ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่5 ตอนที่ 11 ลี่เจียง ปะทะ อวี้จาง

            “ข้าได้รับภารกิจใหม่ คิดว่าจะรับมือคนเดียวไหวไหม” ฮันเตอร์ถามอวี้จาง ในกลุ่มที่ได้รับภารกิจในการสังหารเสวี่ยหานเอ๋อร์เหลือเพียงแต่เขาสองคนแล้ว

            “คิดว่าข้าเป็นใคร อาศัยข้าคนเดียวก็สามารถสังหารชายตรงหน้าได้แล้ว” อวี้จางตอบอย่างมั่นใจถึงแม้ว่าเมื่อครู่ดาบที่ฟันออกไปจะไม่สามารถสังหารลี่เจียงได้ก็ตาม

            “งั้นข้าไปละ” ฮันเตอร์ที่เพิ่งได้รับภารกิจใหม่ก็พุ่งตัวออกไปทันที เหลือเพียงอวี้จางและลี่เจียงที่ยืนเผชิญหน้ากัน

            “ข้ารู้จักเพลงหมัดของเจ้า มันคือเพลงหมัดพยัคฆ์คชสารของเทพกระบี่คงหมิง เจ้าคงเป็นผู้ที่พิชิตสุสานเทพได้สินะ มิน่าเจ้าถึงมีความแข็งแกร่งมากขนาดนี้” อวี้จางกล่าว แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะเสียเปรียบแต่ว่านั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้พิชิตสุสานและยังได้รับเพลงหมัดของเทพกระบี่คงหมิง จึงได้ประมาทไปแต่ในตอนนี้เขารู้แล้ว

            ‘จากที่ดูชายคนนี้ที่น่ากลัวมีแค่เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร ลมปราณปฐพีของมันไม่ได้น่ากลัว ไม่อาจสู้ปราณทมิฬของข้าได้ ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ระวังแค่เพลงหมัดก็พอ         จากนั่นก็ใช้เพลงดาบและปราณทมิฬฟันเจ้านั่นที่ซ่อนอยู่ในยักษ์ศิลาซะ’อวี้จางไม่ได้หวาดกลัวลี่เจียงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าพลังโจมตีของเพลงหมัดจะแข็งแกร่ง แต่ลี่เจียงมีสายเลือดที่ธรรมดาและลี่เจียงยังไม่มีอาวุธ แต่จากตัวของอวี้จางที่มีดาบแห่งความอาฆาต ดาบระดับสูงของตระกูลอวี้

            “แต่ว่าต่อให้เจ้ามีเพลงหมัดของเทพกระบี่คงหมิง...คิดว่าจะสามารถชนะข้าได้งั้นหรือ” อวี้จางกล่าวพร้อมกับจับไปยังดาบของตน เตรียมออกกระบวนท่าต่อสู้

            “ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง เพราะแบบนั้นข้าถึงจะสู้กับเจ้า....ข้าอยากรู้ความแข็งแกร่งของตัวเอง” ลี่เจียงกล่าวอย่างมั่นใจพร้อมกับจ้องมองไปยังอวี้จางอย่างท้าทาย จิตแห่งการต่อสู้ระเบิดออกมาจากร่างของยักษ์ศิลาทันทีที่ลี่เจียงพูดจบ

            “ก็ได้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ต่อให้เจ้าใช้ความแข็งแรงทั้งหมดก็ไม่อาจแข็งแกร่งไปกว่าข้า” อวี้จางกล่าว พร้อมกับระเบิดจิตสังหารและลมปราณทมิฬของตนเองออกมา

            ลมปราณทมิฬ อาณาเขตอนันตกาล ร่างของยักษ์ศิลาถูกโอมล้อมไปด้วยความมืดมิด ดวงตาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด สัมผัสปราณของลี่เจียงไม่อาจที่จะสัมผัสจึงการคงอยู่ของอวี้จางได้อีกต่อไป

            ‘มองไม่เห็นอะไรเลย สัมผัสปราณก็ไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่อาจโจมตีได้ แต่อีกไม่นานอวี้จางจะต้องโจมตีมาแน่ เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของยักษ์ศิลาและก็ส่งสัมผัสปราณทั้งหมดลงสู่พื้นดิน ประสานเข้ากับปราณปฐพีของธรรมชาติ’ ลี่เจียงคิด ลี่เจียงพยายามหาทางโต้กลับ ภายในความมืดมิดที่ไม่อาจสัมผัสได้ถึงสิ่งใด แต่ว่าเพียงไม่อาจลี่เจียงก็สามารถคิดวิธีการรับมือได้อย่างรวดเร็ว 

            วิชาดาบปราณทมิฬ กลืนกินท้องนภา ปราณทมิฬมหาศาลถูกรวบรวมไว้ภายในดาบของอวี้จาง อวี้จางเงื้อดาบคิดจะฟาดฟันใช้ดาบทมิฬของตนเอง ผ่าไปยังยักษ์ศิลาตัดผ่านศิลาที่หนาแน่น โจมตีไปยังร่างของลี่เจียงที่อยู่ภายในยักษ์ศิลา

            อวี้จางฟาดฟันดาบปราณทมิฬเข้าสู่ร่างกายของยักษ์ศิลาอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเพียงพริบตาเมื่อดาบปราณทมิฬฟันกระทบเข้าสู่ผิวของยักษ์ศิลา ก่อนที่ดาบจะสามารถตัดเข้าไปลึกหมัดของศิลาก็ได้ระเบิดพลังของสัตว์ร้ายออกมา ปล่อยไปยังทิศทางที่ถูกฟัน

            เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์คชสารถล่มปฐพีทลายนภา ยักษ์ศิลาระเบิดพลังหมัดส่งพลังหมัดที่รุนแรงตรงไปยังร่างของอวี้จาง แต่ว่าอวี้จางแม้จะส่งการโจมตีที่รุนแรงออกไปแต่เขาก็ยังเหลือสมาธิไว้สำหรับการหลบหลีก ทำให้สามารถหลบหลีกการโจมตีของลี่เจียงได้อย่างทันท่วงที เพลงหมัดที่รุนแรงของลี่เจียงจึงไม่โดนตัวของอวี้จางเลยแม้แต่น้อย

            ‘เพ่งสมาธิไปยังผิวของยักษ์ศิลา โจมตีสวนกลับมาทันทีที่ถูกฟัน หาทางตอบโต้ได้เร็วมาก เจ้านี่ไม่ธรรมดา’ อวี้จางคิด ดูเหมือนว่าต่อให้โดนแย่งชิงสัมผัสปราณไปก็ยังสามารถที่จะหาทางโจมตีสวนกลับมาได้

            ถ้าเป็นแบบนั้นจะต้องโจมตีให้เร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เร็วยิ่งกว่าประสาทสัมผัสของมัน’ อวี้จางจับไปยังดาบของตนเองคิดจะออกกระบวนท่าโจมตีแต่ว่า

            เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์ทลายเมฆา มือซ้ายของยักษ์ศิลาต่อยหมัดที่มีความสามารถในการทะลวงของราชันพยัคฆ์ส่งตรงไปยังจุดที่อวี้จางอยู่อย่างแม่นยำทั้งๆ ที่อวี้จางเพิ่งจะกระโดดหลบออกมาจากจุดเดิม

            ‘รู้ตำแหน่งของข้าได้ยังไงกัน ข้ายังไม่ได้โจมตีเข้าไปเลย’ อวี้จางกระโดดหลบพร้อมกับคิดอย่างตื่นตระหนก เหตุใดอีกฝ่ายถึงสามารถสัมผัสตำแหน่งของเขาได้

            เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร คชสารทลายโลกา ทันทีที่อวี้จางที่กระโดดหลบเหยียบลงมาถึงพื้นดิน หมัดขวาที่มีพลังของพญาคชสารก็โจมตีออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ว่าอวี้จางที่ระวังตัวอยู่ตลอดก็สามารถหลบหมัดได้

            ‘อีกแล้ว!! เจ้านี่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของข้าภายในอาณาเขตแห่งนี้ แต่ได้ยังไงกัน’ อวี้จางพยายามหาสาเหตุที่อีกฝ่ายสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาภายในอาณาเขตแห่งความมืดนี้ได้ จนกระทั่งเขาเหยียบลงไปที่พื้นอีกครั้ง การโจมตีของหมัดก็ถูกส่งเข้ามาในชั่วพริบตาที่เขาเหยียบสู่พื้น

            ‘เข้าใจแล้ว ประสานลมปราณของตัวเองที่เป็นธาตุปฐพี เข้ากับสัมผัสปราณใช้สัมผัสปราณผ่านพื้นดิน ทันทีที่เหยียบสู่พื้นจึงสามารถรับรู้ตำแหน่งได้ อาณาเขตแห่งความมืดมิดจุดอ่อนแบบนี้ด้วยสินะ’ เพียงการโจมตีไม่กี่ครั้งอีกอวี้จางก็สามารถรับรู้ได้ว่าเหตุใดลี่เจียงจึงสามารถรับรู้ตำแหน่งของเขาได้

            ‘ถ้าเป็นแบบนี้ละก็แค่ไม่เหยียบพื้นเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว’ อวี้จางคิดพร้อมๆ กับที่กระโดดขึ้นไปยังท้องฟ้า โคจรลมปราณของตนเองเหาะเหินอยู่บนท้องฟ้าไม่ยอมเหยียบลงไปบนพื้น

            ‘หายไปแล้ว เจ้านั่นรู้แล้วงั้นหรือว่าข้าใช้พื้นที่ในการตรวจจับตำแหน่ง เหาะอยู่บนอากาศสินะ แต่คิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะหาตำแหน่งเจ้าไม่ได้อย่างงั้นหรือ’ ลี่เจียงคิด ลมปราณปฐพีระเบิดออกมาจากร่างของยักษ์ศิลา จิตสำนึกของลี่เจียงประสานเข้ากับพื้นดิน หลอมรวมพลังปฐพีของตัวเองเข้ากับปราณปฐพีของธรรมชาติ

            ปราณปฐพี หอกปฐพี ลี่เจียงเลือกที่จะใช้กระบวนท่าพื้นฐานของปราณปฐพี แต่ว่าเมื่อเขาประสานลมปราณของตนเองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับลมปราณของธรรมชาติ         บนพื้นดินปรากฏหอกปฐพีจำนวนมากพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโจมตีไปทั่วทุกสารทิศ และในจำนวนหอกปฐพีมากมายที่พุ่งออกจากพื้นดินก็ได้มีหอกเล่มหนึ่งที่พุ่งไปโจมตีอวี้จาง เพราะมีหอกจำนวนมากพุ่งขึ้นมาพร้อมกันแม้ว่าอวี้จางอยากจะหลบแต่ก็ไม่อาจหลบได้ทั้งหมดจึงจำเป็นจะต้องใช้ดาบฟาดฟันเพื่อป้องกันหอกที่พุ่งเข้ามา เพียงพริบตาที่ดาบสัมผัสกับหอกปฐพี ลี่เจียงก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน ร่างของยักษ์ศิลาใช้พลังทั้งหมดกระโดดขึ้นไปยังจุดที่สัมผัสได้ถึงการปะทะระหว่างหอกปฐพีกับดาบของอวี้จาง

            เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์คชสารถล่มปฐพีทลายนภา ยักษ์ศิลาสี่แขนปลดปล่อยท่าโจมตีที่รุนแรงที่สุดของตนเองเข้าไปยังจุดที่ออกปฐพีและดาบกำลังปะทะกันอยู่ อวี้จางที่กำลังใช้ดาบป้องกันหอกปฐพี ในครั้งนี้ไม่อาจที่จะหลบเพลงหมัดที่รุนแรงได้

            ลมปราณทมิฬ อาภรณ์แห่งความมืด

            “บ้าจริง!!” เมื่อไม่อาจหลบได้อวี้จางจึงเลือกที่จะโคจรลมปราณปกป้องตัวเอง ความมืดมากมายไหลเข้ามาห่อหุ้มร่างกายของอวี้จาง ปกป้องตัวของอวี้จางจากการโจมตีที่กำลังใกล้เข้ามา

    ตึง เพลงหมัดที่มีพลังของสองสัตว์อสูรร้ายทะลวงและบดขยี้ผ่านอาภรณ์แห่งความมืด ทะลวงเข้าสู่ร่างกายของอวี้จางอย่างไม่อาจหยุดยั้ง อาณาเขตแห่งความมืดสลายหายไป ลี่เจียงสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

            “อ๊อค” อวี้จางที่ไม่อาจป้องกันการโจมตีของลี่เจียงกระอักเลือดออกมาจำนวนมาก ร่างกายของเขาบาดเจ็บสาหัสจากการรับเพลงหมัดของลี่เจียง แต่ถึงเป็นแบบนั้นอวี้จางก็ยังไม่ตาย

            “รู้สึกว่าในครั้งนี้ข้าจะชนะ” ลี่เจียงกล่าว พร้อมกับจ้องมองไปยังอวี้จาง แม้ว่าลี่เจียงจะชนะในการปะทะพลังแต่ว่าอวี้จางก็ยังไม่ตาย มือของยักษ์ศิลาระเบิดพลังของสัตว์ร้ายออกมาอีกครั้งลี่เจียงคิดจะสังหารอีกฝ่าย

            “ข้า…ไม่..ยอม..หรอก..” แม้ว่าในตอนนี้อวัยวะภายในและกระดูกบางส่วนจะถูกทำลาย แต่อวี้จางก็ยังเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ลมปราณทมิฬยังคงไหลทะลักออกมาจากร่างของอวี้จาง

    แต่ก่อนที่ลี่เจียงจะได้ปลดปล่อยหมัดออกไป ความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงก็ถูกส่งออกมาผ่านดวงวิญญาณของเขา

            ‘ความรู้สึกนี้!! หรือว่าสหายอูกำลังตกอยู่ในอันตราย’ ลี่เจียงที่เคยให้คำสาบานไว้กับเทพกระบี่คงหมิงผู้เป็นอาจารย์ จึงได้รับการแบ่งเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของอูหลินเฟิง หากว่าอูหลินเฟิงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ลี่เจียงจะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านสัญชาตญาณภายในดวงวิญญาณ

    ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทำให้ลี่เจียงหยุดมือทันที พร้อมกับร่างของลี่เจียงที่กระโดดออกจากยักษ์ศิลา พุ่งทะยานไปยังสนามรบที่อูหลินเฟิงอยู่

            ‘ไม่อยากจะเชื่อว่า สหายอูกำลังตกอยู่ในอันตราย’ ความรู้สึกไม่ดีที่ลี่เจียงได้รับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ลี่เจียงระเบิดพลังทั้งหมดในร่างกายของตนเอง พุ่งทะยานไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

    ..

    ..

            ก่อนหน้านั่น ราวสิบนาที

            ในช่วงเวลาที่หลางจวินและเนี่ยซินได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ อูหลินเฟิงอาศัยช่วงเวลานั้นรวบรวมสมาธิเพื่อใช้ยันต์ที่เตรียมมาเพื่อรับมือกับอสุรกายทั้งสองรูปแบบ รอเพียงจังหวะเท่านั้น อูหลินเฟิงก็จะสามารถจัดการอสุรกายไร้ผิวและการ์กอยล์ทมิฬในครั้งเดียว

            “ดูเหมือนว่าอสุรกายไร้ผิวของอีกฝ่ายจะเหลือเพียงไม่มาก ดูจากที่โลงศพของชายที่อยู่ข้างเสวี้ยเจ๋อไม่มีอสุรกายไร้ผิวออกมาอีกแล้ว แต่ปัญหาก็คือการ์กอยล์ทมิฬที่ยังคงออกมาจากวงเวทอัญเชิญเรื่อยๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไปจอมยุทธ์ภายในกองกำลังพันธมิตรจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน” จงหมิ่นที่อยู่ข้างอูหลินเฟิงตลอดเวลาวิเคราะห์สถานการณ์ออกมา

            “ใช้ เพราะแบบนั้นเราถึงจะต้องหยุดเวทอัญเชิญนั่นให้ได้ก่อน” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับมองไปยังวงเวทอัญเชิญด้านหลังของกงซุนเมิ่งที่ยังคงส่งการ์กอยล์ทมิฬออกมาไม่หยุด “แต่เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ทันทีที่หลางจวินและพี่ใหญ่เนี่ยไปถึงอีกฝ่ายก็ไม่อาจเรียกการ์กอยล์พวกนั้นได้อีกต่อไป ส่วนเจ้าก็เตรียมตัวได้แล้ว”

            “เข้าใจแล้ว” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกับจับไปที่ดาบไร้ลักษณ์ของตนเอง พร้อมกับมองไปยังหลางจวินและเนี่ยซินที่กำลังพุ่งทะยานไปยังเสวี้ยเจ๋อ ในตอนนี้นอกจากกองกำลังบางส่วนที่เสวี้ยเจ๋อส่งไปยังไล่ล่าเสวี่ยหานเอ๋อร์ และ กงซุนลี่ที่กำลังสู้กับเฟิ่งหวงหยางชุนอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้างกายของเสวี้ยเจ๋อตอนนี้ยังมี กงซุนเมิ่ง เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว เฟิงหยางผู้ใช้ปราณเถ้าธุลี เสวี้ยกังผู้ควบคุมอสุรกายไร้ผิว คนที่แต่งกายของแดนจันทราโลหิตแต่เป็นเครื่องแบบสีดำสองคน และ คนที่แต่งกายคล้ายกันแต่เป็นสีแดงหนึ่งคน กองกำลังของแดนจันทราโลหิตของไม่ได้ออกไปสู้จึงเหลือทั้งหมดแปดคน

    ..

            หลางจวินที่พุ่งตัวออกไปก่อนกลายเป็นเส้นแสงที่เงินที่ยากจะมองทัน แต่ว่าเสวี้ยเจ๋อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องเล่นงานตนเองอยู่ เพราะตั้งแต่ต้นหลางจวินจ้องมองเขาราวมองเหยื่อ ในระหว่างที่หลางจวินพุ่งทะยานไปหาเสวี้ยเจ๋อ การ์กอยล์ทมิฬและอสุรกายไร้ผิวหลายตัวต่างพยายามพุ่งเข้ามาโจมตีไม่ให้หลางจวินพุ่งไปหานายเหนือหัวของตนเอง

            "เกะกะ!!"หลางจวินกล่าวออกมาพร้อมกับตวัดกรงเล็บไปยังอสุรกายที่เข้ามาขวาง แม้จะมีอสุรกายจำนวนมากเข้ามาขวาง แต่หลางจวินก็อาศัยเพียงการตวัดมืดส่งกรงเล็บของตนเองออกไปโจมตี เพียงครั้งเดียวอสุรกายจำนวนมากที่ขวางก็โดนสังหารอย่างง่ายดาย

            "กงซุนเมิ่งนำเจ้านั้นออกมาได้แล้ว"เสวี้ยเจ๋อกล่าว เมื่อเห็นว่าอสุรกายทั้งหลายไม่อาจขวางหลางจวินได้

                    "แต่ว่าของเจ้านั้นอาจจะไม่ฟัง.."กงซุนเมิ่งรับรู้ได้ทันว่าเจ้านั้นที่เสวี้ยเจ๋อกล่าวถึงคือสิ่งใด

            "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนั้นแล้ว หากไม่นำเจ้านั่นออกมาเราจะแพ้กันหมด!!"เสวี้ยเจ๋อตะโกนบอกกงซุนเมิ่ง หลางจวินที่กำลังพุ่งเข้ามาคือศัตรูที่เขาไม่อาจเอาชนะได้ด้วยพลัง

            "ได้ รู้แล้ว เวทอัญเชิญ โลงศพแห่งผู้วายชนม์"กงซุนเมิ่งกล่าวคำร่ายเวทของตนเอง วงเวทด้านหลังของนางที่กำลังอัญเชิญการ์กอยล์ทมิฬออกมาเรื่อยๆ ก็หยุดทำงาน แต่วงเวทอัญเชิญไปปรากฏบนพื้นที่หน้าของเสวี้ยเจ๋อแทน

            หลางจวินที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว ผนึกลมปราณสีเงินของตนเองลงบนกรงเล็บ เล็งโจมตีไปยังหัวใจของเสวี้ยเจ๋อ

    แต่ก่อนที่กรงเล็บจะทะลวงร่างของเสวี้ยเจ๋อ โลงศพขนาดใหญ่ที่มีความสูงเกือบสามเมตรและยังมีโซ่ขนาดใหญ่มัดไว้รอบๆ โลงศพ ได้ถูกเรียกออกมาจากวงเวทอัญเชิญป้องกันชีวิตของเสวี้ยเจ๋อได้อย่างเฉียดฉิว กรงเล็บอันแหลมคบและแข็งแกร่งไม่อาจทะลวงโลงศพขนาดใหญ่ ไม่ใช่เพียงแต่นั่นแม้แต่รอยขีดข่วนยังไม่มีบนโลงศพเลยแม้แต่น้อย

            ‘โลงศพอะไรกัน!! แข็งมากกรงเล็บของข้าก็ยังไม่อาจสร้างความเสียหายได้’ หลางจวินจ้องมองโลงศพตรงหน้าอย่างตกใจ

            "เจ้าเร็วมากหลางจวิน แต่น่าเสียดายที่ยังเร็วไม่พอ"เสวี้ยเจ๋อกล่าวชมด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม

            "ใช่ น่าเสียดายที่ไม่อาจสังหารเจ้าได้ แต่ว่าหน้าที่ของข้าสำเร็จแล้ว"หลางจวินกล่าวพร้อมรอยยิ้มเช่นเดียวกัน ในที่สุดกงซุนเมิ่งก็หยุดเวทที่อัญเชิญการ์กอยล์ทมิฬออกมา

    ...

            ในระหว่างการประชุม อูหลินเฟิงเสนอแผนการรับมือกับอสุรกายของแดนจันทราโลหิต

            "ในการปะทะกับแดนจันทราโลหิต พวกนั้นจะต้องนำอสุรกายของพวกมันไปภายในแดนเทพรกร้างอย่างแน่นอน และ ทางฝั่งนั้นยังมีสตรีนามกงซุนเมิ่งที่สามารถใช้เวทอัญเชิญได้ แม้ว่าข้าจะมีวิธีจัดการอสุรกายทั้งสองรูปแบบได้ แต่หากว่ากงซุนเมิ่งสามารถอัญเชิญอสุรกายออกมาได้เรื่อยๆ ข้าก็ไม่อาจจัดการอสุรกายพวกนั้นได้หมดอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นข้าอยากให้จอมยุทธ์ทุกท่านที่ต่อสู้กับอสุรกายให้ถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด รอจนกว่าเวทอัญเชิญจะหายไป ในจังหวะนั้นคือจังหวะในการสังหารอสุรกายทั้งสองรูปแบบ และ จะต้องเล็งโจมตีไปที่กงซุนเมิ่งไม่อาจให้นางอัญเชิญอะไรออกมาได้อีก"

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน