ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 57 แท่นสื่อสวรรค์

            จูเยว่หาได้สนใจในสิ่งที่ผู้คนกล่าวสนทนาแต่อย่างใดพร้อมทั้งเดินขึ้นไปยังลานทดสอบโดยไร้ซึ่งความกังวลเมื่อเดินมาใกล้บริเวณกลุ่มของรุ่นเยาว์ จึงสัมผัสได้ถึงใบหน้าของสตรีที่คุ้นเคยกำลังจ้องมองมา จูเยว่จึงยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมมองกลับไปยังหลี่ฟางซิ่น

     

            เมื่อนางได้เห็นรอยยิ้มอันคุ้นเคยที่เหมือนกับช่วงเวลาที่นางได้เดินทางร่วมกับเขาความรู้สึกมีความสุขเริ่มผุดขึ้นมาจากภายในจิตใจอีกครั้งนางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนกลับไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่เป็นเพียงเวลาสั้นๆก่อนเสียงหัวใจที่เต้นแรงจะปลุกให้นางรู้สึกตัวว่าได้แสดงท่าทางไม่เหมาะสมต่อหน้าผู้คนมากมายจึงเบือนหน้าหนีจูเยว่ออกไปเพื่อสงบจิตใจ

     

            ตอนนี้เหล่าฝูงชนได้มุ่งความสนใจไปที่จูเยว่ พร้อมทั้งกล่าวสนทนากันด้วยความรู้สึกประหลาดใจในเรื่องดังกล่าว จึงไม่มีใครทันสังเกตเห็นปฏิกริยาของหลี่ฟางซิ่นเมื่อครู่

     

            เมื่อชิวอี้เหวินได้เห็นนายน้อยจูเยว่จ้องมองมายังร่างของสตรีที่ตนชอบพอ ด้วยรอยยิ้มคล้ายสนิทสนม  มันจึงได้กล่าวออกไปด้วยความไม่พอใจทันที 

     

            “เหอะ! ไม่คิดว่าคนไร้ค่าเช่นเจ้าจะกล้าขึ้นมายังลานทดสอบแห่งนี้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันทำให้การทดสอบเข้าสำนักจันทร์กระจ่าง ที่มีเกียรติ ต้องมัวหมอง!”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังขึ้นทำให้ผู้คนโดยรอบได้ยินในสิ่งที่นายน้อยชิวอี้เหวินกล่าวอออกมา

     

            แม้ฝูงชนที่ชมอยู่จะรู้สึกเห็นด้วยกับคำกล่าวเหล่านั้นแต่บิดาของชิวอี้เหวิน ที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากเฟยหรงกลับเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นมาทั่วร่างพร้อมกับค่อยๆหันเหลือบมองไปยังผู้นำตระกูลเฟย ซึ่งพบว่ายังคงนั่งหลับตาอยู่เช่นเดิม หาได้สนใจเรื่องราวเบื้องหน้าแต่อย่างใดผู้นำตระกูลชิวจึงลอบถอนหายใจออกมา เพราะดูเหมือนว่าตัวของเฟยหรง จะไม่ติดใจเอาความกับการมีปากเสียงของผู้เยาว์ทั้งสอง

     

            จูเยว่ที่ยังคงชะงักไปชั่วขณะ จากรอยยิ้มของหลี่ฟางซิ่นแต่ชั่วอึดใจต่อมากลับรู้สึกประหลาดใจ เมื่อนางเบือนหน้าหนีก่อนที่ตนจะได้กล่าวทักทาย แต่เมื่อคิดสักเล็กน้อยก็พอคาดเดาได้ว่าอาจเป็นเพราะมีผู้คนมากมายอยู่รอบๆ หากทำตัวสนิทสนมมากเกินไปอาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เมื่อคิดได้ดังนั้นจูเยว่จึงไม่คิดกล่าวคำใดออกไป 

     

            แต่ขณะที่จูเยว่กำลังครุ่นคิดกับตนเองกลับได้ยินเสียงที่กล่าวต่อว่าตนดังขึ้น จากบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของหลี่ฟางซิ่น เขาจึงมองไปยังบุรุษผู้นั้นด้วยความแปลกใจแต่เป็นเวลาไม่นานนัก ก่อนที่สายตาจูเยว่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรู้สึกเห็นอกเห็นใจพร้อมทั้งส่ายศีรษะไปมา 

     

            นั้นเป็นเพราะจูเยว่เข้าใจว่าชายผู้นี้คงเป็นหนึ่งในบุคคลที่เจ็บแค้นตนเอง จากการไปแย่งสตรีอันเป็นที่รักหรือจิตวิญญาณในอดีต ได้กระทำบางอย่างที่เลวร้ายกับเขาลงไปถึงได้กล่าวออกมาเช่นนั้น 

     

            “จะเจ้า!” 

     

            ชิวอี้เหวินถึงกับกล่าวอะไรไม่ออก เพราะเห็นท่าทีที่ไม่สนใจในวาจาเหยียดหยามที่มันได้กล่าวออกไป อีกทั้งยังใช้สายตาที่ดูคล้ายเวทนาสงสารมองมายังมันอีกด้วย!

     

            “มันอะไรกัน! หรือมันจะปัญญาอ่อน จนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ข้าได้กล่าวออกไปคือวาจาดูถูก!!” ชิวอี้เหวินรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอยู่ภายในและเตรียมที่จะกล่าวบางสิ่ง กลับมีเสียงดังขึ้นมาขัดจังหวะ

     

            “เอาละ ได้เวลาเริ่มการทดสอบเข้าสำนักจันทร์กระจ่างได้!”

     

            ผู้อาวุโสโม่ที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และทราบถึงความหน้าด้านหน้าทนของรุ่นเยาว์ตระกูลเฟยผู้นี้ ที่แม้แต่โดนฝูงชนโดยรอบต่อว่าหรือถูกผู้อื่นเหยียดหยาม ก็หาได้แสดงความรู้สึกโมโห หรือโกรธแค้นขึ้นมาแต่อย่างใดทำให้ไม่อยากชมดูเรื่องราวน่าเบื่อเช่นนี้ต่อ จึงได้ประกาศเริ่มการทดสอบในทันที

     

            “การทดสอบ แบ่งเป็นสองรอบเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาคือทดสอบแท่นสื่อสวรรค์ และทดสอบประลองยุทธ เพื่อคัดให้เหลือเพียงสามคนเท่านั้น”

     

            “อย่างที่รู้กันว่า แท่นสื่อสวรรค์เป็นการประเมินพรสวรรค์ของผู้ฝึกฝนลมปราณเมื่อเปิดใช้งาน และมีผู้ถ่ายทอดพลังลมปราณลงไป มันจะผสานเข้ากับค่ายกลที่อยู่ภายในและเชื่อมต่อกับพลังงานฟ้าดินโดยรอบ ทำให้ทราบได้ถึงอายุและพรสวรรค์ของคนผู้นั้นอย่างแม่นยำ”

     

            เมื่อกล่าวเสร็จผู้อาวุโสโม่ ได้เริ่มเปิดการทำงานของแท่นสื่อสวรรค์โดยการหยิบของบางอย่างที่คล้ายกับม้วนตำราขึ้นมา พร้อมกับจ่ายพลังปราณลงไปปรากฏเป็นอักขระค่ายกลขึ้นมารอบๆแท่นหินเบื้องหน้าทำให้แท่นหินที่ดูไม่ต่างจากก้อนหินทั่วไปเมื่อครู่กลับสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ที่ดูลึกลับและแปลกประหลาด

     

            หลังจากเห็นภาพที่เกิดขึ้น จูเยว่จึงได้กล่าวพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย

     

            “สิ่งที่เรียกว่าค่ายกลนั้น ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!”

     

            “ก็แค่เพียงค่ายกลขยะๆ มันมีอะไรให้น่าสนใจกัน!และนั่นมันอะไรกัน ถึงกับต้องใช้ม้วนบันทึกค่ายกลเพื่อเปิดใช้งานเพียงแค่ค่ายกลระดับนี้!” เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของบุรุษผู้นี้ยามเห็นค่ายกลที่เหมือนกับของเด็กเล่นสำหรับนางจึงทำให้ลี่อินที่อยู่ภายในดวงจิตของจูเยว่ ส่งเสียงดูถูกออกมา

     

            “เพียงแค่ขยะ?” จูเยว่รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเพราะค่ายกลที่ดูลึกลับ กลับเป็นได้แค่ขยะในสายตาของนาง

     

            “มันเป็นเพียงค่ายกลพื้นฐานที่ใช้เชื่อมต่อกับเจตจำนงของสวรรค์ภายในโลกใบนี้ทำได้เพียงตรวจสอบอายุและพรสวรรค์เท่านั้น และเพียงเพื่อเปิดใช้งานค่ายกลระดับนี้กลับต้องใช้ม้วนบันทึกค่ายกล ไม่เรียกว่าขยะ แล้วจะเรียกว่าอย่างไรกัน!”สามารถสัมผัสได้ถึงน้ำเสียง ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเพราะลี่อินได้พบเจอกับเรื่องที่บุรุษผู้นี้ ไม่สามารถเทียบเคียงกับตัวนางได้!

     

            ถึงลี่อินจะไม่อยากยอมรับ แต่พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของบุรุษผู้นี้นับว่าเหนือกว่านางจริงๆ และยังความสามารถในด้านการรักษาที่ตัวนางรู้สึกด้อยค่าทุกครั้งเมื่อนึกถึงมัน

     

            “เจ้ามีความรู้ในสิ่งที่เรียกว่าค่ายกลด้วย?” จูเยว่ถามในสิ่งที่ตนสงสัยออกไปทันที

     

            “ความรู้ในค่ายกล? เจ้าถามข้าที่เป็นผู้ใช้ค่ายกลระดับสวรรค์เช่นนี้ต้องการดูถูกข้าหรืออย่างไรกัน!” น้ำเสียงของลี่อินเริ่มเย็นขึ้น

     

            “ข้าหาได้หมายความเช่นนั้น”

     

            ไม่ทันที่จูเยว่จะกล่าวอธิบายเสียงของผู้อาวุโสโม่ได้ดังขึ้นอีกครั้ง

     

            “ผู้ใดต้องการทดสอบก่อน ให้ก้าวออกมาแล้วถ่ายทอดลมปราณเข้าไปภายใน”

     

            รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่อยู่บริเวณหน้าสุด จึงเดินไปยังแท่นหินดังกล่าวด้วยความตื่นเต้น เพราะนี้เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียว ที่ตัวมันจะได้เข้าร่วมสำนักเมื่อเดินไปถึง จึงวางมือลงไปยังฐานของแท่นสื่อสวรรค์พร้อมกับถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าไป

     

            เพียงชั่วครู่ อายุและระดับพลังของรุ่นเยาว์ผู้นั้นได้ปรากฏขึ้นบนแท่นหินเบื้องหน้า “อายุ 17ปี รวมลมปราณขั้นที่ 8” มันเป็นรุ่นเยาว์ในตระกูลหลี่ผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้

     

            ซึ่งหากไม่นับจูเยว่ หลี่ฟางซิ่นและชิวอี้เหวินแล้ว อีกห้าคนที่เหลือมาจากตระกูลหลี่สามคนและตระกูลชิวอีกสองคนส่วนตระกูลเฟยแม้จะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมือง แต่อำนาจทั้งหมดก็มาจากตัวของเฟยหรงเพียงผู้เดียว

    คล้ายกับเรื่องราชันธาตุผ่ามิติเซียน ที่คุณอ่าน