ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 81 ประตูที่เปิดรอรับ(อุสางิซากิ)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

    อุสางิซากิ


            สันดานมันจะมากเกินไปแล้วตงไพล่หลังวี่ยซาน!

            เจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงมาสอนสั่งข้า!”

            เสียงของข้าสะท้อนก้องกลางสนาม ไม่ได้ตะโกนด้วยความโกรธไร้เหตุผล

            แต่เพราะเจ้านั่นเอ่ยคำที่ข้าไม่สามารถฟังแล้วเงียบได้

            เจ้านั่นคิดว่าเพียงเพราะฝีมือของมันเหนือกว่าข้าในตอนนี้ จึงสามารถสั่งสอนข้าได้เหมือนเป็นผู้อาวุโส.. ซีกหน้าข้างไหนของมันที่มีเหมือนบุพการีของข้ากัน

            มันไม่ใช่เรื่องของแพ้หรือชนะอีกต่อไปแล้ว..

            มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีที่ไอ้บัดซบตรงหน้ากำลังพยายามพรากจากข้าอย่างไม่รู้สึกรู้สา!

             

            “สิทธิ์ที่เราเกิดก่อนเจ้าและกำลังทำให้เจ้าพ่ายแพ้อย่างอัปยศที่สุดอย่างไรเล่า..

            อุสางิซากิ” มันตอบกลับมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง..

            แต่คำพูดนั้นราวกับมีน้ำหนักทับถ่วงอกของข้าเอาไว้

            ไม่รอให้ข้าตอบกลับอะไร ตงเสวี่ยซานก็ออกตัววิ่งเข้าหาทันที

            “หากเจ้าไม่เชื่อ..

            เราสามารถแสดงให้เจ้าได้ดูกับตาของเจ้าเอง”

             

            ดวงตาข้าหรี่ลงแนบสนิท พัดในมือสะบัดออกโดยสัญชาตญาณ

            ทั้งหมดไม่ใช่เพราะข้ากลัว แต่เพราะข้าไม่อาจให้เจ้านั่นหยามหมิ่นข้ามากไปกว่านี้ได้!!

            “พัดโบกแห่งจันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 1 ขีดเขียนจันทร์!”

            ปราณธาตุน้ำที่ยังคงละมุนในตัวเวียนไหลผ่านปลายมือโอบอุ้มพัดหยกของข้า ก่อนจะแผ่พุ่งเป็นสายวารีโค้งเลื้อยเคี้ยวออกไป มุ่งเลื่อยผ่านสนามประลองราวกับอสรพิษที่มีชีวิต ตรงเข้าหาตงเสวี่ยซาน

            แต่ในวินาทีที่สายวารีแทบจะสัมผัสเขา..

             

            “หึ...”

            ตงเสวี่ยซานเพียงปัดมือเบา ๆ แล้วสิ่งที่ข้าเห็น..

            คือสายวารีของข้ากลับกลายเป็นน้ำแข็งทันทีที่โดนพลังปราณของเจ้านั่นแตะต้อง

            ไม่ทันจะได้ตกใจ งูน้ำที่เคยไหลเลื้อยกลางอากาศก็หล่นโครมกระแทกพื้น แตกออกเป็นเศษน้ำแข็งจืดชืดไร้ค่า ไม่ต่างจากเศษแก้วถูกทิ้งเกลื่อนพื้น

            วิชาธาตุที่ข้าเข็ญฝึกกว่าจักควบคุมได้..

            เสวี่ยซานกลับกำราบมันง่ายดาย

             

            ในวินาทีนั้นข้าไม่พูดอะไร..

            แค่ถอย..

            ไม่ใช่หนี! แต่เพื่อตั้งหลักเพื่อโบกพัดหยกในมือพัดขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีลังเล

            “พัดโบกแห่งจันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 2 ประกายจันทร์!”

            ข้าเคยใช้วิชานี้กับคิมบีโฮมาครั้งหนึ่ง และมันเคยได้ผลตงเสวี่ยซานที่อยู่ระดับเดียวกับบีโฮก็คงเกิดผลไม่ต่างกัน

            ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์พุ่งทะยานออกไปตรงหน้า!

            ทั้งหมดที่ข้าทำ..

            ไม่ใช่แค่เพื่อโจมตี..

            แต่เพื่อทลายคำดูถูกที่เพิ่งกระแทกใจข้ามาหมาด ๆ

             

            ครั้งนี้..

            ตงเสวี่ยซานกลับไม่หลบอย่างที่ข้าคิด

            เจ้านั่นหยุดยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ท่าทางเหมือนประมาท

            แต่กลิ่นอายรอบตัวของเจ้านั่นกลับบอกว่า..

            วิชาที่ข้าทุ่มแรงปราณลงไปไม่คู่ควรทำให้ไอ้คนพันธุ์นั้นเขยื้อนขยับหนี

             

            อีกเพียงเมตรเดียว ก้อนน้ำแข็งของข้าก็จะกระแทกเข้าร่างของมัน

            แต่เขาเพียงยื่นมือออกไป

            เพียงการแตะสัมผัสอันแผ่วเบา..

            ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ข้าทุ่มพลังทั้งหมดสร้างขึ้น..!

            กลับละลายลง..

            กลายเป็นสายน้ำไหลริน ชโลมรดลงบนร่างของเขาเหมือนฝนโปรยบางเบา ๆ

            พลังวิชาของข้า..

            แค่ทำให้เขาเปียก..

            แค่เปียกเท่านั้น..

             

            ก่อนที่ในจังหวะต่อมา

            ตงเสวี่ยซานเพียงสะบัดแขนเบา ๆ ปราณของเขาก็พัดน้ำทั้งหมดออกจากร่าง ราวกับมันไม่เคยเปียกเลยสักหยด

            เขาไม่แม้แต่จะขยับเข้าใกล้ข้าแค่ยืนอยู่ที่เดิม..

            แล้วหันมาชำเลืองมองหยาดน้ำที่ไหลรินบนพื้น..

            ตวัดสายตามองมาทางข้านั่น..

            สุดดูแคลน

            “นี่แหละ..

            สิ่งชี้วัดที่ชัดเจนว่าเจ้าและเรายืนอยู่คนละชั้น”

            เขากล่าวอย่างสงบนิ่ง..

            แต่ทุกคำคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าอย่างเลือดเย็น

            แล้วเขาก็ก้าวเท้าไปหยุดตรงแอ่งน้ำ.. ก่อนจะยกเท้าเหยียบซ้ำลงไปช้า ๆ

            ย้ำ.. ซ้ำลงไปบนหยาดน้ำที่เป็นเศษซากพลังของข้า

            “หากเจ้าฝึกปราณได้มั่นคงกว่านี้..

            วารีของเจ้าจะไม่แข็งกระด้างต่อปราณความเย็นของเรา..

            หากเจ้าเข้าใจวิถีของธาตุอย่างถ่องแท้..

            ปราณเหมันต์ของเจ้าจะไม่ร่วงหล่นเพียงฝ่ามือเดียวของเรา”

             

            ข้ากัดฟันแน่น

            ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาแทงใจ..

            แต่เพราะข้าเองก็รู้ว่าส่วนหนึ่งมันคือความจริงที่ไม่อาจเถียง

            แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ตอบโต้ เขากลับเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

             

            “ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ..

            ที่แท้ก็เพียงเท่านี้..

            เราก็ได้แต่รู้สึกเสียใจแทนคนรุ่นหลังตระกูลเจ้า..

            ที่ต้องมีว่าผู้นำที่..

            ไร้ค่าเช่นนี้”

             

            ข้าแทบอยากตะโกนกลับไปทันทีแต่ต้องข่มไว้...

            เพราะหากข้าโต้กลับด้วยคำพูดที่วู่วาม มันจะยิ่งตอกย้ำคำดูถูกของเจ้านั่นให้แน่นหนามากขึ้นเท่านั้น

             

            แต่เมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา..

            “ไอ้เราก็ได้แต่หวัง..

            ว่าตระกูลอุสางิจะตาสว่าง..

            ได้รู้แจ้งว่าเศษเดนเช่นเจ้านั่นไม่คู่ควร..

            กับตำแหน่งที่ถูกยัดเยียดมอบให้..”

            เขายิ้ม..

            ไม่ใช่ยิ้มเยาะ..

            แต่เป็นยิ้มที่บอกว่า..

            เขาไม่ได้เห็นข้าในระดับเดียวกันแม้แต่น้อย

             

            ถ้าเป็นคนอื่น.. ข้าคงพุ่งเข้าใส่มันไปแล้ว..

            แต่คนที่ยืนตรงหน้าข้าในตอนนี้..

            มันทำให้ข้ารู้สึก..

            กลัว..

             

            อย่าได้เข้าใจผิด ข้าไม่ได้กลัวที่จะสู้กับคนอย่างมัน..

            ข้าเพียงแต่..

            เพียงแต่กลัว..

            กลัวว่าหากข้าทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิด..

            จะยิ่งเป็นการทำให้ข้า..

            อุสางิซากิ..

            ต้องกลายเป็นคนอย่างที่มันกล่าวถึง..

             

            “อะไร?

            เราพูดขนาดนี้เจ้ายังไม่รีบเข้ามาหาเราอีก?”

            เสียงมันแทรกเข้ามาในหัวพร้อมกับคำดูแคลนที่คล้ายดาบ..

            ซึ่งทำให้เกิดแผลในใจของข้า

            “แล้วแบบนี้เจ้าจะมีพลังอะไรไว้ใช้ปกป้องชื่อเสียงตระกูลของเจ้าได้กัน?”

            กล่าวจบตรงนั้น ฝ่ามือที่ไพล่หลังของตงเสวี่ยซานก็ได้วาดออกพร้อมโอบอุ้มพลังปราณสีครามสุดเข้มข้น

            ก่อนที่มันคนนั้นจะกำบีบพลังปราณสายนั้นอย่างมั่นเหมาะ

            “วิชาฝ่ามือหยก ท่าที่ 6 กรงเหมันต์นิรันดร์กาล!”

            เสียงประกาศของมันคล้ายประโยคตัดสิน

            ข้าไม่ทันตั้งตัว ก้อนพลังงานเย็นเฉียบก็ถูกขว้างเข้ามา

             

            ข้าไม่อาจหยุดยืนมองด้วยซ้ำ!

            สัญชาตญาณบอกให้ข้าวิ่ง..!

            แต่เหมือนจะช้าเกินไป

            เกิดเสียงปะทะของพลังงานกับพื้นเวทีดังขึ้น

            เกิดเป็นเสาน้ำแข็งหลายสิบอันผุดขึ้นโอบล้อมรอบตัวของข้า

            ข้าพยายามจะกระโดดให้สูงที่สุด หวังใช้ทางฟากฟ้าเบื้องบนเป็นหนทางรอด

            ทว่าเสาน้ำแข็งเหล่านั้นกลับสูงเกินเอื้อม

             

            ไม่ทันที่ข้าจะตอบสนองหาทางแก้ที่สอง..

            ตงเสวี่ยซานก็ได้บีบเคล้นควบคุมวิชาที่มันเป็นคนสร้างขึ้น

            “จงบีบอัด”

            เสียงมันเอ่ยพลางมองจากภายนอก เหมือนนักล่าที่กำลังเพ่งมองเหยื่อในตาข่าย

             

            สายตาของข้าถึงกับสั่นไหว..

            เสาน้ำแข็งทั้งหมดกลับค่อย ๆ เคลื่อนเขาบีบล้อมข้าด้วยความเร็วที่คงที่

            ทุก ๆ การขยับของมันกลับทำให้ใจของข้าเต้นรัวด้วยความตระหนก

            เมื่อไม่สามารถกระโดดเพื่อหนีออกจากกรงน้ำแข็งนั้นได้..

            สิ่งที่ข้าคิดออกก็คงมีแต่การบุกฝ่าออกไป..!

            ข้าหมุนพัดพยายามใช้พลังปราณของข้า บังคับทำเช่นที่เสวี่ยซานมันเคยทำกับก้อนน้ำแข็งของข้า

            แต่มันไม่ขยับ..!

            ซ้ำยังหดเล็กลงราวกับไม่ระคายในสิ่งที่ข้ากระทำ

            ข้ายังไม่อยากแพ้!!

            โดยเฉพาะกับคนที่หยามหมิ่นข้า!!

            แต่ความพยายามของข้ากลับไม่มีน้ำหนักเลยในเวทีแห่งนี้

             

            “เอาล่ะ.. ถือว่าดื้อด้านใช้ได้..

            เช่นนี้เป็นไรอุสางิซากิ..

            หากเจ้าสามารถรอดออกมาจากพันธนาการของเราได้..

            เราจักยอมแพ้ให้เจ้าสักครา..”

            มันพูดอย่างใจเย็น คล้ายกำลังสั่งสอนเด็กคนหนึ่ง

            “แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้..

            กรงนี้จะเป็นตราประทับความอับอายของเจ้าไปทั้งชีวิต..!

            ต่อหน้าห้าตระกูลเสาหลักทุกตระกูล!!”

             

            ในยามนั้น..

            เสียงของเจ้านั้นไม่ได้แทรกผ่านเข้ามาในโสตของข้าได้เลยแม้แต่น้อย

            มีเพียงคำถาม..คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของข้า

            ข้ากำลังสู้เพื่ออะไร..เพื่อชื่อเสียง? เพื่อพิสูจน์ตัวเอง? หรือเพียงเพื่อจะไม่ถูกหัวเราะเยาะ?

            ข้าก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว

            พัดในมือของข้าสะบัดออกอีกครั้ง

            นี่คือพลังทั้งหมดที่ข้ามี

            ข้าไม่เคยคิดเลยว่าข้าจะต้องดิ้นรนหนีออกจากพันธนาการของใครผู้อื่น

             

            พลังวารีของข้าไหลพุ่งเข้าหากรงน้ำแข็งเบื้องหน้า..

            ข้าพยายามจะสั่งให้มัน แทรกซึม กัดกร่อน ละลาย ขอเพียงเกิดรอยร้าวสักเล็กน้อยก็ยังดี

            ขอเพียงแค่ช่องเล็ก ๆ ให้ข้าสามารถออกไปได้

            ไม่ใช่เพื่อสู้ต่อ..

            แต่เพราะข้าไม่อยากให้ใครต้องมาเห็นข้าในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้..

            แต่วารีที่ไหลรินกลับไร้ประโยชน์อย่างน่าสมเพช..!

            พลังที่เคยคิดว่าแน่นหนา..

            กลับอ่อนยวบราวกับหยาดน้ำบนกระจก

            พัดในมือข้าเริ่มสั่น นั่นไม่ใช่จากแรงที่ข้าใช้ออก

            แต่เป็นเพราะมือของข้า..

            กำลังหมดแรง..

             

            และเมื่อกรงนั้นเริ่มหดตัวเข้ามา ข้าก็รู้ทันทีว่าไม่มีหนทางไหนเหลือให้ข้าก้าวออกไปอย่างสง่างามอีกต่อไป

             

            แต่ในฉับพลันกรงน้ำแข็งก็ได้หยุดลงในตอนที่มันเอ่ย

            “จงนิ่งสงบ”

             

            แต่กว่าที่เจ้านั่นจะเอ่ยพูดสิ่งนั้นออกมา..

            มันก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ข้าดิ้นขยับตัวได้

            สิ่งที่ข้าทำได้มีแต่ยืนแน่นิ่ง มองไปยังคนตรงหน้าด้วยสายตาที่จะเรียกว่าโกรธ ก็น้อยเกินไป จะว่าเกลียด ก็อาจไม่เทียบเท่า

            อาจเป็นความรู้สึกที่แค้น ผสมเข้ากับความชิงชังสุดกู่ที่ไม่อาจหาสิ่งใดเทียบ

             

            “เห้อ.. เอ่ยยอมแพ้เถอะอุสางิซากิ..”

            เสียงของตงเสวี่ยซานแว่วเข้ามา

            สายตาของเจ้านั่นมองมาทางข้าด้วยแววสังเวช

            แต่เจ้านั่นคงเห็นสายตาของข้าที่มองมัน..

            มันถึงกับถอนใจออกมา

            “เห้อ.. ช่างหัวรั้นยิ่งนัก... จงบีบอัด!!”

            และในทันทีที่มันสั่งการเช่นนั้น..

            พื้นที่..ที่ไม่เหลือให้ข้าดิ้นกลับยิ่งย่อเล็กลงจนคำว่า 'อึดอัด' ยังน้อยเกินไป

             

            ตลกนัก

            สันดานเดิมของข้าสั่งให้ข้าร้องตะโกนก่นออกไป ทว่าในส่วนลึกกลับค้าน บอกว่าทุกสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดจะยิ่งทำให้ข้าดูแย่ลงทันตา

            ตอนนี้ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังหลงเหลือคำพูดอะไรพูดได้อีก

            ข้าทำได้เพียงกัดฟันและยืนนิ่ง ปล่อยให้กรงน้ำแข็งนั้นรัดร่างกายข้าไว้แน่น.. แน่นจนเหมือนมันจะบีบแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของข้า

            มันไม่ใช่แค่เจ็บ

            มันสุดจะอับอาย

            อับอายจนอยากหายไปจากตรงนี้เสียเดี๋ยวนี้

            แม้แต่หน้าอกของข้าก็ถูกบีบจนปลิ้นออกมาราวกับตัวตลกในสนามประลอง

            เสียงหัวเราะเบาบางจากอัฒจันทร์แทรกผ่านเข้ามาในโสต

            ข้าคืออุสางิซากิ หนึ่งในสิบโฉมสะคราญแห่งอาณาจักร

            แต่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางกรงน้ำแข็งในสภาพอเนจอนาถ

            คำว่าศักดิ์ศรีที่ข้าเคยถือไว้เหนือหัว..

            ตอนนี้ดูเปราะบางจนข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันยังมีอยู่หรือไม่

             

            เสียงของฮูจินดังก้องอยู่เหนือหัวข้า

            “การแข่งขันรอบสี่คนสุดท้ายของสายบนในคู่สุดท้าย ผู้ชนะได้แก่…”

             

            เดี๋ยวก่อน!!

            “ข้.า...ยั.ง...ไ.ม่...ย.อ.ม...แ.พ้...เ.สี.ย...ห.น่.อ.ย”

            คำพูดที่เอ่ยออกไป.. ช้าและทรมานยิ่งกว่าการถูกกรงน้ำแข็งบีบกระดูกซี่สุดท้ายให้แหลก

            แต่นั่นคือทุกสิ่งที่ข้ายังมีเหลืออยู่

            ความดื้อด้านเสี้ยวสุดท้าย

            แม้ใบหน้าข้าจะชื้นเหงื่อ แม้ดวงตาจะพร่าเพราะฝืนทน และแม้เสียงจะขาดหายเป็นช่วง ๆ จนดูน่าสมเพช

            แต่ข้ายังไม่ได้เอ่ยยอมแพ้!!

            และข้าไม่มีวันที่จะยอมแพ้ให้คนที่หยามหมิ่นเกียรติของข้า!!

             

            สายตาของฮูจินชำเลืองมองมา..

            ก่อนเขาจะประกาศผลอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแน่นิ่งไม่ต่างจากน้ำแข็ง ราวกับคำพูดของข้าเป็นเพียงเสียงหาวเบื่อของใครบางคน

            “ผู้ชนะได้แก่ตงเสวี่ยซานแห่งตระกูลปีกมังกร..!

            มันจะได้เข้าสู่รอบชิงกับหลิวเจี้ยนจากสำนักสี่ขุนเขา!

            ส่วนผู้แพ้อุสางิซากิ..

            จะตกลงไปแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่ง”

            กล่าวถึงตรงนี้..

            เขาก็เอียงคอไปทางตงเสวี่ยซาน

            เมินข้าราวกับข้าคือแค่แผ่นกระเบื้องของเวทีประลอง

            “สลายวิชาของเจ้าได้แล้วหากไม่อยากถูกปรับตกรอบ...”

             

            “จงสลาย..”

            มันคลายวิชาอย่างง่ายดาย..

            ง่ายเสียจนดูเหมือนสิ่งที่มันทำกับข้าเมื่อครู่นั้นไม่ต่างอะไรจากแค่การละเล่นของเด็กเล็ก

            พอวิชาสลายหายไปอย่างหมดจรด..

            มันก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองข้าซ้ำสอง เหมือนข้าเป็นเพียงฝุ่นใต้ฝ่าเท้า เป็นเพียงความพ่ายแพ้ที่มันโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง

            คนที่มันเพิ่งยัดเยียดความอัปยศให้จนแทบแหลกทั้งร่างและใจ มันไม่แม้แต่จะนึกสนใจเลยสักเศษเสี้ยว

             

            ข้าได้แต่จ้องมองไปยังเขา..

            ฮูจิน..

            ข้าไม่ได้เหลือบมองตงเสวี่ยซานด้วยซ้ำ!

            แม้ลมหายใจของข้ายังติดขัดเต็มอก

            ไม่ใช่เพราะความเจ็บ..

            แต่เพราะคำว่า 'แพ้' ที่ถูกตัดสินไปแล้ว

            ข้ายังไม่ยอมแพ้สักหน่อย..!

             

            “ข้ายังมิได้เอ่ยยอมแพ้! ซ้ำสติของข้ายังครบถ้วนบริบูรณ์ เหตุใดท่านจึงตัดสินให้ข้าแพ้มันได้!”

            ข้าคำรามใส่เขาเหมือนหมาป่าที่ถูกขังกรง!

            ทั้งที่ข้างในใจของข้า..

            กำลังร้องไห้อยู่เงียบ ๆ

             

            ฮูจินลอยลงมาช้า ๆ เขาไม่ได้หัวเราะเยาะ ไม่ได้มองข้าด้วยความเวทนา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่เคยยืนอยู่ตรงที่ข้าอยู่ในวันนี้มาก่อน

            “การที่ข้าตัดสินให้เจ้าแพ้..

            เพราะข้าเห็นแล้วว่าเจ้าไม่มีทางเอาชนะตงเสวี่ยซานได้”

            คำพูดนั้นฟังดูเรียบง่าย..

            แต่สำหรับข้า มันดังยิ่งกว่าระฆังร้อยใบที่ประโคมลั่นดังอยู่ในอก

            เขากล่าวต่อด้วยเสียงเรียบนิ่ง..

            ทว่าหนักแน่นยิ่งกว่าเหล็กกล้า

            “ประตูที่เปิดแง้มรอเจ้าอยู่ในตอนนั้นมีเพียงสองบาน..

            หนึ่งคือปราชัยด้วยความอับอาย..

            กับสอง..

            ปราชัยด้วยความอัปยศ บาดเจ็บสาหัส พร้อมแผลทางใจที่ยากจะรักษา”

            ข้าฟังแล้วแทบอยากหลับหูตัวเอง

            แต่ก็ทำไม่ได้..

            เพราะข้างในข้ามันก้องกว่านั้นเสียอีก

            เขาหันไปมองทางซุ้มช่าง ก่อนกล่าวเสียงแผ่ว

            “เจ้าลองถามตัวเองเถิด..

            หากข้าไม่ตัดสินให้เจ้าแพ้

            ประตูบานแรกที่ข้าพูดถึง

            มันจะปิดกระแทกหน้าเจ้าหรือไม่?

            เจ้ายังเยาว์นัก.. อนาคตของเจ้ายังอีกยาวไกลกว่าข้าหลายสิบปี อย่าได้จมปลักอยู่กับความอับอายไปมากกว่านี้เลย”

            และก่อนเขาจะจากไป..

            เขาเอ่ยประโยคหนึ่งที่อาจเป็นคำที่ฝังอยู่ในใจข้าไปอีกนาน

            “ไม่แน่อีกสองถึงสามปี..

            เจ้าจะขอบคุณที่ข้าช่วยเจ้าไว้ในวันนี้”

             

            ข้าไม่ได้ตอบอะไรออกไปในทันที

            ไม่ใช่เพราะไม่มีคำจะพูด..

            แต่เพราะข้ารู้..

            รู้ว่าหากพูดออกไปตอนนี้ คำพูดเหล่านั้นจะเป็นเพียงเกราะบาง ๆ ที่ข้าพยายามใช้กลบสิ่งที่กำลังสะท้อนอยู่ในใจตัวเอง

            ข้าไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่รู้ว่าอาวุโสฮูจินพูดถูก

            ข้ารู้มาตลอดว่าในตอนนั้น.. ข้าไม่มีทางชนะ..

            รู้ว่าข้าไม่อาจหลุดพ้นจากกรงน้ำแข็งของตงเสวี่ยซานได้

            รู้ว่าการพ่ายแพ้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ข้ายอมให้มันลากข้าลงสู่กลลวงของมัน

            แต่สิ่งที่เจ็บ..

            คือข้ายังไม่อยากยอมรับมัน..

            ยังอยากจะยืนหยัดอยู่บนเวที..

            ยังอยากจะเชิดหน้าบอกกับใครต่อใครว่า 'ข้าแพ้เพราะมันเก่งกว่า' ไม่ใช่เพราะ 'ข้าอ่อนแอเกินไปจนไม่มีสิทธิ์เลือก'

            แต่นั่นแหละ..

            คำพูดของอาวุโสฮูมันกดตรงกลางใจข้าอย่างแม่นยำ

            มันทำให้ข้าหวนนึกถึงความอัปยศทั้งหลายแหล่ในชีวิตข้า

            ครั้งที่พี่หม่าเฟยตวาดไล่ข้าวันสอบเข้าสำนัก..

            ครั้งที่คิมบีโฮตวาดใส่ข้ากลางสนามประลองจนข้าเถียงไม่ออก..

            ครั้งที่ตงเสวี่ยซานบดขยี้ข้าจนแทบไร้ชิ้นดี..

            และครั้งนี้..

            ที่ข้าต้องยืนฟังคำตัดสินของอาวุโสฮูจินอย่างเงียบงัน

            มันทำให้ข้าฉุกคิดขึ้นมา..

            ว่าศักดิ์ศรีที่ข้าเชิดชูนักหนา..

            มันคือความกล้าหาญ..

            หรือแค่ความดื้อดึงของเด็กที่ไม่ยอมโต..

            คำถามนี้มันไม่ได้ใหม่..

            ข้าเคยได้ยินมันในใจมาก่อน

            แต่ไม่เคยเลย..

            ที่มันจะดังกังวานชัดเท่าครั้งนี้

             

            ข้าทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้น..

            พร้อมกับเสียงสะท้อนที่ข้าพยายามข่ม..

            แต่ก็รู้ว่ามันจะตามหลอกหลอนข้าไปอีกนาน

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน