ทันทีที่ชวีหนานอีพ้นออกจากฮัวหยุนตู้ หลี่ต้าจ้วงรีบรายงานเขาด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำ “ใต้เท้า มีเด็กสาวถูกขโมยอีกแล้วขอรับ”
ชวีหนานอีรีบขึ้นหลังม้า “ไป รีบพาข้าไป”
หลี่ต้าจ้วงรีบขึ้นหลังม้า ควบตามไปเช่นกัน
ทั้งสองมาถึงบ้านของเหอโหย่วหยิน พบสตรีท้องโตนางหนึ่งยืนร้องไห้ตรงลานบ้าน
สามีของนางมีนามว่า เหอโหย่วหยิน ขณะนี้ไปทำงานที่ร้านขายธัญพืช
ลานบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า สภาพบ้านทรุดโทรม เห็นได้ว่าครอบครัวนี้ยังชีพอยู่ในเขตนี้ได้ด้วยรายรับอันน้อยนิดของเหอโหย่วหยินที่ทำงานอยู่ในร้านขายธัญพืช
ครั้นเห็นผู้มาเยือนคือนายอำเภอ นางกุลีกุจอลุกขึ้นจนเผลอเตะม้านั่งที่อยู่ข้างเท้า รีบทรุดตัวลงคุกเข่าเสียงดัง...ตุบ! ร่างสั่นเทา แม้สักประโยคก็มิอาจเอื้อนเอ่ย
ชวีหนานอีบอกให้นางลุกขึ้น
นางจึงยืนขึ้นด้วยท่าทีสั่นระริก ขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง มิวายจะเซล้มอยู่หลายครา
ชวีหนานอีเดินวนไปวนมาหลายรอบ แล้วจึงกล่าวถาม “บุตรสาวของท่านอายุเท่าไร หายไปได้อย่างไร?”
นางเอ่ยตะกุกตะกัก ไม่ปะติดปะต่อ ตอบไม่ได้ถึงสาเหตุ
หลี่ต้าจ้วงดูเป็นกังวลจึงเอ่ยแทรก “ใต้เท้าขอรับ นางผู้นี้ขี้กลัว เกรงว่าขืนพูดต่อไปก็ไม่ได้ความ สู้เรียกตัวสามีนางกลับมา เพียงใต้เท้าเอ่ยปากถามคงได้ทราบคำตอบขอรับ”
นางพลันเงยหน้ามีท่าทีตื่นตระหนก “มะ ไม่ ...ไม่ได้นะใต้เท้า จะตามสามีข้ากลับมาไม่ได้ หมินฟู่...หมินฟู่จะเป็นคนอธิบายเอง”
ชวีหนานอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาขยับม้านั่งออกจากมุมเล็กน้อย เป่าฝุ่นออก ดึงเสื้อคลุมขึ้น นั่งลงกล่าว “เล่ามา”
นางจ้องชวีหนานอีที่นั่งอยู่บนม้านั่งอย่างไม่กะพริบตา ครั้นเห็นเขามองมา ก็เข่าอ่อนแทบทรุดลงอีกรอบ
ชวีหนานอีเอ่ย “เจ้าเองก็นั่งลงสิ ค่อย ๆ เล่าให้ข้าฟัง ข้าเป็นคนของประชาชน จักใช้อารมณ์ได้เยี่ยงไร จงวางใจแล้วค่อย ๆ เล่าเถิด”
นางลังเลคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดจึงยอมให้ความร่วมมือ พลิกม้านั่งกลับขึ้นมา บ่ายก้นนั่งลงไปอย่างระมัดระวัง
ชวีหนานอีถามซ้ำอีกรอบ “บุตรสาวของเจ้าอายุเท่าไร ถูกขโมยไปได้อย่างไร?”
นางยังมิทันได้พูดน้ำตาก็ไหล “บุตรสาวของหมินฟู่อายุสองขวบ ข้าน้อยก็มิทราบว่าถูกขโมยไปได้อย่างไร เมื่อกล่อมนางหลับตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน ข้าน้อยก็หลับตาม พอตื่นมาบุตรสาวก็หายไปแล้ว”
ชวีหนานอีเอ่ยถาม “สามีของเจ้าล่ะ อยู่ที่ไหน”
นางตอบอย่างไม่อ้อมค้อม “สามีของข้าน้อยทำงานอยู่ที่ร้านขายธัญพืช”
ชวีหนานอีถาม “เหตุใดเจ้าจึงไม่เรียกเขากลับมา”
นางห่อไหล่ประหนึ่งหวั่นเกรงผู้เป็นสามี ตอบอย่างขลาดกลัว “สะ..สามี หากสามีรู้เข้า เกรงว่าข้าจะถูกทุบตีจนตาย”
ดูเหมือนว่า เหอโหย่วหยินจะเป็นคนที่รักเด็กเอามาก ๆ ชวีหนานอีถาม “เมื่อคืนสามีของเจ้าไม่อยู่บ้านหรือ เขารู้หรือไม่ว่าบุตรสาวหายตัวไป?”
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ เอ่ยตอบ “อยู่ เขาอยู่ที่นี่”
นางเหลือบมองชวีหนานอีแวบหนึ่งก่อนเอ่ยตอบเสียงเบา “สามีรู้ว่าบุตรสาวหายตัวไป แต่หากไม่ไปทำงานต้องพากันอดตายเป็นแน่ หมินฟู่คงแบกรับเรื่องนี้ไม่ไหว ข้าน้อยรบกวนใต้เท้าครานี้ หากผู้เป็นสามีรู้เข้า คงไม่สั่งสอนหมินฟู่ไม่ได้”
ชวีหนานอีไม่รู้เพราะเหตุใดเหอโหย่วหยินต้องโกรธจึงถาม “ทำไม?”
นางเหลือบมองชวีหนานอีอีกครั้งพลางทบทวน ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “หมิน..หมินฟู่ไม่มี..ไม่มีเงินทอง ไม่มีของมีค่าจะมอบให้ใต้เท้า”
เหอะ...ด้วยเหตุนี้เองถึงได้ลงมือทำร้ายภรรยา
ชวีหนานอีหลิ่วตามองหลี่ต้าจ้วง
หลี่ต้าจ้วงหน้าแดงก่ำ รีบอธิบาย “หามิได้ขอรับใต้เท้า พวกข้ามิได้รับเงินจากนาง”
ชวีหนานอีพลางส่ายหัวกล่าว “เกรงว่าเจ้าจักไม่สามารถสอนเยาวชนได้ ข้าขอถามเจ้า ในเมื่อครอบครัวของนางมิได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทางที่ว่าการเขตทราบ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีเด็กสาวหายไป”
หลี่ต้าจ้วงชะงักครู่หนึ่ง พลันตอบอย่างงุนงงว่า “ข้าน้อยได้ยินคนพูดกันขอรับ”
ชวีหนานอีเลิกคิ้ว “ได้ยินจากผู้ใด”
หลี่ต้าจ้วงตอบ “เช้าตรู่ของวันนี้ ระหว่างที่เดินทางไปยังที่ว่าการเขต ข้าได้ยินผู้คนจับกลุ่มคุยกัน บุตรสาวของครอบครัวเหอโหย่วหยินในเมืองซีโถวสูญหาย ข้าน้อยหันกลับไปมอง แต่มิเห็นผู้ใด มีเพียงคนสัญจรไปมาบนถนน เกรงว่ามันจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น จึงมิได้ใส่ใจ ทว่าเมื่อนึกถึงประโยค บุตรสาวหายตัวไป ก็พลันนึกได้ว่าเมื่อสี่วันก่อนมีผู้มาร้องทุกข์เรื่องบุตรสาวถูกขโมย ด้วยเหตุนี้ถึงได้เอะใจ รีบรุดไปตรวจสอบขอรับ”
“เดิมทีนางมิยอมปริปาก ต่อมาถูกข้าน้อยทำให้กลัวถึงได้ยอมกล่าว นางบอกเพียงว่าบุตรสาวหายตัวไป ที่ไม่ได้แจ้งทางการเพราะไม่อยากยุ่งยาก”
เดิมมีความเชื่อว่าที่ว่าการเขตซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ แม้นมีเรื่องแต่ไร้เงินทองก็ไม่สามารถพึ่งพา ด้วยเหตุนี้จึงอธิบายได้ว่า เหตุใดนางถึงไม่คิดรายงานเรื่องนี้กับที่ว่าการว่าเขต เพราะนางเกรงว่าหากตามบุตรสาวที่หายไปไม่เจอ กลับยังต้องจ่ายค่าตอบแทนอีก เดิมครอบครัวก็ลำบากอยู่แล้ว เหอโหย่วหยินผู้เป็นสามีหากรู้ว่านางยังฝืนดื้อดึง คงเตรียมไม่มีจะกินได้เลย
ชวีหนานอีพยักหน้าเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้หลี่ต้าจ้วงพูดต่อ
หลี่ต้าจ้วงกล่าว “ข้าน้อยเห็นว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดแปลก จึงรีบกลับไปยังที่ว่าการเขตเพื่อรายงานใต้เท้า ทว่าใต้เท้าไม่อยู่ ข้าน้อยตามหาจนทั่ว ใช้เวลาไม่น้อยจึงทราบว่าใต้เท้าไปพบกับลูกศิษย์คนโตของจางเทียนซือ ข้าน้อยมิอาจรอช้า จึงรีบตามไปขอเข้าพบใต้เท้า”
ทันทีที่ชวีหนานอีขยับตัวลุกขึ้น ม้านั่งที่ไม่มีขาก็ล้มลงเสียงดัง..ตุบ คราสตรีผู้นั้นตัวสั่นอีกครา
ชวีหนานอีปัดฝุ่นตามตัวกล่าวกับนางว่า “มิต้องตกใจ พาข้าไปยังที่ที่บุตรสาวของเจ้าอยู่”
สตรีผู้นี้ บุตรสาว และเหอโหย่วหยิน อาศัยแผ่นไม้ใช้ทำเตียงอย่างง่าย ๆ
ภายในห้องมีหน้าต่าง แต่ค่อนข้างเล็ก สตรีผู้หนึ่งคงไม่สามารถลอดผ่าน โดยเฉพาะบุรุษเห็นทีจะยาก
ประตูห้องปิด ไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะ
หัวขโมยต่ำช้าคงไม่ลงมือขณะมีคนอยู่ในบ้าน ยิ่งขโมยเด็กด้วยแล้วเป็นไปไม่ได้แน่ เด็กสาวอายุเพิ่งสองขวบ ต้องมีมารดาคอยดูแล มิอาจทิ้งให้อยู่บ้านเพียงลำพัง
แต่ทว่า ผู้ใดกันที่สามารถขโมยตัวเด็กสาวโดยไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่เสียงร้อง
เมื่อพินิจพิเคราะห์ถึงตอนนี้ ชวีหนานอีเอ่ยถาม “คืนที่ผ่านมา เจ้านอนหลับสนิทหรือไม่?”
นางตอบ “ตัวหมินฟู่มีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ จะนอนหลับสนิทได้อย่างไร”
ชวีหนานอีถาม “ไม่ได้กลิ่น หรือไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยหรือ”
นางครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบ “หมินฟู่ได้ยินเพียงเสียงกรนของสามี ได้กลิ่น..ได้กลิ่นเท้าเหม็น ๆ ของเขา และ..และกลิ่นผายลมของเขา”
ชวีหนานอีชะงักตกตะลึงชั่วครู่ เกือบยิ้มและหัวเราะ แต่พลันนึกได้ว่าบุตรสาวของนางเพิ่งหายไป หากหัวเราะตอนนี้คงไม่เหมาะสม จึงได้แต่กลั้นไว้ จนปรากฏรอยย่นหยักทั้งใบหน้า ช่างเป็นเรื่องยากลำบากจริง ๆ
นางมองชวีหนานอีพลางขมวดคิ้ว นึกไปว่าเป็นเพราะกลิ่นของสามียังคงหลงเหลือ จึงโบกแขนเสื้อปัดไปมา เพื่อขจัดกลิ่นในห้องให้หมดไป
ชวีหนานอีมิสามารถอยู่ต่อแล้ว หลังจากจำใจเดินวนไปมารอบห้องที่ดูยากจนข้นแค้น ก็ตะโกนเรียกหลี่ต้าจ้วงเพื่อกลับไปยังที่ว่าการเขต