Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 116 บรรณาธิการ

    ตอนที่ 116 บรรณาธิการ

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     


    “สูตรกำเนิดเวทลมมันเยี่ยมยอดขนาดนั้นเลยหรอ?” หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างไม่เข้าใจ เพราะตอนที่เธอลุกขึ้นมาดูวินสันก็อ่านไปถึงหน้าท้ายๆ แล้ว


    เอกสารฉบับนี้มีเพียงสิบเอ็ดหน้าเท่านั้น มันจึงไม่แปลกที่เขาสามารถอ่านจบได้อย่างรวดเร็ว นี่ยังไม่นับว่าเนื้อหาข้างในนั้นทั้งมีตัวหนังสือที่งดงามอ่านง่ายและมันยังถูกเขียนให้เข้าใจได้ง่ายด้วย


    ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเคลบี้ เพราะการจะสอนคนที่ไม่รู้อะไร เมอร์ลินจึงต้องลดขั้นตอนและแปลงสารให้กระชับและเข้าใจได้ง่ายด้วย


    ในอดีตมีอัจฉริยะที่เยี่ยมยอดหลายคนที่เป็นบุคคลที่เยี่ยมแต่เป็นอาจารย์ที่แย่ นั่นเพราะความคิดของอัจฉริยะนั้นยากจะเข้าใจ แต่สำหรับตัวเขาแล้วพวกเขากลับคิดว่ามันเป็นของง่ายๆ การบรรยายของอัจฉริยะส่วนใหญ่หลายคนจึงไม่เข้าใจ


    อัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมจึงไม่ใช่ครูที่ยอดเยี่ยมเสมอไป


    วินสันพยักหน้าก่อนจะพลิกดูที่หน้าปก


    “หืม? พริสตัน?” เขากล่าวออกมาอย่างประหลาดใจ


    “ว่ายังไงนะ พริสตัน? เกี่ยวอะไรกับพริสตัน?” ท่าทางของผู้หญิงคนนั้นก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน


    “เจ้าของผลงานนี้คือเมอร์ลิน พริสตัน ... เดี๋ยวก่อนทำไมถึงมาจากมหาวิทยาลัยเจเฮริส คนของพริสตันไปทำอะไรที่เจเฮริส?” วินสันกล่าวอย่างมึนงง


    คนที่คลุกคลีอยู่ในวงการวิชาการเช่นเขา ไม่มีทางที่จะไม่รู้จักพริสตัน 


    ไม่มีพริสตันคนไหนที่ไม่ได้เรื่อง แม้ว่าพริสตันจะมีสายเลือดน้อยมาก แต่พวกเขาก็ล้วนเป็นคนเก่ง ต่อให้ไม่ได้มีชื่อเสียงเทียบเท่าเดเนเทล บรรพบุรุษของพวกเขาก็ตาม


    ความจริงแค่คนที่ได้รับรางวัลกาลิโด้เพียงคนเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างมหาวิทยาลัยที่ติดท็อปสามของโลกด้านรูนศาสตร์ได้ แม้แต่เดเนเทลในตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งมหาวิทยาลัยพริสตันขึ้นมาด้วยตนเอง แต่เป็นคนรุ่นหลังของเธอต่างหาก


    เดเนเทลเป็นเพียงสารตั้งต้นเท่านั้น แต่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยพริสตันที่มีล้วนเป็นฝีมือของสายเลือดพริสตันทั้งส้ิน


    ในข้อนี้ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับรางวัลรูนศาสตร์ของกาลิโด้ทุกคนจะทำได้


    “ขอฉันดูมันหน่อย” หญิงสาวเมื่อได้ยินคำว่าพริสตันเธอก็ทนไม่ไหว อยากรู้ว่าผลงานของพริสตันมีอะไรพิเศษกันแน่


    “เอาไปสิ” วินสันยื่นรายงานให้กับเธอ


    หญิงสาวใช้เวลาอ่านไม่นานเช่นเดียวกับวินสัน แล้วใบหน้าของเธอก็มีรอยยิ้มออกมา


    “มันจะต้องได้ตีพิมพ์ในฉบับนี้อย่างแน่นอน” หญิงสาวกล่าวเมื่ออ่านจบ


    “ใช่ ไม่มีทางที่จะไม่ตีพิมพ์ เนื้อหาของวิทยานิพนธ์เล่มนี้อ่านง่ายมาก อีกทั้งยังชักนำให้คล้อยตามได้ง่าย ต่อให้ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็สามารถพิชญพิจารณ์ให้ผ่านได้ง่าย สูตรย่อนี้สามารถนำไปใช้ได้จริง”


    “แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังต้องเสนอให้ผ่านพิชญพิจารณ์อยู่ดี ยังไงก็ตามอิทธิพลของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ไม่กว้างนัก นักเวทธาตุลมยังเฉพาะกลุ่มเกินไป ถึงมันจะดีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะขึ้นปกได้” หญิงสาวกล่าวความเห็นของเธอออกมา


    วินสันพยักหน้าเห็นด้วย


    “แต่ที่ฉันสงสัยมากกว่านี้คือคนของพริสตันไปทำอะไรที่เจเฮริสมากกว่า”


    “นายอย่าลืมสิว่าที่ออโรร่ายังมีพริสตันอีกคนหนึ่งหนึ่ง” หญิงสาวเอ่ย


    “เธอหมายถึงมหาปราชญ์ออสติน”


    “ใช่ ฉันว่าบางทีเมอร์ลินคนนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับมหาปราชญ์คนนี้ก็ได้”


    “น่าจะเป็นไปได้ แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันควรจะส่งวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้หัวหน้าบรรณาธิการดูดีกว่า” วินสันหยิบรายงานเล่มนั้นเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม


    หญิงสาวยิ้มและส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเอง


    ภายในห้องหัวหน้าบรรณาธิการ


    “คุณมอร์แกนเป็นไงบ้างครับ” วินสันมองไปที่หัวหน้าของตนเอง


    “ดี ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยคนนี้จะมีฝีมือไม่น้อย สมแล้วที่เป็นพริสตัน” ชายชราร่างกำยำสูบบุหรี่แล้วพลิกดูหน้าปกรายงาน นิ้วมือของเขาเคาะไปที่ชื่อของเมอร์ลิน


    “คุณรู้จักเขาด้วยหรอครับ?” วินสันกล่าวอย่างสงสัย


    “อืม” มอร์แกนพ่นควันออกมาครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ยินเรื่องนี้จากธีออน”


    “หัวหน้าสมาคมนักเวทเมืองวินเซนหรอครับ?” 


    พวกเขาทำงานด้านวิชาการย่อมต้องเกี่ยวข้องกับสมาคมนักเวท อย่างแต้มวิชาการก็ยังต้องติดต่อกับสมาคมนักเวท เพราะสมาคมเป็นผู้ออกเข็มกลัดนักวิชาการให้กับนักวิชาการ


    นิตยสารวิชาการเป็นผู้พิจารณาแต้มวิชาการ ส่วนสมาคมนักเวทที่สังกัดสภาเวทมนตร์จะเป็นผู้รวบรวมแต้มแล้วออกเป็นเข็มกลัดให้นักวิชาการ เพราะเหตุนี้ผู้ที่ได้รับเข็มกลัดนักวิชาการห้าดาวจึงต้องไปรับเข็มกลัดที่สภาเวทมนตร์ด้วยตัวเอง


    “ใช่ เขาบอกฉันว่าลูกชายของออสตินสามารถสอบเทียบจนจบโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้ แล้วเขาก็เลือกไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเจเฮริส ไม่คิดเลยว่าพอเข้าเรียนไม่กี่เดือนก็สามารถเขียนวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจออกมาได้แล้ว” 


    มอร์แกนเคาะขี้บุหรี่แล้วยกมันขึ้นมาดูดอีกครั้งหนึ่ง


    ความจริงเขาเองก็รู้จักออสตินเพราะมอร์แกนเองก็เป็นนักวิชาการเจ็ดดาวเช่นกัน เพียงแต่ในบั้นปลายชีวิตเขาหมดไฟในการทำวิจัยจึงเบนเข็มมารับหน้าที่หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารแห่งนี้


    “เป็นมหาปราชญ์ออสตินจริงๆ ด้วย แต่ว่าเขาหายตัวไปเกือบสองร้อยปีแล้วนิครับ ไม่คิดว่ากลับมาครั้งนี้เขาจะนำบุตรชายกลับมาด้วย ผมคิดว่านักวิชาการระดับนั้นไม่สนใจการสืบสายเลือดแล้วซะอีก” วินสันกล่าว


    “ก็นะ นายอย่าคาดเดากับความคิดของนักวิชาการเลย ขนาดฉันเองตอนหนุ่มๆ ก็ไม่คิดว่าตอนนี้จะกลายมาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการอยู่ที่นี่” มอร์แกนกล่าวอย่างยิ้มๆ


    สำหรับตัวเขาแล้วโชคดีที่เขามีทายาทตอนหนุ่มๆ เมื่ออยู่ในวัยนี้แล้วก็ไม่คิดเรื่องพวกนั้นเช่นกัน 


    เขาเห็นด้วยกับวินสันที่แปลกใจว่าทำไมออสตินถึงคิดเรื่องทายาทเอาตอนนี้


    “เอาล่ะ ส่งมันให้อูเธอร์ ฉันเห็นว่าเขากำลังประดิษฐ์อาร์ติแฟคธาตุลมอยู่ บางทีนี่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเขา” มอร์แกนกล่าว


    “ครับ ผมจะส่งมันให้ศาสตราจารย์อูเธอร์เดี๋ยวนี้” วินสันรับคำสั่ง


    เขารีบนำเอกสารฉบับนี้ส่งให้ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยออโรร่าในทันที


    แน่นอนว่าประเทศออโรร่าไม่ขาดแคลนนักวิชาการ แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ล้วนรวมตัวกันอยู่ในมหาวิทยาลัย นิตยสารจึงเลือกที่จะให้ศาสตราจารย์เหล่านี้เป็นผู้ทำพิชญพิจารณ์


    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน