ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 28

    ยามรุ่งอรุณที่เมืองตงหยางเริ่มต้นด้วยความโกลาหลภายในหัวของ ลู่ชิง แสงแดดสีทองสาดส่องลอดช่องโหว่ของหลังคาคอกม้าลงมากระทบเปลือกตาที่บวมเป่งและหนักอึ้ง เขาสำลักอากาศชื้นแฉะยามเช้าพลางดีดตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวแทบระเบิด ราวกับมีคนเอาเข็มหมื่นเล่มมาทิ่มแทงรอบขมับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ​"โอย... สวรรค์ประทานโทษ หรือเมื่อคืนข้าเผลอไปกินน้ำล้างเท้าคนทั้งเมืองเข้าไป ทำไมรสชาติในปากมันถึงได้เหมือนมีซากหนูเน่าหมักอยู่ในคอแบบนี้" ลู่ชิงครางเครือด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามจะพยุงตัวลุกขึ้น แต่กลับลื่นฟางแห้งจนร่างโอนเอน หน้าเกือบไถลไปฝังในรางหญ้าที่เต็มไปด้วยน้ำลายม้า

    ​"ตื่นแล้วรึ พ่อหนุ่มมังกร... เอ๊ย! พ่อหนุ่มน้อย?" เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างนุ่มนวลทว่ากังวานลึกซึ้งดังมาจากมุมมืดที่แสงแดดส่องไม่ถึง

    ​ลู่ชิงสะดุ้งสุดตัวจนความเจ็บแปลบแล่นปรี๊ดขึ้นไปถึงจอมประสาท เขาพยายามหรี่ตาที่ปรือปรอยและพร่ามัวมองดูภาพซ้อนเบื้องหน้า เห็นชายชราผมขาวโพลนดุจหิมะในชุดไหมสีงาช้างชั้นเลิศที่สะอาดสะอ้านชนิดที่ฝุ่นเมืองตงหยางยังมิกล้าเกาะ ยืนเอามือไขว้หลังด้วยท่วงท่าสงบนิ่งราวกับเทพเซียนจุติลงมาในกองฟาง และข้าง ๆ กันนั้นมีเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจด ท่าทางคล่องแคล่วเปี่ยมพลัง ยืนกอดอกจ้องมองเขาด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกว่าชื่นชมหรือสงสัย

    ​"พวกท่าน... เป็นใคร? ผีเจ้าที่คอกม้ารึ? หรือข้าเมาจนธาตุไฟแตกหลุดมาอยู่ในศาลเจ้าเทพารักษ์เข้าแล้ว?" ลู่ชิงถามพลางรีบตะครุบถุงผ้าขี้ริ้วมอมแมมข้างกาย เมื่อพบว่าสัมผัสแข็ง ๆ ของทองร้อยตำลึงยังอยู่ครบเขาก็ถอนหายใจยาวจนกลิ่นสุราที่ตกค้างพุ่งไปปะทะหน้าชายชราตรง ๆ

    ​ปรมาจารย์หวังซิว นิ่งชะงักไปครู่หนึ่งกับกลิ่น "ปราณเมรัย" ที่เข้มข้นจนเกือบทำเอาคนดมมึนตาม แต่ด้วยใจที่ศรัทธาเขาจึงตีความไปว่านี่คือการทดสอบพลังวัตรลึกลับจากยอดคน! เขายิ้มละไมแล้วเอ่ยถามอย่างมีมารยาท 

    "ขออภัยที่ข้ารบกวนการพักผ่อนของเจ้า ข้ามีนามว่า หวังซิว ส่วนนี่ศิษย์เอกข้า ฉินอวี้ แล้วเจ้าเล่าพ่อหนุ่ม มีนามอันไพเราะว่ากระไร?"

    ​"ข้าชื่อลู่ชิง..." เขาตอบส่งเดชพลางเอามือกุมขมับ "แล้วพวกท่านมาทำอะไรในคอกม้าแต่เช้าตรู่แบบนี้? ดูจากการแต่งกายแล้ว พวกท่านควรจะอยู่ในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมห้าดาวมากกว่ามาเดินเหยียบขี้ม้าแถวนี้นะ"

    ​"อ้อ พอดีข้าตั้งใจจะหาซื้อ ม้า ดี ๆ สักตัวเพื่อใช้เดินทางลงใต้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่ เมืองหลวง เห็นเจ้านอนอยู่ที่นี่ข้าจึงอยากสอบถาม... เจ้าเป็นคนขายม้าของที่นี่ใช่หรือไม่?" หวังซิวเอ่ยถามอย่างใจเย็น พร้อมสังเกตการขยับมือของลู่ชิงอย่างไม่กะพริบตา

    ​ลู่ชิงพยายามปัดเศษฟางออกจากหัวอย่างทุลักทุเล ท่าทางโงนเงนของเขาทำให้ฉินอวี้เกือบจะหลุดขำ 

    "ไม่ใช่! ท่านตาดูชุดข้าสิ ปะชุนจนจะกลายเป็นพรมเช็ดเท้าอยู่แล้ว ข้าจะไปมีปัญญาเป็นเจ้าของคอกม้าได้ยังไง ข้าก็แค่บัณฑิตถังแตกที่มาขออาศัยซุกหัวนอนกับม้าแก้หนาวเท่านั้นแหละ คนเลี้ยงม้าเขาน่าจะไปจิบชาร้อน ๆ อยู่ที่ตลาดโน่น ท่านเดินออกจากตรอกนี้ไปอีกสองสามช่วงตึกก็เจอแล้ว"

    ​"งั้นรึ? ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก" หวังซิวทำท่าถอนหายใจอย่างมีจังหวะจะโคน แสร้งทำเป็นเสียใจที่ไม่ได้ซื้อม้า 

    "แล้วนี่เจ้ากำลังจะเดินทางไปที่ใดล่ะ? ดูเจ้าจะรีบร้อนเก็บข้าวของเชียว"

    ​"ข้าต้องรีบกลับ หมู่บ้านชิงหมิง" ลู่ชิงตอบพลางหันไปรวบห่อข้าวของที่เขาซื้อเตรียมไว้ให้มารดากับน้องสาว 

    "ของก็ซื้อครบแล้ว ข้าไม่อยากอยู่เมืองตงหยางนานนัก คนที่นี่ประหลาดลึกลับ โดยเฉพาะพวกที่ชอบใส่ชุดหรูราคาแพงมาเดินท่อม ๆ ในคอกม้ามืด ๆ ตอนเช้านี่แหละ น่าสงสัยที่สุด"

    ​"โอ้! หมู่บ้านชิงหมิงรึ!" หวังซิวอุทานเสียงดังจนฉินอวี้สะดุ้ง 

    "ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้! ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้หยก ๆ ว่าเพื่อนเก่าของข้าคนหนึ่งเขาก็พำนักอยู่แถว ๆ หมู่บ้านชิงหมิงของเจ้านั่นแหละ! แหม... วาสนาชักนำแท้ ๆ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนข้าคนนั้นก่อนค่อยเดินทางไปเมืองหลวง"

    ​ลู่ชิงที่กำลังผูกห่อผ้าชะงักกึก ขมวดคิ้วจนหน้าย่น อาการปวดหัวยิ่งทวีคูณ 

    "ท่านตา... เมื่อครู่ท่านยังบอกอยู่หยก ๆ ว่าจะไปหาเพื่อนที่เมืองหลวงไม่ใช่รึ? หมู่บ้านชิงหมิงของข้าน่ะ มันอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศตรงข้ามกับเมืองหลวงแบบชนิดที่เรียกว่าคนละฝั่งโลกเลยนะ ท่านจะไปเยี่ยมเพื่อนหรือท่านกำลังจะไปหลงป่ากันแน่?"

    ​"เอ่อ... คือว่า..." หวังซิวชะงักไปอึดใจ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มกริ่มดุจผิวน้ำนิ่ง

    "พ่อหนุ่ม เจ้าไม่รู้อะไร เพื่อนข้าคนนี้เขามักจะย้ายบ้านตามฤดูกาลน่ะ! อีกอย่าง การเดินทางสายตรงไปเมืองหลวงน่ะมันน่าเบื่อเกินไป การอ้อมไปทางหมู่บ้านของเจ้านี่แหละคือการฝึกจิตวิญญาณชั้นยอด ข้าเปลี่ยนใจกะทันหันเพราะรู้สึกว่าเจ้ามี 'วาสนา' ต่อข้าอย่างประหลาด เลยอยากจะขอติดสอยห้อยตามไปแถวหมู่บ้านชิงหมิงก่อน"

    ​ลู่ชิงหรี่ตามองอย่างจับผิดสุดขีด ในใจเริ่มคิดฟุ้งซ่านด้วยความหวาดระแวง 'วาสนากับผีน่ะสิ! ตาแก่นี่แต่งตัวแพงระยับแต่กลับบอกจะไปแถวหมู่บ้านข้า ทั้งที่เพิ่งพูดเองว่าจะไปเมืองหลวงแท้ ๆ แถมยังเปลี่ยนทางเดินหน้าตาเฉยเพียงเพราะอยากตามข้า... หรือว่า! หรือว่าพวกนี้จะเป็นพวกโจรพันหน้า? เห็นข้าหิ้วถุงผ้าขี้ริ้วใบนี้แล้วแอบรู้ว่าข้างในเป็นทองร้อยตำลึงแน่ ๆ! ใช่แล้ว... พวกคนเมืองหลวงนี่ร้ายกาจนัก ทำมาเป็นชวนคุยหน้านิ่ง ที่แท้ก็หวังจะปล้นคนเมาตอนเผลอในที่เปลี่ยวแน่ ๆ!'

    ​"ข้าว่าท่านอย่าลำบากเลย ท่านตา... ทางไปหมู่บ้านข้าน่ะมันทุรกันดาร มดก็เยอะ ยุงก็ตัวเท่าแม่ไก่ ถนนก็ขรุขระจนตับไตไส้พุงแทบจะสลับที่กัน ท่านไปเมืองหลวงตามความตั้งใจเดิมเถอะ ข้าเดินทางคนเดียวจนชินแล้ว ไม่ต้องการผู้ร่วมทาง" ลู่ชิงบ่ายเบี่ยงพลางค่อย ๆ ถอยหลัง เตรียมจะโกยแน่บ

    ​"ไม่ลำบากเลยสักนิด! อวี้เอ๋อ ไปเตรียมของเดี๋ยวนี้! เราจะร่วมเดินทางไปกับคุณชายลู่!" หวังซิวสั่งการศิษย์รักด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่แฝงไปด้วยความเผด็จการ 

    "พ่อหนุ่มลู่ชิง เจ้าน้ำใจงามจะตายไป จะปล่อยให้คนแก่ชราที่หลง ๆ ลืม ๆ กับเด็กหนุ่มที่ยังอ่อนต่อโลกต้องหลงทางลำบากได้อย่างไรกัน จริงไหม?"

    ​"เดี๋ยวนะ! ใครบอกว่าข้าน้ำใจงาม? ข้ายังไม่ได้ตกลงสักคำ!" ลู่ชิงโวยวายเสียงหลง 

    "ข้าแค่อยากกลับไปนอนพักที่บ้าน! ท่านจะตามข้าไปทำไมเนี่ย หน้าตาพวกท่านดูยังไงก็ไม่ใช่คนที่จะไปนั่งกินข้าวคลุกเกลือในหมู่บ้านข้าได้หรอกนะ!"

    ​"โถ่... คุณชายลู่ อย่าใจดำนักเลย" ฉินอวี้เริ่มเสริมบทด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ ขณะเตรียมรวบรวมข้าวของส่วนตัว 

    "อาจารย์ของข้าน่ะถ้าปักใจอะไรแล้ว หัวแข็งยิ่งกว่าหินผาพันปี ถ้าท่านไม่ยอมให้เราร่วมทางไปด้วย เขาคงเดินสะกดรอยตามหลังท่านไปเงียบ ๆ เหมือนวิญญาณตามอาฆาตแน่ ๆ ท่านคงไม่อยากเดินไปแล้วรู้สึกขนลุกไปตลอดทางหรอกใช่ไหม?"

    ​ลู่ชิงมองหน้าตาแก่ผมขาวที่ยิ้มแป้นอย่างน่าขนลุก สลับกับเด็กหนุ่มที่ทำหน้าเซ็งโลกแต่ฝีเท้าดูว่องไวเกินคน เขาถอนหายใจออกมาอย่างแรงจนแทบจะหมดลม 

    "พวกท่านนี่มัน... หน้าด้านหน้าทนเกินคนจริง ๆ! ก็ได้ ๆ! อยากไปนักก็มา แต่อย่ามาบ่นว่าทางมันเหม็นขี้ควายหรือเจอเสือคาบไปกินก็แล้วกัน!"

    ​ในขณะที่ลู่ชิงเดินจูงม้าแก่ ๆ ออกจากคอกม้าด้วยอาการเซไปเซมาเหมือนคนขาไม่เท่ากัน ในใจเขาก็สาปแช่งความซวยของตัวเองไม่ขาดปาก 'ให้ตายสิ... หัวก็ปวดเหมือนจะระเบิด แถมต้องมาพ่วงเอาโจรในคราบเซียนสองคนนี้ไปด้วยอีก ทองข้าเอ๋ย... เจ้าต้องอยู่รอดปลอดภัยไปถึงมือน้องสาวข้านะ ถ้าพวกนี้ขยับมาใกล้เกินสามก้าว ข้าจะเอาไหเหล้าเปล่าฟาดหัวให้ดู!' โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า "โจร" ที่เขาหวาดระแวงนั้น คือยอดฝีมือระดับจอมราชันที่กำลังจ้องมองทุกจังหวะการ "เซ" ของเขาอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจดบันทึกไปเป็นกระบวนท่าลับในตำนาน!

    ภายในโถงบรรพชนอันกว้างขวางของตระกูลมู่หรง บรรยากาศหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยขุนเขาหินผา กลิ่นอายจาง ๆ ของปราณกระบี่ที่พุ่งทะลวงฟ้ากระชากอสนีบาตลงมาเมื่อคืนยังคงอบอวลข่มขวัญผู้คน แสงเทียนวูบไหวสะท้อนนัยน์ตาที่เป็นประกายสีทองจาง ๆ ของ มู่หรงอวิ๋น ผู้อาวุโสที่บัดนี้ดูเยาว์วัยลงและเปี่ยมด้วยตบะอันแก่กล้า เขานั่งประทับบนเก้าอี้ไม้ชิงชันแกะสลักลายมังกร มือที่สั่นเทาเล็กน้อยประคองกระดาษหยาบ ๆ มอมแมมแผ่นหนึ่งไว้ประหนึ่งมันคือราชโองการจากสวรรค์

    ​"พวกเจ้าจงฟังข้าให้ดี!" มู่หรงอวิ๋นเอ่ยเสียงต่ำทว่าทรงพลังกังวานจนถ้วยน้ำชาบนโต๊ะสั่นระริก

    "กระดาษแผ่นนี้มิใช่ขยะ และมิใช่แค่บทกวีธรรมดา... แต่มันคือวิถีแห่งเทพเจ้าที่จุติลงมาในรูปของหยาดหมึก! ทุกขีดเขียนที่พวกเจ้าเห็นว่าหวัดแกว่ง แท้จริงมันคือกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่ร้อยเรียงกันจนกลายเป็นมรรคาแห่งกระบี่ระดับไร้ลักษณ์!"

    ​เขากวาดสายตาคมกริบประดุจพญาอินทรีมองไปยังคนเกือบร้อยที่ยืนก้มหน้าเงียบกริบ ก่อนจะมาหยุดที่หลานสาว 

    "เสวี่ยเอ๋อ! บอกข้ามาอีกครั้ง... ใครเป็นคนมอบมันให้เจ้า! บอกลักษณะของเขามาทุกกระเบียดนิ้ว อย่าให้ตกหล่นแม้แต่เส้นผมเดียว!"

    ​มู่หรงเสวี่ย ก้าวออกมาข้างหน้า ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่นางรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นที่ซึมตามแผ่นหลัง ใบหน้างดงามดุจหิมะที่เคยนิ่งสงบขัดต่อความรู้สึกว้าวุ่นในอก นางประสานมือคารวะด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย

    ​"เรียนท่านปู่อวิ๋น... กระดาษแผ่นนี้ ข้าได้มาจากบัณฑิตยากจนผู้หนึ่งที่หน้าแผงซาลาเปาตรงข้ามจวนกองปราบตงหยางเมื่อวานนี้เจ้าค่ะ"

    ​"บัณฑิตยากจนรึ?" มู่หรงเทียนไห่ ผู้นำตระกูลขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ยแทรกด้วยความสับสน 

    "คนระดับที่เขียนเจตจำนงเบิกฟ้าดิน ปลุกสายฟ้าสีทองให้สั่นสะเทือนไปทั่วเมืองตงหยางเช่นนี้ได้ เหตุใดถึงได้ไปปรากฏตัวในสภาพเข็ญใจเช่นนั้น แล้วเขามีนามว่าอะไร มีสังกัดสำนักใดหรือไม่"

    ​"ข้า... ข้ามิได้ถามชื่อเขาไว้เจ้าค่ะท่านพ่อ" เสวี่ยเอ๋อก้มหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกผิดลึก ๆ 

    "ในตอนนั้น ข้ามองเห็นเพียงชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีซีดจางที่เก่าคร่ำคร่า ปลายแขนเสื้อหลุดลุ่ยและปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ท่าทางของเขา... เอ่อ... ดูหิวโซจนตัวสั่นเทาประหนึ่งไม้ใกล้ฝั่ง เขาพยายามจะเอาบทกวีแผ่นนี้ไปแลกซาลาเปาสองลูกกับเถ้าแก่ผู้หนึ่ง แต่เถ้าแก่คนนั้นกลับปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ทั้งยังด่าทอว่ากระดาษเปื้อนเขม่าหมึกนี้กินไม่ได้ มีค่าไม่เท่าเศษฟาง ข้าเห็นแล้วเกิดความเวทนาในชะตากรรมของเขา จึงจ่ายเงินสี่อีแปะซื้อซาลาเปาไส้หมูสับร้อน ๆ ให้เขาไปสองลูกเพื่อเป็นการทำทานเจ้าค่ะ"

    ​"สี่อีแปะ..." มู่หรงอวิ๋นทวนคำพลางหัวเราะฮ่า ๆ ออกมาอย่างขมขื่นและแหบพร่า นัยน์ตาของเขาแดงระเรื่อด้วยความตื้นตัน 

    "วรยุทธ์ที่ข้าเพียรพยายามสิบปี ท่องยุทธจักรจนทั่วหล้าก็ไม่อาจก้าวข้ามไปได้แม้แต่ก้าวเดียว กลับถูกแลกมาด้วยเงินสี่อีแปะและซาลาเปาไส้หมูสองลูก! สวรรค์... ท่านช่างล้อเล่นกับคนชรานัก แล้วบัณฑิตผู้นั้นทำอย่างไรต่อหลังจากได้ซาลาเปาไป?"

    ​"หลังจากข้าจ่ายเงินให้ เขาคำนับข้าปะหลก ๆ ท่าทางดูรนรานและซาบซึ้งใจจนเกินเหตุ ทั้งยังเรียกข้าว่า 'เทพธิดาจำแลงมาโปรด' เจ้าค่ะ" เสวี่ยเอ๋อนึกถึงแววตาเป็นประกายของชายหนุ่มผู้นั้น 

    "เขาคะยั้นคะยอยัดกระดาษแผ่นนี้ใส่มือข้า บอกว่าเขาไม่อาจกินซาลาเปาฟรี ๆ โดยไม่ใช้สติปัญญาตอบแทน อ้างว่านี่คือสิ่งที่เขาภูมิใจที่สุดในชีวิต คัดด้วยจิตวิญญาณและความเจ็บปวดมาสามวันสามคืน และยังกล้ากล่าวอ้างอย่างบังอาจว่า 'แม้แต่ฮ่องเต้ก็อาจไม่มีวาสนาได้เห็นลายเส้นเช่นนี้' ข้าเห็นเขาทำหน้าเศร้าสร้อยปานสุนัขโดนทิ้ง ท่าทางหิวจัดจนน่าเวทนา หากข้าไม่รับไว้ เขาคงจะขมขื่นใจจนกินซาลาเปามิลง ข้าจึงรับมาอย่างเสียมิได้แล้วก็นำมาวางทิ้งไว้บนโต๊ะหินอ่อนในสวนเจ้าค่ะ"

    ​"โง่เขลา! พวกเรามันโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งตระกูล!" มู่หรงอวิ๋นตวาดพลางลุกขึ้นยืนกะทันหัน พลังปราณพุ่งพล่านรอบกายจนแจกันหยกข้างเก้าอี้แตกร้าว 

    "ยอดคนที่เข้าถึงขั้น 'คืนสู่สามัญ' เช่นนี้ เขาใช้ชีวิตเยี่ยงยาจกเพื่อทดสอบจิตใจของผู้คน ลายเส้นเพียงขีดเดียวที่เขาแกล้งสะบัดอย่างไม่ได้ตั้งใจ กลับแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นเซียนได้ในชั่วข้ามคืน! เทียนไห่! สั่งคนของเราออกไปเดี๋ยวนี้ พลิกเมืองตงหยางหาบัณฑิตยากไร้ที่หน้าตาหมดจดดุจหยกแต่กิริยารันทดหิวโซ ชอบพูดจาเพ้อเจ้อเรื่องสติปัญญาและตำแหน่งจอหงวน!"

    ​"แต่ท่านอาอวิ๋น... เราไม่ทราบชื่อเขา และเมืองตงหยางก็มีบัณฑิตพเนจรอยู่มิน้อย จะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้เสือตื่นหรือขอรับ? หากตระกูลเย่หรือตระกูลหวังสงสัยว่าเราตามหาบัณฑิตไร้ชื่อไปทำไม พวกนั้นอาจจะรู้เรื่องบทกวีนี้เข้า" เทียนไห่เอ่ยเตือนด้วยความรอบคอบ

    ​"ข้ารู้ดี!" มู่หรงอวิ๋นหรี่ตาลงจนเล็กลีบ "จงส่งหน่วยเงาลับออกไป อ้างว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรงต้องการตามหาบัณฑิตที่นางได้พบเมื่อวาน เพื่อจะมอบ 'เงินรางวัล' เพิ่มเติมที่เขาทำของมีค่าตกไว้ ห้ามพูดถึงเรื่องบทกวี 'หนึ่งขีดเบิกฟ้า' หรือการทะลวงขั้นของข้าเด็ดขาด! ใครบังอาจแพร่งพรายเพียงครึ่งคำ ข้าจะปลิดชีพมันด้วยปราณกระบี่นี้เอง!"

    ​มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น ในใจนึกถึงภาพบัณฑิตหนุ่มที่กำซาลาเปาแน่นประดุจของล้ำค่าที่สุดในชีวิต พลางเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุขและพึมพำว่า 'รสชาติแห่งความเมตตาช่างนุ่มละมุนลิ้นดีแท้'

    ​'ท่านเป็นใครกันแน่... ท่านคือยอดคนผู้เร้นกายมาล้อเล่นกับโลกมนุษย์ หรือท่านเป็นเพียงบัณฑิตดวงดีที่กุมความลับสวรรค์ไว้โดยไม่รู้ตัวกันแน่? ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ข้าต้องหาตัวท่านให้พบ'

    ​"เสวี่ยเอ๋อ เจ้าจำใบหน้าเขาได้แม่นยำที่สุด เจ้ารีบไปวาดรูปเหมือนของเขาออกมาเดี๋ยวนี้! จากนั้นนำทีมยอดฝีมือออกไปตามหาเขาที่ประตูเมืองทุกทิศ" มู่หรงอวิ๋นสั่งการเฉียบขาดน้ำเสียงดุดัน 

    "ไปพาตัวมังกรซ่อนกายผู้นี้มาหาข้าให้ได้ ต่อให้ต้องใช้ทองคำล้อมเมือง หรือต้องพลิกแผ่นดินเมืองตงหยางขุดดินลงไปสามเชียะ ข้าก็ต้องพบเขา!"

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน