มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 151 รัชสมัยแห่งความสุข (เล่ม 4)

    เล่ม4

     

     

    บทที่151รัชสมัยแห่งความสุข

     

            เสียงเฮดังสนั่นแทบปกคลุมทั่วทั้งแคว้นทำให้หนึ่งมหาวิถีวจนะยุทธ์และหนึ่งมหาวิถีวจนะปัญญาแยกออก พลังค่ายกลที่ขาดหวิ่นไปทั่วบริเวณได้เริ่มสลายพร้อมกับเพลงดาบตัดตะวันอันคมกริบร้อนลวกใบหน้าที่ซีดเผือดพร้อมโลหิตที่มุมปากของสตรีสะคราญโฉมในชุดฟ้าครามบังเกิดความเป็นกังวลเสียงเฮดังสนั่นเช่นนี้ นั่นย่อมหมายความว่าเหตุการณ์ได้ถูกตัดสินแล้ว

             

            ฝ่ายชนะหากให้คาดเดาผู้ใดก็ต้องนึกถึงกองกำลังทหารที่มากมายแลมีแสนยานุภาพเกรียงไกรอาศัยพลังเพียงไม่กี่คนและกำลังของชาวบ้านไหนเลยจะสู้ได้ สตรีสะคราญโฉมนามเจียวมิ่งผู้นี้จึงได้แต่ทอดถอนใจ

            “ไม่รู้ว่ามีกี่ชีวิตที่ต้องจบสิ้น เจ้าทำให้นิกายเทวะวจนะต้องมัวหมองแล้วเรื่องนี้จะต้องถึงหูของเจ้านิกาย"

             

            อู่ถงที่กำชับดาบไว้แน่น มันมองดาบของตนพลางมองเจียวมิ่งอย่างนึกเสียดาย

            “หากท่านไม่ดื้อรั้น ท่านจะยังเป็นสตรีที่เชิดหน้าชูตาให้แก่นิกายเทวะวจนะต่อไปแต่น่าเสียดายที่สตรีอย่างท่านยึดมั่นในความเถรตรงเกินไป ความเถรตรงนี้จะทำให้ข้าลำบากเช่นนั้นต้องขออภัยที่ข้าจะปล่อยท่านไปจากที่นี่ไม่ได้"

             

            ยิ่งต่อสู้เจียวมิ่งยิ่งรู้ว่าพลังร่างกายของตนเริ่มทานทนมิไหวผู้มีปัญญาอาศัยการรบเป็นแนวหลัง พอได้มาอยู่ในแนวหน้าสู้กับจอมยุทธ์จึงรู้ตัว แม้ระดับพลังไล่เรี่ยกันต่อสู้ได้อย่างสูสีมิพลาดพลั้ง ทว่าหากสู้จนถึงที่สุดแลกินเวลานานเข้าเรื่อยๆ ผู้มีปัญญาจะต้องพ่ายแพ้ทางกำลังร่างกายอย่างแน่นอนซึ่งการต่อสู้ที่ยาวนานมาถึงตอนนี้ ผลลัพธ์เริ่มปรากฏแล้ว

            “ไม่คิดว่าผู้ที่ยืนบนแสงสว่างแห่งเทวะวจนะมายาวนานอย่างพวกท่านจะมีความคิดที่ชั่วช้ารวมถึงการกระทำที่เลวทรามได้”

             

            อู่ถงชี้ดาบออก

            “รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี มนุษย์ทุกผู้ล้วนมีความรักตัวเช่นนี้”

            ดาบของอู่ถงปลดปล่อยแสงอันเจิดจ้าร้อนแรง

            “หากท่านเลือกหลีกเลี่ยงตั้งแต่แรก คงมิต้องบีบให้ข้าหมดทางเลือกอย่างที่เป็น…สตรีที่น่าทนุถนอม ข้าต้องล่วงเกินแล้ว"

             

            ทุกเพลงดาบที่วาดออก หมายถึงการมุ่งเอาชีวิตอย่างไร้ปราณีหากนางไม่ตายเป็นมันที่จะลำบาก เพราะคนที่อยู่เบื้องสูงกำชับเป็นอย่างดี หากมันพลาดหากเรื่องราวในแดนตะวันตกแดงขึ้น มันก็จักจบสิ้น เช่นนั้นในสถานการณ์ที่ไร้ผู้คนนี้หากมันสังหารนางเสีย มันจึงจะมีโอกาสรอด แม้การตายของนางจะเป็นเรื่องใหญ่โต หากจัดการศพให้ดีก็ยากจะมีผู้ใดสืบสาวมาที่มันได้จัดฉากให้เกิดจากฝีมือคนอื่นก็ยังได้ แต่อันดับแรกคือต้องฆ่านางก่อน

             

            เจียวมิ่งอ่อนล้าเต็มที พลังปาฏิหาริย์ในกายร่อยหรอไม่มีเวลาจะฟื้นฟูขนาดจะยกนิ้ววาดค่ายกลก็ยังยาก นิ้วที่ขีดออกเจ็บแปลบราวกับเข็มทิ่มแทง พลังค่ายกลถูกสร้างออกมาได้แค่เสี้ยวเดียวเพลงดาบตัดตะวันก็บรรลุมาถึงแล้ว!

             

            อู่ถงเห็นยังนึกเสียดายที่สตรีเช่นนี้ต้องตกตายแต่เมื่อมันเลือกแล้วก็มิอาจถอย เพลงดาบตัดตะวันถูกมันทุ่มสุดกำลังที่มีแผ่พุ่งพลังถ่ายทอดลงไปจนทลายพลังค่ายกลเสี้ยวนั้นให้แตกดับทันตาคมดาบจ่อเข้าที่ร่างของนางทันที!

             

            เปรี้ยง!

             

            เสียงดังสนั่นราวอัสนีบาตฟาดลงตรงใจกลางพลังที่สะท้อนสะท้านดีดออกเป็นวงกว้าง สิ่งนี้ทำให้อู่ถงต้องแปลกใจ เพียงพลังค่ายกลเสี้ยวเดียวเหตุใดจึงมีพลังต้านทานได้มากถึงเพียงนี้จนกระทั่งท่ามกลางกระแสพลังที่ปั่นป่วนปรากฏใบหน้าที่เย็นชาราวหยกสลักโผล่พ้นมา นัยน์ตาของอู่ถงก็เบิกกว้างขึ้นทันทีเหตุใดในป่าที่ห่างไกลนี้นางจึงมาปรากฏตัวได้

             

            “แสงสังหารแห่งวจนะ!”

             

            อู่ถงอยู่ๆ จิตใจก็สั่นสะท้าน ยิ่งมองวงหน้าที่สะคราญโฉมแต่แฝงความเย็นชาจับขั้วหัวใจนั้นมันยิ่งสั่นเทายากจะขยับมือที่ยกดาบก็รู้สึกหนักอึ้งไม่มีแรง ยิ่งได้เห็นมุทราที่แช่มช้อย แต่ทรงพลังยากหาใดเปรียบมันก็คล้ายกับหินก้อนหนึ่งที่รอให้คนทุบทำลายแล้ว

             

            เปรี้ยง!

             

            ลำแสงเจิดจ้าตัดทะลุผ่านอกซ้ายของอู่ถงอย่างไม่บอกกล่าวเมื่อครู่นางเห็นความอำมหิตที่อู่ถงกระทำต่อเจียวมิ่ง นางจึงมอบความอำมหิตนั้นคืนกลับแก่มันในทันตาเพียงหนึ่งมุทรา อู่ถงก็ต้องทิ้งชีวิตแลทิ้งอนาคตไว้ในป่าแห่งนี้

             

            เจียวมิ่งรอดตายอย่างหวุดหวิด แต่เนื่องเพราะความเหนื่อยล้าแลสาหัสนางจึงมิอาจยืนหยัดต่อไปได้ เป็นไป๋เหิ่นซินที่เข้ามารับร่างของสตรีที่นางนับเป็นพี่สาวผู้นี้ไว้พาขึ้นไปพักยังรถม้าที่จอดอยู่อีกฟาก ถ่ายทอดพลังรักษาอาการบาดเจ็บจนนางฟื้นคืนสติ

             

            เจียวมิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนแย้มยิ้มออก

            “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร"

             

            ไป๋เหิ่นซินกล่าว

            “ข้าติดตามกองทัพทหารแห่งแคว้นเว่ยมาระหว่างนั้นเห็นคนจากวิหารยุทธ์จับตัวท่านไป จึงติดตามมาดู… เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่เหตุใดคนจากวิหารยุทธ์จึงคิดฆ่าท่าน"

             

            เจียวมิ่งจึงถ่ายทอดเรื่องราวเท่าที่นางรับรู้จนหมดไป๋เหิ่นซินก็อดที่จะโกรธเคืองมิได้

            “ปกติผู้คนก็ต้องส่งเครื่องสักการะบูชาเท่านี้ยังมินับว่าเพียงพออีกหรือ วิหารยุทธ์กระทำเรื่องต่ำช้าเกินไปแล้ว"

             

            “ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เพียงเป็นการกระทำโดยอาศัยชื่อวิหารยุทธ์เพื่ออวดเบ่งบารมีหรือไม่หรือว่ายังมีเบื้องบนหนุนหลังพวกมันอยู่"

             

            “ข้าจะนำเรื่องนี้ไปขอความกระจ่างจากธรรมบาลยุทธ์"

             

            เห็นท่าทีที่จริงจังของไป๋เหิ่นซิน เจียวมิ่งก็เกรงว่าน้องสาวจะลำบากเรื่องของธรรมบาลอย่างไรก็ยากจะก้าวก่าย

            “แม้เจ้าจะได้รับความสำคัญจากนิกายเทวะวจนะแต่ธรรมบาลยุทธ์ก็เป็นบุคคลชั้นสูงเช่นเดียวกัน เจ้าอย่าได้เสี่ยงทำด้วยตนเองเลย ถ่ายทอดต่ออาจารย์เจ้านับว่าเป็นทางออกที่ดีสุด”

             

            ไป๋เหิ่นซินรับทราบถึงความห่วงใยของพี่สาวคนนี้ดีจึงผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง

            “เข้าใจแล้ว"

             

            เจียวมิ่งแย้มยิ้มพลางกล่าวต่อ

            “พาข้าไปเมืองอิ๋งซานที"

             

            ไป๋เหิ่นซินรู้ว่าเจียวมิ่งคิดสิ่งใดอยู่จึงมิขัด

            “ได้ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจักรพรรดิผู้นี้ใช่สังหารคนบริสุทธิ์หมดแคว้นเลยหรือไม่"

            วาจานี้แสดงออกอย่างชี้ชัด หากนางพบว่ากำลังทหารที่มากมายเหล่านั้นฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นผักปลานางก็จะฆ่าผู้นำของพวกมันเช่นเดียวกัน นางไม่สนว่ามันจะเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหน หรือมีตัวตนระดับใดถือหางอยู่แต่เมื่อมันกระทำความผิดครั้งใหญ่ มันก็สมควรจะได้รับโทษ

             

            รถม้าที่ดูเรียบง่ายคันนี้จึงเคลื่อนไปสู่เมืองอิ๋งซานภาพแรกที่ปรากฏกลับมิใช่ภาพคนตายที่กองเป็นภูเขา เป็นภาพที่ผู้คนร่วมแรงร่วมใจกันเก็บศพเหล่าทหารแลชาวบ้านมีความสามัคคี บางแห่งถึงกับร่วมดื่มฉลองยินดีกันด้วยซ้ำ เจียวมิ่งก่อนหน้าได้เห็นมากับตาชาวประชากับทหารสู้ตกตายกันไปข้างไม่มีความปราณี ทว่าเหตุใดตอนนี้ภาพนั้นจึงหายไปอย่างสิ้นเชิง

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้น?”

            เจียวมิ่งพึมพำด้วยความสงสัย จวบจนกระทั่งเห็นธงประจำตัวของเว่ยซวงเฟยถูกปลดออกจากเมืองและกองทัพทหารนางจึงเข้าใจ และเพราะเข้าใจนางจึงแทบไม่อยากเชื่อ

             

            พลังประชาชนเอาชนะกำลังทหาร เส้าเทียนคว้าชัยเหนือจักรพรรดิแห่งแคว้นได้

             

            เมืองอิ๋งซานเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้มีกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง แต่ความตรึงเครียดกดดันดั่งเช่นตอนก่อนหน้าหามีไม่ นี่คือสิ่งที่เจียวมิ่งต้องการจะเห็นความทุกข์ของชาวประชาถูกปลดปล่อย ความบีบคั้นขู่บังคับในทหารเลือนหาย ผู้คนได้ฟื้นคืนจากซอกหรืบอันดำมืดอย่างแท้จริง

             

            “ทำสำเร็จจนได้สินะ… หวังว่าท่านจะไม่เป็นเว่ยซวงเฟยคนที่สอง”

            เจียวมิ่งพึมพำแผ่วเบา เมื่อชาวประชาพานพบทางสว่างแล้วนางก็ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่อีกได้แต่หวังว่าแคว้นเว่ยจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี ตามรัชสมัยใหม่ที่เริ่มนับหนึ่งนี้

             

            ไป๋เหิ่นซินก็มองภาพที่คืนสู่ความสงบ กองกำลังทหารที่ตอนแรกถูกระดมมาอย่างมากมายตอนนี้ล้วนคืนกลับหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นนางก็ไม่มีโอกาสได้พบกับคนผู้นั้นเช่นเดียวกันในเมื่อเรื่องจบแล้ว มันคงไม่อยู่ที่นี่ เมื่อมันไม่อยู่ที่นี่ นางจะรั้งอยู่ต่อไปเพื่ออะไรทั้งไป๋เหิ่นซินและเจียวมิ่งจึงนั่งรถม้า ก่อนเดินทางออกไปจากเมืองอิ๋งซานอย่างเงียบๆ

             

            รถม้าคันนี้เคลื่อนผ่านฝูงชน เคลื่อนผ่านที่พักพิงฉุกเฉินฮุ่ยจวินที่รักษาอาการบาดเจ็บผู้คน รักษาอาการเหล่าทหารอยู่ที่นั่นก็หันไปมองแวบหนึ่งแต่ด้วยรถม้ามิได้น่าสนใจเทียบเท่าอาการบาดเจ็บของผู้คนมากมาย เช่นนั้นมันจึงเพียงทุ่มสมาธิกับการรักษาเท่านั้นโดยพี่น้องร่วมสาบานของมันอย่างปู้ชิงเถาและเส้าเทียนก็ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เส้าเทียนในตอนนี้มันมีตำแหน่งระดับใดแล้วผู้คนย่อมล่วงรู้ด้วยฐานะของมันสมควรกลับไปยังวังหลวงเตรียมตัวสถาปนาตนอย่างยิ่งใหญ่ไม่ควรจะมาลำบากที่นี่เช่นนี้แต่ยิ่งเห็นมันใส่ใจประชาชน ให้ความสำคัญกับเหล่าทหารที่บาดเจ็บจากใจจริง ไม่ยึดถือศักดิ์ฐานะเป็นที่ตั้งผู้คนทุกผู้ ทหารทุกนายจึงรู้สึกจากก้นบึ้งของจิตใจว่า นี่จึงจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดินแคว้นอย่างแท้จริงและนี่จึงสมควรให้พวกมันถวายชีวิตให้อย่างไม่เสียดาย

             

            การฟื้นฟูเมืองอิ๋งซานกินเวลานับเดือน ด้วยความทุ่มเทของแพทย์ไร้นามประมุขพรรคเอกยาจก และจักรพรรดิแคว้นเว่ยพระองค์ใหม่ ได้สร้างเสียงสรรเสริญเยินยอเป็นอย่างมากไม่มีผู้ใดในแคว้นเว่ยจะไม่เคารพนับถือพวกมัน คนทั้งสามจึงถูกเทียบให้เป็นวีระบุรุษของแคว้นไปแล้ว

             

            หนึ่งเดือนมานี้แคว้นเว่ยแม้จะยังไม่มีการสถาปนาจักรพรรดิพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการแต่แนวทางการปกครองแผ่นดินของมันชัดเจนยิ่ง เพียงหนึ่งเดือนชาวประชาต่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือความทุกข์ยากไม่ถามหา การขูดรีดขูดเนื้อของทางการก็หมดไป หากพบว่าคนของทางการคนใดแอบกระทำความผิดนี้โทษสถานหนักของพวกมันจะได้รับมิละเว้น

             

            ยิ่งได้อดีตเสนาบดีกรมสรรพวุธมาเป็นมหาเสนาบดีกรมวังแล้วได้ม่อจือเป็นเสนาบดีกรมกลาโหม การจัดสรรขุนนางดีทหารเยี่ยมยิ่งไม่ขาดตก ขุนนางชั่วถูกกำจัดทหารเลวถูกตัดตอน ปฐพีแคว้นเว่ยจึงสูงขึ้นอย่างทันตา

             

            “ดื่ม"

             

            เสียงกังวานของสามบุรุษดังขึ้นที่เหลาสุราเล็กๆเสียงสุราไหลลงลำคออึกใหญ่พร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นปิติ บุรุษทั้งสามกอดคอกันแน่น สุราเมื่อครู่เปรียบดั่งสายเลือดเปรียบดั่งคำมั่น มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นี่คือสัญลักษณ์ความเป็นพี่น้องอย่างแท้จริง

             

            ปู้ชิงเถา เส้าเทียน และฮุ่ยจวินจนถึงบัดนี้ค่อยได้มีโอกาสดื่มสุราสาบานพร้อมหน้าโดยมีเฒ่าแก่เหลาสุราขนาดเล็ก พร้อมเด็กหญิงซึ่งเป็นน้องสาวบุญธรรมของเส้าเทียนเป็นพยานเฒ่าแก่เจ้าของเหล่าสุราขนาดเล็กนี้ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวตนอันยิ่งใหญ่ของแคว้นเว่ยทั้งสามจะเลือกเหลาสุราที่ต่ำต้อยของตนเป็นสถานที่กระทำการสาบานตนมันจึงอดปราบปลื้มยินดีจนน้ำตาไหลนองหน้ามิได้ เด็กหญิงที่ข้างกายของเส้าเทียนก็ฉีกยิ้มกว้างไม่หุบเส้าเทียนเห็นจึงลูบศีรษะนางแล้วกล่าวถาม

             

            “เหตุใดจึงยิ้มไม่หุบถึงเพียงนี้”

             

            เด็กหญิงกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว

            “เพราะข้าดีใจแทนท่าน ท่านพี่ท่านรู้หรือไม่ท่านได้เป็นจักรพรรดิแคว้นข้ายังไม่ดีใจเท่าการได้เห็นท่านเป็นพี่น้องกับพวกมันเลย”

             

            ปู้ชิงเถาหัวเราะอย่างชอบใจ

            “ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นเด็กหญิงที่ช่างเจรจานัก”

             

            เด็กหญิงกล่าวว่า

            “แม้นข้าจะถูกผู้อาวุโสพาไปซ่อนตัวจนไม่เห็นเรื่องราวที่ทั้งกองทัพยกพลมาเพียงเพราะต้องการจัดการพี่ชายข้าแต่ข้าก็ได้ยินเรื่องราวที่พวกท่านมาช่วยพี่ชายข้า ต่อหน้ากองทัพที่มากมายเพียงนั้นพวกท่านยังไม่ทิ้งพี่ชายข้า แล้วจะให้บอกว่าบัลลังก์มังกรดีกว่าพวกท่านได้อย่างไร"

             

            คำกล่าวนี้ต้องใจของปู้ชิงเถานัก จนชายหนุ่มหัวเราะดังลั่นด้านฮุ่ยจวินก็แย้มยิ้มแลลูบศีรษะของนางแผ่วเบา ก่อนกล่าว

            “แคว้นเว่ยเพิ่มองค์หญิงน้อยที่ชาญฉลาดเช่นเจ้าเห็นทีพี่ชายเจ้าคงจะมีผู้ช่วยฝีมือดีจัดการเอกสารในวังแล้ว"

             

            เห็นรอยยิ้มที่ละมุนของฮุ่ยจวิน พร้อมกับฝ่ามือที่วางอยู่บนศีรษะเด็กหญิงก็ปรากฏความเอียงอายขึ้นมาจนก้มหน้าหงุดไม่กล่าวต่อคำดั่งเช่นกับปู้ชิงเถาเส้าเทียนเห็นก็ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวหยอกล้อนาง

            “น้องข้า เจ้าเริ่มจะโตเป็นสาวแล้ว”

             

            จากนั้นเสียงหัวเราะของทั้งสามก็เริ่มดังขึ้นจนเด็กหญิงม้วนตัวออกไปไม่รั้งอยู่อีก

             

            เรื่องราวการสาบานตนเป็นพี่น้องของสามวีระบุรุษแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวถึงเพียงชั่วข้ามคืนผู้คนที่เลื่อมใสคนทั้งสามเป็นอย่างมากก็คิดตามรอยวีระบุรุษของพวกตน เหลาสุราขนาดเล็กที่ใช้ร่วมสาบานแห่งนี้ไม่นานก็เริ่มมีผู้คนหลั่งไหลมาจนรับลูกค้าแทบไม่ทัน ร้านขนาดเล็กถูกขยายจนใหญ่ขึ้นจ้างเสี่ยวเอ้อมากขึ้น เฒ่าแก่เหลาสุราขนาดเล็ก กลับกลายเป็นเฒ่าแก่โรงเตี๊ยมใหญ่ในเวลาต่อมาความสุขบนปฐพีแคว้นเว่ยนับวันจึงยิ่งเบ่งบานอย่างรวดเร็ว

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน