บทที่ 39
อาเจียนเป็นเลือดงั้นเหรอ? ทำไมอยู่ดี ๆ ถึง…?
ขณะที่อีอันกะพริบตา พลันเมฟก็หายไปในความมืดพร้อมกับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สลายไป
“นะ…นายท่าน? นายท่าน! รอก่อนนะขอรับ! ข้ากำลังไปขอรับ! นายท่านนนนน!”
ฟิลลิปร้องเสียงหลงพร้อมกับทิ้งสายบังเหียนม้าและวิ่งออกไป
‘บอสในโชคชะตาของข้า นี่มันอะไรเนี่ย’
หลังจากที่อีอันเข้าใจสถานการณ์ก็หันไปมอง
“จับม้าไว้ก่อน มิเกล”
“หืม…? ขะ…เข้าใจแล้วขอรับ!”
มิเกลขยับตัวตอบสนองทันที เขาคว้าบังเหียนของม้าที่พยายามจะหนีไปและหันไปมองอีอัน
“ข้าจับไว้แล้ว! แล้วทำไงต่อ?”
อีอันนึกถึงตัวการของการปนเปื้อนที่ซุ่มซ่อนอยู่ใจกลางป่า มันทำให้เขาต้อง ‘เกมโอเวอร์’ นับสิบครั้งจนต้องโยนเมาส์ทิ้ง
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ประสบกับความยากลำบากในแบบตอนนั้นอีกครั้ง
“เอาน้ำมันออกมา เยอะ ๆ เลย”
มิเกลเสียบคบเพลิงไว้ข้างอานแล้วเริ่มค้นกระเป๋า
ระหว่างนั้นอีอันได้เก็บดาบกลับมาและเข้าไปใกล้
“เจ้าจงตามฟิลลิปไป”
“ขอระ…ให้ข้าไปคนเดียวเหรอ?”
มิเกลวางกระเป๋าหนังที่มีน้ำมันลงแล้วเงยหน้าขึ้น เขากะพริบตาแล้วพูดเสริมว่า “เอาน้ำมันเยอะขนาดนี้ไปใช้ที่ไหนกัน?”
อีอันหยิบคบเพลิงที่เสียบอยู่ตรงอานขึ้นถือแล้วมองไปที่เขา
“คิดว่าจะใช้ที่ไหนล่ะ?”
“ก็ต้องที่…” สายตาของมิเกลหันไปทางคบเพลิงในมือของเขา “…แต่ข้าไม่คิดว่าท่านจะทำเรื่องบ้า ๆ แบบนั้นหรอก”
ไม่รู้สิ
อีอันผงกหัวพลางเอ่ย
“ฝากบอกฟิลลิปให้ปกป้องเพียงเซอร์ริอูเรล ไม่ต้องทำอย่างอื่น เจ้าก็เหมือนกัน”
“มันพูดง่ายนะ…ให้ตายเถอะ จะไม่ไปจริง ๆ หรือขอรับ?”
“งั้นจะไปสู้แทนข้าไหมล่ะ?”
มิเกลเด้งตัวขึ้นมาแล้วดึงบังเหียนของม้าไว้ทั้งสองมือ
“ข้าจะบอกอย่างแน่นอน ท่านต้องมีชีวิตกลับมานะ”
เขาเดินห่างออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ฝากเมฟไว้กับพวกนั้นได้แน่นะ
อีอันส่ายหัวและหยิบกระเป๋าน้ำมันขึ้นมา เก็บน้ำมันลงในมิติเก็บของแล้วเหลือไว้ใบหนึ่ง เขาค่อย ๆ เทน้ำมันในกระเป๋าลงบนคบเพลิงและหันไปมอง
นอกเหนือจากความมืดของป่า ร่างซอมบี้ที่ยังรอดชีวิตกำลังวิ่งไปทางเมฟ จำนวนลดลงไปเยอะพอสมควร แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเวลา เพราะจำนวนของพวกมันกำลังจะเพิ่มขึ้น และคณะเดินทางได้ก้าวเข้าไปในป่าที่ปนเปื้อนแล้ว
โดยปกติแล้ว สัตว์ประหลาดที่สร้างอาณาเขตของตนจะไม่ปล่อยผู้บุกรุกไปโดยไม่สนเหตุผล เพราะพวกมันกินมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งตัวการที่ทำให้ป่าแห่งนี้ปนเปื้อนก็เป็นแบบเดียวกันนี้
เห็นได้ชัดว่าจะเริ่มการโจมตีอีกครั้งในไม่ช้า ดังนั้นอีอันจึงจะกำจัดมันก่อนที่คนอื่น ๆ จะกลับมา แม้จะต้องต่อสู้ด้วยตัวคนเดียว แต่ก็ดีกว่าการต่อสู้ตลอดทั้งคืนไปพร้อมกับปกป้องคนอื่น ๆ
“อย่างแรกก็ต้องทำให้มันมาทางข้าก่อน... โอ๊ะ ร้อน ไอ้เวร”
อีอันบ่น รีบเอามือจับกระเป๋าไปไว้ข้างหลัง ทันใดนั้นคบเพลิงก็ลุกเป็นไฟลามมาจนถึงด้ามจับ
“ทำไมไหม้ไวจัง?”
เกือบโดนเผาซะแล้ว ต้องประหยัดพลังเวทไว้ด้วยสิ
อีอันโยนกระเป๋า ดึงดาบออกมา และเริ่มร่ายพลังเวท ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทา เกิดลมพัดอ่อน ๆ ผ่านร่างกายของเขา
เวทมนตร์สีเทา คมดาบแห่งสายลม
พรึ่บ!
ไฟของคบเพลิงที่เกือบจะดับลงกลับพุ่งสูงขึ้นเพราะสายลมพัด
อีอันถือดาบในมือข้างหนึ่งและถือคบเพลิงไว้ในมือข้างหนึ่ง
“…ขนาดนี้แล้ว ถ้าเห็นก็คงช่วยไม่ได้”
อีอันกวัดแกว่งมือทั้งสองข้าง ใช้เท้ากระแทกพื้น
ฟิ้ว!
ร่างซอมบี้ที่อยู่ด้านหลังสุดตัวหนึ่งทะลุผ่านความมืดเข้ามาใกล้ในทันที
ฉึก!
หัวของซอมบี้แยกออกเป็นสองท่อนยาวไปถึงหน้าอกจากการถูกดาบสับฟัน
อีอันลดความเร็วลงหลังจากเข้าปะทะกับมัน ใช้คบเพลิงในมือซ้ายตีซอมบี้ตัวที่อยู่ข้าง ๆ และกระโดดออกไป
ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าเป็นหรือตาย พวกนี้ไม่ได้ให้ค่าประสบการณ์อยู่แล้ว แค่ทำให้มันขยับเขยื้อนไม่ได้ เท่านี้ก็ไม่สามารถเข้าโจมตีคนอื่น ๆ ได้แล้ว
กึก! กึกก!
จากนั้นจัดการแยกร่างของพวกซอมบี้อีกสองสามตัวออกเป็นท่อน ๆ อีอันเดินผ่านพวกมันไปและจัดการพวกซอมบี้ตัวอื่น ๆ
สวบ ฉึก!
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ปากของต้นไม้กินเนื้อพุ่งลงมา อีอันหลบได้อย่างง่ายดายด้วยการเบี่ยงตัวไปด้านหลังเพียงนิดเดียว
คมดาบแห่งสายลมทำให้ทักษะพิเศษ และการเพ่งจิต แสดงผลออกมาได้อีกด้วย เขารู้สึกว่าทุกอย่างช้าลงเล็กน้อยในตอนนี้ เพราะการเคลื่อนไหวและความสามารถในการรับรู้เพิ่มขึ้น
ฉึก! แควก!
พวกมันถูกฟันและเผาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งปากของต้นไม้กินเนื้อยังฉีกออก นี่เขาต่อสู้มามากเท่าไหร่แล้ว
ฉึก!
อีอันที่พึ่งฆ่าซอมบี้ได้อีกตัวหนึ่งหันหลังกลับและหยุดลงทันที
เผลอแป๊บเดียว รอบข้างก็เงียบลงแล้ว
“แฮ่ก…แฮ่ก…”
มีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองเท่านั้นที่ส่งเสียงดัง
อีอันเก็บดาบลงและหันไปมองรอบ ๆ
การต่อสู้ผ่านมาแล้วครึ่งทาง แต่เป้าหมายในครั้งนี้คือการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
เหล่าซอมบี้ที่กระจัดกระจายไปทั่วและส่งเสียงร้องระงม ไปจนถึงคลื่นพลังเวทที่เต็มไปด้วยความแค้นและความบ้าคลั่งที่มีต่อเขา รวมถึงรากไม้ที่ปนเปื้อน
หากกำจัดศัตรูที่พุ่งเป้าไปยังคนอื่น ๆ ก็จะดึงดูดความสนใจมาได้แน่นอน
ในที่สุด สายตาของอีอันก็หยุดอยู่ตรงความมืดอีกฟากของป่า
ความมืดที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย
“…พึ่งจะรอดมาอย่างหวุดหวิด”
นี่เพิ่งจะเริ่มต้น ดันรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย
อีอันถือคบเพลิงส่องให้เห็นทางแล้ววิ่งฝ่าความมืดไป
***
คบเพลิงพุ่งผ่านกลางป่าเหมือนดาวตก
กึก! กึกก!
เสียงร้องอันน่าขนลุกสะท้อนก้องกังวานตามหลังอีอันที่กำลังวิ่ง มันเป็นเสียงไล่ตามมาของเหล่าซอมบี้ที่ถูกปลุกหลังจากเขาวิ่งผ่าน
แต่อีอันก็ไม่หยุด เขาเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
‘ไม่หลงกลหรอกน่า’
อันที่จริง นี่เป็นกลยุทธ์ที่เขาจะใช้เมื่อกลับมาที่นี่คนเดียว ซึ่งเรียกกันว่าสปีดรัน เป็นวิธีที่มุ่งเป้าไปที่บอสเพียงอย่างเดียวภายในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด แต่เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้มาที่นี่พร้อมกับเมฟ ซึ่งไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวิธีนี้
‘การเก็บกวาดก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน…ยังไงก็คงจะได้แหละ’
ดูไม่ออกเลยว่าตรงนี้จะเละไปมากกว่านี้
อีอันมองไปรอบ ๆ ภูมิทัศน์ที่วิ่งผ่านไป ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ป่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างแปลกประหลาดแบบนี้ เหมือนเป็นการพิสูจน์ว่ากำลังจะเข้าใกล้ใจกลางมากขึ้น
อือ อา!
สัตว์ประหลาดปรากฏตัวออกมาขวางหน้าในสภาพที่ชวนสะอิดสะเอียน
ฟิ้วว! ตึง!
อีอันกระโดดขึ้นทั้ง ๆ ที่ซอมบี้ยักษ์กำลังโจมตี
รูปร่างของก็อบลินหลายตัวถูกห่อหุ้มด้วยเถาวัลย์แล้วหลอมรวมจนกลายเป็นสิ่งเดียวกันก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ
อีอันเหยียบไหล่ของมันแล้วกระโดดขึ้นอีกครั้ง
กี๊ซ!
ตามมาด้วยเสียงตะโกนและเสียงกรีดร้อง ความเร็วในการตอบสนองของมันพอ ๆ กับต้นไม้กินเนื้อ
“…!”
ต้องอย่างนี้สิ
อีอันหมุนตัวเหมือนกังหันลมและเบี่ยงหลบ ลำแขนที่มีเถาวัลย์พันรอบพุ่งผ่านตัวเขาไปอย่างหวุดหวิด
พลั่ก!
คบเพลิงที่ถืออยู่ในมือถูกฟาดจนหัก สะเก็ดไฟกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง
อีอันโยนส่วนที่เป็นไม้จับออกไปอย่างไม่ลังเล
วิสัยทัศน์ที่มีแสงส่องสว่างกลับมืดลง
ในขณะเดียวกันก็เริ่มเสียวสันหลังและเส้นประสาทก็ตึงขึ้น ไม่ใช่เพราะร่างซอมบี้ยักษ์ แต่เขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างแม้ไม่ต้องหันกลับไปมองข้างหลัง
เขาล้มลงเพราะไม่สามารถเอาชนะแรงเหวี่ยงของแขนที่เหวี่ยงมาทางตัวเขาได้
มีบางอย่างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังกระตุ้นประสาทสัมผัสที่หกของเขา
“…!”