ทั้งสองเดินต่อไปอีกพักหนึ่งก็มาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
“อา...ฮ่าๆ ไม่หรอก ไม่หรอก”
หมิงเป่าจูมองกระท่อมที่เหมือนพร้อมจะปลิวไปตามลมฝนได้ทุกเมื่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับอุทานในใจไม่หยุด ‘ที่แท้ในเมืองก็ยังมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย’
คำว่ายากจนข้นแค้นยังไม่อาจนำมาบรรยายได้หมดจดนักแร้นแค้นหนักยิ่งกว่าบ้านของนางเสียอีก
พอเข้าไปในกระท่อมความคิดนี้ก็ยิ่งเด่นชัด สิ้นไร้ไม้ตอกนี่เป็นเพียงคำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของหมิงเป่าจู
ข้างในกระท่อมเรียบง่ายมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง เก้าอี้ไม้ขาหักหนึ่งตัว และเตียงไม้ที่ดูเก่าคร่ำคร่าอีกหลัง
หมิงเป่าจูนึกว่าจะมีคนนอนอยู่บนเตียงซึ่งก็คือมารดาที่ป่วยหนักของอู๋ซิ่วไฉ แต่บนเตียงกลับว่างเปล่า
ครานี้อู๋ซิ่วไฉก็ร้อนรนขึ้นมาชัดเจนว่าเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน เขาร้องเรียกมารดาพลางหมุนตัวกลับวิ่งออกไปข้างนอก
ทั้งสองเพิ่งถึงประตูก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนอกบ้าน มือของนางกอดฟืนท่อนหนึ่งเอาไว้ ขณะเดินก็ไออย่างรุนแรงจนให้ความรู้สึกเหมือนปอดแทบจะหลุดออกมาด้วย
“ท่านแม่!ข้าบอกแล้วว่าให้รอข้ากลับมาค่อยทำ เหตุใดจึงออกไปทำเองอีกแล้วเล่า ฟืนแค่ท่อนสองท่อนบ้านเราก็ไม่ได้ขาดแคลนเสียหน่อย!”
แม้อู๋ซิ่วไฉจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิแต่การกระทำของเขากลับอ่อนโยนยิ่ง เขารับท่อนไม้ในมือของหญิงชราอย่างระมัดระวังเกรงว่ากิ่งไม้จะไปข่วนมารดาของตนเองเข้า
เขาโยนกิ่งไม้ไปด้านหนึ่งแล้วเข้าไปประคองหญิงชรา
หมิงเป่าจูเหลือบมองเตาที่ตั้งอยู่ในลานกลางแจ้งเป็นเตาทรงกระบอกก่อขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยดินเหนียว ตรงกลางเจาะเป็นช่องเล็กๆไว้สำหรับใส่ฟืน ด้านบนตั้งหม้อเหล็กปากบิ่น ไม่มีฝาปิดอยู่ใบหนึ่ง
ข้างเตานอกจากฟืนที่เขาเพิ่งโยนไปเมื่อครู่ก็ไม่มีฟืนแม้แต่ท่อนเดียว เขาก็ยังพูดฉะฉานราวกับมีเหตุผลเสียเต็มประดา
ดูเหมือนอู๋ซิ่วไฉจะสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ข้างเตาเช่นกันใบหน้าของเขาจึงแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง “ให้แม่นางเห็นเรื่องน่าขันแล้ว”
“ไม่หรอกไม่หรอก” นับตั้งแต่ได้เห็นสภาพบ้านของเขา ดูเหมือนว่านางจะพูดแต่คำว่าไม่หรอกอยู่คำเดียว...
เช่นนี้ไม่ได้การหากเขาเข้าใจผิดคิดว่าตนเองดูแคลนเขาจริงๆ อาจรู้สึกเสียศักดิ์ศรีและหมดความมั่นใจในตนเองได้“รีบตรวจอาการให้ท่านป้าก่อนดีกว่า”
“เสี่ยวไห่แม่นางผู้นี้คือ?” หญิงชราเพิ่งสังเกตเห็นหมิงเป่าจู
“ท่านแม่แม่นางหมิงเป็นหมอ มีทักษะการแพทย์ยอดเยี่ยม ลูกเชิญนางมาตรวจโรคให้ท่านขอรับ” อู๋ซิ่วไฉอธิบายจากนั้นก็ประคองหญิงชราไปนั่งบนเตียงในกระท่อม
“ตรวจโรคหรือ?จะตรวจอะไร ข้าไม่ได้ป่วย แม่หนู เจ้าต้องลำบากวิ่งมาแล้วลูกชายข้าชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
หญิงชราถลึงตาใส่อู๋ซิ่วไฉแต่กลับพูดกับหมิงเป่าจูด้วยท่าทีที่สุภาพ
“ท่านแม่ท่านไอมาเดือนกว่าแล้ว สองวันก่อนก็ไอเป็นเลือด ยังบอกว่าตนเองไม่ป่วยอีกหรือ!” อู๋ซิ่วไฉร้อนใจอย่างหนักจนดวงตาแดงก่ำ
“แค่กๆ!ข้าบอกว่าไม่ป่วยก็ไม่ป่วยสิ แค่ก! ไม่ต้องตรวจ!”
หญิงชราหันหน้าเข้าหาผนังด้านในอย่างดื้อดึงเพราะบันดาลโทสะ จึงทำให้ไอจนหยุดไม่ได้ไปชั่วขณะ
“มิทราบว่าแซ่อันทรงเกียรติของท่านคือ...?”หมิงเป่าจูเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“แม่นางเกรงใจไปแล้วมารดาของผู้น้อยแซ่หลี่” อู๋ซิ่วไฉยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตา “ให้แม่นางเห็นเรื่องขบขันแล้ว”
“ไม่หรอก...เอ่อมิเป็นไร”
หมิงเป่าจูรู้สึกหัวเสียอยู่บ้างนางรู้สึกว่าตนเองไม่รู้จะพูดอย่างไรดี อุตส่าห์เปลี่ยนเป็นคำตอบเป็นแบบอื่นก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นสักเท่าไร
นางตัดสินใจเลิกคิดหาวิธีปลอบใจอู๋ซิ่วไฉสิ่งที่จะช่วยปลอบขวัญได้ดีที่สุดคือการรักษามารดาของเขาให้หายดี
“ท่านป้าหลี่ข้าชื่อหมิงเป่าจู เป็นสหายกับเสี่ยวไห่ ไม่คิดค่าตรวจรักษา เสี่ยวไห่เป็นบุตรกตัญญูเขากังวลเรื่องร่างกายของท่านมาโดยตลอด หากท่านไม่หายป่วยโดยเร็วเขาต้องตรอมใจจนป่วยตามไปด้วยเป็นแน่”
อู๋ซิ่วไฉมองหมิงเป่าจูด้วยสีหน้าแปลกใจทั้งสองเพิ่งรู้จักกันเมื่อเช้านี้ พวกเขากลายเป็นสหายกันตั้งแต่เมื่อใดแต่พอเห็นหมิงเป่าจูส่ายหน้าให้เขา เขาก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรอีก
หลี่ต้าเหนียงได้ยินหมิงเป่าจูกล่าวเช่นนั้นก็ค่อยๆ หันกลับมามองนางอย่างคลางแคลงใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองบุตรชายของตนเองสุดท้ายก็ถอนหายใจ ยื่นมือออกมา “เฮ้อ... ตรวจก็ตรวจ”
หมิงเป่าจูยิ้มเล็กน้อยค่อยๆ นั่งลงข้างเตียง ยกแขนเสื้อของหลี่ต้าเหนียงขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนวางนิ้วลงไปบนข้อมืออย่างระมัดระวังจดจ่อกับการวินิจฉัยชีพจร
ผู้เป็นมารดาใครเล่าจะไม่รักบุตรชายของตนแม้แต่สตรีปากจัดอย่างหวังซื่อก็ยังคิดถึงแต่เรื่องหาคู่ครองที่ดีให้กับเจ้าโง่หมิงอาฝูหลี่ต้าเหนียงจึงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ป่วยหนักเช่นนี้ยังอดทนไม่ยอมไปหาหมอเพราะกังวลว่าบุตรชายจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา
แม้ร่างกายจะอ่อนแอเพียงใดพอไม่มีอู๋ซิ่วไฉอยู่บ้านก็ยังฝืนทำสิ่งต่างๆเพราะไม่อยากให้บุตรชายที่ตรากตรำทำงานอยู่นอกบ้านต้องมีภาระเพิ่ม
มารดาที่รักบุตรชายเช่นนี้จะทนเห็นเขาต้องตรอมใจเพราะตนได้อย่างไร เพราะเขาคือความหวังเดียวของนางแล้ว
“ข้าขอดูดวงตาของท่านหน่อย”หลังจากตรวจชีพจรแล้ว หมิงเป่าจูก็รู้ดีว่าเป็นเช่นไร จึงปล่อยมือออกแล้วพูดอีกครั้ง
“ล่วงเกินแล้ว”พอเห็นหลี่ต้าเหนียงพยักหน้า หมิงเป่าจูก็เอื้อมมือไปเปิดเปลือกตาของนางขึ้นตรวจสอบดูจากนั้นก็บีบคางของนางไว้เบาๆ แล้วเอ่ย “รบกวนท่านอ้าปาก อืม... เรียบร้อยแล้ว”
“แม่นางหมิงมารดาข้าเป็นอย่างไรบ้าง” อู๋ซิ่วไฉก้าวเข้ามาถามด้วยความร้อนใจ
“ไม่เป็นอะไรมากกินยาสองสามขนานก็หายแล้ว” หมิงเป่าจูทอยิ้มบางๆ น้ำเสียงผ่อนคลาย
“แต่ว่า...สองวันก่อนมารดาข้าไอเป็นเลือด!”
อู๋ซิ่วไฉเฝ้ามองหมิงเป่าจูตรวจอาการคนไข้มาตลอดทั้งวันมิเช่นนั้นตอนนี้คงสงสัยว่านางเป็นหมอเถื่อนที่พูดจาเลื่อนลอยไร้ความน่าเชื่อถือเป็นแน่แท้
ไม่เพียงแต่อู๋ซิ่วไฉที่สงสัยแม้แต่หลี่ต้าเหนียงเองก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
ร่างกายของตนเองย่อมรู้ดีที่สุดนางมีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัดมาตลอดหนึ่งเดือน รู้สึกหายใจไม่ออกหลายครั้งจนนึกว่าตัวเองใกล้จะตายแล้ว
บัดนี้กลับมีเด็กสาวหน้าตาอ่อนเยาว์บอกว่าอาการของนางไม่ได้ร้ายแรงใครจะเชื่อกันเล่า
แน่นอนว่าหมิงเป่าจูเข้าใจปฏิกิริยาของทั้งสองดีในสายตาของคนสมัยโบราณ โรคไอเป็นโรคร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไอเป็นเลือดนั้นถือว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
อาการเช่นนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยแต่ที่หลี่ต้าเหนียงเป็นนั้น ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต
“เมื่อก่อนท่านเคยทำงานหนักในครัวเรือนใหญ่ต้องอยู่หน้าเตาไฟบ่อยๆ ใช่หรือไม่” หมิงเป่าจูเอ่ยถามด้วยท่าทีอ่อนโยนและอดทน
“ใช่แค่กๆ! เมื่อก่อนข้าเคยทำงานอยู่ในจวนของท่านอัครเสนาบดี แค่ก! เป็นคนก่อไฟทำอาหารคอยดูแลเตาไฟโดยเฉพาะ ต้องคอยเติมไฟตลอดทั้งวันห้ามให้ดับ”
ครอบครัวที่มั่งคั่งมักมีธรรมเนียมปฏิบัติและกฎข้อบังคับมากมายโดยปกติแล้วไฟในเตาต้องติดอยู่เสมอ เผื่อว่าเหล่าอนุภรรยาหรือคุณหนูคุณชายเกิดหิวขึ้นมากะทันหัน จะได้เตรียมอาหารได้ทันท่วงที
หลี่ต้าเหนียงเล่าอย่างช้าๆแต่ในใจกลับตกตะลึง นางรู้ได้อย่างไร
“เช่นนั้นก็ถูกแล้วโรคของท่านมิได้ร้ายแรงแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่โรคไอธรรมดา” หมิงเป่าจูพยักหน้าเป็นอย่างที่นางคาดไว้ไม่มีผิด
เป็นเพราะสูดดมควันไฟและขี้เถ้าจากการเติมฟืนเข้าเตาเป็นเวลานานทำให้หลอดลมและทางเดินหายใจมีปัญหา ปอดทำงานฟอกอากาศได้ไม่เต็มที่จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการไอ
การรักษาก็ง่ายเพียงแค่จ่ายยาแก้ไอขับเสมหะสองสามขนาน ดื่มไปสักเดือนหนึ่ง การหายใจก็จะค่อยๆคล่องขึ้น เสมหะในลำคอก็จะถูกขับออกมาจนเกือบหมด อาการไอก็จะหายไปเอง
“นอกจากนี้ข้าเพิ่งตรวจดูดวงตาของท่านช่วงนี้เวลาท่านมองสิ่งใด มักเห็นไม่ค่อยชัดใช่หรือไม่” หมิงเป่าจูถามอีก