เจ้านางจันทร์แดงที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง นอบน้อมก้มเศียรลงต่ำ แววตาที่มองดูบุตรชายกราบกรานแทบบาทของคนที่นางแสนชังนั้น ช่างดูน่าเวทนาจนไพร่ฟ้าต่างพากันเชื่อสนิทใจ ว่าสองแม่ลูกนี้ สำนึกแล้วสิ้นในผิดตน ทว่าในใจนางกลับรุ่มร้อนไปด้วยไฟแค้น แผนการลวงที่พ่อท่านท้าวเสือฟ้าวางไว้ กำลังเริ่มต้นขึ้น ช้างเผือกงางามกลางดงลึกนั้น มิใช่ช้างอันเป็นมงคล แต่มันคือกับดักที่จะล่อให้ขุนหลวงผู้กระหายอำนาจเดินเข้าสู่หุบเหวที่ไม่มีทางออก
ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงพยักพระพักตร์เพียงน้อย แล้วน้อมรับเอาพานขันดอกขอขมาจากเจ้าอินทร์สรงมา ก่อนจะหันไปสั่งพญาพรหมเสกให้เริ่มพิธีบูชาหอทั้งสาม โดยมีหมอเฒ่าเป็นผู้เริ่มกระทำพิธีในส่วนของหอประกำ และควาญทุกคนนับจากนี้จะถือว่าอยู่ในช่วงเข้ากำ เอาฤกษ์เอาชัยเพื่อส่งกองทัพไปทำศึก แลเข้าป่าเดินดงค้นหาช้างเผือกงางามตามคำชี้นำของท้าวเสือฟ้า โดยมิทรงล่วงรู้เลยว่า ภายใต้คำเยินยอนั้น มีคมดาบที่พร้อมจักจ้วงแทงซ่อนเร้นอยู่
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เหนือน่านน้ำของอันกว้างขวาง ปรากฏภาพมหาอำนาจที่ผู้คนมิเคยพบเห็นมาก่อน เสียงกลองสะบัดชัยแตรเขาสัตว์แลกลองมโหรทึก ดังขึ้นจากป้องปราการเหนือกำแพงเวียง แพไม้ซางขนาดมโหฬารหลายสิบลำ ล่องเรียงรายไปตามกระแสน้ำคล้ายพญานาคราชเคลื่อนตัวเข้าซอกเขา แลแบกเอาช้างม้ากองทัพขึ้นใส่หลัง เลื้อยเลาะไปตามกระแสน้ำไหล ผู้คนสองฝั่งของ ต่างออกมายืนดูตะโกนโห่ร้องอำนวยอวยชัย ให้กองกำลังแห่งสุวรรณโคมคำกำเอาชัยชนะกลับมาใส่เมืองตน
บนแพใหญ่ช้างศึกร่างกำยำร่วมยี่สิบเชือก ยืนสงบนิ่งราวก้อนหินยักษ์ ขาของพวกมันถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ควบคุมเส้นใหญ่ สายตาที่ดุดันจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัวต่อระลอกคลื่น
ม้าศึกกว่าห้าสิบตัวยืนเรียงรายถัดไป เสียงฝีเท้ากระทบไม้กระดานเรือแพดังก้องสะท้อนหน้าผา เคียงคู่กับกองกำลังเสือดำที่นั่งลับอาวุธอยู่ท่ามกลางเสบียงกรังมหาศาล
เจ้าแสนเมืองสิงห์ ยืนคุมท้ายแพลำแรก มวนหอมในปากยังคงส่งควันจาง ๆ พระองค์หันมามองเจ้าหาญที่กำลังตรวจนับความเรียบร้อยของกองเสบียงด้วยสีหน้าขึงขังขะมักเขม้น
“ดูเอาเถิดไอ้หาญ...กระแสน้ำมักไวกว่าฝีเท้าคน หากเราถึงสบหล่ายงาว เขตเมืองเชียงลาวได้ไวเท่าใด ชัยชนะก็อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ”
เมื่อขบวนแพถึงสบหล่ายงาว กองทัพจะยกพลขึ้นบก เปลี่ยนจากการล่องน้ำเป็นการเดินเท้าตัดผ่านป่าไปตามทิศทักษิณ มุ่งหน้าสู่เวียงทุ่งยั้ง จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพของเจ้าสิงหาแลเจ้าโยนยางคำ ได้พาทหารม้าและทหารราบล่วงหน้าไปคอยท่าสมทบกัน
เป้าหมายสุดท้ายคือการบุกข้ามเทือกเขาเข้าสู่ ภูซางเมืองหน้าด่านก่อนเข้าสู่เวียงทุ่งหลวง การศึกครานี้มิใช่เพียงการประลองพละกำลัง แต่คือการบีบคั้นหัวใจศัตรูจากทุกทิศทาง
ขบวนช้างหลวงของขุนหลวงอินทร์ถวายแลพญาพรหมเสกเคลื่อนตัว ด้วยความเชื่องช้าประหนึ่งพญามังกรดินที่เลื้อยผ่านแมกไม้ป่าโปร่งสลับป่าทึบ ตั้งแต่เช้าจนเย็นย่ำ น้ำหนักจากฝีเท้าช้างที่ตกกระทบดินพาลให้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหว นกป่าบินแตกตื่นทิ้งรังเมื่อกลิ่นอายแห่งอำนาจย่างกรายเข้ามาถึงจุดที่พักอาศัยของพวกมัน ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงมีพระบัญชาให้หยุดขบวนช้างหลวง ยังชายป่าอันเป็นจุดเชื่อมต่อก่อนจะเข้าสู่ดงดำ แลให้เร่งปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับชั่วคราวอย่างเรียบง่ายที่สุด
“ไอ้พราน...มึงจงนำคนของพญาพรหมเสกไปดูลาดเลายังหนองลุ่มกก” ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงเนตรนั้นคมกริบดุจพญาเหยี่ยว “ไปตรวจดูให้แน่ใจว่า ช้างเผือกงางามที่พวกมึงว่านั้น มันยังอยู่กินในแหล่งเดิมอยู่หรือไม่ หากพบเห็นก็จงอย่าทำให้มันตื่นตกใจ จนหนีหายเข้าไปในดงลึก ยากที่จักตามตัวพบ”
ไอ้พรานกะเหรี่ยงที่ถูกจ้างวานมาสร้างเรื่องโกหก รับคำด้วยอาการลนลานแม้จะพยายามเก็บอาการของตนแล้วก็ตาม ด้วยน้ำเสียงแลอำนาจขององค์อินทร์ถวาย แม้เพียงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่กับคนป่าเขา เพียงได้ยินเท่านั้น ก็พาลเอาแข้งขาอ่อนแรงเกรงกลัวในพระบารมี มันรีบเดินนำหน้าเหล่าทหารช้างฝีมือดีของพญาพรหมเสก มุ่งหน้าเข้าสู่พงรกหายลับไปกับเงาไม้ ทิ้งให้บรรยากาศในค่ายพัก เต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่แฝงไว้ด้วยความกดดัน
ขบวนทัพเรือแพเดินทางผ่านกระแสน้ำเชี่ยว แลโขดหินขวางกั้นด้วยความทุลักทุเล ด้วยเป็นเพราะช่วงน้ำแล้ง โขดหินจึงเป็นอุปสรรคใหญ่ สาเหตุที่เรือสินค้ามากมายใหญ่น้อย ต้องจอดพักหยุดรออยู่ที่ท่าเรือ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี เพราะคนท่อแพชำนาญการจากเชียงลาว ที่เจ้าโยนยางคำส่งตัวมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เมื่อมาถึงบ้านสบหล่ายงาวก็เข้าสู่ช่วงแลงแดดอ่อน ชาวบ้านหล่ายงาวพากันแตกตื่นตกใจกับขบวนกองทัพที่ไม่คิดว่าจะผ่านมาทางบ้านเรือนตน อันอยู่กันมาอย่างสงบร่มเย็น พ่อแก่บ้าน[37]ถึงกับต้องเร่งเท้าออกมาดูเจรจา
“พวกมึงเขาเป็นทัพมาจากที่ใด แลจะไปยังที่ใด เหตุใดถึงต้องผ่านชุมชนกู”
เจ้าหาญตรงเข้าหาชายวัยกลางคน ผู้ซึ่งเอ่ยถามแลดูท่าทางเหมาะสมแก่การเป็นผู้นำคน
“ข้ามีนามว่า เจ้าหาญ เป็นราชบุตรเมืองสรวง รับพระบัญชามาแต่เจ้ามหาชีวิตขุนหลวงอินทร์ถวายแห่งสุวรรณโคมคำ ให้ยกทัพผ่านชุมชนแห่งนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปตีเอาเวียงทุ่งหลวง”
ทันทีที่ได้ยินพระนามของขุนหลวงอินทร์ถวาย แก่บ้านก็ถึงกับทรุดกายลงพร้อมคนติดตาม แลชาวบ้านทั้งหลาย “เชิญเถิดพระบาทเจ้า แลขุนศึกช้างม้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าแลทุกคนน้อมหลีกทางให้ ด้วยเพราะพระบารมีของพระองค์บ้านหล่ายงาวของข้าพเจ้าถึงได้สงบร่มเย็น”
แก่บ้านรับทราบแลให้ชาวบ้านเปิดทางให้กองทัพสุวรรณโคมคำผ่านทางแต่โดยดี ด้วยบ้านหล่ายงาวที่อยู่ในอาณาเขตเชียงลาวนี้ ล้วนเป็นแผ่นดินเดียวกันกับสุวรรณโคมคำทั้งสิ้น
“กองทัพข้าครั้งนี้ไม่มากมายกระไร ขอแค่ผ่านทางเท่านั้น จักมิทำให้ผู้ใดเดือดร้อนดอกหนา”
กล่าวจบเจ้าหาญก็หันหลังไปพยักหน้าให้กับเจ้าแสนเมืองสิงห์ ที่ยืนเคี้ยวเหมี่ยง[38]ยิ้มกริ่ม แล้วทรงหันไปพยักหน้าให้คนของตน ชายฉกรรจ์ห้าคนจูงม้าลงจากเรือแพงแล้วควบหายขึ้นเนินตลิ่งไป เพียงช่วงเคี้ยวหมากแหลกมันก็กลับคืนมา
“ด้านบนท้ายหมู่บ้าน มีทุ่งนาร้างที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วสิ้น พอให้พักขบวนได้พระเจ้าข้า”
เจ้าแสนเมืองสิงห์ได้ยินเช่นนั้นก็หันหลังไปสั่งการกับพวกทหารที่รอคำสั่งอยู่ “พวกมึงได้ยินหรือไม่ จงเร่งเอาช้างม้าแลเสบียงลงจากแพให้สิ้น แล้วเร่งรื้อเรือแพต่อเป็นเกวียนล้อลาก แล้วเร่งไปยังจุดที่ไอ้พวกนี้มันว่ามา คืนนี้พวกเราจักพักหลับนอนกันที่นี่”
เหล่าทหารต่างตะโกนรับคำบัญชา แลช่วยกันตามหน้าที่ตน เจ้าหาญมองดูเรือแพที่มัดประกบกันด้วยไม้บงไม้ซาง ที่แท้ในใจกลาง กลับมีไม้แป้นแผ่นกระดานแลท่อนซุงซ่อนอยู่ การรื้อง่ายกว่าการสร้าง ไม่ช้านานแพใหญ่ทั้งหมดก็ถูกรื้อออกเหลือเพียงไม้กองใหญ่
ทหารกองช่างผู้ชำนาญการเร่งต่อเกวียนแลล้อลากในทันที การทำงานเริ่มขึ้นอีกครั้งแข่งกับแสงตะวันที่ใกล้ลับเหลี่ยมเขา แก่บ้านก็ช่างแสนดี ให้ผู้ชายที่เป็นงาน แลว่างเว้นจากการงานในเรือนในไร่ มาลงแรงช่วยเหลือกองทัพ เท่าที่พวกตนจักช่วยได้ บรรดาสตรีก็ช่วยกันเก็บเอาหัวเผือกหัวมันธัญญาหารที่ตนมี รวบรวมมามากบ้างน้อยบ้างจนได้กองใหญ่ มอบให้กับกองเสบียงไว้ใช้เสริมแรงแก่กองทัพ
เจ้าหาญมองดูทุกอย่างแลเก็บทุกรายละเอียด เช่นที่เจ้านางซอมพอเคยสั่งสอน ให้เป็นคนรู้จักช่างสังเกตแลจดจำ สิ่งใดดีจงสานต่อ สิ่งใดไม่ดีต้องรู้จักเลือกใช้
[37]แก่บ้าน : ตำแหน่งผู้อาวุโสหรือหัวหน้าชุมชนในระบบการปกครองพื้นเมืองล้านนา ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ตัดสินข้อพิพาทเบื้องต้น จัดระเบียบการเกณฑ์แรงงานและการจัดพิธีกรรมของหมู่บ้าน รวมถึงเป็นผู้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของเมือง เช่น แก่ฝายหรือหมื่น ในบางท้องถิ่นตำแหน่งนี้ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนตามอาวุโส ความรู้ และบารมี มากกว่าการแต่งตั้งโดยอำนาจรัฐโดยตรง
[38]เหมี่ยง ใบชาที่ผ่านการนึ่งและหมักจนมีรสเปรี้ยวฝาด นิยมเคี้ยวเล่นหรือรับประทานร่วมกับเกลือ ขิง กระเทียม หรือเครื่องปรุงพื้นบ้านอื่น ๆ เป็นของขบเคี้ยวและเครื่องต้อนรับแขกที่พบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมล้านนา รวมถึงกลุ่มชนบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ เชื่อกันว่าช่วยให้ร่างกายสดชื่น แก้ง่วง และบรรเทาความเหนื่อยล้าระหว่างการทำงาน.