ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ
อุสางิซากิ
สันดานมันจะมากเกินไปแล้วตงไพล่หลังวี่ยซาน!
เจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงมาสอนสั่งข้า!”
เสียงของข้าสะท้อนก้องกลางสนาม ไม่ได้ตะโกนด้วยความโกรธไร้เหตุผล
แต่เพราะเจ้านั่นเอ่ยคำที่ข้าไม่สามารถฟังแล้วเงียบได้
เจ้านั่นคิดว่าเพียงเพราะฝีมือของมันเหนือกว่าข้าในตอนนี้ จึงสามารถสั่งสอนข้าได้เหมือนเป็นผู้อาวุโส.. ซีกหน้าข้างไหนของมันที่มีเหมือนบุพการีของข้ากัน
มันไม่ใช่เรื่องของแพ้หรือชนะอีกต่อไปแล้ว..
มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีที่ไอ้บัดซบตรงหน้ากำลังพยายามพรากจากข้าอย่างไม่รู้สึกรู้สา!
“สิทธิ์ที่เราเกิดก่อนเจ้าและกำลังทำให้เจ้าพ่ายแพ้อย่างอัปยศที่สุดอย่างไรเล่า..
อุสางิซากิ” มันตอบกลับมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง..
แต่คำพูดนั้นราวกับมีน้ำหนักทับถ่วงอกของข้าเอาไว้
ไม่รอให้ข้าตอบกลับอะไร ตงเสวี่ยซานก็ออกตัววิ่งเข้าหาทันที
“หากเจ้าไม่เชื่อ..
เราสามารถแสดงให้เจ้าได้ดูกับตาของเจ้าเอง”
ดวงตาข้าหรี่ลงแนบสนิท พัดในมือสะบัดออกโดยสัญชาตญาณ
ทั้งหมดไม่ใช่เพราะข้ากลัว แต่เพราะข้าไม่อาจให้เจ้านั่นหยามหมิ่นข้ามากไปกว่านี้ได้!!
“พัดโบกแห่งจันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 1 ขีดเขียนจันทร์!”
ปราณธาตุน้ำที่ยังคงละมุนในตัวเวียนไหลผ่านปลายมือโอบอุ้มพัดหยกของข้า ก่อนจะแผ่พุ่งเป็นสายวารีโค้งเลื้อยเคี้ยวออกไป มุ่งเลื่อยผ่านสนามประลองราวกับอสรพิษที่มีชีวิต ตรงเข้าหาตงเสวี่ยซาน
แต่ในวินาทีที่สายวารีแทบจะสัมผัสเขา..
“หึ...”
ตงเสวี่ยซานเพียงปัดมือเบา ๆ แล้วสิ่งที่ข้าเห็น..
คือสายวารีของข้ากลับกลายเป็นน้ำแข็งทันทีที่โดนพลังปราณของเจ้านั่นแตะต้อง
ไม่ทันจะได้ตกใจ งูน้ำที่เคยไหลเลื้อยกลางอากาศก็หล่นโครมกระแทกพื้น แตกออกเป็นเศษน้ำแข็งจืดชืดไร้ค่า ไม่ต่างจากเศษแก้วถูกทิ้งเกลื่อนพื้น
วิชาธาตุที่ข้าเข็ญฝึกกว่าจักควบคุมได้..
เสวี่ยซานกลับกำราบมันง่ายดาย
ในวินาทีนั้นข้าไม่พูดอะไร..
แค่ถอย..
ไม่ใช่หนี! แต่เพื่อตั้งหลักเพื่อโบกพัดหยกในมือพัดขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีลังเล
“พัดโบกแห่งจันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 2 ประกายจันทร์!”
ข้าเคยใช้วิชานี้กับคิมบีโฮมาครั้งหนึ่ง และมันเคยได้ผลตงเสวี่ยซานที่อยู่ระดับเดียวกับบีโฮก็คงเกิดผลไม่ต่างกัน
ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์พุ่งทะยานออกไปตรงหน้า!
ทั้งหมดที่ข้าทำ..
ไม่ใช่แค่เพื่อโจมตี..
แต่เพื่อทลายคำดูถูกที่เพิ่งกระแทกใจข้ามาหมาด ๆ
ครั้งนี้..
ตงเสวี่ยซานกลับไม่หลบอย่างที่ข้าคิด
เจ้านั่นหยุดยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ท่าทางเหมือนประมาท
แต่กลิ่นอายรอบตัวของเจ้านั่นกลับบอกว่า..
วิชาที่ข้าทุ่มแรงปราณลงไปไม่คู่ควรทำให้ไอ้คนพันธุ์นั้นเขยื้อนขยับหนี
อีกเพียงเมตรเดียว ก้อนน้ำแข็งของข้าก็จะกระแทกเข้าร่างของมัน
แต่เขาเพียงยื่นมือออกไป
เพียงการแตะสัมผัสอันแผ่วเบา..
ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ข้าทุ่มพลังทั้งหมดสร้างขึ้น..!
กลับละลายลง..
กลายเป็นสายน้ำไหลริน ชโลมรดลงบนร่างของเขาเหมือนฝนโปรยบางเบา ๆ
พลังวิชาของข้า..
แค่ทำให้เขาเปียก..
แค่เปียกเท่านั้น..
ก่อนที่ในจังหวะต่อมา
ตงเสวี่ยซานเพียงสะบัดแขนเบา ๆ ปราณของเขาก็พัดน้ำทั้งหมดออกจากร่าง ราวกับมันไม่เคยเปียกเลยสักหยด
เขาไม่แม้แต่จะขยับเข้าใกล้ข้าแค่ยืนอยู่ที่เดิม..
แล้วหันมาชำเลืองมองหยาดน้ำที่ไหลรินบนพื้น..
ตวัดสายตามองมาทางข้านั่น..
สุดดูแคลน
“นี่แหละ..
สิ่งชี้วัดที่ชัดเจนว่าเจ้าและเรายืนอยู่คนละชั้น”
เขากล่าวอย่างสงบนิ่ง..
แต่ทุกคำคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าอย่างเลือดเย็น
แล้วเขาก็ก้าวเท้าไปหยุดตรงแอ่งน้ำ.. ก่อนจะยกเท้าเหยียบซ้ำลงไปช้า ๆ
ย้ำ.. ซ้ำลงไปบนหยาดน้ำที่เป็นเศษซากพลังของข้า
“หากเจ้าฝึกปราณได้มั่นคงกว่านี้..
วารีของเจ้าจะไม่แข็งกระด้างต่อปราณความเย็นของเรา..
หากเจ้าเข้าใจวิถีของธาตุอย่างถ่องแท้..
ปราณเหมันต์ของเจ้าจะไม่ร่วงหล่นเพียงฝ่ามือเดียวของเรา”
ข้ากัดฟันแน่น
ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาแทงใจ..
แต่เพราะข้าเองก็รู้ว่าส่วนหนึ่งมันคือความจริงที่ไม่อาจเถียง
แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ตอบโต้ เขากลับเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ..
ที่แท้ก็เพียงเท่านี้..
เราก็ได้แต่รู้สึกเสียใจแทนคนรุ่นหลังตระกูลเจ้า..
ที่ต้องมีว่าผู้นำที่..
ไร้ค่าเช่นนี้”
ข้าแทบอยากตะโกนกลับไปทันทีแต่ต้องข่มไว้...
เพราะหากข้าโต้กลับด้วยคำพูดที่วู่วาม มันจะยิ่งตอกย้ำคำดูถูกของเจ้านั่นให้แน่นหนามากขึ้นเท่านั้น
แต่เมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา..
“ไอ้เราก็ได้แต่หวัง..
ว่าตระกูลอุสางิจะตาสว่าง..
ได้รู้แจ้งว่าเศษเดนเช่นเจ้านั่นไม่คู่ควร..
กับตำแหน่งที่ถูกยัดเยียดมอบให้..”
เขายิ้ม..
ไม่ใช่ยิ้มเยาะ..
แต่เป็นยิ้มที่บอกว่า..
เขาไม่ได้เห็นข้าในระดับเดียวกันแม้แต่น้อย
ถ้าเป็นคนอื่น.. ข้าคงพุ่งเข้าใส่มันไปแล้ว..
แต่คนที่ยืนตรงหน้าข้าในตอนนี้..
มันทำให้ข้ารู้สึก..
กลัว..
อย่าได้เข้าใจผิด ข้าไม่ได้กลัวที่จะสู้กับคนอย่างมัน..
ข้าเพียงแต่..
เพียงแต่กลัว..
กลัวว่าหากข้าทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิด..
จะยิ่งเป็นการทำให้ข้า..
อุสางิซากิ..
ต้องกลายเป็นคนอย่างที่มันกล่าวถึง..
“อะไร?
เราพูดขนาดนี้เจ้ายังไม่รีบเข้ามาหาเราอีก?”
เสียงมันแทรกเข้ามาในหัวพร้อมกับคำดูแคลนที่คล้ายดาบ..
ซึ่งทำให้เกิดแผลในใจของข้า
“แล้วแบบนี้เจ้าจะมีพลังอะไรไว้ใช้ปกป้องชื่อเสียงตระกูลของเจ้าได้กัน?”
กล่าวจบตรงนั้น ฝ่ามือที่ไพล่หลังของตงเสวี่ยซานก็ได้วาดออกพร้อมโอบอุ้มพลังปราณสีครามสุดเข้มข้น
ก่อนที่มันคนนั้นจะกำบีบพลังปราณสายนั้นอย่างมั่นเหมาะ
“วิชาฝ่ามือหยก ท่าที่ 6 กรงเหมันต์นิรันดร์กาล!”
เสียงประกาศของมันคล้ายประโยคตัดสิน
ข้าไม่ทันตั้งตัว ก้อนพลังงานเย็นเฉียบก็ถูกขว้างเข้ามา
ข้าไม่อาจหยุดยืนมองด้วยซ้ำ!
สัญชาตญาณบอกให้ข้าวิ่ง..!
แต่เหมือนจะช้าเกินไป
เกิดเสียงปะทะของพลังงานกับพื้นเวทีดังขึ้น
เกิดเป็นเสาน้ำแข็งหลายสิบอันผุดขึ้นโอบล้อมรอบตัวของข้า
ข้าพยายามจะกระโดดให้สูงที่สุด หวังใช้ทางฟากฟ้าเบื้องบนเป็นหนทางรอด
ทว่าเสาน้ำแข็งเหล่านั้นกลับสูงเกินเอื้อม
ไม่ทันที่ข้าจะตอบสนองหาทางแก้ที่สอง..
ตงเสวี่ยซานก็ได้บีบเคล้นควบคุมวิชาที่มันเป็นคนสร้างขึ้น
“จงบีบอัด”
เสียงมันเอ่ยพลางมองจากภายนอก เหมือนนักล่าที่กำลังเพ่งมองเหยื่อในตาข่าย
สายตาของข้าถึงกับสั่นไหว..
เสาน้ำแข็งทั้งหมดกลับค่อย ๆ เคลื่อนเขาบีบล้อมข้าด้วยความเร็วที่คงที่
ทุก ๆ การขยับของมันกลับทำให้ใจของข้าเต้นรัวด้วยความตระหนก
เมื่อไม่สามารถกระโดดเพื่อหนีออกจากกรงน้ำแข็งนั้นได้..
สิ่งที่ข้าคิดออกก็คงมีแต่การบุกฝ่าออกไป..!
ข้าหมุนพัดพยายามใช้พลังปราณของข้า บังคับทำเช่นที่เสวี่ยซานมันเคยทำกับก้อนน้ำแข็งของข้า
แต่มันไม่ขยับ..!
ซ้ำยังหดเล็กลงราวกับไม่ระคายในสิ่งที่ข้ากระทำ
ข้ายังไม่อยากแพ้!!
โดยเฉพาะกับคนที่หยามหมิ่นข้า!!
แต่ความพยายามของข้ากลับไม่มีน้ำหนักเลยในเวทีแห่งนี้
“เอาล่ะ.. ถือว่าดื้อด้านใช้ได้..
เช่นนี้เป็นไรอุสางิซากิ..
หากเจ้าสามารถรอดออกมาจากพันธนาการของเราได้..
เราจักยอมแพ้ให้เจ้าสักครา..”
มันพูดอย่างใจเย็น คล้ายกำลังสั่งสอนเด็กคนหนึ่ง
“แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้..
กรงนี้จะเป็นตราประทับความอับอายของเจ้าไปทั้งชีวิต..!
ต่อหน้าห้าตระกูลเสาหลักทุกตระกูล!!”
ในยามนั้น..
เสียงของเจ้านั้นไม่ได้แทรกผ่านเข้ามาในโสตของข้าได้เลยแม้แต่น้อย
มีเพียงคำถาม..คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของข้า
ข้ากำลังสู้เพื่ออะไร..เพื่อชื่อเสียง? เพื่อพิสูจน์ตัวเอง? หรือเพียงเพื่อจะไม่ถูกหัวเราะเยาะ?
ข้าก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว
พัดในมือของข้าสะบัดออกอีกครั้ง
นี่คือพลังทั้งหมดที่ข้ามี
ข้าไม่เคยคิดเลยว่าข้าจะต้องดิ้นรนหนีออกจากพันธนาการของใครผู้อื่น
พลังวารีของข้าไหลพุ่งเข้าหากรงน้ำแข็งเบื้องหน้า..
ข้าพยายามจะสั่งให้มัน แทรกซึม กัดกร่อน ละลาย ขอเพียงเกิดรอยร้าวสักเล็กน้อยก็ยังดี
ขอเพียงแค่ช่องเล็ก ๆ ให้ข้าสามารถออกไปได้
ไม่ใช่เพื่อสู้ต่อ..
แต่เพราะข้าไม่อยากให้ใครต้องมาเห็นข้าในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้..
แต่วารีที่ไหลรินกลับไร้ประโยชน์อย่างน่าสมเพช..!
พลังที่เคยคิดว่าแน่นหนา..
กลับอ่อนยวบราวกับหยาดน้ำบนกระจก
พัดในมือข้าเริ่มสั่น นั่นไม่ใช่จากแรงที่ข้าใช้ออก
แต่เป็นเพราะมือของข้า..
กำลังหมดแรง..
และเมื่อกรงนั้นเริ่มหดตัวเข้ามา ข้าก็รู้ทันทีว่าไม่มีหนทางไหนเหลือให้ข้าก้าวออกไปอย่างสง่างามอีกต่อไป
แต่ในฉับพลันกรงน้ำแข็งก็ได้หยุดลงในตอนที่มันเอ่ย
“จงนิ่งสงบ”
แต่กว่าที่เจ้านั่นจะเอ่ยพูดสิ่งนั้นออกมา..
มันก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ข้าดิ้นขยับตัวได้
สิ่งที่ข้าทำได้มีแต่ยืนแน่นิ่ง มองไปยังคนตรงหน้าด้วยสายตาที่จะเรียกว่าโกรธ ก็น้อยเกินไป จะว่าเกลียด ก็อาจไม่เทียบเท่า
อาจเป็นความรู้สึกที่แค้น ผสมเข้ากับความชิงชังสุดกู่ที่ไม่อาจหาสิ่งใดเทียบ
“เห้อ.. เอ่ยยอมแพ้เถอะอุสางิซากิ..”
เสียงของตงเสวี่ยซานแว่วเข้ามา
สายตาของเจ้านั่นมองมาทางข้าด้วยแววสังเวช
แต่เจ้านั่นคงเห็นสายตาของข้าที่มองมัน..
มันถึงกับถอนใจออกมา
“เห้อ.. ช่างหัวรั้นยิ่งนัก... จงบีบอัด!!”
และในทันทีที่มันสั่งการเช่นนั้น..
พื้นที่..ที่ไม่เหลือให้ข้าดิ้นกลับยิ่งย่อเล็กลงจนคำว่า 'อึดอัด' ยังน้อยเกินไป
ตลกนัก
สันดานเดิมของข้าสั่งให้ข้าร้องตะโกนก่นออกไป ทว่าในส่วนลึกกลับค้าน บอกว่าทุกสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดจะยิ่งทำให้ข้าดูแย่ลงทันตา
ตอนนี้ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังหลงเหลือคำพูดอะไรพูดได้อีก
ข้าทำได้เพียงกัดฟันและยืนนิ่ง ปล่อยให้กรงน้ำแข็งนั้นรัดร่างกายข้าไว้แน่น.. แน่นจนเหมือนมันจะบีบแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของข้า
มันไม่ใช่แค่เจ็บ
มันสุดจะอับอาย
อับอายจนอยากหายไปจากตรงนี้เสียเดี๋ยวนี้
แม้แต่หน้าอกของข้าก็ถูกบีบจนปลิ้นออกมาราวกับตัวตลกในสนามประลอง
เสียงหัวเราะเบาบางจากอัฒจันทร์แทรกผ่านเข้ามาในโสต
ข้าคืออุสางิซากิ หนึ่งในสิบโฉมสะคราญแห่งอาณาจักร
แต่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางกรงน้ำแข็งในสภาพอเนจอนาถ
คำว่าศักดิ์ศรีที่ข้าเคยถือไว้เหนือหัว..
ตอนนี้ดูเปราะบางจนข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันยังมีอยู่หรือไม่
เสียงของฮูจินดังก้องอยู่เหนือหัวข้า
“การแข่งขันรอบสี่คนสุดท้ายของสายบนในคู่สุดท้าย ผู้ชนะได้แก่…”
เดี๋ยวก่อน!!
“ข้.า...ยั.ง...ไ.ม่...ย.อ.ม...แ.พ้...เ.สี.ย...ห.น่.อ.ย”
คำพูดที่เอ่ยออกไป.. ช้าและทรมานยิ่งกว่าการถูกกรงน้ำแข็งบีบกระดูกซี่สุดท้ายให้แหลก
แต่นั่นคือทุกสิ่งที่ข้ายังมีเหลืออยู่
ความดื้อด้านเสี้ยวสุดท้าย
แม้ใบหน้าข้าจะชื้นเหงื่อ แม้ดวงตาจะพร่าเพราะฝืนทน และแม้เสียงจะขาดหายเป็นช่วง ๆ จนดูน่าสมเพช
แต่ข้ายังไม่ได้เอ่ยยอมแพ้!!
และข้าไม่มีวันที่จะยอมแพ้ให้คนที่หยามหมิ่นเกียรติของข้า!!
สายตาของฮูจินชำเลืองมองมา..
ก่อนเขาจะประกาศผลอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแน่นิ่งไม่ต่างจากน้ำแข็ง ราวกับคำพูดของข้าเป็นเพียงเสียงหาวเบื่อของใครบางคน
“ผู้ชนะได้แก่ตงเสวี่ยซานแห่งตระกูลปีกมังกร..!
มันจะได้เข้าสู่รอบชิงกับหลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขา!
ส่วนผู้แพ้อุสางิซากิ..
จะตกลงไปแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่ง”
กล่าวถึงตรงนี้..
เขาก็เอียงคอไปทางตงเสวี่ยซาน
เมินข้าราวกับข้าคือแค่แผ่นกระเบื้องของเวทีประลอง
“สลายวิชาของเจ้าได้แล้วหากไม่อยากถูกปรับตกรอบ...”
“จงสลาย..”
มันคลายวิชาอย่างง่ายดาย..
ง่ายเสียจนดูเหมือนสิ่งที่มันทำกับข้าเมื่อครู่นั้นไม่ต่างอะไรจากแค่การละเล่นของเด็กเล็ก
พอวิชาสลายหายไปอย่างหมดจรด..
มันก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองข้าซ้ำสอง เหมือนข้าเป็นเพียงฝุ่นใต้ฝ่าเท้า เป็นเพียงความพ่ายแพ้ที่มันโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง
คนที่มันเพิ่งยัดเยียดความอัปยศให้จนแทบแหลกทั้งร่างและใจ มันไม่แม้แต่จะนึกสนใจเลยสักเศษเสี้ยว
ข้าได้แต่จ้องมองไปยังเขา..
ฮูจิน..
ข้าไม่ได้เหลือบมองตงเสวี่ยซานด้วยซ้ำ!
แม้ลมหายใจของข้ายังติดขัดเต็มอก
ไม่ใช่เพราะความเจ็บ..
แต่เพราะคำว่า 'แพ้' ที่ถูกตัดสินไปแล้ว
ข้ายังไม่ยอมแพ้สักหน่อย..!
“ข้ายังมิได้เอ่ยยอมแพ้! ซ้ำสติของข้ายังครบถ้วนบริบูรณ์ เหตุใดท่านจึงตัดสินให้ข้าแพ้มันได้!”
ข้าคำรามใส่เขาเหมือนหมาป่าที่ถูกขังกรง!
ทั้งที่ข้างในใจของข้า..
กำลังร้องไห้อยู่เงียบ ๆ
ฮูจินลอยลงมาช้า ๆ เขาไม่ได้หัวเราะเยาะ ไม่ได้มองข้าด้วยความเวทนา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่เคยยืนอยู่ตรงที่ข้าอยู่ในวันนี้มาก่อน
“การที่ข้าตัดสินให้เจ้าแพ้..
เพราะข้าเห็นแล้วว่าเจ้าไม่มีทางเอาชนะตงเสวี่ยซานได้”
คำพูดนั้นฟังดูเรียบง่าย..
แต่สำหรับข้า มันดังยิ่งกว่าระฆังร้อยใบที่ประโคมลั่นดังอยู่ในอก
เขากล่าวต่อด้วยเสียงเรียบนิ่ง..
ทว่าหนักแน่นยิ่งกว่าเหล็กกล้า
“ประตูที่เปิดแง้มรอเจ้าอยู่ในตอนนั้นมีเพียงสองบาน..
หนึ่งคือปราชัยด้วยความอับอาย..
กับสอง..
ปราชัยด้วยความอัปยศ บาดเจ็บสาหัส พร้อมแผลทางใจที่ยากจะรักษา”
ข้าฟังแล้วแทบอยากหลับหูตัวเอง
แต่ก็ทำไม่ได้..
เพราะข้างในข้ามันก้องกว่านั้นเสียอีก
เขาหันไปมองทางซุ้มช่าง ก่อนกล่าวเสียงแผ่ว
“เจ้าลองถามตัวเองเถิด..
หากข้าไม่ตัดสินให้เจ้าแพ้
ประตูบานแรกที่ข้าพูดถึง
มันจะปิดกระแทกหน้าเจ้าหรือไม่?
เจ้ายังเยาว์นัก.. อนาคตของเจ้ายังอีกยาวไกลกว่าข้าหลายสิบปี อย่าได้จมปลักอยู่กับความอับอายไปมากกว่านี้เลย”
และก่อนเขาจะจากไป..
เขาเอ่ยประโยคหนึ่งที่อาจเป็นคำที่ฝังอยู่ในใจข้าไปอีกนาน
“ไม่แน่อีกสองถึงสามปี..
เจ้าจะขอบคุณที่ข้าช่วยเจ้าไว้ในวันนี้”
ข้าไม่ได้ตอบอะไรออกไปในทันที
ไม่ใช่เพราะไม่มีคำจะพูด..
แต่เพราะข้ารู้..
รู้ว่าหากพูดออกไปตอนนี้ คำพูดเหล่านั้นจะเป็นเพียงเกราะบาง ๆ ที่ข้าพยายามใช้กลบสิ่งที่กำลังสะท้อนอยู่ในใจตัวเอง
ข้าไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่รู้ว่าอาวุโสฮูจินพูดถูก
ข้ารู้มาตลอดว่าในตอนนั้น.. ข้าไม่มีทางชนะ..
รู้ว่าข้าไม่อาจหลุดพ้นจากกรงน้ำแข็งของตงเสวี่ยซานได้
รู้ว่าการพ่ายแพ้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ข้ายอมให้มันลากข้าลงสู่กลลวงของมัน
แต่สิ่งที่เจ็บ..
คือข้ายังไม่อยากยอมรับมัน..
ยังอยากจะยืนหยัดอยู่บนเวที..
ยังอยากจะเชิดหน้าบอกกับใครต่อใครว่า 'ข้าแพ้เพราะมันเก่งกว่า' ไม่ใช่เพราะ 'ข้าอ่อนแอเกินไปจนไม่มีสิทธิ์เลือก'
แต่นั่นแหละ..
คำพูดของอาวุโสฮูมันกดตรงกลางใจข้าอย่างแม่นยำ
มันทำให้ข้าหวนนึกถึงความอัปยศทั้งหลายแหล่ในชีวิตข้า
ครั้งที่พี่หม่าเฟยตวาดไล่ข้าวันสอบเข้าสำนัก..
ครั้งที่คิมบีโฮตวาดใส่ข้ากลางสนามประลองจนข้าเถียงไม่ออก..
ครั้งที่ตงเสวี่ยซานบดขยี้ข้าจนแทบไร้ชิ้นดี..
และครั้งนี้..
ที่ข้าต้องยืนฟังคำตัดสินของอาวุโสฮูจินอย่างเงียบงัน
มันทำให้ข้าฉุกคิดขึ้นมา..
ว่าศักดิ์ศรีที่ข้าเชิดชูนักหนา..
มันคือความกล้าหาญ..
หรือแค่ความดื้อดึงของเด็กที่ไม่ยอมโต..
คำถามนี้มันไม่ได้ใหม่..
ข้าเคยได้ยินมันในใจมาก่อน
แต่ไม่เคยเลย..
ที่มันจะดังกังวานชัดเท่าครั้งนี้
ข้าทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้น..
พร้อมกับเสียงสะท้อนที่ข้าพยายามข่ม..
แต่ก็รู้ว่ามันจะตามหลอกหลอนข้าไปอีกนาน