ฤดูเก็บเกี่ยวนี้ท่านปู่ท่านย่าไม่ต้องลงแรงเองแล้วเพราะถานเจ๋อจ้างแรงงานถึงเจ็ดคนการไปนาของเขาจึงเป็นเพียงคอยกำกับดูแลความเรียบร้อยสือจิ่วบางวันพักมือจากปอกลูกพลับกับเก็บงานในแปลงผัก หญิงสาวก็พาอาจื้อหิ้วตะกร้าอาหารไปกินมื้อเที่ยงกับถานเจ๋อและต้าต่งใต้ร่มไม้แถวนาบัว
“อาจื้อมาพิกนิกแล้วพี่ชายต้าต่ง กินเกอเปาอบกับอาจื้อเร้ว”เจ้าอ้วนน้อยโบกมือให้พี่ชายที่นั่งอยู่บนเรือลากในนาบัว
วันนี้สือจิ่วหิ้วตะกร้ามาส่งอาหารด้วยตัวเองอีกครั้งเธอทำเบอร์เกอร์หมูกับมันฝรั่งทอดหั่นแท่งทอดให้ลูกๆ กับอาเจ๋อทำหมี่ผัดกะหล่ำหมูสับและเปาจื่อไส้หมูแดงเป็นมื้อเที่ยงสำหรับคนอื่นๆ
ต้าต่งวักน้ำในนาบัวล้างมือล้างเท้าจนสะอาดดีก็หิ้วถังไม้ใส่กุ้งที่จับจากนาบัวเดินนำผู้เป็นพ่อมาหาท่านแม่
“กุ้งอร่อยๆของอาจื้อ” อาจื้อชะโงกหน้ามองกุ้งตัวสีส้มแดงในถังไม้สือจิ่วยื่นผ้าชุบน้ำสะอาดที่พกมาด้วยให้ต้าต่งเช็ดหน้าก่อนเช็ดมืออีกผืนส่งให้อาเจ๋อ
“เจ้าตัวกินกุ้ง”ถานเจ๋อเย้าลูกชาย รอสักวันเขาจะพาทุกคนไปกินกุ้งกินปูสดๆ ที่ทะเลถายโจวและจินโจว
“ท่านพ่ออ้ำๆ”เด็กชายวัยใกล้ห้าขวบเลิกสนใจกุ้ง เขาหยิบมันทอดจิ้มกับ ‘ซอสมะเขือแดง’ของท่านแม่ป้อนเข้าปากท่านพ่ออาเจ๋อ
“อื้อหือ...รสออกเค็มๆเพราะขี้มืออาจื้อแน่เลย”
“จื้อล้างมือแล้วแต่ล้างอีกก็ได้”และวิธีล้างมือของเด็กน้อยก็คือยกนิ้วที่คิดว่าเปื้อนขึ้นมาเลียแผล็บ
“เกลือ”เจ้าเด็กทำหน้าบู้ ผู้เป็นแม่ต้องจับมือเช็ดให้สะอาดอีกรอบก่อนหยิบเกอเปาอบให้เขาถือกินเอง
ถานเจ๋อยกตะกร้าอาหารไปให้อาหาวแบ่งคนอื่นๆที่กระจายตัวนั่งไม่ไกลกันนัก แล้วกลับมานั่งบนผ้าปูเพื่อ ‘พิกนิก’ ของอาจื้อ
“เหนื่อยหรือไม่”สือจิ่วถามลูกชายคนโต
“ไม่เลยขอรับ”
“ถ้าเหนื่อยพี่ชายต้าต่งต้องกินนี่”มือเล็กวางเกอเปาอบที่กัดแล้วหลายคำลงบนถาดไม้คว้าเอาขวดน้ำเต้าเปิดจุกยื่นให้พี่ชาย “น้ำผิงกั่วเย็นชื่นใจอาจื้อหยิบมาจากบ่อแช่เลยนะ”
ต้าต่งรับขวดน้ำเต้าจากเขา“แล้วอาจื้ออยากจะชื่นใจไหม”
หนูน้อยเงยหน้าอ้าปากรอพี่ชายจ่อปากขวดน้ำเต้าเทน้ำผิงกั่วให้เขากลืนลงไปอึกเล็กๆ
“อ่า...ชื่นใจที่สุดเลย”ชื่นใจแล้วก็หยิบเกอเปาอบมากัดกินสลับกับกินมันทอดที่เขาขุดช่วยท่านแม่
มีนกกระยางตัวหนึ่งร่อนลงกลางทุ่งนาโฉบเอาปลาแล้วบินกลับขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขาเจ้าเด็กร้องอู้ว้าว ชี้นิ้ว “นกขี้ขโมย”
“ในนามีปลาเยอะแบ่งให้มันกินบ้างก็ได้” พี่ชายบอก
“แล้วเรากินนกได้ไหมมันหน้าตาเหมือนไก่”
“โตสักหน่อยพ่อจะสอนพวกเจ้าจับนกจับสัตว์มาเป็นอาหาร”
ที่ไม่พูดว่าจะพาไปล่ากระต่ายเพราะเกรงจะเป็นการโหดร้ายต่อสัตว์แสนน่ารักในนิทานที่เขาชอบฟังเกินไป
“ของกินก็ออกมากมายข้าไม่เห็นอยากจะกินนก” สำหรับสือจิ่ว นกเป็นสัตว์สวยงามควรคงไว้กับธรรมชาติจะดีกว่า
“กินเพื่อให้รู้รสเพื่อการเรียนรู้อย่างไรเล่า”
จริงอยู่เขามีเงินมากมายให้ลูกชายกินดีอยู่ดีแต่หากวันหน้ามีเหตุต้องไปติดอยู่ในที่ที่เงินหมื่นตำลึงก็ซื้ออาหารไม่ได้พวกเขาจะได้เอาตัวรอดล่าสัตว์มาประทังชีวิตเป็น
ขณะอยู่กับวันแสนสุขใต้ร่มไม้ก็มีคนวิ่งผ่าเข้ามาในเขตที่นาของสือฟู่ถาน นางคือเสี่ยวรุ่ย ใบหน้าน่ารักนองน้ำตาเสื้อผ้ามอมแมม ผมเผ้ากระเซิง สือจิ่วรีบลุกเข้าไปหาหญิงสาว
“ช่วยข้าด้วยต้าอัน...ต้าอัน” ตอนเห็นหน้าต้าอัน เสี่ยวรุ่ยก็โผเข้าหาชายหนุ่มนางร้องไห้อย่างเสียขวัญ
เพราะอยากรู้ถึงที่มาที่ไปเหตุใดเสี่ยวรุ่ยที่ติดตามเฉียนยู่เซียงซึ่งสุดท้ายก็ได้แต่งงานปุบปับย้ายไปอยู่อีกหมู่บ้านถึงได้วิ่งร้องไห้กลับมาไท่โหยวเช่นนี้ สือจิ่วบอกต้าอันพาหญิงสาวไปรอที่บ้านของเธอ
เจ้าอ้วนน้อยกับต้าต่งต้องรีบกินมื้อเที่ยงเร็วขึ้นกินเสร็จท่านพ่อพาพวกเขากับท่านแม่ขึ้นหลังอี้ถู่ควบตรงกลับบ้าน ต้าต่งรู้ประสาจูงมือน้องชายเข้าไปหาท่านปู่ท่านย่าในบ้าน
เสี่ยวรุ่ยครั้นถูกซักถามก็บอกเล่าทุกเรื่องที่นางประสบตั้งแต่ตามญาติผู้พี่ไปอยู่บ้านสามีคืนวานเสี่ยวรุ่ยถูกตาเฒ่าเติ้งพยายามล่วงเกินนางออกจากห้องแล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้านหลังนั้น ซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อนมุ่งตรงกลับมาหาต้าอัน
“ตัณหากลับเขาเป็นปู่ของสามีเฉียนยู่เซียงเลยนะ”ถานเจ๋ออยากจะเห็นหน้าแล้วแพ่นกบาลไอ้เฒ่ามากราคะสักหน
“ข้าเคยบอกพี่ยู่เอ๋อร์แล้วแต่นางไม่เชื่อ กล่าวว่าข้าโกหกทุกคืนข้าต้องอยู่กับความหวาดกลัวว่านายท่านจะมาเคาะห้องนอนเมื่อไรคิดว่าหลบเขาพ้น ปิดประตูห้องแล้วคงจะไม่เป็นอะไรแต่เขากลับหาโอกาสเข้ามาซ่อนตัวในห้อง ข้าตกใจจึงผลักเขาล้มข้าจะถูกจับตัวส่งทางการหรือไม่เจ้าคะ”
เสี่ยวรุ่ยร้องไห้จนตาปูดตาบวมนางไม่อยากเป็นบ่าวบำเรอกามให้ท่านปู่และไม่อยากต้องโทษตายในคุก
สือจิ่วพาหญิงสาวไปล้างหน้าล้างตัวเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าของเธอก่อนเพื่อจะได้ทำแผลเรื่องรู้ถึงหูเสี่ยวผิงกับเสี่ยวซู่เพราะอาหาววิ่งไปบอกเมียที่บ้านทำให้สองสาวบ้านใกล้รีบมาปลอบโยนเสี่ยวรุ่ย
เจ้าของบ้านกะจะให้หญิงสาวพักผ่อนที่บ้านของเธอก่อนก็พอดีเฉียนฟูเหรินเดินมาที่บ้านเธอพร้อมกับสามีของนาง
“ข้าจะฟ้องทางการเรื่องต้าอันลักพาตัวหลานสาวข้า”
บ่าวบ้านลูกเขยเพิ่งมาซักถามว่าพบเสี่ยวรุ่ยหนีมาที่นี่หรือไม่คิดแล้วไม่มีผิด ต้าอันอยู่ที่ไหน นังหลานไม่รักดีต้องอยู่ที่นั่น
“ข้าเคยได้ยินว่าถ้าต้าอันมีเงินสิบตำลึงทองท่านจะยกเสี่ยวรุ่ยให้แต่งกับเขา”
“อยู่ที่สกุลเติ้งนางจะมีชีวิตดีกว่าแต่งกับเขาแน่”หญิงสูงวัยเบ้ปากค้อนสายตาใส่ต้าอัน
“ให้เป็นบ่าวของเฉียนยู่เซียงไม่พอยังจะให้นางเป็นบ่าวบำเรอกามตาเฒ่านั่นอีกน่ะหรือ” สือจิ่วโต้เพราะเวทนาเสี่ยวรุ่ย
“นางทำร้ายนายท่านเติ้ง”
“เพราะนายท่านจะข่มเหงข้า”เสี่ยวรุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังสือจิ่วชี้แจง
“เจ้าโกหกใส่ร้ายความเมตตาของท่านผู้เฒ่า”
“หากเขามีเมตตานักเหตุใดเฉียนฟูเหรินไม่ให้ลูกสาวแต่งกับตาแก่นั่นเสียเลยล่ะ”ถานเจ๋ออดแทรกปากขึ้นไม่ได้
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ดูหมิ่นนายท่านเติ้ง”
“เขาไม่ใช่นายข้านี่”ชายหนุ่มไหวไหล่
“ว่าอย่างไรเจ้าคะผู้ใหญ่บ้านท่านจะให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีศักดิ์เป็นหลานเมียท่านได้หรือไม่ได้โปรดปล่อยนางเป็นอิสระ อย่าให้ใครข่มเหงนางอีกเลยข้าแน่ใจว่าลูกสาวท่านคงจะหาสาวใช้ได้ดีกว่านางเพราะปรกติแล้วข้าไม่เห็นยู่เซียงจะพอใจเสี่ยวรุ่ยสักเท่าไรพบเจอครั้งใดเป็นต้องมีเหตุทุบตีนางร่ำไป”
“ข้าเลี้ยงนางมาตั้งหลายปีก็สมควรที่นางจะต้องตอบแทนข้า”
เฉียนฟูเหรินแย้งเสียงแข็งหลานสาวตัวดีทำร้ายร่างกายญาติผู้ใหญ่ของลูกเขย หากนางไม่จัดการวันข้างหน้ายู่เอ๋อร์ก็จะอยู่บ้านนั้นลำบากน่ะสิ
“ฟูเหริน...เจ้าฟังข้าหน่อยนะ”ชื่อเสียงสกุลเฉียนไยต้องป่นปี้เพราะสะใภ้เช่นนี้หนอ
เพราะเสียงโวยวายไม่ยอมฟังเหตุผลของเฉียนฟูเหรินนั้นดังขึ้นเรื่อยๆจึงไม่แปลกที่จะมีคนในหมู่บ้านมาออกันบนถนนหน้าบ้านสือจิ่ว
“นางเป็นหลานสาวข้านะท่านพี่”
“สิบตำลึงทองไถ่ตัวไม่ได้แล้วต้องการเท่าไร” ถานเจ๋อต้องการตัดจบปัญหานี้ด้วยเงิน
“อย่างน้อยๆก็...สามสิบตำลึงทอง หากต้าอันไม่มีปัญญาจ่ายให้ข้าตอนนี้...เดี๋ยวนี้เสี่ยวรุ่ยก็ต้องกลับไปบ้านสกุลเติ้ง”
เสี่ยวรุ่ยปล่อยโฮทันทีเสี่ยวผิงกอดนางไว้เกรงเจ้าของร่างกายสั่นเทานี้จะเป็นลมล้มพับเสียก่อนส่วนต้าอันก็รู้สึกมืดแปดด้าน เขามีเงินติดต่อกี่เหวินกันเชียวไม่อยากนำเรื่องของตนไปทำให้ครอบครัวท่านลุงวุ่นวายใจด้วย
ชาวบ้านที่ออกันอยู่ต่างซุบซิบเซ็งแซ่สำหรับบางคนนั้นอยู่มาเกือบห้าสิบปียังไม่เคยจับเงินทีเดียวสิบตำลึงทองด้วยซ้ำซุบซิบแล้วก็ใช้สายตากดดันผู้ใหญ่บ้านว่าเขาจะจัดการปัญหานี้อย่างไรเสี่ยวรุ่ยเกิดมาอาภัพถูกเฉียนยู่เซียงกดขี่ข่มเหงต่างๆนานาจะต้องกลับไปเป็นนางบำเรอตาเฒ่านั่นจริงหรือ
“ฟูเหริน...”
“วัวควายเลี้ยงมายังขายได้ราคา”
“ข้าตกลง”ถานเจ๋อขี้เกียจจะฟังนางพล่ามแล้ว
“เจ้ายุ่งอะไรด้วย”
“ในฐานะคนอยู่หมู่บ้านเดียวกันแม้เสี่ยวรุ่ยไม่ได้เกิดที่นี่ แต่ข้ากับทุกคนที่นี่เห็นนางตั้งแต่เป็นเด็กนางเกิดมาอาภัพต้องอาศัยญาติเช่นท่านเลี้ยงดูและถูกรังแกมามากพอแล้วหากความต้องการของเฒ่าราคะสำเร็จสมใจเขา ข้าเกรงว่านางจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ”
“หากบังคับข้ากลับไปข้าจะฆ่าตัวตาย” เสี่ยวรุ่ยบอกทั้งน้ำตา
ถานเจ๋อพยักหน้าให้เสี่ยวจิ่วเดินตามเขาเข้าไปในบ้านชายหนุ่มเอาเงินที่ซ่อนไว้ใต้เตียงเตาเรียงใส่ห่อผ้าจำนวนสามสิบตำลึงทองเพื่อจะซื้อชีวิตใหม่ให้เสี่ยวรุ่ย
“เจ้าจะว่าข้าโง่หรือยุ่งเรื่องชาวบ้านไหม”
สือจิ่วส่ายหน้า“หากเจ้าไม่ทำ ข้าจะทำเองนั่นแหละ เงินทองหาเมื่อไรก็ได้แต่ชีวิตเสี่ยวรุ่ยหากเสียไปแล้วจะเรียกกลับจากยมบาลได้หรือ”
สือจิ่วกลับออกมาหน้าบ้านแล้วยื่นห่อเงินให้เฉียนฟูเหรินต่อหน้าทุกคน
“ข้าขอซื้ออิสรภาพให้เสี่ยวรุ่ยจากนี้ไปนางจะเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองเฉียนฟูเหรินหรือใครไม่มีสิทธิ์บีบบังคับให้นางทำสิ่งที่นางไม่อยากจะทำ”
หญิงสูงวัยเปิดห่อผ้าตาลุกวาว แต่ปากยังถือดี “พวกเจ้าไปปล้นใครมา”
“ข้าทำการค้าเงินทองย่อมงอกเงยไม่จำเป็นต้องขายหลานสาวไปเป็นนางบำเรอใครก็มีกินมีใช้หากท่านจะบิดพลิ้วไม่รับเงินก้อนนี้ ข้าก็พร้อมจะพาเสี่ยวรุ่ยไปแจ้งทางการข้าออกไปทำการค้ารู้จักคนมากมาย แน่ว่าคงมีคนพร้อมจะช่วยเหลือเรื่องนี้นี่ไม่ใช่คำขู่ ท่านรู้ใช่ไหมหากข้าพูดสิ่งใดออกมามันจะต้องเป็นตามนั้น”
เฉียนฟูเหรินกอดห่อเงินมองหน้าหลานสาวที่ยืนหลบหลังสือจิ่ว ดวงตาบวมช้ำคู่นั้นเจือแววตัดพ้อหากส่งนางกลับสกุลเติ้งให้เป็นนางบำเรอ ไม่ได้ตบแต่งมีฐานะในบ้านเรื่องเงินทองก็คงไม่มีมาแบ่งปันแน่พรุ่งนี้ไปขอโทษท่านผู้เฒ่าพร้อมมอบของสักอย่าง ปัญหาอาจจะคลี่คลายไล่นังหลานไม่รักดีไปพ้นตา ได้เงินมาก้อนใหญ่ก็ดีเหมือนกัน
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านกวาดตามองผู้คนรอบบริเวณนางชักสีหน้าใส่ชาวบ้านพวกนั้น แล้วหันหลังเดินจากไป
ถานเจ๋อเรียกต้าอันมายืนต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านบอกความต้องการที่จะให้เขาแต่งงานกับเสี่ยวรุ่ยผู้ใหญ่บ้านกล่าวอนุญาตต่อหน้าทุกคน
“ข้าจะทำหนังสือสัญญาให้เฉียนฟูเหรินลงนามเรื่องรับเงินค่าไถ่ตัวเสี่ยวรุ่ยและจะไปขอให้ท่านลุงเหลียงมาเป็นพยานคงต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านลงนามเป็นพยานในหนังสือฉบับนี้ด้วยอีกคน”
เสี่ยวรุ่ยน้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้งแต่มันเป็นครั้งแรกที่น้ำตาเกิดจากเรื่องน่ายินดี หลังจากชาวบ้านที่มามุงแยกตัวกลับไปแล้วถานเจ๋อจึงกล่าวขอคำสัญญาจากต้าอัน
“หากเจ้าทำให้เสี่ยวรุ่ยเจ็บช้ำใจกายนางมีสิทธิ์จะหย่าขาดกับเจ้าได้ทุกเมื่อ”
“ข้าสัญญาจะรักและดูแลนางไปตลอดชีวิตขอรับขอบคุณท่านพี่อาเจ๋อ ขอบคุณพี่สะใภ้” ชายหนุ่มคุกเข่า เสี่ยวรุ่ยก็คุกเข่าตามสือจิ่วรีบพยุงนางลุกขึ้น
“เรื่องแต่งงานของพวกเจ้าข้าจะให้ท่านย่าเป็นธุระ เจ้ากลับไปบอกลุงของเจ้าเพื่อคุยเรื่องนี้สิ้นฤดูเก็บเกี่ยวค่อยมาสู่ขอนาง” ถานเจ๋อบอก
“ขอรับ”
“ให้นางไปอยู่กับเจ้าสักพักได้หรือไม่”เขาถามเสี่ยวผิง
“ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะให้นางนอนห้องเดียวกับข้า”
“ข้าจะดูแลนางด้วยอีกคน”เสี่ยวซู่ที่ทิ้งลูกไว้กับมารดารับปากแข็งขัน
หลังผ่านพ้นเรื่องวุ่นวายใจทุกวันเสี่ยวรุ่ยจะมาช่วยสือจิ่วเก็บผลผลิตเข้ายุ้งฉางก่อนฤดูหนาวจะมาเยือนเริ่มต้นฤดูหนาวปีนี้ นางก็จะมีครอบครัวของตัวเอง
เสี่ยวรุ่ยเชื่อใจต้าอันนางมั่นใจว่าตนเองจะต้องมีความสุขดังเช่นคู่ของพี่เสี่ยวจิ่วกับพี่อาเจ๋อ
เพราะชีวิตนับจากนี้ไปเป็นของนางแล้วจริงๆ