ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 97 ผู้มาเยือนจากแดนไกล

            ในเสี้ยวพริบตานั้นเองหลินเฮ่ายวนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลินหยางก็แข็งแกร่งขึ้นจนยากจะอธิบายได้

            แต่พอผ่านไปครู่หนึ่งหลินเฮ่ายวนก็พลันกลับมาไร้พลังเหมือนเดิม เขามองมาที่หลินหยางอย่างเรียบสงบพร้อมกับกล่าวว่า

            “หยางเอ๋อร์ต่อให้เจ้ารู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่เจ้าไปตอนนี้มันก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกแถมมันยังจะไปขัดขวางการฝึกวิชาของเจ้าด้วยข้ารู้ว่าในตัวเจ้ามีพลังปาฏิหาริย์บางอย่างที่ตัวข้าเองก็ดูไม่ออก ทักษะด้านการช่างของเจ้าก็สูงส่งจนน่าตกใจซึ่งมันดีแล้ว หยางเอ๋อร์ เจ้าฟังพ่อนะสิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น... นั่นก็คือต้องรีบฝึกวิชาเพื่อยกระดับความสามารถของเจ้าไปให้ถึงจุดสูงสุดของระดับ‘โพ่ไห่’เมื่อถึงระดับนั้นแล้วเจ้าจะได้รับความสามารถที่จะออกไปจาก ‘ภพเซวียนหยวน’ แห่งนี้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นแล้วพ่อจะเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟังเอง”

            สูงสุดของโพ่ไห่?

            ออกไปจากภพเซวียนหยวน?

            ถ้าเล่าให้คนธรรมดาฟังละก็พวกเขาคงจะคิดว่านี่เป็นแค่ความฝันที่เลื่อนลอยดุจเทพนิยายแน่ๆแต่หลินเฮ่ายวนกลับพูดออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งจริงจังและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่มีต่อหลินหยาง

            ความคิดของหลินหยางตอนนี้ค่อนข้างจะสับสนวุ่นวายถึงหลินเฮ่ายวนจะไม่ได้บอกอะไรให้ฟังมากก็ตาม แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำเขาสามารถเดาได้หลายๆเรื่องแล้ว

            ความรักที่แม่ของเขาเซี่ยอวี่เวยมีให้แก่หลินหยางนั้นมันมหาศาลดุจมหาสมุทรการที่นางถูกบีบจนต้องใช้วิธีแกล้งตายเพื่อตัดความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกทิ้งแบบนี้เบื้องหลังจะต้องมีเหตุผลที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่แน่

            ได้รับคำสั่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้มาอย่างนั้นหรือ?

            หรือว่ากำลังหนีจากภัยอันตรายบางอย่างอยู่?

            นี่ต่างหากสิ่งที่หลินหยางกังวลมากที่สุด

            หลังจากที่ตั้งสติจัดการความคิดของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้วก็ถามคำถามที่สำคัญที่สุดกลับไปอีกคำถามหนึ่ง “ท่านแม่กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่หรือเปล่า?”

            หลินเฮ่ายวนส่ายหัว “วางใจเถอะฝีมือระดับอวี่เวยแล้ว ทั้งเก้าภพนี้ไม่มีใครทำอะไรนางได้หรอกไม่อย่างนั้นพ่อจะยังทำตัวสบายๆ มายืนพูดคุยกับเจ้าอยู่แบบนี้ได้หรือ... ถ้านางคิดจะไปละก็ไม่มีใครห้ามนางได้ ดีไม่ดี พวกเราสองพ่อลูกอาจจะเป็นฝ่ายที่ไปถ่วงนางแทนก็ได้...เหอะๆ...”

            พอพูดถึงตรงนี้แล้วหลินเฮ่ายวนก็เริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง เขายิ้มอ่อนๆ ออกมาทีหนึ่งแต่ในใจเขากลับกำลังบ่นออดๆ แอดๆ โดยไม่ได้พูดออกไปว่า

            ‘เด็กโง่ เจ้าคิดหรือว่าเมื่อตอนนั้นพ่อจะทิ้งพวกเจ้าสองแม่ลูกได้ลงคอน่ะ?ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกอวี่เวยไล่ชกจนกระเด็นออกมานอกบ้านต่างหาก...แม่ของเจ้าน่ะไม่ได้อ่อนโยนเหมือนที่เจ้าคิดไว้หรอกนะ...’

            ถึงแม้ภายในใจของเขาจะกำลังบ่นออกมาอย่างนั้นก็ตามแต่สีหน้าที่แสดงออกมาอยู่นั้นกลับดูปกติสุดๆ

            “เอาละ หยางเอ๋อร์เรื่องที่พ่อบอกได้ก็บอกไปหมดแล้ว ถ้าเจ้าอยากรู้มากกว่านี้ละก็พ่อก็ยังยืนยันคำเดิม ฝึกฝนไปให้ถึงระดับโพ่ไห่ก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่...”

            ฟู่...

            หลินหยางสงบใจลงได้แล้ว

            แค่รู้ว่าแม่เขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายก็พอแล้วส่วนเหตุผลที่ท่านจากไปจะต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ตัวตนของเซี่ยอวี่เวยจะต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึงแน่

            แต่ทั้งหมดนั่นยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลกับตัวเขาในตอนนี้อยู่

            ..................................

            ภายในคฤหาสน์ไท่เหอในค่ำคืนนี้ส่องสว่างจากแสงของโคมไฟตลอดคืนจนถึงตอนเช้า

            หลินหยางได้พูดคุยกับหลินเฮ่ายวนหลายเรื่องมากแต่ส่วนใหญ่จะเป็นหลินเฮ่ายวนที่เป็นฝ่ายพูดแล้วหลินหยางเป็นคนนั่งฟังเสียมากกว่า

            หลินหยางพบว่า พ่อของเขาในตอนที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางข้าราชการนั้นค่อนข้างจะเป็นคนที่พูดเก่ง ระดับหนึ่งเลย ขนาดเรื่องเล็กๆ เขายังสามารถเอามาเป็นหัวข้อในการพูดได้ไม่หยุดไม่หย่อน

            ซึ่งช่วงหลังๆ นั้น หลินหยางได้ฟังทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่จำนวนมากที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้จนมึนไปหมดพอถึงช่วงฟ้าสาง ทั้งสองคนก็ตัดสินใจจะกินของว่างกันหลินเฮ๋ายวนถามคำถามหลินหยางต่อไม่หยุดว่า

            “เจ้าจะใส่พริกในเกี๊ยวไหม?”

            “เอาเปรี้ยวเยอะหน่อยหรือน้อยหน่อยดี?”

            “ลืมถามเลยว่าเจ้าชอบกินไส้อะไรอวี่เวยเมื่อก่อนจะชอบกินไส้ผักผัดไข่มาก แล้วเจ้าเล่า?”

            โอ๊ยยย!

            หลินหยางพลันเปลี่ยนใจไม่อยู่กินของว่างด้วยแล้วใครจะรู้ว่าองค์จักรพรรดิผู้น่าเกรงขามคนนั้นตอนที่เป็นพ่อคนจะน่ารำคาญได้มากขนาดนี้

            น่ารำคาญกว่าหั่วเอ๋อร์อีกนะนี่

            ด้วยเหตุนี้เอง...

            ถึงแม้ว่าหลินหยางจะได้ตำแหน่งเจ้าชายกลับคืนมาแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังเลือกที่จะกลับไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเวินแทนอยู่ดี

            ตอนที่เขาเคาะประตูคฤหาสน์นั้นพ่อบ้านสูงอายุอย่างเวินชงที่เป็นคนมาเปิดประตูนั้น ได้ฟังวีรกรรมที่องค์ชายหลินหยางได้สร้างไว้ในพระราชวังแล้วพอได้เจอหลินหยางก็เลยตื่นเต้นมากจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี

            “ผู้อาวุโสหลิน เอ๊ยไม่ไม่ไม่ องค์ชายหลิน ท่านไม่ได้พักอยู่ที่พระราชวังหรือ?”

            “เกี๊ยวไม่อร่อย...เอ๊ย ไม่ พ่อบ้านหลินไม่ต้องไปรบกวนพวกท่านประมุขหรอก เดี๋ยวข้าเข้าไปพักผ่อนเอง”

            “ได้ เอ๊ะ? ทำไมหั่วเอ๋อร์ไม่ได้กลับมากับท่านด้วยเล่า”

            “มันคงได้พ่อใหม่ในพระราชวังแล้ว...”

            หลินหยางตอบกลับไปแบบส่งๆจากนั้นก็ขอตัวกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องการช่างของตัวเอง

            ในที่สุดเขาก็สามารถชำระหนี้แค้นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตได้แล้วหลังจากนี้เป็นต้นไป หลินหยางจำเป็นต้องมากำหนดเป้าหมายของตัวเองใหม่อีกครั้ง

            ตามแผนการเดิมของหลินหยางนั้นเขาคิดจะพาทั้งอาณาจักรชูอวิ๋น ตระกูลเวินและเจ้าน้องชายจากราชอาณาจักรโล่ยื่ออย่างจ้าวเหวินชางให้รุ่งเรืองขึ้นมาจนกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้ก่อนจากนั้นค่อยค้นหาวิธีออกไปจากภพภูมิแห่งนี้เพื่อมุ่งไปสู่ภพภูมิใหม่ที่มีระดับสูงกว่านี้

            แต่ดูท่าทางเขาคงจะต้องเร่งรัดแผนการให้เร็วขึ้นกว่านี้อีก

            จากการพูดคุยกับพ่อของเขาเมื่อคืนก่อนนั้นเขาได้ทราบความจริงที่ว่าแม่ของเขา เซี่ยอวี่เวย นั้น ได้ออกไปจากภพภูมินี้แล้วนั่นคือบุคคลที่สำคัญมากที่สุดและเขารักมากที่สุดในชีวิตแล้วเพื่อที่จะตามหาร่องรอยของนาง หลินหยางจำเป็นที่จะต้องหาวิธีที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการยกระดับความสามารถของตัวเองให้ไปถึงระดับ“โพ่ไห่”

            ระดับโพ่ไห่นั้นเป็นเหมือนตำนานของทวีปชี่อู่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีใครเห็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ปรากฏตัวขึ้นในทวีปชี่อู่แห่งนี้เลย

            สำหรับหลินหยางแล้วอย่าว่าแต่ชีไห่เลย แค่ระดับอวิ้นหลิงก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เขารู้สึกปวดหัวแล้ว

            อธิบายง่ายๆ ก็คือระดับอวิ้นหลิงเป็นระดับที่จะนำเอาเส้นชี่ไห่ มาขยายใหญ่จนถึงขีดสุดอีกทั้งยังต้องสัมผัสวิถีแห่งธรรมชาติเพื่อตามหารูปแบบพลังที่เหมาะสมกับตัวเองให้เจอด้วยจากนั้นจึงค่อยสร้างหลิงไทขึ้นมาจากข้างในจุดชี่ไห่ของร่างกาย

            ซึ่งวิธีการตามหารูปแบบพลังของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วยไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างหลิงไทขึ้นได้ในเวลาสั้นๆขั้นตอนนี้ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเท่านั้น

            ส่วนหลินหยางที่เป็นผู้สืบทอดของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วแถมยังเคยลั่นวาจาไว้ด้วยว่าจะก้าวข้ามจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไปให้ได้หลิงไทของเขาย่อมแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่แล้ว

            หลิงไทของตัวจักรพรรดิฟ้านั้นถูกเรียกว่าหั่วหลิงเซิ่งไท ซึ่งเป็นหลิงไทแบบพิเศษที่นอกจากจะต้องมีร่างสถิตเพลิงอัคคีแล้วยังต้องใช้ “เพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษ” ด้วย

            มันเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งอุณหภูมิและพลังลึกลับที่แฝงอยู่ในเปลวเพลิงแบบนั้นมันแข็งแกร่งทรงพลังมากจนเพลิงศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาทาบไม่ติด

            ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้านั้นในโลกนี้มีเพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษอยู่ทั้งหมดสามสิบหกแบบแต่ละแบบก็ล้วนมีพลังที่แตกต่างกัน แต่เกรงว่าต่อให้เป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษที่ระดับต่ำสุดก็ไม่น่าจะหาได้ในภพภูมิระดับต่ำแบบทวีปชี่อู่แห่งนี้

            ดังนั้นนี่จึงกลายเป็นโจทย์ยากในการสร้างหลิงไทของหลินหยางแล้ว

            หากคิดจะแข็งแกรงเทียบเท่ากับตัวตนอันทรงพลังแบบจักรพรรดิฟ้าแล้วขั้นตอนการยกระดับความสามารถเป็นระดับอวิ้นหลิงนั้นจะต้องเลือกแบบที่แข็งแกร่งมากที่สุดและสมบูรณ์มากที่สุดด้วยจะสร้างหลิงไทขึ้นมาแบบมั่วๆ ไม่ได้เด็ดขาด

            แล้วหลินหยางจะไปค้นหาเพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษเพื่อสร้างหลิงไทได้จากไหนเล่า?

            นอกจากปัญหาข้อนี้แล้วยังมีอีกเรื่องที่กวนใจหลินหยางอยู่

            นั่นก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังวิชานอกรีตอันแสนชั่วร้ายที่ซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนใช้

            หลินหยางดูออกนานแล้วว่าทั้งสองคนนี้เป็นศิษย์จากสำนักเดียวกันซึ่งการที่สามารถบงการคนระดับซ่างกวันหงที่เป็นถึงประมุขของตระกูลใหญ่แห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อได้นั้นจะต้องเป็นอะไรบางอย่างที่ทรงอำนาจมากอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอนเกรงว่าอาจจะแข็งแกร่งเทียบเท่าหรือมากกว่าราชอาณาจักรโล่ยื่อเลยก็เป็นได้

            ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นในหลายๆ ภพภูมิมักจะมีองค์กรที่เหล่ายอดฝีมือหลายๆ คนมารวมตัวกันซึ่งเราเรียกมันว่าลัทธิ โดยลัทธิเหล่านี้มักจะเป็นตัวตนที่มีอำนาจพอๆ กับอาณาจักรหรืออาจจะเหนือกว่าก็เป็นได้

            ดูท่าทางแล้วเบื้องหลังของพวกซ่างกวันหงและหลินไป๋ชวนนั้นอาจจะมีลัทธิที่ทรงอำนาจที่คอยฝึกสอนพลังนอกรีตนั้นอยู่ก็เป็นได้

            และคำถามก็คือการที่หลินไป๋ชวนและซ่างกวันหงวางแผนโจมตีอาณาจักรชูอวิ๋นแบบนี้ เป็นความต้องการของพวกมันสองคนเองรึเปล่า? หรือว่าจะเป็นพวกลัทธิที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง?

            และถ้าพวกลัทธิเป็นผู้บงการละก็เหตุใดพวกมันที่ทรงพลังอำนาจขนาดนั้นจึงเล็งเป้ามาที่อาณาจักรเล็กๆ อย่างอาณาจักรชูอวิ๋นเล่าแล้วทำไมต้องใช้ลูกน้องของตัวเองออกหน้าแทนด้วย?

            หลินหยางรู้จักพวกผู้มีอำนาจของทวีปชี่อู่แห่งนี้น้อยเกินไปหลังจากนี้ถ้ามีโอกาสคงต้องไปนั่งคุยกับพ่อเขาเรื่องนี้หน่อยแล้ว

            นอกจากนี้หลินหยางยังเป็นห่วงสมาคมการค้าตระกูลจ้าวแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่ออยู่

            นั่นคืออีกตัวช่วยหนึ่งที่หลินหยางเตรียมไว้ให้กับตระกูลเวินหลังจากนี้ไปถ้าตระกูลเวินร่วมมือกับสมาคมการค้าตระกูลจ้าวภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าแล้วองค์กรทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานก็จะถือกำเนิดขึ้นได้แน่นอน

            แต่ตอนนี้หลินหยางยังถูกจับตามองจากเจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อเซียวเซียง และเถ้าแก่ดาวม่วงแห่งพันธมิตรการค้าใต้หล้า จีหยูยี่หลังจากนี้หลินหยางอาจจะต้องเข้าไปพัวพันกับทั้งสองคนก็เป็นได้

            แล้วยังมีเรื่องลัทธิอะไรนั่นอีก ทำให้หลินหยางที่แม้ว่าจะไม่มีหนี้แค้นอะไรหลงเหลืออยู่แล้วก็ตามแต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่าแรงกดดันของเขานั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อย

            การจะตามหาแม่ของเขาก็ยังบีบให้หลินหยางต้องรีบหาไฟศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษเพื่อนำมาสร้างหลิงไทเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองขึ้นเป็นระดับอวิ้นหลิงอีก

            เฮ้อ...

            หลินหยางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            เรื่องที่ต้องคิดเยอะเกินไปตอนนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรเลยดีกว่า

            อย่างน้อยในตอนที่ยังไม่ได้ข่าวของเพลิงแบบพิเศษนี้เขาก็ยังสามารถใช้เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ร้อยชีพจรผนึกเทพในการฝึกฝนเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองในตอนนี้ไปให้ถึงจุดสูงสุดของระดับอวิ้นหลิง

            เมื่อถึงตอนนั้นแล้วพลังกายภาพของเขาก็จะพุ่งไปอยู่ที่ประมาณสองหมื่นชั่งเมื่อสวมใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาว จะสามารถระเบิดพลังออกมาได้ในระดับที่เทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายเลยทีเดียว

            แถมเขายังมีขนนกอัคคีของปี้ฟังอยู่ด้วย

            เอ้อ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว...

            ไอ้เจ้าหั่วเอ๋อร์ช่วงนี้ดูคึกเป็นพิเศษแฮะถึงกับอยู่กินของว่างที่พระราชวังคนเดียวไม่ยอมกลับบ้านแบบนี้ดูท่าทางมันคงถูกขุนจนอ้วนตุ้ยแล้วแน่ๆ

            ภายในดวงตาของหลินหยางพลันเปล่งประกาย...ไก่ที่ถูกเลี้ยงจนอ้วนแล้วก็ต้องเอามา ฆ่า สิ!

            ครั้งนี้เขาคงต้องไปดึงขนมันออกมาอีกสามเส้นเป็นอย่างต่ำแล้ว

            หึหึหี!!

            แต่อยู่ๆ หลินหยางก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งความรู้สึกนั้นทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นอย่างมาก แต่ไม่นานนักมันก็หายไป

            เราคงจะคิดมากไปเองกระมัง...

            หลังจากจัดการความคิดทั้งหมดเสร็จแล้วหลินหยางก็ค่อยๆ หลับตาลง

            หลินหยางเก็บตัวอยู่ในนั้นประมาณสามวัน

            ซึ่งช่วงสามวันนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องของการต่อสู้ในงานราตรีมากเท่าไรนักเป็นเพราะหลินเฮ่ายวนและพวกของสื่อซือหมิงคอยชี้นำและจัดการอยู่จากเบื้องหลังข่าวลือต่างๆ ที่แพร่ออกไปนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน จากนั้นก็ค่อยๆ เงียบหายไป

            วันต่อมาหลินเฮ่ายวนได้ส่งคนมาเชิญหลินหยางไปร่วมรับประทานอาหารที่พระราชวัง แต่ก็ถูกปฏิเสธไป

            เวินติ่งเทียนในตอนนั้นก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย

            เพราะสถานะของหลินหยางได้เปลี่ยนไปแล้วปล่อยให้เขาอยู่แต่ที่นี่มันก็ดูจะไม่ใช่เรื่องสักเท่าไร

            เขาที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนแล้วสามารถดูออกได้ไม่ยากว่าระหว่างหลินหยางและหลินเฮ่ายวนทั้งสองคนนั้นมีบางอย่างที่ผิดปกติแต่เขาที่เป็นคนนอกก็รู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายอะไร ต่อให้อยากจะเข้าไปยุ่งหลินหยางก็กำลังเก็บตัวอยู่ ไม่มีท่าทีที่จะออกมานอกห้องเลยแม้แต่น้อย

            ทว่าในวันที่สามก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

            มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนตระกูลเวินจากแดนไกล

            ช่วงบ่ายของวันนั้นเวินติ่งเทียนที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้องเมฆาร่วงโรยอยู่นั้นพอได้ยินชื่อของผู้ที่มาเยี่ยมแล้ว มือที่กำลังถือถ้วยชาอยู่ก็กะตุกขึ้นมาทันทีอย่างที่ไม่อาจห้ามได้

            กลุ่มพันธมิรการค้าใต้หล้า - เถ้าแก่ระดับดาวม่วงจีหยูยี่

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน