรยักษ์สีเขียวทะมึนที่กำลังนอนหมอบราบอยู่ภายใต้ผืนฟ้ากว้าง ลู่ชิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าแก่สีน้ำตาลหม่น ขยับสายบังเหียนเบาๆ พลางทอดสายตามองความอลังการของธรรมชาติด้วยความตระการตา
เส้นทางสายนี้ขรุขระและแปลกใหม่สำหรับเขานัก มันไม่ใช่ถนนดินราบเรียบในเขตอำเภออันเล่อที่เขาคุ้นเคย แต่เป็นทางแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชันและเหวลึกที่มีสายหมอกอ้อยอิ่งอยู่เบื้องล่าง ทุกครั้งที่ม้าแก่ย่างเท้าลงบนกรวดหิน ลู่ชิงจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านขึ้นมา ราวกับเขากำลังสัมผัสกับชีพจรของแผ่นดินจริงๆ
“เจ้าม้าแก่เอ๋ย... เจ้าเองก็คงไม่เคยเห็นสระน้ำใสกระจกกลางหุบเขาเช่นนี้มาก่อนกระมัง?” เขาพึมพำพลางลูบแผงคอของมัน แววตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายระยิบระยับเมื่อเห็นหมู่มวลบุปผาป่าหลากสีที่แทรกตัวขึ้นตามซอกหิน ความงามที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งนี้ทำให้ใจของเขาสงบนิ่ง จนแทบจะลืมเลือนความวุ่นวายในตงหยางไปชั่วขณะ
ทว่าในความรื่นรมย์นั้น กลับมีเสียงฝีเท้าจากม้าอีกตัวที่ก้าวตามมาอย่างสม่ำเสมอ
ฉินอวี้ ขี่ม้าตามหลังมาในระยะที่พอดิบพอดี ดวงตาคมกริบของเขามิได้จับจ้องที่ความงามของหมู่เมฆหรือบทกวีที่ลู่ชิงร่ายขาน แต่กลับกวาดมองไปตามพุ่มไม้และซอกหลืบของขุนเขาด้วยสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่ครั้งที่เขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยที่ต้องแบกกระบี่เดินตามหลังอาจารย์รอนแรมไปทั่วแผ่นดิน
สำหรับฉินอวี้ เส้นทางที่ตื่นตาของลู่ชิง คือ ‘ชัยภูมิ’ ที่ต้องเฝ้าระวัง
เขาเคยผ่านหุบเขาที่หนาวเหน็บกว่านี้ เคยนอนกลางดินกินกลางทรายในป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและกับดักของศัตรู ประสบการณ์หลายปีที่ติดตามอาจารย์ผู้เข้มงวด ทำให้เขารู้ดีว่าภายใต้ความงามของทิวเขามักซ่อนเร้นภยันตรายเอาไว้เสมอ
เขามองแผ่นหลังของลู่ชิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน ใจหนึ่งก็นึกเอ็นดูในความสุนทรีย์ของอีกฝ่าย แต่อีกใจหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะระแวดระวังแทน
“พี่ลู่... เส้นทางเบื้องหน้าดูเหมือนม่านหมอกจะหนาตาขึ้น” ฉินอวี้เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตัดกับเสียงลมพัดผ่านซอกเขา “ธรรมชาติในหุบเขานั้นเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วนัก ยามที่ท่านมองเห็นความงาม ขอให้ท่านอย่าลืมมองหาเส้นทางถอยรอยเผื่อไว้ด้วย”
ลู่ชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบางให้สหาย
“เจ้าช่างรอบคอบนักฉินอวี้ ขอบใจที่เตือนสติข้า บางครั้งข้าก็มัวแต่หลงไปกับภาพลวงตาตรงหน้า จนลืมไปว่าเรากำลังเดินทางอยู่ในที่ที่ไม่รู้จัก”
ลมภูเขาพัดวูบใหญ่จนชายเสื้อของทั้งคู่สะบัดพลิ้ว ม้าแก่ส่งเสียงร้องฮี้ออกมาเบาๆ ราวกับจะขานรับคำเตือนนั้น ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขา ที่ซึ่งความมืดจากเงาเขาเริ่มบดบังแสงอาทิตย์ให้สลัวลง
ม่านหมอกที่ปกคลุมปากทางเข้าหุบเขาเริ่มม้วนตัวออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทุ่งหญ้ากว้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ก่อนถึงทางเข้าช่องเขาขาดอันสูงชัน ท่ามกลางแสงสนธยาที่เริ่มย้อมขอบฟ้าเป็นสีส้มแก่ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือค่ายพักแรมชั่วคราวขนาดมหึมา รถม้าหลายสิบคันจอดเรียงรายเป็นวงล้อมแน่นหนา ประหนึ่งกำแพงไม้ที่เคลื่อนที่ได้ กองไฟนับสิบกองถูกจุดขึ้น ส่งเสียงปะทุ ‘เปรี้ยะๆ’ พร้อมควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
รอบบริเวณนั้น ชายฉกรรจ์ในชุดรัดกุมสีเข้มไม่ต่ำกว่าสามสิบนายยืนประจำจุดอย่างขึงขัง ทุกคนมีแววตาเฉลียวฉลาดและร่างกายกำยำล่ำสัน ทว่าในสายตาของฉินอวี้ที่ผ่านการฝึกฝนระดับสูงมา พลังปราณที่แผ่ออกมานั้นเบาบางยิ่งนัก ส่วนใหญ่เพิ่งจะ เปิดจุดรวมปราณ ได้เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ก็เหมือนเอาลูกแมวสามสิบตัวมาขู่พยัคฆ์หนุ่มอย่างเขานั่นเอง
ทว่า... ปัญหามิได้อยู่ที่ฉินอวี้ แต่มันอยู่ที่ม้าแก่ของลู่ชิง!
“ฮี้วววววววว!”
เจ้าม้าแก่ของลู่ชิงส่งเสียงร้องแหลมเล็กที่ฟังดูคล้ายคนสำลักน้ำ ขาที่สั่นพะเยิบพะยาบของมันทำให้ลู่ชิงที่นั่งอยู่บนหลังแทบจะรักษาทรงตัวไม่อยู่ เขารีบกอดคอม้าเอาไว้แน่นพลางพยายามบังคับให้มันเดินหน้าอย่างสง่างาม (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง)
เมื่อขบวนผู้คุ้มกันเห็น ‘วัตถุประหลาด’ บนหลังม้าใกล้เข้ามา ความระแวดระวังก็พุ่งสูงขึ้นทันที เสียงโลหะเสียดสีฝักดัง ‘เคร้งคราง’ มือปราบหลายคนชักดาบออกมาครึ่งฝัก สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานหนึ่งคน กับบัณฑิตที่ดูเหมือนจะตกม้าได้ทุกเมื่ออีกหนึ่งคน
ฉินอวี้เห็นท่าไม่ดี จึงรีบรั้งบังเหียนม้าของตนขึ้นหน้า พลางประสานมือคารวะด้วยท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับศิษย์เอกจอมราชัน ผิวพรรณที่ดูดีและอาวุธที่พกพาทำให้เขามีราศีของผู้สูงศักดิ์จนเหล่าผู้คุ้มกันเริ่มลังเล
“ท่านพี่ทุกท่าน โปรดเก็บอาวุธเถิด! พวกเรามาอย่างมิตร” ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงพลัง
“ข้าพเจ้าฉินอวี้ และนี่คือสหายของข้า... ลู่ชิง บัณฑิตผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์จากหมู่บ้านชิงหมิง พวกเรากำลังเดินทางรอนแรมไปเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบจอหงวนในฤดูกาลนี้”
ลู่ชิงที่เพิ่งตั้งตัวได้ รีบขยับเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ พยายามปั้นหน้าให้ดูน่าเลื่อมใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาปัดฝุ่นตามตัวพลางเอ่ยขึ้นเสียงดังว่า
“ถูกต้องแล้วท่านผู้กล้าทั้งหลาย! ตัวข้านี้มีเพียงตำราเต็มพุง กับความรู้ท่วมหัวที่เอาตัวเกือบไม่รอด” ลู่ชิงส่งยิ้มแหยๆ พลางชูพู่กันด้ามเก่าในมือขึ้นมาราวกับมันเป็นอาวุธร้ายแรง
“พละกำลังข้ามีไม่มาก แต่ถ้าให้แต่งบทกวีด่าใคร ข้าไม่แพ้แน่นอน! ยามนี้ตะวันจะตกดินแล้ว ทางข้างหน้าก็ดูมืดมิดประหนึ่งก้นเหว ข้าเห็นว่าค่ายของพวกท่านช่างดูสง่างามและ... เอ่อ... ดูมีเสบียงเยอะดี เอ้ย! ดูปลอดภัยยิ่งนัก จึงอยากขออาศัยบารมีพวกท่านพักแรมในชายป่าใกล้ๆ นี้สักคืนหนึ่งเถิด”
เหล่าผู้คุ้มกันต่างมองหน้ากัน หลายคนหลุดขำออกมาเมื่อเห็นท่าทางเกอะกะของลู่ชิง ความตึงเครียดหายไปเกือบหมดสิ้น
“เจ้าบัณฑิตนี่ท่าทางจะบ้าตำราจนเพี้ยน” หัวหน้าผู้คุ้มกันคนหนึ่งหัวเราะร่า
“ดูสิ ขนาดม้าเขายังจะยืนไม่อยู่เลย แล้วจะไปปล้นใครได้?”
ฉินอวี้ลอบถอนหายใจยาว ความโก๊ะของลู่ชิงมักจะเป็นเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดเสมอ
“ท่านหัวหน้าโปรดวางใจ สหายข้าคนนี้ความรู้ท่วมหัวก็จริง แต่เรื่องใช้กำลังเขายังแพ้แม้กระทั่งกระต่ายป่า จุดที่ท่านตั้งค่ายอยู่นี้ถือเป็นชัยภูมิวิเศษก่อนเข้าหุบเขาพันลี้ ข้าจึงอยากขออนุญาตพักแรมอยู่ถัดไปสักเล็กน้อย เพื่ออาศัยแสงไฟและความอบอุ่นจากพวกท่านพอให้สหายข้าไม่แข็งตายไปเสียก่อนจะได้เข้าห้องสอบ”
สายลมยามสนธยาพัดกระโชกแรงจนม่านกระโจมหลังใหญ่สะบัดไหวไปมาดุจผืนธงรบ ทันใดนั้น สุ้มเสียงหนึ่งก็กังวานแทรกฝ่าเสียงก่นด่าของเหล่าชายฉกรรจ์ออกมา เป็นน้ำเสียงที่ใสกระจ่างประหนึ่งกระดิ่งแก้วต้องลม ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับที่สยบความวุ่นวายรอบข้างให้เงียบกริบลงในชั่วอึดใจ
“ในเมื่อเป็นบัณฑิตผู้ร่วมอุดมการณ์ มุ่งหมายจะไปสอบจอหงวนเพื่อรับใช้แผ่นดินเช่นเดียวกัน เหตุใดเราจึงจะแล้งน้ำใจต่อกันเล่า... ให้ท่านทั้งสองพักแรมกับพวกเราเถิด”
สิ้นคำอนุญาต ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้นอย่างช้าๆ ร่างอรชรในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเยื้องย่างออกมาท่ามกลางแสงไฟจากกองไฟที่อาบทาลงบนดรุณีนางหนึ่งซึ่งดูแล้วอายุราวสิบหกชันษา ดวงหน้าของนางนั้นงดงามราวกับภาพวาดที่สวรรค์ตั้งใจตวัดพู่กัน คิ้วเรียวโก่งรับกับดวงตาหงส์ที่ทอประกายฉลาดเฉลียว ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดูที่ต้องแสงตะวัน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกล้วยไม้ป่าอบอวลไปทั่วบริเวณที่นางก้าวผ่าน นางหยุดยืนนิ่ง จ้องมองลู่ชิงและฉินอวี้ด้วยสายตาที่สงบราบเรียบทว่าแฝงด้วยความเมตตาปรานี
เหล่าผู้คุ้มกันที่เคยแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน บัดนี้กลับพากันก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมประหนึ่งมดงานเจอราชินี
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะชื่นมื่น ม่านกระโจมหลังข้างๆ กลับถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเสียงไม้ไผ่ลั่น เอี๊ยด! ชายหนุ่มท่าทางเย่อหยิ่ง สวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับเดินพรวดพราดออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง สายตาที่เขามองลู่ชิงนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม ราวกับกำลังจ้องมองกองมูลวัวที่หลงมาอยู่กลางพรมแพร
“เหอะ! นี่เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? ถึงได้ใจดีไม่เข้าเรื่องเช่นนี้!” เขาตวาดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามาขวางหน้าดรุณีนางนั้นไว้
“ดูสภาพพวกมันสิ! ม้าก็แก่จนหน้าตาเหมือนจะขาดใจตายได้ทุกวินาที บัณฑิตก็สวมชุดปะชุนมอซอจนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นเสื้อหรือผ้าขี้ริ้ว จะให้พวกชั้นต่ำที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามานอนเบียดเสียดในค่ายของเราเนี่ยนะ? นี่มันค่ายพักของตระกูลเรา ไม่ใช่โรงทานสำหรับพวกบัณฑิตตกยาก! มิใช่ว่าตกดึกพวกมันจะย่องมาขโมยเครื่องเงินหรือแอบกินเสบียงสัตว์ของพวกเราไปหรอกหรือ!”
ลู่ชิงที่กำลังกอดคอม้าแก่และแอบเอาหน้าซุกแผงคอเพื่อปิดบังใบหน้าที่หล่อเกินไปของตน ถึงกับหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า "ขโมยแอบกินเสบียงสัตว์" เขาขยับฝีปากเตรียมจะอ้าพ่นคำด่าสไตล์บัณฑิตปากจัดที่สะสมมาทั้งชีวิต กะจะด่าให้ชายผู้นี้สำลักความรู้ตายไปต่อหน้า ทว่าดรุณีผู้สง่างามกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
“ท่านพี่... บัณฑิตลู่ชิงและสหายเดินทางมาด้วยกิริยาอันควร มิได้ร้องขอสิ่งใดเกินกว่าที่มิตรภาพพึงมี หากท่านกังวลเรื่องข้าวของและเครื่องเงินขนาดนั้น ข้าว่าท่านควรเอาเวลาไปนั่งเฝ้าหีบสมบัติของท่านให้ดี แทนที่จะมาชี้นิ้วตัดสินคนอื่นที่เขามีปัญญาเต็มท้องแต่มีเพียงอาภรณ์ปะชุน... ปัญญาของเขามีค่ามากกว่าเศษเงินในกระเป๋าท่านเสียอีก”
คำพูดที่นิ่มนวลแต่เชือดเฉือนถึงทรวงนั้นทำให้ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสถึงกับหน้าแดงก่ำสลับเขียว แววตาของเขาเลิ่กลั่กด้วยความอับอายต่อหน้าเหล่าผู้คุ้มกันที่พยายามกลั้นขำกันจนตัวสั่น เขาอ้าปากค้างเตรียมจะเถียงต่อด้วยความโมโหจัด ทว่านางกลับสะบัดชายผ้าเดินกลับเข้ากระโจมไปทันทีโดยไม่เสียเวลาชายตาแลพี่ชายตนเองแม้แต่น้อย ทิ้งให้เขายืนหน้าแตกละเอียดอยู่ท่ามกลางลมหนาว
ลู่ชิงที่อ้าปากค้างเตรียมจะ “สวนกลับ” แบบชุดใหญ่ไฟกะพริบถึงกับชะงักกึก เขาเคี้ยวลมอยู่สองสามคำพลางทำแก้มพองลมด้วยความขัดใจ
“โธ่เอ๋ย! แม่นางผู้นี้ช่างรวดเร็วนัก ข้ายังไม่ทันได้ขุดเอาคำด่าจากตำราสามก๊กมาใช้สักคำ ดันมาถูกแย่งชิงจังหวะปิดเกมไปเสียอย่างนั้น!” ลู่ชิงบ่นกระปอดกระแปดพลางส่ายหน้า
เขาตั้งท่าจะชี้หน้าด่าไล่หลังชายผู้นั้นไปสักประโยคให้หายแค้น แต่อีกฝ่ายกลับสะบัดหน้าหนีเดินกระทืบเท้าปังๆ กลับเข้ากระโจมไปเสียก่อน ทิ้งให้ลู่ชิงยืนชี้นิ้วค้างกลางอากาศอยู่กับม้าแก่ที่ทำท่าจะหลับ
ฉินอวี้ที่ยืนกลั้นหัวเราะจนปวดท้องถึงกับต้องเดินมาตบไหล่พี่ชายเบาๆ
“พอเถอะพี่ลู่ อย่างน้อยนางก็ช่วยให้เราไม่ต้องนอนตากน้ำค้าง ไปเถอะ... ก่อนที่ท่านพี่จอมหยิ่งนั่นจะกระอักเลือดตายเพราะน้องสาวตัวเองเสียก่อน ข้าล่ะนับถือฝีปากนางจริงๆ”
ลู่ชิงถอนหายใจยาวเหยียดพลางเก็บนิ้วตัวเองลงอย่างเสียดาย “เจ้าไม่เข้าใจหรอกฉินอวี้... การไม่ได้ด่าคนที่ควรด่า มันอึดอัดยิ่งกว่าท้องผูกสามวันเสียอีก! คืนนี้ข้าต้องนอนไม่หลับแน่ๆ ถ้าไม่ได้ร่ายบทกวีเหน็บแนมเขาสักบท!”