'ร้านหมื่นโอสถ'
'ปังงง'
'เพล้งง'
ซิ่วอิงมองไปที่หน้าร้านด้วยความโกรธ รีบใช้จิตสัมผัสตรวจสอบคนแปลกหน้า พบว่า 3 คนมีลมปราณอยู่ที่ระดับปฐพีขั้นสูง อีก 3 คนระดับยอดยุทธ์ขั้นกลาง และคนสวมสีชุดขาวที่แตกต่างจากคนอื่นอยู่ระดับนภาขั้นสูง เทียบเท่ากับเจ้าสำนักมังกรฟ้าเลยทีเดียว
" พรรคจันทร์เสี้ยว.."
เสียงของตู้ฟ่านเจ้าสำนักมังกรฟ้าดังขึ้น
" จริงรึท่านผู้อาวุโส.."
เจ้าเมืองชินเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ
" เป็นพวกมันไม่ผิดแน่ ดูรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หน้าอกเสื้อมันสิ"
อาวุโสหนึ่งคนหนึ่งกล่าวขึ้น ทุกคนจึงมองไปที่รอยปักบนอกเสื้อของคนกลุ่มนั้น
" พรรคจันทร์เสี้ยวงั้นรึ.. แล้วพวกเขาเป็นใครกันหรือ "
ซิ่วอิงเอ่ยถามพร้อมกับสีหน้าประหลาดใจ
" พรรคจันทร์เสี้ยว.. เป็นพรรคที่เคลื่อนไหวลึกลับในยุทธภพ ไม่ทราบว่าที่ตั้งพรรคอยู่ที่ใด การกระทำเอาแน่นอไม่ได้ บางครั้งก็ดี บางครั้งเหมือนพวกฝ่ายมาร.. อีกทั้งทุกคนยังมีระดับลมปราณสูงส่ง เพียงแค่หัวหน้าสาขาก็มีระดับลมปราณอยู่ที่ระดับปฐพีขั้นสูงแล้ว และที่มาวันนี้คนชุดขาวนั้นอยู่ในระดับปราณนภาขั้นสูง น่าจะเป็นถึงผู้อาวุโสของพวกมัน. "
อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น พร้อมกับมีสีหน้าลำบากใจ
" ผู้ใดเป็นเจ้าของร้านโอสถแห่งนี้.."
ชายชุดดำหนึ่งในกลุ่มพรรคจันทร์เสี้ยวเอ่ยคำที่แฝงด้วยลมปราณ ทำเอาผู้คนที่อยู่ที่นั้นรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที เว่ยฉางโจวและตงห่าวที่ยืนอยู่บริเวณกลางร้าน หันไปมองซิ่วอิงที่ยืนอยู่กับเจ้าเมือง เจ้าสำนักมังกรฟ้า และผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่ง
ซิ่วอิงพยักหน้าให้กับทั้งคู่ พร้อมกับส่งเสียงทางลมปราณ
‘ระวังตัวด้วย’
เว่ยฉางโจวกับตงห่าวพยักหน้ารับ จากนั้นพุ่งออกไปที่หน้าร้านทันที
" ข้าทั้งสองเป็นผู้ดูแลร้านโอสถแห่งนี้.. ไม่ทราบว่าพวกท่านต้องการสิ่งใด หากต้องการซื้อโอสถก็เชิญเข้ามาได้ แต่หากจะมาประมูลโอสถปราณนภาเทวะ.. ขอให้พวกท่านมาวันหลัง "
เว่ยฉางโจวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ
" หึๆ.. ผู้ดูแลร้านอยู่ระดับนภาขั้นต้นกับปฐพีขั้นสูงเชียวรึ.. ฮ่าๆ ไม่เลวๆ "
ชายชราชุดขาวหัวหน้ากลุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับปล่อยแรงกลิ่นอายระดับนภาขั้นสูงออกมา ทำเอาผู้คนที่อยู่ที่นั้นตะลึงกับระดับลมปราณอันสูงส่งของชายผู้นี้ ทุกคนต่างถอยห่างออกไปอย่างระวังตัว เพราะด้วยความลึกลับของขุมกำลังนี้ พวกเขาต่างรู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“ ท่านรองหัวหน้าของข้าต้องการพบกับเจ้าของร้าน ผู้ดูแลอย่างพวกเจ้าสองคนถอยไป.."
หนึ่งในสี่คนกล่าวพร้อมปลดปล่อยแรงกดดันระดับปฐพีขั้นสูงออกมา ชาวยุทธที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับหน้าซีด เว่ยฉางโจวรีบแผ่ลมปราณออกมาสลายแรงกดดันนั้น ด้วยระดับลมปราณที่เหนือกว่า จึงสลายแรงกดดันของคนชุดดำอย่างง่ายดาย
" เหตุใดถึงทำเช่นนี้.. พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่.."
เว่ยฉางโจวกล่าวด้วยสีหน้าทะมึน
" อีกเดี๋ยวเจ้าจะรู้เอง.."
‘พรึ่บบๆ’
สิ้นเสียงของชายชุดดำคนนั้น พวกเขาทั้ง 4 คนพุ่งตรงเข้าหาเว่ยฉางโจวกับตงห่าวทันที การต่อสู้ระหว่างสี่ต่อสองจึงเริ่มขึ้นในตอนนั้นเอง
เว่ยฉางโจวกับตงห่าวเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างมานาน ผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมาทุกรูปแบบ การกระโจนเข้าหาของชายชุดดำทั้งสี่ ทั้งสองคนหาได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย ใช้ทักษะที่ได้รับจากซิ่วอิงต่อกรกับคู่ต่อสู้อย่างไม่เป็นรอง
‘ปังงง’
ไม่นานฝ่ามือที่อัดแน่นดัวยปราณนภาของเว่ยฉางโจว ฟาดเข้าที่กลางหน้าอกชายชุดดำคนนึงอย่างจัง ส่งร่างของมันกระเด็นลอยไปไกล ตงห่าวที่ต่อสู้กับชายชุดดำอีกสองคน ในไม่กี่อึดใจเท้าของเขาก็เตะเข้าที่หน้าของชรยคนนึงเต็มตีน ส่งร่างชายคนนั้นปลิวไปกระแทกกับพื้นดินกระอักเลือกคำโต
‘ตู้มมม’
‘อั่กก..’
ชายชุดดำสองคนที่เหลือฉวยโอกาสนี้ชัดฝ่ามือเข้าใส่ เว่ยฉางโจวและตงห่าวถลันหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งเข้าหาชายทั้งสองพร้อมกับต่อยหมัดเข้าใส่อย่างแรง ชายชุดดำทั้งสองเกร็งพลังปราณขึ้นมาป้องกัน
‘ปังงงง’
‘ตู้มมม’
แต่แล้วทั้งสองไม่อาจต้านรับไว้ได้ กำปั้นใหญ่ทำลายเกราะปราณปะทะกับหน้าอกเสียงดังสนั่น ส่งร่างพวกมันกระแทกลงไปที่พื้นอย่างแรง ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา
‘อ๊ากกกๆ’
ชายชราชุดขาวหัวหน้ากลุ่มมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นเตรียมอัดพลังไปที่เว่ยฉางโจวและตงห่าวพร้อมกัน พลังปราณอันหนาแน่นหมุนวนรวมกันที่ฝ่ามือ ก่อนจะพุ่งออกไปเป็นลำแสง ทั้งเว่ยฉางโจวและตงห่าวใช้ลมปราณสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันทันที
‘ตู้มมมม’
พลันพลังปราณพุ่งชนกับเกราะปราณที่ทั้งคู่สร้างขึ้น เกิดเสียงระเบิดจากดังสนั่นไปทั้งบริเวณ การปะทะก่อให้เกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว
เมื่อกลุ่มควันจางหาย ในสายตาทุกคนเห็นร่างเว่ยฉางโจวกับตงห่าว ทั้งสองนั่งคุกเข่ากับพื้นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ทำอย่างไร ชายชุดขาวรวบรวมลมปราณขึ้นบนฝ่ามือ ก่อนจะฟาดฝ่ามือเข้าใส่ทั้งสองคนอีกครั้ง
‘พรึ่บบบ’
ซิ่วอิงตาเบิกกว้างเร่งโคจรลมปราณเพื่อจะออกไปช่วยเหลือ แต่แล้วกลับมีร่างนึงพุ่งออกไปเสียก่อน หลังจากที่พุ่งออกมา ร่างนั้นยืนขวางอยู่ตรงหน้าเว่ยฉางโจวและตงห่าว ก่อนจะใช้ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยลมปราณระดับนภาขั้นสูง ฟาดเข้าไปปะทะกับพลังปราณของชายชราชุดขาวทันที
‘บรื้มมม'
เสียงปะทะอันรุนแรงของพลังปราณระดับนภาขั้นสูง ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ คลื่นพลังแผ่กระจายไปรอบทิศทาง กวาดเอาทุกอย่างใกล้เคียงลัมระเนระนาด
หลังจากหมอกควันจางลง ปรากฏร่างเจ้าสำนักมังกรฟ้ายืนอยู่สีหน้าซีดเล็กน้อย ชายชุดขาวยืนมองเจ้าสำนักมังกรฟ้าด้วยสีหน้าเรียบไร้อารมณ์ แต่ที่มุมปากกลับมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย
“ หึ.. สุ่ยจงเสียน.. ไม่พบกันนานเจ้ายังใจร้อนไม่เปลี่ยน..”
เจ้าสำนักมังกรฟ้าเอ่ยขึ้น
“ ฮ่ะๆๆ.. ตู้ฟ่าน.. เจ้าก็เช่นกัน ข้าเพียงหยอกล้อพวกมันนิดหน่อยเท่านั้น เจ้าถึงกับทำเป็นจริงจังไปเสียได้.."
สุ่ยจงเสียนชายชุดขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเท่าใดนัก
‘นี่.. ที่แท้พวกเขารู้จักกันมาก่อน’
‘ข้าก็คิดเช่นนั้น พวกเขาน่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกัน’
ซิ่วอิงที่คลายพลังปราณจนกลับมาว่างเปล่าเช่นเดิม ยืนฟังผู้คนพูดคุยกันพลันคิดว่า
‘ดีที่เจ้าสำนักมังกรฟ้าออกรับหน้าเสียก่อน หากเป็นเราออกไปคงจะไม่จบง่ายๆแบบนี้’
“ สุ่ยจงเสียน.. พวกเจ้ามาก่อกวนยังร้านของสหายศิษย์ข้า เจ้าต้องการอะไร”
เจ้าสำนักมังกรฟ้าเอ่ยถามเสียงดัง
“ ฮ่ะๆ.. ก็ไม่มีอะไรมาก.. ข้าได้ข่าวมาว่าเมืองมังกรฟ้ามีการประมูลน้ำทิพย์ดารา ทั้งเรื่องที่นายน้อยจ้าวเป็นผู้ปรุงโอสถเหรียญตรามังกรฟ้า ทั้งยังสามารถรักษาอาการป่วยของบุตรชายเจ้าเมืองจนหายดี.. สี่ห้าวันมานี้ข้าได้ยินแต่ชื่อเสียงของนางกรอกหูทุกวัน.. ในเมื่อวันนี้เป็นวันเปิดร้านโอสถของนายน้อยจ้าว ข้าจึงตั้งใจมาดูด้วยตาตนเอง.. ก็แค่นั้น”
ชายชราชุดขาวสุ่ยจงเสียนกล่าวยืดยาว พร้อมกับมองมายังซิ่วอิงที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางผู้อาวุโสหลายคน ซิ่วอิงเมื่อรู้ตัวว่าเรื่องทั้งหมดมีตนเองเป็นต้นเหตุ จึงเดินออกมายืนต่อหน้าชายชราชุดขาว แล้วประสานมือคำนับพร้อมกับกล่าวว่า
“ ข้าจ้าวซิ่วอิง.. คำนับผู้อาวุโสสุ่ย”
“ อืมม.. รูปร่างหน้าตางดงามกว่าใคร ชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล ที่แท้กลับเป็นเด็กสาวที่เยาว์วัยถึงเพียงนี้.. แม้แต่ข้ายังมองพลังปราณไม่ได้ กลับมีกลิ่นอายของคนที่อยู่เหนือผู้อื่น.. เด็กน้อย.. เจ้าคงจะมีความลับอยู่กับตัวมากมายสินะ..”
คำกล่าวของชายชราชุดขาว ทำเอาซิ่วอิงใจเต้นไม่เป็นส่ำ สุ่ยจงเสียนผู้นี้เป็นใครกันถึงได้น่าหวาดกลัวยิ่ง ความลับของเธอที่ไม่มีผู้ใดเคยสงสัย แต่ชายคนนี้กลับมองออกอย่างง่ายดาย ถึงแม้นเขาจะไม่กล่าวออกมาตรงๆ ก็ตาม
‘เด็กน้อยไม่ต้องตกใจไป ข้าไม่สนใจเรื่องความลับของเจ้า’
ในทันใดนั้นเสียงแผ่วเบาพลันพุ่งเข้ามาในโสตประสาท ซิ่วอิงรับรู้ได้ว่าเป็นชายชราสุ่ยจงเสียน ที่ตั้งใจส่งเสียงทางลมปราณกล่าวกับเธอ เมื่อทราบว่าเขาไม่มีประสงค์ร้ายซิ่วอิงจึงเอ่ยว่า
“ ในเมื่อผู้อาวุโสตั้งใจมาหาผู้เยาว์.. เช่นนั้นเชิญรับน้ำชาด้านในดีกว่าเจ้าค่ะ”
“ อืม.. พรสรรค์สูงส่งความสามารถมากมาย แต่กลับนอบน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งยะโสเช่นผู้เยาว์ทั่วไป.. ดีมาก..“
ชายชราชุดขาวสุ่ยจงเสียนกล่าวพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ บรรดาญาติมิตรและสหายของซิ่วอิง เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเขาถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่เหตุการณ์สามารถคลี่คลายได้ไปส่วนหนึ่ง พร้อมกับยิ้มแย้มด้วยความภูมิใจในตัวนาง
“ ตาเฒ่าตู้.. ทุกท่าน.. ข้าขออภัยที่สร้างเรื่องเลยเถิดไปบ้าง.. แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องคุยกับนังหนูจ้าวเป็นการส่วนตัว เสร็จแล้วพวกเราค่อยคุยกัน..”
สุ่ยจงเสียนกล่าวสีหน้าจริงจังขึ้น ทุกคนพยักหน้าคล้ายกับว่าที่แล้วให้แล้วกันไป
“ เชิญผู้อาวุโส..”
ซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับผายมือเชิญเขาไปยังห้องรับแขก สาวใช้รินน้ำชาให้ทั้งสองคน เรียบร้อยแล้วพากันออกไปจากห้อง สุ่ยจงเสียนจิบชาไปอึกนึงแล้วกล่าวว่า
“ เด็กน้อยตามที่ข้าได้ข่าวมา.. ตอนอายุ 10 ขวบปีเจ้าหนีพวกโจรจนตกเขา อาจารย์เจ้าผ่านมาช่วยไว้.. ทั้งยังถ่ายทอดความรู้และวรยุทธให้เจ้า.. ใช่หรือไม่”
“ ถูกต้องเจ้าค่ะ”
ซิ่วอิงตอบรับตรงๆ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้ว
“ แล้วอาจารย์เจ้าเป็นผู้ใด.. หญิงหรือชาย อายุประมาณเท่าใด”
สุ่ยจงเสียนถามต่ออย่างกระตือรือร้น
ซิ่วอิงไม่ตอบคำในทันที แสร้งจิบชาช้าๆใช้ความคิดว่าจะตอบเช่นไร จากสัมผัสจิตวิญญาณของตนเอง เธอมั่นใจว่าชายชราผู้นี้ไม่มีประสงค์ร้ายกับตนเองแน่นอน หรืออาจพูดได้ว่าชายชราคนนี้มีท่าทีเอ็นดูเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซิ่วอิงตัดสินใจบอกกล่าวทุกเรื่องราว ยกเว้นมิติส่วนตัวที่เธอจะไม่บอกผู้ใดเด็ดขาด
“ เรียนผู้อาวุโส.. อาจารย์ข้าเป็นสตรีวัยประมาณ 30 ปี หน้าตางดงามยิ่ง ส่วนอายุจริงนั้นข้าก็บอกไม่ได้.. ข้าเคยถามว่าท่านอาจารย์มาจากที่ใด ท่านชี้ไปบนฟ้าแล้วบอกว่ามาจากที่นั่น.. อีกทั้งอาจารย์ได้กลับไปนานแล้ว ที่ข้าพบเป็นเพียงเสี้ยวดวงจิตที่ทิ้งไว้ ให้ผู้มีวาสนาเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านในโลกนี้เท่านั้น..”
สุ่ยจงเสียนฟังคำบอกเล่าของซิ่วอิงด้วยดวงตาเป็นประกาย ครู่นึงเขากลับชี้ปลายนิ้วไปยังหน้าผากซิ่วอิง แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ เจ้าไม่ต้องต่อต้าน.. ข้าไม่มีเจตนาร้าย เพียงต้องการยืนยันบางเรื่องเท่านั้น”
เมื่อเห็นซิ่วอิงพยักหน้ายอมรับ เขาจึงส่งกระแสวิญญาณเข้าสู่การรับรู้ของซิ่วอิง ผ่านไปครู่นึงเอานิ้วออกจากหน้าผากซิ่วอิง แล้วกล่าวว่า
“ เด็กน้อย.. อาจารย์ของเจ้าใช่คนนี้หรือไม่..”
ซิ่วอิงอ้าปากค้างด้วยความตกตลึงในสิ่งที่เขาส่งให้ทางจิต ถูกแล้วสุ่ยจงเสียนได้ส่งภาพสตรีคนนึงเข้าสู่จิตของเธอ ซึ่งซิ่วอิงจำได้อย่างแม่นยำ สตรีคนนั้นคืออาจารย์ของเธอเอง อาจารย์ผู้มีพระคุณล้นฟ้าที่ช่วยชีวิต และมอบทุกอย่างให้กับเธอ
“ ผู้อาวุโส.. เหตุใดท่านถึงได้รู้จักอาจารย์ของข้า”
ซิ่วอิงเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา โดยลืมไปว่าคำถามของเธอนั้น เป็นคำตอบรับไปในตัวเช่นกัน
“ ฮ่ะๆๆ.. ทำไมจะไม่รู้จักเล่า.. ในเมื่อนางก็เป็นอาจารย์ของข้าเช่นเดียวกัน.. ฮ่ะๆๆ"
“ อะไรนะ.. อาจารย์ของท่าน”
ซิ่วอิงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าตกตลึง ชายชราอายุเกือบร้อยปีนี่นะหรือ เป็นศิษย์ท่านอาจารย์ของเธอ
" ฮ่ะๆๆ.. ถูกแล้ว.. ในที่สุดข้าก็พบเจ้า ศิษย์น้องของข้า..”
สุ่ยจงเสียนจากผู้อาวุโสมาดนิ่ง ถึงกับหัวเราะลั่นเมื่อรับรู้ถึงอาจารย์ของซิ่วอิง ใช่แล้วเด็กสาวคนนี้คือศิษย์น้องของเขาอย่างแน่นอน ซิ่วอิงมองชายชราตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
จนสุ่ยจงเสียนระงับความปลื้มปิติได้แล้ว จึงเล่าเรื่องของเขากับอาจารย์ให้ซิ่วอิงฟัง
………………………….