เถ้าถ่านและความเงียบ
จากพุ่มดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์รอบฐานแท่นเผาศพ ภาพค่อยๆ เคลื่อนออกเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของแท่นไม้ขนาดใหญ่ที่ก่อขึ้นจากท่อนไม้แห้งสีน้ำตาลสลับขาว เรียงเป็แนวตั้งพิงเชิงตะกอนอย่างประณีต บนยอดสูงสุดคือโลงไม้สีน้ำตาลเข้มของผู้นำตระกูลเรย์ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีเสียงจอแจของผู้คนที่มาร่วมงานดังแทรกผ่านสายลมมาเป็ระยะ
ขุนนางในชุดพิธีการยืนเรียงรายเป็ระเบียบ ท่ามกลางฝูงชนนั้น มีชายชราขุนนางแปลกหน้าในชุดเรียบง่าย ยืนก้มหน้าพิงไม้เท้าไม้สนแกะสลักอยู่มุมลับสายตา เขามาเพื่อไว้อาลัยแก่นายท่านตระกูลเรย์อย่างสงบเสงี่ยม แม้จะพยายามทำตัวให้กลมกลืน แต่ท่าทางที่ดูภูมิฐานกลับทำให้เขาดูโดดเด่นอย่างน่าประหลาด ในระหว่างนั้น ชายชราได้เหลือบมองเซเลสอยู่พักหนึ่ง ด้วยแววตาที่ฉายความเอ็นดูออกมาอย่างปิดไม่มิด
ขุนนาง 1
"กะทันหันเกินไปจริงๆ... ตระกูลเรย์เสียเสาหลักไปแบบนี้ ข้าอดห่วงไม่ได้ว่าคนในบ้านจะรับมือกันไหวไหม"
ขุนนาง 2
"นั่นน่ะสิ ใครๆ ก็รู้ว่าท่านปู่รักและถนอมหลานคนนี้แค่ไหน ไปไหนมาไหนก็ติดกันเป็เงาตามตัวตลอด... แต่ดูเธอตอนนี้สิ ยืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหนเลย น้ำตาสักหยดก็ไม่มี"
ขุนนาง 1
"นั่นสิ... ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเด็กวัยนี้จะแบกรับเื่ที่โหดร้ายขนาดนี้ได้ยังไงกัน"
ขุนนาง 2
"นั่นแหละที่ข้าห่วง... คุณหนูเรย์เพิ่งจะอายุ 10 ขวบเองไม่ใช่หรือ? บางทีความจริงที่แสนโหดร้ายนี้... มันอาจจะหนักเกินกว่าที่เด็กตัวแค่นี้จะแบกรับไว้ได้"
กล้องเคลื่อนผ่านฝูงชนไปทางขวา เห็นมีอายืนสงบนิ่งอยู่เยื้องไปด้านหลัง ถัดออกไปคือครอบครัวเรย์ที่ยืนเรียงกัน อีริคยืนตัวตรงข่มความอ่อนแอข้างซาร่าที่ร้องไห้จนน้ำตาคลอเบ้า ส่วนพี่ชายทั้งสามยืนก้มหน้าเงียบงันด้วยความโศกเศร้า ฟลอร่าและสามีเดินตรงเข้ามาหาซาร่า โดยมีไอวี่วิ่งนำหน้าไปหาเซเลส
ฟลอร่า
"เสียใจด้วยนะท่านซาร่า ข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลย ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยังเห็นท่านปู่แวนดูแข็งแรงดีอยู่เลย ไม่คิดเลยว่าจะด่วนจากไปไวขนาดนี้"
ซาร่า
"ขอบคุณนะคะเลดี้ฟลอร่า... แต่ที่ข้าห่วงที่สุดคือลูกคนเล็ก ั้แ่ท่านปู่จากไป เธอก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่พูด ไม่ร้องไห้ ข้าพยายามจะเข้าไปหาแต่เธอกลับเหมือน... เหมือนอยู่คนละโลกกับพวกเรา"
ฟลอร่า
(วางมือบนไหล่ซาร่า)
"ปล่อยให้เธอได้ใช้เวลากับตัวเองเถอะค่ะ บางทีนี่อาจจะเป็วิธีบอกลาในแบบของเซเลส... เด็กคนนี้โตเกินวัยเสมอ ข้าเชื่อว่าเธอจะผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง"
ตัดภาพไปที่ไอวี่ซึ่งวิ่งเข้าไปหาเซเลส เธอหยุดชะงักเล็กน้อยเพื่อสบตากับมีอาที่ยืนอยู่ด้านหลัง มีอาทำหน้าเศร้าและก้มหน้าลงเป็เชิงอนุญาต ไอวี่จึงเดินเข้าไปกุมมือที่เย็นเฉียบของเซเลสเอาไว้
ไอวี่
(เสียงแ่เบา)
"เสียใจด้วยนะเซเลสจัง..."
ไอวี่ดึงเซเลสเข้าไปกอดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ผละออกมาแล้วยืนประกบข้างซ้ายของเพื่อน มือยังคงกุมมือนั้นไว้แน่นเพื่อปลอบโยน
กล้องค่อยๆ ซูมออก เผยให้เห็นภาพมุมกว้างของแท่นเผาศพที่มีเปลวไฟลุกโชน ควันสีขาวลอยล่องสู่ท้องฟ้า เวลาผ่านไปจนคนเริ่มทยอยกลับ ไอวี่จึงค่อยๆ ถอยออกไปยืนข้างมีอา ปล่อยให้เซเลสยืนอยู่หน้าเชิงตะกอนเพียงลำพังจนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงสีส้มอ่อนๆ ควันสุดท้ายจางหายไปในอากาศ แต่เซเลสก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนเริ่มเข้าสู่ความมืด
คืนวันงานภายในห้องนอนที่มืดสลัว เซเลสนั่งนิ่งพิงหมอนอยู่บนเตียง สายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย โดยมีไอวี่นั่งเป็เพื่อนเงียบๆ เสียงเคาะประตูแ่เบาดังขึ้นสองสามครั้ง มีอาที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านในจึงขยับไปเปิดต้อนรับ ซาร่าเดินนำเข้ามาพร้อมกับฟรีด้าที่ถือถาดขนมและน้ำชาตามหลังมา
ซาร่า
(เดินเข้ามาหยุดข้างเตียง)
"เลซจ๊ะ... แม่เอาของว่างกับผลไม้มาให้ เผื่อลูกจะหิวบ้าง เพราะลูกยังไม่ได้ลงไปกินข้าวข้างล่างกับพ่อและพวกพี่ๆ เลยนะ... แม่เอามาเผื่อไอวี่จังด้วยจ่ะ"
เซเลสเพียงพยักหน้าเบาๆ รับรู้ ซาร่าจึงหันไปพยักหน้าให้ฟรีด้านำถาดขนมไปวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนที่ทั้งสามจะเตรียมตัวเดินออกจากห้อง ซาร่าหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองลูกสาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม
ซาร่า
(น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความเป็ห่วง)
"แม่เป็ห่วงลูกนะ... พยายามกินให้เยอะกว่านี้หน่อยนะจ๊ะคนดี อย่าฝืนร่างกายตัวเองนักเลย"
ซาร่า
(หันไปทางไอวี่พร้อมส่งยิ้มเหนื่อยล้าให้)
"หนูไอวี่จ๊ะ... น้าฝากดูเซเลสหน่อยนะ ขอบคุณมากที่มาอยู่เป็เพื่อนลูกน้าในคืนนี้"
ไอวี่พยักหน้าตอบรับด้วยแววตามุ่งมั่น ซาร่ามองดูลูกสาวอีกครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไปพร้อมกับมีอาและฟรีด้า เสียงประตูถูกปิดลงอย่างแ่เบา ทิ้งให้ในห้องกลับสู่ความเงียบที่มีเพียงเซเลสและไอวี่อีกครั้ง
หลังจากวันแห่งการสูญเสีย บรรยากาศในบ้านก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต่างพยายามอย่างหนักที่จะก้าวผ่านความโศกเศร้า ปรับตัวและทำใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น แม้ความอ้างว้างยังคงอบอวลอยู่ทุกมุมบ้าน แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ปล่อยให้ความเงียบงันกลืนกินพื้นที่ในห้องนี้อีกครั้ง... ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป... ใน่หลายปีที่ไร้เงาท่านปู่ เซเลสใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทบทวนความรู้สึกของตนเองและมุ่งมั่นศึกษาอย่างสงบภายในลานบ้าน พี่ชายทั้งสามมักจะอัญเชิญัออกมาฝึกสู้กันอย่างดุดัน เสียงคำรามและแรงปะทะของพลังกลายเป็ฉากหลังของชีวิตเซเลสที่เปลี่ยนไป เธอมักจะนั่งทอดสายตาจิบชาบนระเบียง เฝ้ามองการฝึกนั้นด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินวัย แม้ไอวี่จะแวะเวียนมาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มคอยชวนคุยเพื่อคลายเหงา แต่เซเลสก็ยังคงรักษาความนิ่งขรึมและสุขุมเอาไว้เป็เกราะป้องกันทางใจ สุดท้ายแล้วความโศกเศร้าก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นเมื่อเธอก้าวเข้าสู่วัย 14 ปี
ภาพตัดมาภายในห้องทำงานของท่านปู่แวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของหนังสือเก่า เซเลสนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ ในมือถือบันทึกเล่มหนาที่ปู่เคยเขียนไว้ เธอค่อยๆ พลิกอ่านไปทีละหน้าอย่างตั้งใจ สายตาเริ่มสั่นไหวและขอบตาแดงก่ำจากการพยายามกลั้นน้ำตา แต่บนใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มจางๆ แสงเทียนในห้องสะท้อนให้เห็นว่านี่คือ่เวลาเดียวที่เซเลสยอมปล่อยให้กำแพงในใจลดต่ำลงและนึกย้อนไปถึงความทรงจำที่มีร่วมกับท่านปู่
เสียงเคาะประตูที่รัวและสดใสทำให้เซเลสรีบเช็ดตาและปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึม ก่อนที่ฟิวส์จะเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น พลางโชว์พลังของตนให้น้องสาวได้เห็น
ฟิวส์
"เซเลส! ดูนี่สิ พี่เริ่มคุมพลังได้นิ่งขึ้นแล้วนะ วันนี้ตอนฝึกสู้เกือบจะชนะพี่ใหญ่ได้ด้วย! อีกไม่นานพี่จะได้ออกไปทำภารกิจจริงๆ แล้วนะ น้องเองก็ต้องรีบเตรียมตัวเข้าเรียนได้แล้ว อย่าเอาแต่หมกตัวอ่านหนังสือสิ!"
เซเลส
(ยกยิ้มจางๆ พลางถอนหายใจแ่เบา)
"ทราบแล้วค่ะท่านพี่... เื่เตรียมตัวน่ะข้าไม่ได้ละเลยหรอก แต่การได้กลับมาอ่านบันทึกของท่านปู่มันทำให้ข้าเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น อย่างเช่นว่า... ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหน หรือใช้เวทมนตร์ได้สูงส่งเพียงใด สุดท้ายวันหนึ่งโลกนี้ก็ต้องพรากเราจากกันอยู่ดี เพราะฉะนั้น การที่ท่านพี่ยังร่าเริงและวุ่นวายได้แบบนี้ ข้าว่ามันก็เป็เื่ที่ดีแล้วล่ะค่ะ อย่างน้อย... บ้านเราก็ยังมีความวุ่นวายของท่านพี่คอยย้ำเตือนว่าพวกเรายังเข้มแข็งพอที่จะเดินหน้าต่อ"
ฟิวส์
(ชะงักไปเล็กน้อย เกาหัวเขินๆ กับคำพูดที่ดูเป็ปรัชญาของน้องสาว)
"อะไรกัน... พูดจาเหมือนคนแก่ไม่มีผิดเลยนะเ้า แต่เอาเถอะ! ถ้าพร้อมแล้วก็ดี พรุ่งนี้พี่จะมาตามเ้าไปดูพวกพี่ใหญ่ฝึกด้วยกันนะ ห้ามปฏิเสธล่ะ!"
ฟิวส์หัวเราะร่าด้วยท่าทางแสบซนก่อนจะวิ่งออกไป แต่ทันทีที่พ้นสายตาของเซเลสและประตูปิดลง รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโล่งอก แววตาของเขาแสดงออกชัดเจนว่าดีใจที่เห็นน้องสาวเริ่มกลับมาพูดโต้ตอบและมีรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนใบหน้าบ้าง แม้จะเป็เพียงการยกยิ้มมุมปากที่คนในครอบครัวเท่านั้นถึงจะสังเกตเห็น
เซเลสมองตามแผ่นหลังพี่ชายไปจนประตูปิดสนิท เธอถอนหายใจแ่เบาออกมาอย่างผ่อนคลาย แววตาที่เคยนิ่งเฉยต่อโลกดูอ่อนแสงลงเมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอก้มลงมองบันทึกเล่มหนาในมืออีกครั้ง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามรอยจารึกบนปกหนังอย่างแ่เบาด้วยความนึกถึง เซเลสปิดบันทึกของปู่ลงอย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าความทรงจำที่อยู่ข้างในจะบุบสลาย เธอวางบันทึกเล่มนั้นกลับเข้าที่เดิมอย่างเป็ระเบียบและทะนุถนอมที่สุด
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นหนังสือชั่วครู่ แสงเทียนที่เริ่มริบหรี่สะท้อนในดวงตาสีดำเทาที่ดูมุ่งมั่นขึ้นกว่าเดิม เป็สัญญาณว่าเด็กสาวในวัย 14 ปีคนนี้ พร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามผ่านอดีตเพื่อไปเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รออยู่ในโรงเรียนแห่งราชอาณาจักร
ภาพตัดสลับไปยังดินแดนเหนือสุดที่ถูกลืมเลือน ท่ามกลางพายุหิมะที่พัดกระหน่ำจนมองไม่เห็นทาง ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งกำลังขยับเขยื้อนอยู่บนยอดเขาน้ำแข็ง ัเกล็ดขาวนวลมุก แววตาสีแดงฉานดั่งเื ค่อยๆ ยืนตระหง่านท้าทายลมหนาว ก่อนที่กระแสพลังงานบางอย่างจะห่อหุ้มรอบกาย ร่างของสัตว์ร้ายในตำนานค่อยๆ สลายกลายเป็ละอองไอเย็น และก่อตัวขึ้นใหม่เป็ชายหนุ่มรูปงามผมสีเงินยาวสลวย แววตาของเขาดูเ็าและลึกลับ
ชายหนุ่มปริศนา
(ลืมตาขึ้นช้าๆ มองไปยังทิศที่ห่างไกลออกไปหลายพันลี้)
"ผ่านไปสี่ปีแล้วสินะ... กลิ่นอายที่ข้าคุ้นเคยเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ"
เขาเพียงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่เดาความรู้สึกไม่ออก ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปกับพายุหิมะ ทิ้งไว้เพียงทิศทางที่เขากำลังจะมุ่งหน้าไป