Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 10 ผู้ร่วมอาศัยคนใหม่?

    บทที่ 10

    หนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์ที่เหมืองเมย์รี้ดในที่สุดเอเลนก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเสียที ความจริงในความเห็นของหมอนั้นร่างกายของเอเลนนั้นออกจะพิเศษเกินไป โดยปกติแล้วผู้ที่มีภายแผลภายในรุนแรงอย่างเขาสมควรใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนเพื่อเยียวยา

    แต่ด้วยผลของกาลอนันต์ทำให้ร่างกายของเขาสามารถฟื้นฟูได้เร็วกว่าเดิมสองเท่าทั้งยังส่งผลลัพธ์ที่ไม่ระบุเอาไว้ในหน้าต่างข้อมูล การรักษาด้วยวิธีการใดๆล้วนส่งผลให้บาดแผลหายไวขึ้นทำให้เขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ฟลังจากที่เข้ารับการรักษาหนึ่งเดือน

    ในส่วนของเซลีนนั้นทางตระกูลของเธอได้มารับเธอกลับไปทันทีที่เธอโผล่ออกมาจากเหมืองทั้งยังเป็นคนเดียวที่มาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลบ่อยๆทำให้ชีวิตระหว่างการรักษาไม่น่าเบื่อมากนัก พวกเขาร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกันเพียงวันเดียวทำให้เอเลนมองเซลีนดีขึ้นจากแต่ก่อนที่เขามองเธอเป็นแค่คุณหนูผู้เอาแต่ได้

    ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขารู้จักเซลีนมากขึ้น ไม่ใช่ว่าสอดรู้สอดเห็นแต่เซลีนเป็นฝ่ายเปิดปากเล่าออกมาเองมากกว่า เขาเปรียบเสมือนเพื่อนที่คอยรับฟังปัญหาของเด็กสาว

    เวลาผ่านมาไม่นานแต่เอเลนกลับรู้สึกว่ามันผ่านไปนานมาก ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่เขาไม่อยู่ร้านดูสกปรกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความที่อยู่คนเดียวทำให้เขาต้องคอยปัดกวาดเช็ดถูร้านของเขาบ่อยๆไหนจะพวกแร่จำนวนมากที่ตาลุงแจ็คสันเอามาเททิ้งเอาไว้อีก เสียเวลาอีกสองสามวันกว่าจะทำความสะอาดรวมถึงจัดแร่ต่างๆให้เข้าที่ก่อนที่ร้าน ค้อนเพลิง จะเปิดให้บริการอีกครั้ง

    กรุ้งกริ้งๆ

    เสียงกระดิ่งอันเดิมดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กสาวผมสีทองละเอียดราวกับใยไหมจะเดินผ่านประตูเข้ามา เอเลนโผล่หน้าออกมาจากโต๊ะทำงานของเขาเล็กน้อยเพื่อมองดูแขกคนแรกของวันซึ่งก็คือเซลีนนั่นเอง

    “สวัสดี ทำความสะอาดไวเหมือนกันนี่”

    เด็กสาวร้องทักก่อนจะใช้นิ้วเรียวรูดตามเครื่องเรือนต่างๆ

    “แหงล่ะ ปกติชั้นอยู่คนเดียวนี่เรื่องทำความสะอาดเลยพอมีฝีมืออยู่บ้าง”

    เอเลนไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระเขาสนิทกับเซลีนจนเลิกใช้คำสุภาพไปแล้ว เด็กสาวก็ถือวิสาสะลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงกันข้ามก่อนจะวางแหวนวงหนึ่งไว้บนโต๊ะ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วถึงจะไม่ได้ตรวจสอบแต่แหวนวงนี้คือแหวนมิติเก็บของเป็นแน่แท้เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเธอนำมันออกมาทำไม

    “นี่คือ?”

    “มิธริล รวมไปถึงข้าวของของนายที่ฝากชั้นเอาไว้ไงล่ะ”

    “อ่อ จริงด้วยสินะ”

    เด็กหนุ่มบางอ้อราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนออกจากเหมืองเขาเสียกระเป๋าเวทมนต์ไปกับการต่อสู้เซลีนเลยเอาของของเขาทั้งหมดฝากเอาไว้ในแหวนมิติของเธอก่อนที่พวกเขาจะวุ่นวายกับการนำเอเลนส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาจนเขาลืมเรื่องมันไปเสียสนิท

    เอเลนตรวจนับดูของทั้งหมดไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าเซลีนจะโกง ตระกูลครีฟมอนด์มีทรัพย์สมบัติเยอะกว่าของในแหวนวงนี้นับร้อยเท่าที่เขาตรวจสอบก็เพื่อยืนยันอาวุธที่เสียไปกับการฆ่าแทโอ

    “พังไปเกือบครึ่งเลยเหรอเนี่ย”

    เด็กหนุ่มถอนหายใจซึ่งมันไม่ได้ผิดคาดนักความจริงเขาสามารถซ่อมยุทธภัณฑ์ที่เสียหายได้แต่ทักษะซ่อมแซมนั้นมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ระบุเอาไว้เป็นตัวอักษรว่าหากอาวุธเสียหายเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไปจะไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกใจจริงเขาอยากจะซ่อมมันระหว่างที่รักษาตัวแต่แพทย์กลับสั่งให้เขาห้ามใช้ทักษะใดๆ ถึงจะเป็นแค่อาวุธแรงค์ F กับ E แต่อย่างไรเสียในสายตาของผู้ที่เป็นบิดาผู้สร้างมันขึ้นมาก็อดเจ็บปวดใจไม่ได้

    เมื่อตัดใจได้แล้วเอลเนก็ต้องขมวดคิ้วเท่าที่จำได้เขาบอกกับเซลีนว่าเขากับเธอจะแบ่งมิธริลที่ได้จากแทโอคนละครึ่งหนึ่งแต่สิ่งที่อยู๋ในแหวนมิตินอกจากสมบัติของเขาแล้วยังจะมมีร่างของแทโอทั้งตัว

    “มิธริลมีค่ามากเกินไป ชั้นไม่อาจรับไว้ได้หรอก”

    เซลีนเอ่ย

    “ได้ยังไงกัน หากไม่มีเธอชั้นคงไม่มีจังหวะใช้ทักษะฆ่ามันดาบเดียว”

    เอเลนตอบกลับด้วยท่าทีไม่ยินยอม ช่วยมากหรือน้อยล้วนไม่เกี่ยงขอแค่ช่วยเขาหนึ่งครั้งเอเลนก็ไม่คิดอยากจะเอาเปรียบเซลีนถึงแม้เขาจะทราบถึงมูลค่าของมิธริลก็ตาม

    “ไว้กับนายนั่นแหละดีแล้ว”

    เซลีนเอ่ยขัดเธอรู้อยู่แล้วว่าเอเลนจะต้องปฏิเสธมิธริลทั้งหมดนี่แต่เธอมีแผนสำรองแล้ว

    “ตระกูลคริฟมอนด์ภายนอกแม้จะดูเหมือนว่าเป็นตระกูลที่เข้มแข็ง แต่จริงๆแล้วยังมีศึกภายในที่รุ่นเยาว์ล้วนแก่งแย่งชิงดี ชั้นที่มีดาบซันโทเรียนย่อมการันตีตำแหน่งผู้นำตระกูลแม้ญาติๆจะไม่เห็นชอบก็ตาม”

    เซลีนอธิบายอย่างใจเย็น

    “เพราะแบบนั้นการครอบครองมิธริลจำนวนมากทั้งที่สถานะของชั้นยังไม่มั่นคงก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเหาใส่หัว”

    ที่เซลีนพูดมาเป็นความจริงครึ่งหนึ่งเว้นแต่เรื่องที่เธอบอกว่าสถานะในตระกูลของเธอไม่มั่นคง จะไม่มั่นคงได้อย่างไรก็บิดาของเธอคือผู้นำคนปัจจุบันแถมเธอยังเปนสืบสายเลือดโดยตรง เอลเนไม่ใช่คนโง่เขาเองก็ย่อมทราบโครงสร้างในตระกูบลของเธอ

    “ถึงจะพูดแบบนั้นชั้นก็รับเอามิธริลอีกครึ่งไว้ไม่ได้จริงๆ”

    เอเลนเอ่ยด้วยความลำบากใจแบบนี้เขาก็ไม่ต่างอะไรกับโจรน่ะสิ เซลีนเองก็ลำบากใจไม่แพ้กันเพรราะถึงสุดท้ายเอเลนจะเป็นคนสังหารแทโอด้วยทักษะทรงพลังแต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่าเธอไม่มีส่วนร่วม ความเงียบเข้าปกคลุมร้านค้อนเพลิงอีกครั้งหนึ่งก่อนที่เซลีนจะเป็นคนเอ่ยปาก

    “ถ้าอย่างนั้นนายก็เอามิธริลพวกนี้มาทำเป็นดาบให้ชั้นซะ”

    เซลีนเอ่ยด้วยแววตาที่เปล่งประกายพร้อมกับหยิบซันโทเรียนออกมา

    “ซันโทเรียนเล่มนี้เป็นสมบัติตดทอดจากต้นตระกูล แต่อย่างไรสิ่งนี้ก็ควรอยู่ในคลังมากกว่าเอามากวัดแกว่ง ข้อเสียของมันเยอะจนหาโอกาสงานได้ยากดังนั้นใช้ดาบเล่มใหม่ไปเลยคงจะเหมาะกว่า”

    เอเลนรับฟังแนวคิดของเด็กสสาวด้วยความสนใจ ซันโทเรียนเล่มนี้ถูกสร้างด้วยน้ำมือของเคเรมซ่งเคเรมนั้นมีทักษะการตีเหล็กที่ไม่ค่อยดีนักตรงกันข้ามกับทักษะเขียนรูนโดยสิ้นเชิงถ้ามีโอกาสเขาก็คิดอย่างจะตีซันโทเรียนขึ้นมาใหม่พร้อมกับสลักรูนเพื่อที่จะได้ซันโทเรียนที่สมบูรณ์แบบ

    “....แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน”

    เอเลนคล้อยตามในที่สุดเซลีนฉีกยิ้มอย่างยินดีก่นจะพูดมัดมือชกก่อนจะวิ่งออกไป

    “ถ้านายสร้างซันโทเรียนเสร็จแร่ที่เหลือก็เป็นของนายตกลงตามนั้น”

    “เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนกัน?”

    เอเลนตะโกนถามขึ้น เซลีนที่วิ่งพ้นประตูไปแล้วก็โผล่หน้ากลับมาเล็กน้อย

    “วันๆชั้นไม่ได้อยู่เฉยๆนะยะ เป็นนักผจญภัยก็ต้องออกไปล่ามอนสเตอร์สิ”

    พูดจบเจ้าหล่อนก็หายวับไปทิ้งเอเลนเอาไว้กับงานกองมหึมาเพียงลำพังพร้อมรอยยิ้มแห้งๆแต่เขาก็ไม่คิดจะตำหนิเธอเลย

    “ให้ตายสิ ทิ้งงานยากเอาไว้แล้วจากไปเอาแต่ใจเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ”

    เอเลนรวบรวมของทั้งหมดยัดลงในแหวนก่อนจะเดินหายไปหลังร้านเพื่อเตรียมเริ่มงานแม้จะรู้สึกผิดกับลูกค้าขาประจำบางคนที่ต้องพึ่งพาทักษะซ่อมแซมของเขาแต่โอกาสที่จะได้จัดการกับมิธริลนั้นไม่ได้มีบ่อยๆเป็นความท้าทายที่ไม่ว่าช่างตีเหล็กหน้าไหนก็ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

    เด็กหนุ่มผลักประตูไม้บานเดิมที่หนึ่งเดือนหลังจากที่ไม่ได้รับการดูแลทำให้มันมีเสียงดังเวลาเปิด เตาไฟถูกจุดทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าสิ่งแรกที่เขาทำก็คือคัดแยกมิธริลแทโอมีร่างกายที่ค่อนข้างใหญ่ทั้งตัวนั้นหลอมขึ้นมาจากแร่มิธริลอย่างแท้จริง นั่นทำให้เขามีมิธริลจำนวนมากเอาไว้สำหรับการสร้างอาวุธไหนจะมีดาบยักษ์ของแทโอที่สร้างมาจากมิธริลเช่นกัน

    สำหรับดาบที่สร้างขึ้นมาอย่างหยาบๆโดยแทโอเพียงแค่เขาดึงกระดูกสัตว์ที่ใช้ทำเป็นด้ามดาบทิ้งไปเสียงของโลกก็ประกาศว่าเขาได้รับแร่มิธริลในทันที ส่วนร่างกายของแทโอนั้นเสียงของโลกนับว่ามันเป็นสินแร่ตั้งแต่แรกหลังจากที่มันตายลง

    ร่างของแทโอแต่ละข้อต่อล้วนเชื่อมต่อกันด้วยพลังเวทมนต์หลังจากที่มันตายทำให้ร่างของมันแยกออกเป็นชิ้นๆเหมือนพวกโครงกระดูกทำให้เขาสามารถขนย้ายแร่มิธริลจำนวนมากได้โดยง่าย

    “ต่อไปก็ต้องเริ่มการเสริมแกร่ง”

    เอเลนเอ่ยด้วยความฮึกเฮิมหยิบมิธริลมาประมาณห้ากิโลกรัมใช้ลงในเบ้าหลอมแล้วดันเข้าไปในเตาหลอมเหยียบเครื่องเป่าลมหลายครั้งจนเกิดเสียงดัง

    ฟู่ว

    เอเลนมองดูแร่มิธริลในเตาหลอมเขาใช้อุณหภูมิในระดับเดียวกับที่ใช้หลอมละลายร่โลหะทั่วไปซึ่งร้อนประมาณหนึ่งพันองศาเพียงเท่านั้นก็ทำให้อุณหภูมิในห้องทำงานร้อนระอุจนเขาอดถอดเสื้อไม่ได้แต่แร่มิธริลแทนที่จะละลายกลับนอนนิ่งสงบคล้ายกับอุณหภูมิหนึ่งพันองศานั้นไม่ต่างจากอากาศในฤดูร้อน

    “ใช้อุณหภูมิเดียวกับที่ใข้หลอมแร่เหล็กไม่ได้จริงๆแฮะ”

    เอเลนเอ่ยอย่างไม่ยินดียินร้ายก่อนจะบันทึกเรื่องนี้ลงในความทรงจำแร่แต่ละชนิดนั้นมีจุดหลอมเหลวไม่เท่ากันส่วนต้องใช้อุณหภูมิเท่าไหร่ในการหลอมนั้นขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของแร่ชนิดนั้นๆ เตาหลอมของร้านค้อนเพลิงสามารถรองรับอุณหภูมิได้ประมาณหนึ่งหมื่นองศาส่วนจุดหลอมเหลวของแร่มิธริลอยู่ที่ประมาณหกพันองศา

    แม้เตาหลอมของเขาจะหลอมได้ที่อุณหภูมิสูงแต่เขาไม่มีปัญญาที่จะเร่งไฟให้มีอุณหภูมิสูงขนาดนั้นได้ด้วยเครื่องเป่าลม ฟืนที่ใช้จุดไฟเองก็สำคัญกับกระบวนการนี้ไม่แพ้กันน่าเสียดายที่รอบๆลูมินัสไม่มีฟืนที่มีอัตราการเผาไหม้สูงนอกเสียจากจะซื้อฟืนที่พวกพ่อค้าแร่นำเข้ามาจากต่างแดน

    แต่ฟืนพวกนั้นมีราคาที่สูงมากเกินกว่าที่คนธรรมดาแบบเขาจะจับต้องได้มีเพียงช่างตีเหล็กที่ชื่อเสียงเท่านั้นที่จะมีสิทธิในการครอบครองฟืนที่มีมูลค่าสูงเป็นเลขหกหลักได้โดยขนหน้าแข้งไม่ร่วง

    “ฟืนจากไม้ภูเขาไฟราคาอยู่ประมาณห้าแสนเหรียญทองบวกค่าขนส่งอีกประมาณแสนห้าใครมันจะมีปัญญาซื้อละเนี่ย”

    เอเลนถอนหายใจเพราะดูเหมือนมิธริลจะรับมือยากกว่าที่คิดสมกับที่เป็นแร่หายากแบบนี้เขาก็ไม่ต่างกับกิ้งก่าได้ทองเพราะถึงจะได้ของที่มีค่ามากแค่ไหนแต่ใช้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด หลังจากลองเร่งความแรงของไฟด้วยเครื่องเป่าลมผสมกับเติมฟืนลงไปทีละมากๆเขาก็ไม่สามารถเพิ่มอุณหภูมิได้ถึงห้าพันองศา

    เมื่ออุณหภูมิไม่ถึงมีหรือแร่มิธริลจะหลอมละลายแร่โลหะระดับสูงไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยเอเลนพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด

    “สงสัยได้ผิดคำพูดกับเซลีนแหงๆ”

    เด็กหนุ่มถอนหายใจพลางปาดเหงื่อดูเหมือนแค่ครั้งแรกก็ทำท่าจะล้มเหลวซะแล้ว ระหว่างที่กำลังปวดเศียรเวียนเกล้ากับการหาวิธีในการหลอมแร่มิธริลดวงตาเล็กๆสองคู่ส่อแววแห่งความซุกซนก่อนจะกระโจนออกมาจากเงามืดพันแข้งพันขาเอเลนจนเด็กหนุ่มล้มไม่เป็นท่า

    โครม

    ร่างสูงทิ้งตัวลงข้างเตาหลอมเรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากตัวการทั้งสองที่พันแข้งพันขาเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าเป้าหมายสิ้นท่าเจ้าตัวเล็กทั้งสองพันเปลี่ยนมานั่งจุมปุ้กอยู่บนยอดอกของเขาแทน

    “นี่ๆ ทำอะไรอยู่เหรอ?”

    เอเลนรู้สึกมึนงงเล็กน้อยก่อนจะมองเจ้าสองตัวการที่ขัดขาเขาจนล้มด้วยแววตาขุ่นมัว แต่ก็แค่ไม่นานนักเพราะเขารู้จักกิตติศัพท์ความซุนซนของเจ้าตัวแสบนี่เป็นอย่างดี

    “สวัสดีโนม สลามันเดอร์ลมอะไรหอบพวกนายมาหาชั้นล่ะเนี่ย”

    ผู้บุรุกทั้งสองมีขนาดตัวเล็กสูงไม่เกินหนึ่งฟุตเท่านั้นตัวหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างคลายมนุษย์ผิวเรียบสีน้ำตาลอ่อนยืนสองขามีใบหูที่ยาวลากพื้นมือเท้ามีลักษะเหมือนกับมือของเด็กสวมใส่หมวกแบบชาวสวนและดวงตาใสแจ๋วกลมโตไม่ต่างจากเด็กบนหน้าอกมีผลึกสีน้ำตาลแก่ประดับอยู่หนึ่งเม็ด

    ส่วนอีกตนหนึ่งมีลักษะเหมือนสัตว์เลื้อยคลานเกล็ดสีส้มอ่อนเท้าทั้งสี่มีลักษณะเหมือนกิ้งก่าต่างกับกิ้งปกติตรงที่บนศีรษะมีเขากวางประดับอยู่และมีอัญมณีสีแดงเพลิงอยู่บนหน้าผากโดยเจ้าตัวสีน้ำตาลแก่คือโนมส่วนเจ้าตัวที่คล้ายกิ้งก่าคือสลามันเดอร์

    “พวกเรากำลังเบื่อๆ บรรยากาศในเมืองมนุษย์นั้นเหม็นมากเลยอ่าพวกเราเลยอยากอยู่ใกล้ๆเอเลน”

    สลามันเดอร์ตอบ

    “นี่ๆตกลงเอเลนกำลังทำอะไรอยู่เหรอ สนุกรึเปล่า?”

    โนมถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงใคร่รู้หากมีใครมาเห็นเขาที่กำลังคุยกับทั้งสองอยู่คนคิดว่าเขาเป็นบ้าแน่ๆเพราะทั้งโนมและสลามันเดอร์นั้นมีเพียงเอเลนเท่านั้นที่มองเห็นเพราะทั้งสองนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในนิทานปรัมปรา แท้จริงแล้วทั้งสองคือชนเผ่าภูติ

    ภูติคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่มาตั้งแต่ยุคกำเนิดโลกและมีชีวิตนิรันด์พวกเขามีด้วยกันหลากลายชนิดต่างแต่สภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขาถือกำเนิดขึ้นมาพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนมีนิสัยเหมือนเด็ก ซูกซน หยากรู้อยากเห็นและเป็นมิตร ดื่มกินมานาในอากาศเป็นอาหาร

    แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็มีน้อยคนนักที่จะสามารถมองเห็นภูติได้หาก หากไม่ตั้งใจน้อยครั้งมากที่ภูติจะปรากฏตัวให้คนธรรมดาเห็นเนื่องจากนิสัยที่ขี้อายแต่ในกรณีของเอเลนนั้นเป็นข้อยกเว้นเพราะตัวเขานั้นได้ครอบครองดวงตาแห่งภูติต้นกำเนิด

    ดวงตาแห่งภูติต้นกำเนิด

    แรงค์ S

    ประเภท อุปกรณ์สวมใส่

    ดวงตาแห่งภูติต้นกำเนิดนั้นเกิดจากสะเก็ดมานาของมหาภูติที่ตกตะกอนก่อนจะหลอมรวมกันกลายเป็นวัตถุธาตุ หากยังไม่ถูกครอบครองมันจะมีจิตวิญญาณในตัวเองสามารถเคลื่อนที่ด้วยเจตจำนง

    - สามารถมองเห็นภูติตามธรรมชาติได้

    - ผู้ครอบครองจะมีสถานะทางวิญญาณเป็นมหาภูติ

    - ภูติธรรมชาติจะเป็นมิตรมากกว่าปกติ

    - สามารถอ่านภาษาได้ทุกรูปแบบเนื่องจากดวงตาแห่งภูติต้นกำเนิดนั้นเชื่อมต่อกับภูมิความรู้ของภูติโดยตรง

    - สามารถทำสัญญากับภูติได้มากกว่าหนึ่งตน

    แม้จะไม่มีคุณสมบัติในการต่อสู้แต่ของฟรีมีหรือที่เขาจะไม่ชอบการมองเห็นภูติได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่นักแถมภูติพวกนี้ยังน่ารักน่าชังแม้จะซุกซนไปบ้างแต่ก็ไม่เคยทำเรื่องร้ายแรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายถึงแก่ชีวิตมาก่อนโดยที่เขาไม่ได้รับรู้ถึงคุณสมบัติที่แท้จริงที่ทำให้หากใครรู้ว่าเขาครอบครองดวงตาคู่นี้พวกมันก็ย่อมต้องอิจฉา

    โดยปกติแล้วทุกๆสิ่งมีชีวิตสามารถผูกสัญญากับภูติได้เพียงหนึ่งตนเท่านั้นเนื่องจากวิญญาณของสิ่งชีวิตนั้นมีขนาดเล็กเสมือนขวดแก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งใบแล้วมีวัญญาณของภูติมาเติมเต็มส่วนที่เหลือแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุการณ์ณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยเพราะภูติที่ถึงแม้จะเป็นมิตรแต่ก็มีนิสัยขี้อาย

    ผิดกับเอเลนที่เมื่อครอบครองดวงตาแห่งภูติแล้วภาชนะวิญญาณจากที่ปกติมีสภาพเหมือนแก้วน้ำใบเล็กๆตอนนี้ถูกยยกระดับกลายเป็นมหาสมุทร สถานะของเขาไม่ต่างอะไรกับมหาภูติที่มีบริวารจำนวนมหาศาลเลยซักนิด

    แต่เดิมโนมที่เป็นภูติธรณีนั้นอาศัยอยู่ในเหมืองเมย์รี้ดและถูกทำให้คุ้มคลั่งด้วยฝีมือแทโอเจ้าของดวงตาแห่งภูติคนก่อน โนมถูกบังคับให้ใช้พลังมหาศาลของตัวเองเพื่อต่อสู้กับเอเลนด้วยการเสกกำแพงดินและแท่งหินแต่เมื่อได้สติโนมที่โจมตีเอเลนด้วยความไม่ตั้งใจก็แอบติดตามเอเลนมาจากเหมืองเนื่องจากเอเลนมีกลิ่นวิญญาณที่หอมเหมือนกับมหาภูติ

    ส่วนซาลามันเดอร์นั้นเป็นภูติอัคคีมักจะอาศัยอยู่ในที่ที่มีไฟหรือที่เกิดไฟขึ้นบ่อยๆ ว่าง่ายๆสามันเดอร์นั้นอาศัยอยู่ในเตาหลอมเหล็กของร้านค้อนเพลิงมาโดยตลอดเมื่อเอเลนหายไปนานมันจึงตัดสินใจตามกลิ่นหอมของมหาภูติจนไปเจอเอเลนที่โรงพยาบาล

    ด้วยความที่เป็นภูติเหมือนกันแม้จะคนละสายพันธุ์ทำให้ทั้งโนมและสลามันเดอร์เข้ากันได้อย่างรวดเร็วแต่ก็ทำเอาโรงพยาบาลวุ่นว่ายไปพักหนึ่งด้วยฝีมือของเจ้าสองภูติตัวแสบที่ลาป่วนชาวบ้านคนนั้นทีคนนี้ทีแต่ก็ไม่มีใครระแคะระคายอะไรเนื่องจากไม่มีใครมองเห็นภูติ

    ไปๆมาๆเขาก็สามารถสร้างพันธสัญญากับภูติทั้งสองได้โดยบังเอิญส่วนหนึ่งเพราะภูติทั้งสองมีความเป็นมิตรสูงบวกกำดวงตาแห่งภูติต้นกำเนิดเอเลนจึงได้รับภูติทั้งสองมามาครอบครอง ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่เคยออกคำสั่งอะไรกับทั้งสองอย่างจริงๆเรียกว่าให้อิสระกันแบบสุดๆ

    พันธะสัญญาเองก็มีผลแค่ทำให้เขาสามารถเรียกภูติทั้งสองให้มาหาได้ตลอดเวลา ปกติทั้งสองจะเล่นไปทั่วลูมินัสก่อนะกลับมาหาเขานานๆครั้งอย่างเช่นวันนี้

    “พยายามจะหลอมมิธริลอยู่น่ะ ไฟที่มีอยู่มันไม่พอจะหลอม”

    เด็กหนุ่มตอบก่อนจะมองเข้าไปในเตาเผา สองภูติก็มองตามด้วยความสนใจพวกมันลอยตัวขึ้นราวกับไร้น้ำหนักสลามันเดอร์มุดตัวเข้าไปในเตาพร้อมกับหยิบแร่มิธริลออกมาโยนเล่น

    “เอเลนตั้งใจจะหลอมเจ้านี่เหรอ? ใช้ไฟของเค้าก็ได้นะ”

    ไม่พูดเปล่าที่อุ้งมือทั้งสองของสลามันเดอร์พลันปรากฏเปลวไฟสีส้มที่ไม่ต่างอะไรกับไฟปกติเลย แต่ความร้อนที่แผ่ออกมานั้นทำเอาอุณหภูมิห้องพุ่งสูงอย่างฉับพลันนั่นก็มากพอจะเปลี่ยนมิธริลแข็งๆให้กลายเป็นของเหลวในพริบตา

    แผละ

    มิธริลเหลวหล่นลงพื้นอย่าเงียบงันท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงมิธริลที่เขาเฝ้าหาวิธีหลอมมาหลายชั่วโมงกลับสลายเป็นของเหลวในพริบตารีบพูดขึ้น

    “สลามันเดอร์สามารถควบคุมไฟได้ใช่มั้ย?”

    “อื้อ เค้าสามารถจุดไฟได้ดวงเท่านี่”

    พูดจบสลามันเดอร์ก็อ้าแขนให้กว้างที่สุดเท่าที่มันจะทำได้ก่อนจะชี้ไปที่เตาไฟ

    “แต่สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ไม่สามารถรับเปลวไฟของเค้าไหวหรอกนะ แบบถ้าเค้าโยนไฟของเค้าเข้าไปนะมีหวัง ตู้ม”

    เอเลนกลืนน้ำลายพลังของภูติสิ่งมีชีวิตจากยุคโบราณช่างน่าพรั่นพรึงสมคำร่ำลือพลังของพวกเขานั้นแทบเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัด ถ้าเผ่าภูติคิดจะครองโลกขึ้นมาจริงๆละก็ไม่มีทางเลยที่มนุษย์จะต่อต้านได้

    “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเค้าเอง”

    โนมเอ่ยขึ้นพลางตบลงที่หน้าอกตัวเอง

    “โนมสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับสิ่งก่อสร้างที่มีดินเป็นส่วนประกอบได้ แค่นี้ก็มากพอจะทนไฟของสลามันเดอร์ได้แล้ว”

    “จริงด้วย”

    สลายมันเดอร์ร้องราวกับนึกขึ้นได้ทั้งยังไม่พูดเปล่าโนมลปลดปล่อยมานาสีน้ำตาลอันเนตัวแทนของธรณีธาตุอาบลงบนเตาเผาก่อนจะดับวูบไป

    “แค่นี้ก็เรียบร้อย”

    เอเลนขมวดคิ้วอย่างสงสัยไม่ใช่เพราะเขาสงสัยในพลังของโนมแต่เตาหลอมนั้นมีสภาพไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

    “เอ่อ แน่ใจนะมันดูไม่ต่างจากเดิมเลย”

    “แน่นอนเค้ารับรอง”

    เมื่อโนมยืนยันแบบนั้นเอเลนก็ไม่คิดจะถามอีกโดยธรรมชาติแล้วภูติจะไม่โกหกหรือจะลอกให้ชัดเลยก็คือพวกเขาไม่สามารถพูดโกหกได้เว้นแต่เจ้าตัวจะไม่อยากบอกเฉยๆ

    “สลามันเดอร์จุดไฟให้หน่อย เอาแบบเบาสุดนะ”

    “ได้เลย”

    สลามันเดอร์ลอยตัวขึ้นเหนือเตาหลอมมณีตรงหน้าอกส่องแสงเล็กน้อยก่อนที่จะมีเปลวไฟขนาดเท่าไม้ขีดปรากฏขึ้นในเตาหากเอเลนผนึกพลังที่ดวงตาจะเห็นว่าสลามันเดอร์ได้ใช้มานาในอากาศมันเป็นพลังงงาน

    “ดีนะที่บอกให้จุดเบาๆก่อน”

    เอเลนพึมพำเสียงเบาถึงจะเป็นแค่ไฟดวงเล็กๆแต่กลับอัดแน่นด้วยพลังงานที่ร้อนพอๆกับที่ใช้หลอมมิธริลเมื่อครู่และเมื่อมั่นใจว่าเปลวไฟระดับนี้ไม่ทำให้เตาหลอมเสียหายเอเลนจึงออกคำสั่งต่อไป

    “ช่วยลดอุณหภูมิแล้วก็ทำให้ไฟกระจายไปทั่วเตาด้วย”

    แทบจะในทันทีเปลวไฟขีดเล็กๆพลันขยายตัวเท่ากับพื้นที่ทั้งเตาหลอมในพริบตาทั้งยังมีอุณหภูมิลดลงเล็กน้อยตามที่เอเลนต้องการอีกด้วย เอเลนอดชื่นชมในความสามารถของภูติทั้งสองไม่ได้

    โดยปกติแล้วภูติแต่ละตัวจะเชี่ยวชาญพลังของตัวเองอย่างลึกซึ้งตั้งแต่วินาทีแรกที่ถือกำเนิดเอเลนลองขอให้สลามันเดอร์ปรับลดความแรงของไฟอยู่หลายครั้งจนสามารถจำแนกระดับความแรงของไฟได้สิบระดับโดยความร้อนที่สลามันเดอร์สามารถทำได้สูงสุดมีอุณหภูมิมากถึงหนึ่งแสนองศาเลยทีเดียว

    โนมเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันด้วยการเสริมพลังของโนมเตาหลอมสามารถรองรับอุณหภูมิได้สูงขึ้นโดยไม่ระเบิดพิสูจน์ได้จากการที่เตาสามารถรองรับเปลวเพลิงหนึ่งแสนองศาโดยที่เตาไม่ส่งเสียงปริแตกเลยซักนิด นอกจากนี้โนมยังสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างใดๆก็ตามที่มีส่วนประกอบของดินได้ตามใจปรารถนาโดยเอเลนได้ลองให้โนมเสกเก้าอี้ที่ทำจากดินไปจนถึงการยกเตาหลมให้สูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย

    ไปๆมาๆกลายเป็นว่าเอเลนหมดเวลากว่าสี่ชั่วโมงในการปรับเปลี่ยนห้องทำงานครั้งใหญ่ช่องใส่เบ้าหลอมของเตาที่เอเลนมักรู้สึกว่ามันต่ำเกินไปมาตลอดก็ถูกยกให้สูงขึ้นตามที่เขาต้องการ ขนาดปล่องควันที่ขยายใหญ่ขึ้นรวมไปถึงตำแหน่งของแท่นวางทั่งและแอ่งใส่น้ำที่ปกติเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้นอกจากทุบทำใหม่ก็ถูกปรับให้เหมาะสมกับตัวเขา

    นอกจากนี้ตำแหน่งช่องระบายอากาศยังถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ห้องทำงานมีอากาศถ่ายเทมากขึ้น เอเลนมองผลงานการปรับปรุงบ้านครั้งนี้ด้วยความพึงพอใจ

    “เหลือก็แค่ซื้อพวกตะแกรงมาใส่ก็เรียบร้อย”

    ถึงแม้พลังของภูติจะมหัศจรรย์แต่มันก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่างหรืออย่างน้อยสิ่งที่สลามันเดอร์กับโนมทำได้นั้นย่อมต้องไม่เกินขอบเขตของคำว่า ไฟ และ ดิน แต่นั่นก็มากพอที่จะให้เอเลนต่อเติมบ้านได้ตามที่เขาจินตนาการเอาไว้ ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะปรับแก้บ้านตรงไหนต่อดีสลามันเดอร์ก็มากระตุกแขนเสื้อ

    “นี่ๆ ให้เค้าจุดไฟเอาไว้อย่างเดียวเหรอ”

    “อื้ม แค่นั้นกก็พอ ขอบใจมาก”

    พูดจบเขาก็ลูบหัวสลามันเดอร์ด้วยความเอ็นดูซึ่งเขาชอบที่เอเลนลูบหัวมากถึงขั้นเอาหัวมาถูมือเอง โนมที่ออกแรงมากกว่าพลันรู้สึกไม่พอใจก่อนจะประท้วงขึ้น

    “เค้าเองก็อยากโดนลูบ”

    “เข้าใจแล้ว”

    เอเลนใช้มืออีกข้างที่ว่างลูบหัวโนม ทั้งสองภูติพึงพอใจอย่างถึงที่สุดทำให้เอเลนอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้

    รู้สึกเหมือนมีน้องเลยแฮะ

    เอเลนคิดในใจเงียบๆก่อนจะลูบหัวทั้งสองไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ ทั้งสองพลันย้ายไปเล่นมุมหนึ่งของห้องทำให้เอเลนมีเวลาเริ่มงานของตัวเองเสียที ความรู้ใหม่ที่เอเลนได้รับก็คือสลามันเดอร์ไม่จำเป็นต้องอยู่ควบคุมไฟตลอดเวลาเพียงแค่ใช้ความคิดก็เพียงพอแล้ว

    หลังจากงัดแงะเอามิธริลที่ถูกสลามันเดอร์หลอมจนเหลวออกมาจากพื้นห้อง เอเลนก็สั่งเกตุว่ามวลของมันลดลงนิดหน่อยแสดงว่าไฟที่สลามันเดอร์ใช้ตอนแรกนั้นมีอุณหภูมิสูงถึงขนาดทำให้แร่มิธริลบางส่วนระเหยกลายเป็นไอได้เลยทีเดียว

      เอเลนจึงต้องระมัดระวังการใช้เพลิงภูติอย่างถึงที่สุดเพราะกับแร่เหล็กธรรมดานั้นยังไม่เท่าไหร่แต่กับแร่มิธริลหายากนี้เขาจำเป็นต้องรอบคอบในทุกๆการกระทำ

    ถุงมือกันความร้อนถูกดึงให้กระชับเอเลนเทแร่มิธริลที่ยังไม่ผ่านการถลุงลงในเบ้าหลอมก่อนจะยัดมันลงไปในเตาหลอม ดวงตาสีทับทิมจับจ้องไปยังไฟของสลามันเดอร์ค่อยๆหลอมละลายแร่โลหะสุดแกร่งอย่างช้าๆและงดงาม

    คล้ายกับเรื่องZelion Fantasy Rewirte ที่คุณอ่าน