หงอีฟานจ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีด้วยสายตาอันเคียดแค้นจากนั้นก็กวาดสายตามองไปที่อิงเทาแล้วพูดอย่างเ็าว่า “คุณชายรองสกุลอิงนี่เป็แผนของเ้าหรือ”
เขาคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็เพียงคนรับใช้ของอิงเทาเท่านั้นส่วนต้นตอแผนการทั้งหมดนี้ก็คืออิงเทา
เมื่ออิงเทาเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเข้าใกล้นักปรุงยาระดับกลางมากขึ้นเรื่อยๆเขาก็หวาดกลัวจนหน้าซีด หรือว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะเข้าไปปล้นชิงจริงๆ
ตอนนี้เขาพูดอะไรไม่ออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปใส่ใจหงอีฟาน
เมื่อเห็นเช่นนั้น หงอีฟานจึงคิดว่าอิงเทาถอยให้ เลยพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น“คุณชายรองสกุลอิง ก่อนหน้านี้เ้าเลือกเตาไฟที่เก่าโทรมที่สุดจากชั้นสองซึ่งแสดงให้เห็นว่าเ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปรุงยาเลยแต่ตอนนี้เ้ายังใช้คนอื่นมาก่อความวุ่นวายและรบกวนลำดับการประมูลเ้ารู้ความผิดหรือไม่ คุณชายรองสกุลอิง เ้าลองถามตัวเองว่าเป็นักปรุงยาหรือไม่”
ตอนนี้สายตาของเขาเปี่ยมด้วยความดูถูกและหัวเราะเยาะเสียงดังทุกคนต่างรู้สถานะในจวนเ้าเมืองของอิงเทา หากเป็คุณหนูใหญ่หรือคุณชายใหญ่ก็ว่าไปอย่างแต่อิงเทาผู้นี้ยังห่างชั้นมากนัก ไม่ต้องพูดถึงการเป็นักปรุงยาเกรงว่าการจะสมัครเป็ผู้ช่วยปรุงยายังไม่ได้เสียด้วยซ้ำวันนี้เขาถือว่าหาเื่ให้ตัวเองอับอายแล้ว
เดิมทีนักปรุงยาระดับกลางที่อยู่บนเวทียังรู้สึกสนใจฟ่านเสวี่ยหลีเล็กน้อยแต่เมื่อได้ยินว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็คนของอิงเทาผู้เสเพล สีหน้าก็พลันเยือกเย็นจากนั้นเขาก็คิดว่าหงอีฟาน อิงเทาและฟ่านเสวี่ยหลีเป็คนประเภทเดียวกัน เพียงมาระบายความแค้นส่วนตัวที่หอสมบัติโอสถและตัดสินใจตัดสิทธิ์การมาหอสมบัติโอสถของพวกเขา
หอสมบัติโอสถเปิดสาขาไปทั่วอาณาจักรต้าเซี่ย ผู้ดูแลทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นักปรุงยากล่าวกันว่าหอสมบัติโอสถของพระราชวังอาณาจักรต้าเซี่ยมีอาจารย์ปรุงยาประจำการจึงไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างขมวดคิ้วและเผยความไม่พอใจต่ออิงเทากับฟ่านเสวี่ยหลีพวกเขาไม่ใช่นักปรุงยา เหตุใดยังมาก่อเื่ขึ้นอีกบทเรียนจากหงอีฟานยังไม่เพียงพออีกหรือ
เมื่ออิงเทาได้ยินเช่นนี้ สายตาก็เปี่ยมด้วยความเยือกเย็น เห็นได้ชัดว่าถูกอีกฝ่ายพูดจี้ใจดำเข้าแล้ว
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปตรงหน้านักปรุงยาระดับกลางและจ้องมองลูกแก้วดารา์ในมือของอีกฝ่ายเงียบๆ
คนอื่นคิดแค่ว่าลูกแก้วดารา์นี้ใช้เพื่อรู้แจ้งค่ายกลฟ้าดินเท่านั้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งนี้มีลมปราณโบราณซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับเพลิงสัจธรรม หากได้รับลูกแก้วดารานี้หลังจากที่เขาใช้เพลิงสัจธรรมก็สามารถชดเชยพลังย้อนกลับของเพลิงสัจธรรมได้
ต่อให้เป็เมื่อพันปีก่อน สมบัติแบบนี้ก็หาได้ยากมาก!
หากมีของสิ่งนี้ก็เท่ากับได้ชดเชยปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ของเขาและทำให้เขาสามารถใช้เพลิงสัจธรรมได้ตาม้าเพื่อกวาดล้างทุกสิ่งใครเล่าจะสามารถขัดขวางเขาได้
สำหรับฟ่านเสวี่ยหลีแล้ว ของสิ่งนี้เป็ดั่งสุดยอมสมบัติ!
แต่ลมปราณโบราณของลูกแก้วดารา์นี้มีจำกัด เกรงว่าคงชดเชยพลังย้อนกลับของเพลิงสัจธรรมได้จำกัดจำนวนครั้งแต่ถึงกระนั้น มันก็ถือเป็สิ่งสำคัญต่อชีวิตสำหรับฟ่านเสวี่ยหลีแล้ว
ดังนั้นเขาจำเป็ต้องได้รับของสิ่งนี้
เขาเผชิญหน้ากับการเยาะเย้ยจากผู้คนแล้วยิ้มอย่างเฉยเมย“ใครบอกว่าข้าไม่ใช่นักปรุงยา”
หากเขาไม่มีคุณสมบัติในการเป็นักปรุงยา แล้วใครในที่แห่งนี้จะคู่ควรเล่า
“อะไรนะ”เมื่อหงอีฟานได้ยินคำพูดของฟ่านเสวี่ยหลีก็สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยหรือว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะเป็นักปรุงยาจริงๆ ?
เขาแค่อยากทำให้อิงเทาอับอาย แต่คาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะมีความกล้าในการพูดเช่นนี้
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยิ้มมุมปากอย่างสงสัยและเยาะเย้ยเล็กน้อยในเมืองฉางซาน การจะเป็นักปรุงยาต้องมีประสบการณ์เป็ผู้ช่วยปรุงยาอย่างน้อยสิบปีอีกทั้งยังต้องมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขารู้จักนักปรุงยามากมายในเมืองฉางซานแล้วเ้าหนุ่มนี่โผล่มาจากที่ใดกันอายุแค่นี้คงไม่ใช่เพิ่งเป็ผู้ช่วยปรุงยาแล้วอ้างตัวว่าเป็นักปรุงยาอย่างหน้าไม่อายหรอกนะ
ความคิดของเขาในตอนนี้ก็เป็สิ่งที่ทุกคนในนี้คิดเช่นกัน
ตอนนี้นักปรุงยาระดับกลางบนเวทีก็พูดอย่างเ็าว่า “เ้าบอกว่าตัวเองเป็นักปรุงยาแล้วตราประทับนักปรุงยาของเ้าเล่า”
การจะเป็นักปรุงยาจำเป็ต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติจากสมาคมนักปรุงยาหลังจากที่ผ่านการทดสอบจะได้รับตราประทับ และหอสมบัติโอสถก็ถูกก่อตั้งโดยสมาคมนักปรุงยา
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยแล้วสั่งให้องครักษ์คนหนึ่งที่อยู่ข้างกายนำเตาไฟที่ซื้อมาจากชั้นสองมาให้ตน
เตาไฟโบราณที่มีรอยพังชำรุดถูกแสดงต่อหน้าทุกคน
ปราณโอสถบางๆ ที่เคลือบอยู่้าและลวดลายค่ายกลอันยุ่งเหยิงบนเตาไฟทำให้ผู้คนที่มีความรู้ด้านปรุงยาอดดูถูกไม่ได้ปราณโอสถบางเบาแบบนี้จะหลอมโอสถชั้นดีอะไรออกมาได้ชายหนุ่มผู้นี้คิดจะใช้เตาไฟนี้หลอมโอสถเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นักปรุงยาอย่างนั้นหรือ
การใช้วิธีการนี้ต่อหน้านักปรุงยาระดับกลางถือเป็การสอนจระเข้ว่ายน้ำชัดๆ
“เอ๋?”แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของผู้คนคือ นักปรุงยาระดับกลางผู้นั้นตะลึงงัน จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าเตาไฟนั้นแล้วสังเกตอย่างละเอียด
เขาใช้มือััไปบนค่ายกลที่ปกคลุมด้วยฝุ่นแล้วแสดงหัตถ์ชนิดต่างๆออกมา ราวกับ้าปลุกค่ายกลที่ถูกฝุ่นปกคลุม แต่สุดท้ายก็ไม่เป็ผล
“หรือว่าค่ายกลพังแล้ว” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดกับฟ่านเสวี่ยหลีว่า “ข้าไม่มั่นใจในเตาไฟนี้”
คำว่าไม่มั่นใจคือศัพท์เฉพาะของเหล่านักปรุงยา ซึ่งแปลว่าไม่คาดหวัง
เมื่อคนโดยรอบได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเยาะเดิมทียังคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะมีฝีมืออยู่บ้างแต่เตาไฟที่นำออกมากลับถูกปฏิเสธในทันที แล้วเขาจะหลอมโอสถอย่างไรเกรงว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไปจะยิ่งเป็ที่หัวเราะเยาะของผู้เชี่ยวชาญ
“เ้าไม่มั่นใจอย่างนั้นหรือ” ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อย ทันใดนั้นก็รวบรวมพลังเนื้อกายขั้นสี่ไว้ที่มือแล้วปลดปล่อยลมปราณลงบนเตาไฟจากนั้นก็แสดงหัตถ์ในชั่วพริบตาโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเพื่อกระตุ้นค่ายกลเจ็ดดาราบนเตาไฟ
ทันใดนั้นเตาไฟก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้า ค่ายกลเจ็ดดาราสาดส่องแสงแห่งเจ็ดดาราแล้วประสานกับฟ้าดินทั่วทั้งลานประมูลเจิดจรัสราวกับหมู่ดาว!
ฟ่านเสวี่ยหลียืนอยู่ท่ามกลางค่ายกลเจ็ดดารา ตราหัตถ์ล่องลอยและควบคุมค่ายกลเจ็ดดาราให้กระตุ้นค่ายกลดวงดาวที่อยู่ตามจุดต่างๆ มาหลอมรวมเข้ากับมัน
ค่ายกลเจ็ดดารานี้เป็ค่ายกลโบราณ ซึ่งสอดผสานกับดวงดาวฟ้าดิน ปราณที่ได้รับมาจากหยินหยางฟ้าดินเมื่อเทียบกับปราณโอสถที่เตาไฟธรรมดาหลอมรวมขึ้นเป็เวลาสิบปีมันทรงพลังกว่าหลายเท่า
มูลค่าของเตาไฟนี้ถือว่าล้ำค่าและหายากมากสำหรับเมืองฉางซาน!
ตอนนี้ทุกคนต่างตะลึงเป็ไก่ตาแตก ส่วนสีหน้าของหงอีฟานก็ยิ่งน่าเวทนา สายตาเปี่ยมด้วยความตะลึง สายตาที่มองไปยังฟ่านเสวี่ยหลีเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว
คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสามารถกระตุ้นค่ายกลจนทำให้เตาไฟปรากฏค่ายกลเจ็ดดาราอันลึกลับออกมาได้สายตาและฝีมือระดับนี้หาใช่สิ่งที่นักปรุงยาธรรมดาทั่วไปจะมีได้
ตอนนี้เขาเสียใจอย่างยิ่ง ตนพลาดไปจริงๆ !ไม่แปลกใจที่วันนี้อิงเทาคอยตามใจฟ่านเสวี่ยหลีอยู่ตลอดเวลาและไม่แปลกใจที่วันนี้อิงเทาไม่เกรี้ยวโกรธเมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุของตนที่แท้เขาก็มีไพ่ตายเช่นนี้!
หัตถ์ของฟ่านเสวี่ยหลียังไม่หยุดลง เมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของเขาร่องรอยทรุดโทรมบนเตาไฟก็หายไปจนหมดสิ้น ค่ายกลเจ็ดดาราก็ส่องสว่างยิ่งกว่าเดิม
มันค่อยๆ ก่อเค้าโครงขึ้นบนเตาไฟและเปล่งแสงสีแดงออกมาทำให้เตาไฟมากมายที่อยู่ไกลออกไปดูหมองหม่น ประหนึ่งกำลังบูชาเตาไฟเจ็ดดารานี้
ตราบใดที่มีค่ายกลเจ็ดดารา ขอเพียงใช้โอสถและวิชาควบคุมค่ายกลชั้นยอดก็สามารถยกระดับโอสถขึ้นได้ครึ่งขั้นในยามที่หลอมโอสถสำเร็จ!
“มันคือเตาไฟกึ่งศักดิ์สิทธิ์!” ผู้คนตกตะลึงอย่างยิ่งคาดไม่ถึงว่าเมื่อครู่นี้ตนอยู่ต่อหน้าสมบัติล้ำค่าแล้ว แต่มีตาหามีแววไม่
เตาไฟที่สามารถยกระดับโอสถได้จะถูกเรียกว่าเตาไฟศักดิ์สิทธิ์ แม้เตาไฟเจ็ดดารานี้จะสามารถยกระดับโอสถได้เพียงครึ่งขั้นแต่ก็ถือว่าหาได้ยากมากแล้ว
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองนักปรุงยาระดับกลางอย่างเฉยเมยแล้วพูดว่า“ท่านนักปรุงยา ไม่ทราบว่าสิ่งนี้สามารถพิสูจน์ตัวตนของข้าได้หรือไม่”
นักปรุงยาระดับกลางกำลังมองไปที่เตาไฟด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความตะลึงและสติหลุด“ได้แน่นอน”
อีกฝ่ายมีสายตาอันหลักแหลม สามารถมองเตาไฟวิเศษแบบนี้ออก และยังสามารถกระตุ้นค่ายกลได้สำเร็จส่วนตนอยู่หอสมบัติโอสถมานานเช่นนี้กลับมองไม่เห็นเตาไฟนี่ อีกทั้งเมื่อครู่นี้ตนยังไม่มั่นใจทำให้เขาละลายใจอย่างยิ่ง
ตอนนี้อย่าว่าแต่สองหมื่นห้าพันตำลึงทองเลยต่อให้ฟ่านเสวี่ยหลี้าซื้อลูกแก้วดารา์นี้ด้วยทองสองหมื่นตำลึงเขาก็ยอม
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอใช้เตาไฟเจ็ดดารานี้แลกกับลูกแก้วดารา์ของเ้าได้หรือไม่”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเฉยเมย
จุดประสงค์ที่เขาแสดงเตาไฟเจ็ดดาราก็เพื่อแลกกับลูกแก้วดารา์
เขาไม่ได้สนใจเตาไฟนี้ เพราะสำหรับเขาแล้วเตาไฟที่ยกระดับคุณภาพโอสถครึ่งขั้นเป็เพียงเตาไฟที่พอใช้ได้เท่านั้น และเตาไฟสำริดที่เขาได้ถือว่าได้เติมเต็มความ้าของเขาในตอนนี้แล้ว
นักปรุงยามีจิตและพลังจำกัดพวกเขาจะมองเตาไฟเป็ดั่งชีวิตและคอยใช้ลมปราณชนิดต่างๆหล่อเลี้ยงมันอย่างสม่ำเสมอดังนั้นนักปรุงยาแต่ละคนจึงเหมาะที่จะใช้เตาไฟเพียงอันเดียวหลังจากผ่านการหล่อเลี้ยงก็จะทำให้จิตใจและเตาไฟรวมเป็หนึ่งเช่นนี้ยามหลอมโอสถจึงจะเป็ไปอย่างราบรื่น