“เปรี้ยง!” ประหนึ่งฟ้าผ่าขึ้นกลางใจ สวีหยางอวี้ไม่คิดไม่ฝันว่า‘อาวุธราชันย์’ จะแบ่งเป็นแบ่งตาย!
ในที่สุดข้อสงสัยภายในใจก็คลี่คลายแล้ว ถึงแม้คำตอบที่ได้จะดูผิวเผิน ทว่ากลับมีความลับอีกมากมายซ่อนเร้นอยู่!
ดวงตาของเขาคุวาวอาวุธราชันย์ชิ้นนี้ยอมรับในวิถีแห่งการฝึกตนของเขางั้นเหรอ?
แล้วยอมรับวิถีการฝึกตนแบบไหนในตัวเขากันแน่? ถ้าหากเจตจำนงบางอย่างของเขาสามารถปลุกพลังสิ่งนี้ให้ตื่นขึ้นได้จริงๆถ้างั้นก็คงเป็นตอนที่ผู้ฝึกตนทั้งแปดคนเผชิญหน้ากับจูหงเสวี่ยตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาตระหนักว่า... แท้จริงแล้ว ตัวเองเป็นผู้ฝึกตนทำไมและฝึกตนไปเพื่ออะไร!
เจตจำนงของจักรพรรดิองค์ไหนยอมรับในวิถีการฝึกตนของเขากัน?
ทันใดนั้น อยู่ๆ ก็มีดอกบัวหนึ่งดอกปรากฏขึ้นกลางหมอกหนาเพียงเสี้ยววินาทีที่ดอกบัวสัมผัสได้ถึงอาวุธราชันย์ ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงประหนึ่งดาบสองเล่มปะทะกันดังก้องกังวานไปทั่วท้องนภา!
“เคร้ง!” แม้เสียงจะดังขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สะท้อนกังวานอยู่นานราวกับเป็นเสียงที่สะท้อนมาจากพันปีก่อน แฝงด้วยจิตอาฆาตมุ่งสังหารอย่างท้วมท้นทำเอาจิตใจสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่!
หัวใจของสวีหยางอวี้เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง หลังจากเสียงคลื่นสะท้อนหายไปจิตใจเขาจึงค่อยๆ กลับมาสงบอีกครั้ง
ความรู้สึกเมื่อครู่เหมือนมีอะไรบางอย่างบีบหัวใจเขาเอาไว้
เขาเพิ่งวางใจลงได้ไม่นาน ทันใดนั้น รูม่านตาก็หดเกร็งฉับพลัน!
ขณะนี้ อาวุธราชันย์ของเขาสั่นเครือเล็กน้อย และปรากฏกลุ่มหมอกสีเลือดขึ้นเบื้องหน้าภูเขาอย่างอย่างรวดเร็ว!
“นี่มัน!” พื้นใต้ฝ่าเท้าของสวีหยางอวี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงท่านอาวุโสปี้ปัวเองก็ตกใจเหมือนพบเจอเรื่องน่ากลัวสุดขีด ร่างปีศาจของท่านอาวุโสสั่นอย่างรุนแรงจนเขาแทบจะร่วงลงไปด้านล่าง!
บนกลุ่มหมอกสีเลือดนี้ ปรากฏภาพฉากบางเหตุการณ์ขึ้นมาและเหมือนกับได้กลิ่นคาวเลือดส่งผ่านออกมาเป็นระลอก
“ฉะ... ฉันไม่ยอม...” ไม่สามารถมองเห็นว่าคนด้านในกลุ่มหมอกเป็นใครเห็นเพียงมือซีดเซียวข้างหนึ่งค่อยๆ ยก “นี่มัน... โอสถแห่งเซียน...ปะ...เป็นไปได้ไง...”
“แหมะ...” มือของผู้ชายคนหนึ่งร่วงลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงจากนั้นภาพก็ตัดไปฉากใหม่ วัตถุโบราณอันวิจิตรร่วงลงบนโต๊ะไม้สลักลวดลายสวยงามจนแตกละเอียด
วินาทีต่อมา ภาพเบื้องหน้าเขาก็ตัดไปที่ฉากยามค่ำคืนนอกเรือนแห่งหนึ่งแล้วอยู่ๆก็มีแสงกายสิทธิ์ดวงหนึ่งปรากฏขึ้นราวกับดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีจนยากที่จะไม่เหลียวมอง!
แสงทองกายสิทธิ์ส่องอร่ามกลางท้องนภา ทุกย่างก้าวบังเกิดดอกบัว!
ดวงตาสีเขียวเรืองรองทั้งสองข้างไหวกระเพื่อมตลอดเวลาที่ดูภาพฉากต่างๆบนกลุ่มหมอกสีเลือดแม้แต่ปีศาจอาวุโสพันปีอย่างท่านอาวุโสปี้ปัวเองก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น
“ฟุบ!” ภาพฉากสีเลือดสลายหายไปทันที ตอนนี้บรรยากาศเงียบสงัดราวกับป่าช้า
แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ของอีกยุคสมัย
“ท่านอาวุโสครับ” ในที่สุดสวีหยางอวี้ก็เอ่ยปากเรียกเพราะท่านอาวุโสปี้ปัวที่อยู่ด้านหน้านิ่งค้างราวกับตายไปแล้ว
ไม่มีเสียงตอบ ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นอย่างรุนแรงสะท้อนขึ้นในอากาศ
“ท่านอาวุโสครับ” ผ่านไปอีกห้านาที สวีหยางอวี้เรียกขึ้นอีกครั้ง
“ฉะ... ฉันรู้แล้ว...” หลังจากนั้นสิบวินาทีน้ำเสียงของท่านอาวุโสปี้ปัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่เหมือนกับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“นี่มัน... อาวุธราชันย์อาบโลหิต...”ดางตาสีเขียวเรืองรองจ้องมองสวีหยางอวี้อย่างหลากอารมณ์ “เมื่อครู่...คือเจตจำนงแห่งผู้ครอบครองอาวุธราชันย์ชิ้นนี้... ในโลกผู้ฝึกตนมีคำเรียกเฉพาะว่า‘จิตอาฆาตพันปี’”
“อาวุธราชันย์ชิ้นนี้บรรจุเจตจำนงและความเคียดแค้นพยาบาทของจักรพรรดิองค์นั้นข้ามกาลเวลาหลายพันปี...สหาย... เจ้าจงระวังให้ดีเพราะฉันก็ไม่รู้เกี่ยวอาวุธจุติราชันย์ไปมากกว่านี้แล้ว”น้ำเสียงของเขากลับมาเป็นปกติ“มีสิ่งของที่อัดแน่นเจตจำนงอันแรงกล้าของเจ้าของลงไป จะทำให้มองเห็นภาพฉากสุดท้ายที่ของชิ้นนี้ผนึกเอาไว้ได้ในตอนนั้น...เป็นสารที่เจ้าของคนนั้นต้องการส่งต่อ...”
“แต่นี่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด”
ท่านอาวุโสปี้ปัวถอนหายใจลากยาว “สหาย เจ้าเห็นแสงแวบสุดท้ายไหม?”
ไม่ทันรอสวีหยางอวี้ตอบ เขาก็ตอบเองด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมรอบคอบ“นั่นก็คือ... อาวุธราชันย์!”
“เจ้าของอาวุธราชันย์ชิ้นนี้ ถูกอาวุธราชันย์อีกชิ้นโจมตี!”น้ำเสียงของท่านอาวุโสปี้ปัวสั่นเครือรำไร “สหาย... เจ้าจงจำให้ดี... อาวุธราชันย์ที่โจมตีใส่ชิ้นนั้น...ตัวฉันเคยเห็นมาก่อน... ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ๆ!”
ตอนนี้ร่างปีศาจของท่านอาวุโสปี้ปัวสั่นเทาจนสวีหยางอวี้รู้สึกได้อย่างชัดเจน
ปีศาจอาวุโสพันปี ตัวสั่นเพราะอาวุธราชันย์ชิ้นนั้นงั้นเหรอ?
สวีหยางอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนประสานมือขึ้น“ขอท่านอาวุโสได้โปรดพูดต่อ”
“ฉันจำชื่อของมันได้ดี... สหาย...”น้ำเสียงท่านอาวุโสปี้ปัวเริ่มพร่าแหบจากความหวาดกลัวราวกับตกอยู่ในภวังค์อันเลวร้ายในอดีต“มันชื่อว่า... กระบี่เซี่ยอวี่”
เขาหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ “เจ้าอาจจะไม่ชินกับชื่อนี้แต่เจ้าจะต้องเคยได้ยินอีกชื่อของมันอย่างแน่นอน...”
“กระบี่เซวียนหยวน...” อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบสวีหยางอวี้ก็พูดขึ้นในขณะที่พยายามสะกดความตื่นเต้นในใจ
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง ผ่านไปอีกหนึ่งนาที ท่านอาวุโสปี้ปัวจึงเริ่มพูดต่อ“ดาราเกลื่อนนภา ดอกบัวไร้ราก... แสงทองแผ่ซ่านปกคลุมแสงยานุภาพแห่งเซวียนหยวนถือกำเนิด... มัน... คือกระบี่เซวียนหยวน! ไม่ผิดแน่...มันคืออาวุธราชันย์กระบี่เซวียนหยวนที่ทรงแสงยานุภาพที่สุดในประวัติศาสตร์!”
“มีใครบางคน... ใช้อาวุธราชันย์โจมตีราชาท่านนี้!และเจ้ากล่องจิ๋วปริศนาใบนี้... ก็เคยปะทะกับกระบี่เซวียนหยวนมาแล้ว!และด้วยเหตุนี้ มันจึงถูกฟันออกเป็นสองท่อน!ส่วนที่เจ้ามีเป็นเพียงครั้งหนึ่งของมันเท่านั้น!”
“การถูกสังหารด้วยอาวุธราชันย์ตอนนี้ทำให้จักรพรรดิที่ถูกสังหารก่อเกิดจิตอาฆาตพันปี และก่อนตายเขาได้ใช้จิตวิญญาณห่อหุ้มจิตอาฆาตนี้เอาไว้...จนกลายเป็นอาวุธจุติราชันย์เพียงชิ้นเดียวในประวัติศาสตร์ห้าพันปีของประเทศหวาซย่าเท่าที่รู้ตอนนี้!”
“ใช่แล้ว... จะต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ ... ไม่ผิดแน่ๆ ...”
ท่านอาวุโสปี้ปัวพูดพึมพำซ้ำไปซ้ำมากับตัวเอง คำตอบที่เขาได้ ทำเอาเขาแทบไม่อยากเชื่อจริงๆ
เป็นใครกัน? ใครบังอาจสังหารจักรพรรดิอย่างเหี้ยมโหดขนาดนี้!
ซ้ำยัง... สังหารด้วยกระบี่เซวียนหยวนอีก แม้ตอนนี้กระบี่เซวียนหยวนจะเป็นอาวุธราชันย์มรณภาพที่หายสาบสูญไปแล้วก็ตาม!
ไม่นึกเลยว่ากระบี่เซวียนหยวน... จะเคยอาบเลือดจักรพรรดิมาก่อนแล้วดวงวิญญาณที่ดับไปภายใต้คมดาบเล่มนี้คือใครกัน?
อาวุธจุติราชันย์ที่รูปร่างดูธรรมดาชิ้นนี้ แม้ถูกกระบี่เซวียนหยวนฟันแบ่งเป็นสองท่อนแต่มันก็ยังอัดแน่นไปด้วยจิตอาฆาตอันไร้ที่สิ้นสุดอยู่อีกเหรอ? ทั้งๆ ที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้วเนี่ยนะ?!
ท่านอาวุโสปี้ปัวถอนหายใจลากยาว เขาไม่กล้าคาดเดาเรื่องนี้ต่อเพราะมันเป็นความลับที่น่ากลัวเกินไป และเกินกว่าขอบเขตที่เขารู้
“สหาย... รู้แบบนี้แล้ว เจ้ายังกล้าเก็บมันไว้กับตัวอยู่อีกไหม?”
สวีหยางอวี้จ้องมองกล่องจิ๋วสุดแสนธรรมดาใบนี้อยู่อย่างเงียบๆพลางลอบถอนหายใจในใจ
ผ่านมาแล้วหลายพันปี เจตจำนงยังคงไม่เสื่อมคลาย และยังคงเปี่ยมล้นด้วยความเคียดแค้นอาฆาตพยาบาท และอัดอั้นต่อความอยุติธรรม จนใช้ร่างกายของตัวเองหล่อหลอมเป็นอาวุธราชันย์ชิ้นนี้ขึ้นมางั้นเหรอ?
คุณคือจักรพรรดิคนไหนกัน?
คุณมีวีรกรรมอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินแบบไหนในหน้าประวัติศาสตร์?
สวีหยางอวี้ถอนหายใจลากยาวพลางกำกล่องจิ๋วในมือแน่น
จะเป็นอย่างไรก็ช่าง วันนี้แกเป็นของฉันแล้ว!
ไม่สนใจว่าใครเป็นคนสร้างแกขึ้นมา ไม่สนว่าแกเคยตกเป็นของใคร แต่ตอนนี้ แกเป็นของขวัญแห่งวาสนาของฉันสวีหยางอวี้คนนี้แล้ว!
ท่านอาวุโสปี้ปัวไหวกระเพื่อมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่แต่สุดท้ายก็แอบส่ายหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ช่างเป็นจิตใจที่แน่วแน่จริงๆ ... หรือว่า...เขาจะเป็นพวกลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือ[1]?”
“ช่างเถอะ... ฉันไม่มีวาสนากับสิ่งนี้ อาวุธจุติราชันย์...เป็นอาวุธต้องห้ามของประเทศหวาซย่ามาตลอดห้าพันปีนี้...แล้วยิ่งมันยอมรับในตัวผู้สืบทอดคนใหม่แล้ว ฉันจะไปแย่งมาให้เสียแรงทำไม”
แม้ท่านอาวุโสปี้ปัวจะถอนหายอย่างเสียดายดวงตาที่มองหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศหวาซย่ามาเป็นพันปี ยังฉายแววอิจฉาออกมาผ่านไปสักพักใหญ่ถึงจะสะกดอารมณ์ตัวเองกลับมาเป็นปกติแต่ให้เลือกระหว่างชีวิตกับวาสนา แน่นอนว่าเขาต้องเลือกชีวิตตัวเองอยู่แล้วจากนั้นท่านอาวุโสปี้ปัวก็กระแอมเสียงแผ่วก่อนพูดขึ้นต่อ “อาวุธราชันย์ทุกชิ้นล้วนมีผู้สืบทอด ซึ่งในประเทศหวาซย่าปัจจุบันนี้มีผู้สืบทอดทั้งหมดสามสิบกว่าคนแต่ผู้สืบทอดอาวุธราชันย์มรณภาพไม่สามารถออกนอกเขตมณฑลได้เพราะถ้าพวกเขาออกนอกเขตมณฑลเมื่อไหร่ อาวุธราชันย์ก็จะเสื่อมพลังลงเมื่อนั้น”
สวีหยางอวี้ประสานมือ “ขอบพระคุณท่านอาวุโสอย่างสูงครับ”
เขามองดูเวลา เหลืออีกครึ่งชั่วโมง
“ผมยังมีคำถามอีกสองสามข้อ”
ท่านอาวุโสปี้ปัวพูดขึ้นทันที “ฉันรู้ว่าเจ้าจะถามอะไรเจ้าคงอยากถามว่าภาพที่สลักอยู่บนอาวุธราชันย์ชิ้นนี้คืออะไร? และอาวุธราชันย์ชิ้นนี้เป็นของใครสินะ?”
สวีหยางอวี้พยักหน้า เพราะเป็นจุดที่เขาสงสัยพอดี
“เหอะๆๆ ... สหาย... ฉันไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าเจ้าโชคดีหรือโชคร้ายดี...อาวุธจุติราชันย์ของเจ้าได้สลักอักขระไว้หนึ่งแถวเจ้าอาจจะคิดว่าเป็นแค่ลวดลายของมันเฉยๆ แต่ฉันก็พอรู้จักอักขระพวกนี้อยู่บ้าง”
ท่านอาวุโสปี้ปัวคลี่ยิ้มก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่คือ...อักษรภาพ ความหมายมันก็คือ ‘จงไขความลับ’!”
“สหาย อาวุธราชันย์ในมือเจ้ามันยังไม่สมประกอบฉันไม่รู้ว่าเจ้าปลุกพลังมัน แบกรับโชคชะตาและผลกรรมของมันได้อย่างไรแต่ว่าเจ้าควรรีบออกตามหาอีกครึ่งหนึ่งของมันให้เร็วที่สุด ไม่งั้น...”เขาส่ายหน้า “ลองคิดเอาเองดูแล้วกัน...อาวุธจุติราชันย์ที่หอบจิตสังหารอันเคียดแค้นผ่านกาลเวลามาห้าพันปีอย่างไม่เสื่อมสลายมันจะต้องเป็นความเคียดแค้น เกลียดชัง และต้องการแก้แค้นมากแค่ไหน? แล้วอานุภาพของ ‘ผลกรรม’ ของมันจะรุนแรงแค่ไหน? เพราะถือว่าเป็นภัยอันตรายต่อมวลมนุษย์พันกว่าล้านคนซึ่งพวกเขาอาจตายเหมือนจักรพรรดิผู้เป็นเจ้าของสิ่งนี้ก็เป็นได้? หากไม่ศึกษาทำความเข้าใจมันมากกว่านี้ จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ใครจะไปรู้”
“ท่านมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่?” สวีหยางอวี้ถามขึ้นทันทีด้วยแววตาหวั่นไหว
“แน่นอน...” ท่านอาวุโสปี้ปัวระบายยิ้ม “แต่ว่า เรามาคุยข้อต่อรองของพวกเรากันหน่อยดีไหม?”
สวีหยางอวี้ระบายยิ้มเช่นกัน “ในเมื่อผมเป็นฝ่ายมาที่นี่เอง ก็ย่อมรู้กฎของที่นี่ดีเชิญท่านอาวุโสพูดมาได้เลยครับ”
ท่านอาวุโสปี้ปัวตอบกลับอย่างไม่ลังเล “เจ้าต้อง...แบ่งปันความลับเกี่ยวกับอาวุธจุติราชันย์ให้ฉันฟัง!”
“ไม่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริงจัง... เจ้าแค่เล่าให้ฉันฟังเฉยๆไม่ต้องจดบันทึกลงกระดาษอะไรทั้งนั้น!และต้องกล่าวสัตย์สาบานว่าเจ้าเต็มใจแบ่งปันเรื่องนี้กับฉัน! ส่วน ‘ผลกรรม’ทั้งหมด เจ้าจงแบกรับเอาไว้เอง!”
นี่คือราคาที่สวีหยางอวี้ต้องจ่าย!
ท่านอาวุโสปี้ปัวไม่กล้าคาดเดาอะไรเกี่ยวกับอาวุธจุติราชันย์แล้วหลังจากได้รู้เรื่องอาวุธราชันย์ที่สังหารจักรพรรดิองค์นี้ เขาไม่อยากจินตนาการเลยว่าพลังในการสนองผลกรรมของอาวุธจุติราชันย์ชิ้นนี้จะเป็นอย่างไร!
แต่ก็โชคดี... ท่านอาวุโสปี้ปัวหรี่ตามองสวีหยางอวี้ คนๆนี้เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ เขาไม่มีทางรู้เกี่ยวกับผลกรรมอย่างแน่นอน หรืออาจไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงๆก็ได้ เพราะดูจากตบะและประสบการณ์เขาแล้ว น่าจะไม่เคยสัมผัสกับของแบบนี้...ดังนั้น เมื่อครู่เขาจึงเน้นเสียงตรงคำว่า ‘ผลกรรม’ เป็นพิเศษเพื่อกระต่อมอยากรู้และล่อหลอกอีกฝ่าย
เพราะมีแต่ขั้นจินตันขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสย้อนตามไล่ดูผลกรรมระลึกชาติย้อนอยู่วิบากกรรม หรือบางคนก็อาจจะแก้ผลกรรมได้...
ดังนั้น นี่จึงเป็นแผนเขาในตอนนี้
เขาเป็นคนกุมสถานการณ์และเงื่อนไขในการต่อรองทั้งหมดได้อย่างอยู่หมัดสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่ก็คือองค์ความรู้และข้อมูลที่สำคัญ!
นี่เป็นข้อดีของการมีอายุมายาวนานหลายพันปี!
หากเขาไม่ตกลงก็อย่าหวังจะได้รู้เบาะแสเกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุดไปตลอดชีวิต!
หากเขาตอบรับทางฝั่งท่านอาวุโสปี้ปัวได้จะได้รู้เรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ในขณะที่อีกฝ่ายแบกรับผลกรรมเองดังนั้นการกล่าวสัตย์สาบานจึงเป็นวิธีเลี่ยงผลกรรมทีดีที่สุดสำหรับเขาตอนนี้แล้ว
ตกปลามาหลายร้อยปี ในที่สุด... ก็ตกได้ปลาตัวใหญ่เสียที!ค่าตอบแทนครั้งนี้ คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เคยให้คำปรึกมาแล้ว!
สวีหยางอวี้นิ่งเงียบ
ภายในห้วงสมองของเขา ไตร่ตรองเรื่องทั้งหมดที่ได้ฟังอย่างรวดเร็ว
เงื่อนไขแบบนี้ คือหลุมกับดักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่าตอนนี้เขาทำได้แค่ตอบตกลงเท่านั้น
คำนึงจากระดับตบะและประสบการณ์ความรู้แล้ว ตัวเขาในตอนนี้ห่างชั้นกับท่านอาวุโสปี้ปัวอยู่หลายขุม
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือเป็นสำนวนเปรียบเทียบธรรมชาติของสัตว์ ลูกวัวเกิดใหม่แม้จเจอเสือก็ไม่แสดงอาการกลัวแต่อย่างใดไม่ใช่ว่ามันไม่กลัว แต่มันไร้ประสบการณ์และยังไม่รู้ถึงความดุร้าย อันตรายของเสือ