ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 34 - ขอบเขตของลานฝึก

    หินปราณระดับต่ำสามก้อนวางเรียงอยู่บนโต๊ะไม้เก่า แสงอ่อนจากหน้าต่างตกกระทบผิวขุ่นของมัน ทำให้ดูคล้ายก้อนหินธรรมดามากกว่าสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนใช้แลกด้วยหยาดเหงื่อและแต้มผลงาน เย่เทียนนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะนั้นมานานพอที่เงาไม้ขอบหน้าต่างจะเลื่อนจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง แต่ฝ่ามือของเขายังวางนิ่งอยู่ข้างตัว ไม่ยื่นไปแตะมันแม้แต่น้อย


    ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากแตะ


    ยิ่งมอง เขายิ่งรู้สึกถึงกลิ่นอายบาง ๆ ที่แผ่ออกจากหินปราณเหล่านั้น มันไม่รุนแรง ไม่ชัดเจนเหมือนเสาหินปราณในลานประเมิน แต่ก็มีอยู่จริง คล้ายละอองน้ำเย็นที่ลอยอยู่ในอากาศ ยามสูดลมหายใจลึก ๆ หน้าอกจะรู้สึกโปร่งขึ้นเล็กน้อย ทว่าความอุ่นใต้สะดือกลับไม่ตอบรับอย่างที่เขาคาดไว้ มันเพียงนิ่งอยู่ในที่เดิม ราวกับสัตว์ป่าที่หลับตาอยู่ในโพรง ไม่ยอมออกมาเพียงเพราะเจ้าของเรียกหา


    เย่เทียนมองหินปราณก้อนแรก แล้วเลื่อนสายตาไปยังกระดาษบันทึกที่วางข้างกัน บนกระดาษมีตัวอักษรของเขาเองเรียงอยู่หลายบรรทัด บางบรรทัดเขียนไว้ตั้งแต่ก่อนการประเมิน บางบรรทัดเพิ่งเพิ่มหลังจากเห็นทำเนียบผู้ฝึกสายหลัก


    “เย่ชิงหาน — อันดับสามสิบสอง”


    “เป้าหมายของเย่เฉิง — แตะหนึ่งร้อยอันดับแรก”


    “เป้าหมายของข้า — ขึ้นลานแล้วไม่ถูกกวาดตกในรอบแรก”


    ตัวอักษรสามบรรทัดนั้นไม่ได้ยาว แต่ทุกครั้งที่มอง เย่เทียนกลับรู้สึกเหมือนมันหนักกว่าหินปราณทั้งสามก้อนรวมกันเสียอีก เมื่อวานเขายืนอยู่หน้าทำเนียบสายหลัก เห็นชื่อของผู้ฝึกหลายร้อยคนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เห็นชื่อเย่ชิงหานอยู่ในอันดับที่สามสิบสอง เห็นสายตาของผู้คนที่เงยขึ้นมองรายชื่อเหล่านั้นด้วยความเคยชิน เหมือนทำเนียบนั้นไม่ใช่เพียงแผ่นประกาศ แต่เป็นกำแพงสูงที่ตั้งอยู่กลางตระกูลเย่มานานแล้ว


    และเขาเพิ่งเข้าใจว่า ตนเองไม่ได้ยืนอยู่หน้ากำแพง


    เขายังยืนอยู่ไกลจากเงาของกำแพงนั้นด้วยซ้ำ


    เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากนอกเรือน เย่เทียนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าไม่ใช่เสี่ยวอวี่ ฝีเท้าของนางเบากว่านี้ และไม่ใช่เย่จง เพราะปู่ของเขามักเดินช้ากว่า ราวกับทุกก้าวไม่จำเป็นต้องเร่งตามโลก


    ประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่เคาะ


    เย่คุนยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้ายังคงแข็งเหมือนเคย มือข้างหนึ่งถือผ้าห่อเล็ก ๆ ส่วนอีกข้างวางอยู่ข้างลำตัว เขากวาดตามองโต๊ะไม้ มองหินปราณสามก้อน มองขวดฟื้นฟูเส้นลม แล้วมองเย่เทียน


    “ยังไม่ได้แตะใช่หรือไม่”


    เย่เทียนส่ายหน้า “ยัง”


    “ดี” เย่คุนเดินเข้ามา วางผ้าห่อเล็ก ๆ ลงบนโต๊ะ “ข้าผ่านมาดู ไม่ได้มาเยี่ยม”


    เย่เทียนมองผ้าห่อ “ข้าไม่ได้บอกว่าท่านมาเยี่ยม”


    เย่คุนเหลือบตา “ยังมีแรงปากดี แปลว่ายังไม่ตาย”


    คำพูดนั้นถ้าออกจากปากคนอื่นคงฟังเหมือนเยาะเย้ย แต่เมื่อออกจากปากเย่คุน กลับคล้ายการตรวจอาการชนิดหนึ่ง เย่เทียนไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงเปิดผ้าห่อออก ข้างในเป็นสมุนไพรแห้งกลิ่นฉุนสองสามชิ้นกับผ้าพันสะอาดอีกม้วนหนึ่ง


    “ต้มแช่เท้า อย่ากิน” เย่คุนพูดทันที “ข้ารู้ว่าเจ้าชอบคิดเกินตำรา แต่อย่าคิดจนเอาของแช่เท้าเข้าปาก”


    เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าจะจำไว้”


    “ส่วนหินปราณ” เย่คุนชี้ไปที่หินสามก้อน “วางไว้ห่างตัวหนึ่งช่วงแขนก็พอ เวลานั่งพักให้สูดลมหายใจตามปกติ ไม่ต้องดึง ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องลองทางใหม่ ไม่ต้องเอาไปวางบนท้อง ไม่ต้องกำไว้ตอนนอน และไม่ต้องคิดว่าศิลาทดสอบร้าวแล้วเจ้าจะเข้าใจมันมากกว่าคนอื่น”


    คำเตือนยาวขนาดนี้ทำให้เย่เทียนเงยหน้ามองผู้ฝึกสอนตรงหน้า


    เย่คุนหรี่ตา “อย่าทำหน้าเหมือนข้าเดาถูก”


    เย่เทียนลดสายตาลงเล็กน้อย “ข้ายังไม่ได้ทำ”


    “แปลว่าเคยคิด”


    เย่เทียนเงียบ


    เย่คุนหัวเราะหึในลำคอ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น “เจ้าผ่านการประเมินพื้นฐานได้เพราะร่างกายควบคุมจังหวะได้ดี ไม่ใช่เพราะเจ้าเปิดชีพจรแล้ว หินปราณระดับต่ำสามก้อนนี้สำหรับผู้เปิดชีพจรสมบูรณ์อาจเป็นทรัพยากรธรรมดา แต่สำหรับคนที่ทางเดินยังไม่เปิด มันเหมือนน้ำที่อยู่หลังประตู หากเจ้าใช้กำลังพังประตูผิดด้าน น้ำอาจไม่ไหลเข้าไปเลี้ยงร่างกาย แต่อาจย้อนกลับมากระแทกเจ้าแทน”


    เย่เทียนมองหินปราณอีกครั้ง “แล้วถ้าข้าไม่ใช้มันเลย ข้าจะไล่ใครทัน”


    คำถามนั้นหลุดออกไปโดยไม่ทันคิด แต่เมื่อพูดแล้ว เย่เทียนก็ไม่ได้ถอนกลับ เขาไม่ได้ถามเพราะดื้อ ไม่ได้ถามเพราะอยากฝืนคำสั่ง แต่ถามเพราะตัวเลขบนทำเนียบสายหลักยังค้างอยู่ในหัวเหมือนเงาดำ


    เย่คุนไม่ได้ตอบทันที เขาเดินไปหยุดข้างหน้าต่าง มองออกไปยังทิศของลานฝึกพื้นฐานที่อยู่ไกลออกไป เสียงไม้กระทบไม้ดังแว่วมาเป็นจังหวะ ผู้ฝึกในตระกูลยังซ้อมกันตามปกติ บางคนตีหุ่นไม้ บางคนวิ่งแบกถุงทราย บางคนฝึกหายใจใต้แรงกดจากเสาหินปราณ ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่สำหรับเย่เทียน หลังจากผ่านการประเมินและเห็นทำเนียบแล้ว ลานฝึกเดิมกลับดูเล็กลงอย่างประหลาด


    “ไล่ทันหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหินสามก้อนนี้” เย่คุนพูด “แต่ถ้าเจ้ารีบใช้มันผิดวิธี เจ้าจะไม่ต้องไล่ใครอีก เพราะเจ้าจะนอนอยู่บนเตียงนานพอให้คนทั้งรุ่นเดินผ่านเจ้าไป”


    เย่เทียนก้มมองฝ่ามือของตนเอง บริเวณที่เคยแตะศิลาทดสอบยังมีความรู้สึกแปลกหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่ความเจ็บชัด ๆ แต่เหมือนใต้ผิวหนังยังจำแรงสะท้อนในวันนั้นได้ ตอนศิลาสั่นสามจังหวะ เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างในร่างกายตอบรับ แต่ไม่เปิดออก ตอนรอยร้าวตื้นปรากฏใต้ฝ่ามือ ผู้คนรอบลานต่างนิ่งงัน ทว่าเขาเองกลับรู้สึกเพียงคำถามที่หนักกว่าเดิม


    มันไม่ใช่ชัยชนะ


    เป็นเพียงประตูที่ไม่ยอมบอกว่าบานพับอยู่ตรงไหน


    “ผู้ฝึกสอนเย่คุน” เย่เทียนถามเสียงต่ำ “ถ้าคนคนหนึ่งฝึกตามตำรามาตรฐานไม่ได้ เขาควรทำอย่างไร”


    เย่คุนหันกลับมา “เจ้ากำลังถามข้า หรือถามให้ข้าพูดสิ่งที่เจ้าต้องการฟัง”


    เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าไม่รู้”


    คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศในเรือนสงบลงเล็กน้อย เย่คุนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่นานกว่าปกติ แล้วกล่าวช้าลง “ตำรามาตรฐานมีไว้เพราะมันใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ ลานฝึกพื้นฐานมีไว้เพราะมันป้องกันไม่ให้คนตายก่อนจะรู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน ทรัพยากรขั้นต่ำมีไว้ให้คนที่ยังไม่พิสูจน์ตนเองไม่ถูกตัดขาดจากเส้นทางทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของไร้ค่า”


    “แต่ไม่พอ” เย่เทียนพูด


    เย่คุนไม่ได้ปฏิเสธ “สำหรับบางคน ไม่พอ”


    คำพูดสั้น ๆ นั้นหนักกว่าเสียงตำหนิหลายเท่า เย่เทียนรู้สึกเหมือนในอกมีบางอย่างถูกยืนยันอย่างเงียบ ๆ ตำราไม่ผิด ลานฝึกไม่ผิด หินปราณระดับต่ำสามก้อนก็ไม่ผิด คนที่ผิดอาจไม่ใช่ใครเลย เพียงแต่เส้นทางของเขาไม่พอดีกับแม่พิมพ์ที่วางอยู่ตรงหน้า


    เย่คุนหยิบหินปราณก้อนหนึ่งขึ้นมา ไม่ได้ส่งให้เย่เทียน เพียงถือไว้ให้ดู “ผู้เปิดชีพจรสมบูรณ์ใช้สิ่งนี้เพื่อดึงปราณเข้าสู่ทางเดินที่เปิดแล้ว ผู้ยังไม่เปิดชีพจรใช้มันเพื่อคุ้นกลิ่นอาย ปรับร่างกาย และรอเวลา เจ้าต้องแยกให้ออกว่าการ ‘ใช้’ กับการ ‘ฝืนใช้’ ต่างกันตรงไหน”


    “แล้วข้าควรทำอะไรในช่วงที่รอ”


    “พัก”


    เย่เทียนขมวดคิ้วทันที


    เย่คุนวางหินกลับที่เดิม “เห็นหรือไม่ เจ้าฟังคำนี้ได้ยากกว่าฟังคำด่าเสียอีก”


    “หกเดือนก่อนการประลองทำเนียบสายหลักไม่ใช่เวลายาวสำหรับข้า”


    “และหนึ่งวันหลังศิลาทดสอบร้าวก็ไม่ใช่เวลาที่เจ้าควรใช้พิสูจน์ความกล้า” เย่คุนตอบทันที “วันนี้ห้ามฝึกหนัก พรุ่งนี้ก็ห้าม ทดลองหินปราณเองไม่ได้ แตะศิลาหรือเสาหินปราณเองไม่ได้ ถ้าข้าพบว่าเจ้าฝืน ข้าจะยึดหินปราณสามก้อนนี้กลับไปเอง ไม่ต้องรอเรือนกลาง”


    เย่เทียนมองเขา “ท่านมีสิทธิ์ยึดหรือ”


    “ไม่มี” เย่คุนตอบหน้าตาย “แต่ข้ามีสิทธิ์หิ้วเจ้ากลับไปให้เรือนกลางดูสภาพ แล้วให้พวกเขายึด”


    เย่เทียนถอนหายใจเบา ๆ


    เย่คุนมองสีหน้านั้นแล้วกล่าวต่อ “ถ้าอยากทำอะไร ให้ทำสิ่งที่ไม่ทำลายร่างกาย จดบันทึก ทบทวนก้าวเท้า สังเกตคนอื่นฝึก ดูว่าคนที่เปิดชีพจรแล้วต่างจากเจ้าอย่างไร ดูว่าเย่เฉิงยืนอย่างไรเวลารวบปราณ ดูว่าคนที่แข็งแรงกว่าเจ้าพลาดตรงไหน เวลาร่างกายเจ้ายังฝึกไม่ได้ ตาและหัวของเจ้าต้องฝึกแทน”


    เย่เทียนชะงักเล็กน้อย


    คำพูดนั้นไม่ใช่คำสอนลึกซึ้ง แต่กลับเปิดช่องว่างเล็ก ๆ ในความอึดอัดของเขาได้อย่างน่าประหลาด เขาไม่สามารถวิ่ง ไม่สามารถฝืนหายใจ ไม่สามารถทดสอบหินปราณ ไม่สามารถแตะศิลา แต่ยังสามารถมอง ยังสามารถคิด ยังสามารถเปรียบเทียบสิ่งที่ตนเองมีและไม่มี


    เย่คุนหันไปทางประตู “ข้ามาพูดเท่านี้”


    “ผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    เย่คุนหยุดโดยไม่หันกลับมา


    “ถ้าข้าต้องการประสบการณ์จริง…ไม่ใช่ตอนนี้ แต่ในอนาคตอันใกล้ ข้าควรเริ่มจากที่ไหน”


    คำถามนั้นทำให้เงาของเย่คุนบนพื้นหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงลานฝึกด้านนอกยังดังแว่วเข้ามา แต่ภายในเรือนกลับเงียบลงอย่างชัดเจน


    “คนที่ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์พูดคำว่าประสบการณ์จริงเร็วเกินไป มักกลายเป็นศพเร็วเกินไปด้วย” เย่คุนกล่าว


    “ข้าถามว่าเริ่มจากที่ไหน ไม่ได้ถามว่าจะตายอย่างไร”


    ครั้งนี้เย่คุนหันกลับมาจริง ๆ สายตาของเขาคมขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะโกรธ เขามองเย่เทียนเหมือนกำลังประเมินว่านี่เป็นความหุนหัน หรือเป็นความคิดที่ผ่านการกลั่นมาแล้วบางส่วน


    “นอกเมืองมีเส้นทางภูเขาหลายสาย” เย่คุนพูดช้า ๆ “แต่คำว่า ‘นอกเมือง’ ไม่ได้แปลว่าเป็นสนามฝึกของเด็กตระกูลเย่ทุกคน เส้นทางปลอดภัยยังมีโจร สัตว์อสูรระดับต่ำยังฆ่าคนที่ประมาทได้ ลาดหินเปียกยังทำให้คนเปิดชีพจรตกเหวได้ และหมอกในเขตป่าบางแห่งทำให้คนที่คิดว่าตนเองจำทางได้ เดินวนจนหมดแรงตาย”


    เย่เทียนฟังโดยไม่ขัด


    “ถ้าจะเริ่มจริง ต้องเริ่มจากคณะฝึกที่มีผู้คุมทาง ไม่ใช่เดินออกไปคนเดียว ต้องเป็นเส้นทางตื้น ไม่ใช่เขตลึก ต้องมีเหตุผลที่เรือนกลางยอมอนุญาต ไม่ใช่เพราะเด็กคนหนึ่งรู้สึกว่าลานฝึกไม่พอ”


    “เหตุผลแบบใดถึงพอ”


    เย่คุนมองเขานิ่ง ๆ “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะตอบให้เจ้า”


    เขาพูดจบก็เดินออกจากเรือนไป คราวนี้ไม่หยุดอีก ประตูถูกดึงปิด ทิ้งให้เย่เทียนนั่งอยู่กับหินปราณสามก้อน ขวดฟื้นฟูเส้นลม สมุนไพรแช่เท้า และคำตอบที่เหมือนไม่ตอบ


    แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่า


    เย่เทียนหยิบกระดาษบันทึกขึ้นมา เติมบรรทัดใหม่ใต้คำถามเดิม


    “ตำรามาตรฐาน — ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่”


    “ลานฝึก — ป้องกันไม่ให้ตายก่อนรู้ว่าผิดตรงไหน”


    “ทรัพยากรขั้นต่ำ — ไม่พอสำหรับย่นระยะห่าง”


    “สนามจริง — ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่แค่ความอยาก”


    เขามองบรรทัดสุดท้ายนานเป็นพิเศษ ก่อนจะวางพู่กันลง ร่างกายยังล้า กล้ามเนื้อบางส่วนยังตึงอยู่ โดยเฉพาะช่วงขาและหัวไหล่ เย่คุนพูดถูก หากเขาฝืนตอนนี้ ผลลัพธ์คงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่เป็นการถอยหลังแบบโง่เขลา


    ทว่าการพักไม่ได้แปลว่าหยุดคิด


    ช่วงบ่าย เย่เทียนออกจากเรือนโดยไม่ได้พกหินปราณไปด้วย เขาใช้ผ้าพันหน้าแข้งซ้ายให้แน่นกว่าเดิม เดินช้ากว่าปกติเล็กน้อย และเลือกเส้นทางที่อ้อมไปยังลานฝึกพื้นฐาน แทนที่จะเดินตรงไปยังจุดรวมคน เขายืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ด้านข้างลาน ตรงจุดที่มองเห็นผู้ฝึกหลายกลุ่มได้โดยไม่รบกวนใคร


    เสียงฝึกในลานต่างจากตอนที่เขาเป็นผู้ลงสนามเองมาก เมื่อยืนดูจากข้างนอก เขาได้ยินหลายอย่างที่เมื่อก่อนมองข้าม เสียงหายใจที่ขาดช่วง เสียงฝ่าเท้าครูดพื้น เสียงไม้พลองกระทบหุ่นแล้วแรงสะท้อนย้อนกลับมาถึงข้อมือ เสียงผู้ฝึกสอนตะโกนแก้ท่าทาง เสียงคนรุ่นเยาว์กัดฟันกลืนความเจ็บเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น


    เขามองเด็กหนุ่มคนหนึ่งฝึกพลอง คนผู้นั้นเปิดชีพจรแล้วอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่เหวี่ยงพลอง เย่เทียนสัมผัสได้ถึงแรงกดบาง ๆ รอบแขนและไหล่ ทว่าเท้าหลังของเขามักขยับช้ากว่าจังหวะโจมตีครึ่งเสี้ยว ทำให้แรงพลองหนักแต่ตัวกลับเปิดช่อง หากคู่ต่อสู้ไม่ถอย แต่ก้าวเฉียงเข้าหาด้านใน เขาอาจเสียสมดุลทันที


    เย่เทียนจดไว้


    อีกด้านหนึ่ง ผู้ฝึกหญิงคนหนึ่งกำลังฝึกควบคุมลมหายใจใต้แรงกดจากเสาหินปราณขนาดเล็ก นางมีชีพจรเปิดแล้วเช่นกัน ลมหายใจนิ่งกว่าคนทั่วไปมาก แต่ทุกครั้งที่แรงกดเพิ่มขึ้น นางจะขมวดคิ้วก่อนที่ไหล่ซ้ายจะยกขึ้นเล็กน้อย เป็นการเกร็งโดยไม่รู้ตัว เย่เทียนเคยทำผิดคล้ายกันตอนฝึกทรงตัว เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีปราณเข้ามาเกี่ยวข้อง


    เขาจดไว้อีก


    เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม กระดาษในมือของเย่เทียนมีตัวอักษรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยิ่งจด เขายิ่งเห็นช่องว่างระหว่างตนเองกับผู้อื่นชัดขึ้น คนที่เปิดชีพจรแล้วอาจมีข้อผิดพลาด อาจมีจังหวะหลุด อาจเสียสมดุลได้ แต่เมื่อพวกเขาเรียกปราณขึ้นมาช่วย ช่องว่างเล็ก ๆ หลายอย่างก็ถูกกลบอย่างรวดเร็ว พลองที่เหวี่ยงหนักเกินไปยังดึงกลับได้ด้วยแรงปราณ เท้าที่วางช้าไปยังฝืนทรงตัวได้ด้วยการกดปราณลงพื้น ลมหายใจที่สะดุดยังประคองต่อได้ด้วยทางเดินในร่างกายที่เปิดรับพลังจากภายนอก


    ส่วนเขา หากเสียจังหวะ ก็คือเสียจังหวะจริง ๆ


    ไม่มีปราณมาชดเชย


    ไม่มีทางเดินให้ดึงพลังขึ้นมาแก้


    สิ่งเดียวที่เขามีคือการไม่พลาดตั้งแต่แรก หรือพลาดให้น้อยพอที่จะไม่ถูกซ้ำจนล้ม


    ความจริงข้อนั้นไม่ได้ทำให้เย่เทียนสิ้นหวัง แต่มันทำให้ความคิดเรื่องทำเนียบสายหลักหนักขึ้นกว่าเดิม การประลองจริงไม่มีหมวดให้ค่อย ๆ เก็บคะแนน ไม่มีผู้ตรวจคอยหยุดก่อนอันตราย ไม่มีใครให้คะแนนเพราะเขาทรงตัวได้ดีหรือหายใจไม่แตกง่าย หากขึ้นลานแล้วเจอคู่ต่อสู้ที่เปิดชีพจรสมบูรณ์ แค่การรับมือหนึ่งกระบวนท่าอาจใช้ทุกอย่างที่เขามี


    “เจ้ามายืนทำหน้าเหมือนกำลังผ่าลานฝึกออกเป็นชิ้น ๆ อีกแล้วหรือ”


    เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เย่เทียนหันไป เห็นเย่หลัวยืนถือถุงผ้าเล็ก ๆ อยู่ ใบหน้าของอีกฝ่ายยังมีความเก้ ๆ กัง ๆ แบบเดิม เหมือนอยากพูดแต่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มอย่างไร


    “ข้าไม่ได้ผ่า” เย่เทียนตอบ “แค่ดู”


    เย่หลัวชะโงกมองกระดาษในมือเขา “ดูจนจดข้อผิดพลาดของคนอื่นเต็มหน้าเนี่ยนะ”


    “จดไว้เตือนตัวเอง”


    “เจ้าพูดแบบนี้แล้วคนฟังรู้สึกด่าได้น้อยลงจริง ๆ”


    เย่เทียนพับกระดาษเก็บ “เจ้าไม่ได้มาหาข้าเพื่อบ่นเรื่องนี้กระมัง”


    เย่หลัวกระแอมเบา ๆ แล้วยื่นถุงผ้าให้ “ยาทาขา รอบก่อนข้าให้ไปแล้วไม่รู้หมดหรือยัง อันนี้เหลือจากเรือนข้า ไม่ใช่ของดีมาก แต่ใช้ได้”


    เย่เทียนรับมา “ขอบใจ”


    เย่หลัวเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “ไม่ต้องทำหน้าแปลก ข้าไม่ได้ใจดีขึ้น แค่ถ้าเจ้าขึ้นลานทำเนียบแล้วล้มเพราะขาเจ็บ ข้าจะรู้สึกว่าการที่ข้าเคยให้ยาไปเสียเปล่า”


    “ข้ายังไม่ได้คิดถึงขั้นขึ้นลานจริง”


    “ดีแล้ว” เย่หลัวพูดทันที “เพราะถ้าเจ้าคิดว่าอีกหกเดือนจะขึ้นไปไล่คนในทำเนียบได้ง่าย ๆ ข้าจะเป็นคนแรกที่หัวเราะ”


    เย่เทียนมองเขา “แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรทำอะไร”


    เย่หลัวชะงัก ดูเหมือนไม่คาดว่าเย่เทียนจะถามตรง ๆ เขาหันไปมองลานฝึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบาลง “ถ้าพูดตามจริง ข้าไม่รู้ เจ้ายังไม่เปิดชีพจร ข้าก็ไม่รู้ว่าคนแบบเจ้าควรฝึกอย่างไร แต่ถ้าถามว่าลานนี้พอไหม…” เขาหยุดไปเล็กน้อย “สำหรับคนที่เดินตามระบบปกติ มันพอช่วงหนึ่ง แต่คนที่อยากไล่ระยะห่างเร็วกว่าเดิม สุดท้ายก็ต้องออกไปทำภารกิจนอกเมืองอยู่ดี”


    ดวงตาเย่เทียนขยับเล็กน้อย “ภารกิจนอกเมือง”


    “อย่ามองข้าแบบนั้น” เย่หลัวรีบพูด “ข้าไม่ได้ชวนเจ้าไปตาย ข้าแค่พูดตามที่เห็น พวกที่อันดับดีขึ้นเร็ว หลายคนไม่ได้เก่งเพราะฝึกในลานอย่างเดียว พวกเขาเคยคุ้มกันคณะสินค้า เคยเก็บสมุนไพรในเขตภูเขา เคยเจอสัตว์อสูรจริง ๆ บางคนเคยบาดเจ็บจนกลับมาเดินไม่ได้ครึ่งเดือนด้วยซ้ำ”


    “แล้วตระกูลอนุญาตหรือ”


    “อนุญาตเฉพาะคนที่ผ่านเงื่อนไข หรือไปกับคณะฝึกที่มีผู้ดูแล” เย่หลัวตอบ “แต่เจ้า…คงยากกว่า เพราะตอนนี้เจ้าเป็นกรณีแปลก เรือนกลางคงไม่อยากให้เจ้าหายไปนอกสายตาง่าย ๆ”


    เย่เทียนไม่แปลกใจ เขาคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว ผลประเมินของเขาไม่ได้ทำให้คนยอมรับทั้งหมด แต่ทำให้หลายคนจับตามองมากขึ้น บางคนอยากเห็นเขาพิสูจน์ บางคนอยากเห็นเขาพลาด บางคนอาจเพียงอยากรู้ว่าศิลาร้าวเพราะอะไร


    “ช่วงนี้มีคณะฝึกออกนอกเมืองหรือไม่” เย่เทียนถาม


    เย่หลัวลังเล “ข้าได้ยินมาว่าอีกไม่นานอาจมีคณะไปเส้นทางภูเขาหินดำด้านนอก แต่ยังไม่ใช่ข่าวแน่นอน เหมือนเกี่ยวกับตระกูลหานหรือคนจากฝ่ายคุ้มกันเส้นทาง ข้าไม่ได้รู้รายละเอียดมาก”


    ตระกูลหาน


    ชื่อของหานเลี่ยผุดขึ้นในความคิดเย่เทียนทันที ชายในงานสี่ตระกูลผู้เคยเตือนเขาเรื่อง “เท้า” และประสบการณ์สนามจริง คำเตือนนั้นตอนแรกเป็นเพียงประโยคหนึ่งที่ค้างอยู่ในหัว แต่ตอนนี้มันเหมือนเส้นด้ายที่เชื่อมจากลานฝึกไปยังภูเขานอกเมืองอย่างช้า ๆ


    เย่หลัวเห็นสีหน้าเขาแล้วรีบเสริม “ข้าบอกไว้ก่อน เส้นทางภูเขาหินดำไม่ใช่ที่เล่น แม้จะเป็นเขตตื้นก็ยังมีสัตว์อสูรระดับต่ำกับทางหินลื่น คนเปิดชีพจรยังพลาดได้ เจ้ายัง…”


    “ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์” เย่เทียนต่อให้


    “ใช่”


    “ข้ารู้”


    “เจ้ารู้ แต่เจ้าทำหน้าคล้ายกำลังคิดว่าจะไปให้ได้อยู่ดี”


    เย่เทียนไม่ได้ตอบทันที เขามองลานฝึกตรงหน้า มองผู้ฝึกที่ยังซ้อมซ้ำ ๆ มองเสาหินปราณที่เขาถูกห้ามแตะ มองหุ่นไม้ที่เขายังใช้ไม่ได้เต็มกำลัง มองทุกสิ่งที่เคยเป็นขอบเขตทั้งหมดของเขา และเป็นครั้งแรกที่ขอบเขตนั้นดูไม่เหมือนกำแพง หากเหมือนลานเล็ก ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนไม่ตายเร็วเกินไปเท่านั้น


    “ข้าไม่ได้คิดว่าจะไปให้ได้” เขาพูดในที่สุด “ข้าคิดว่าถ้าต้องไป ข้าต้องมีเหตุผลพอให้คนอื่นปฏิเสธยาก”


    เย่หลัวมองเขาอยู่นาน แล้วถอนหายใจ “เจ้าพูดเหมือนคนที่ปัญหามักเดินมาหาเอง”


    “ที่ผ่านมา ข้าไม่ได้เดินไปหามันทั้งหมด”


    “นั่นไม่ได้ทำให้ข้าสบายใจขึ้นเลย”


    เสียงระฆังเลิกฝึกช่วงบ่ายดังขึ้นจากปลายลาน ผู้ฝึกหลายคนเริ่มเก็บอุปกรณ์ บางคนเดินกะเผลก บางคนหัวเราะกับสหาย บางคนเงียบเพราะถูกผู้ฝึกสอนตำหนิ เย่เทียนมองภาพเหล่านั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระดาษบันทึกเข้าชายเสื้อ


    เย่หลัวเดินจากไปแล้ว แต่คำว่าเส้นทางภูเขาหินดำยังคงค้างอยู่


    เย่เทียนไม่ได้กลับเรือนทันที เขาเดินอ้อมไปยังหอเอกสารชั้นล่างของตระกูล ซึ่งผู้ฝึกขั้นพื้นฐานยังพอเข้าได้โดยไม่ต้องใช้สิทธิ์พิเศษ ภายในหอเอกสารมีกลิ่นกระดาษเก่าและไม้แห้ง ชั้นวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่เป็นตำราฝึกพื้นฐาน บันทึกกฎตระกูล รายชื่อภารกิจเก่า และแผนที่เส้นทางรอบเมืองชิงหลานที่อนุญาตให้ผู้ฝึกระดับล่างศึกษา


    ผู้ดูแลหอเอกสารเหลือบมองแผ่นไม้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวของเย่เทียน แล้วอนุญาตให้เขาเข้าไปโดยไม่พูดมาก เย่เทียนไม่ได้แตะตำราฝึกปราณโดยตรง เพราะรู้ดีว่าตอนนี้อ่านไปก็มีแต่คำตอบที่ไม่เข้ากับร่างกายตนเอง เขาเดินไปยังชั้นแผนที่และบันทึกภาคสนามแทน


    แผนที่เมืองชิงหลานและพื้นที่รอบนอกถูกม้วนเก็บไว้หลายฉบับ เย่เทียนเลือกฉบับที่เก่าพอสมควรแต่ยังอ่านได้ชัด คลี่ออกบนโต๊ะยาว มองเส้นทางที่ลากจากประตูเมืองไปยังเขตภูเขาด้านเหนือและตะวันตก ชื่อสถานที่หลายแห่งถูกเขียนด้วยหมึกต่างสีกัน บางแห่งมีเครื่องหมายเตือน บางแห่งมีรอยแก้ไขซ้ำ ๆ


    ไม่นานเขาก็พบชื่อที่ต้องการ


    “เส้นทางภูเขาหินดำ”


    เส้นหมึกสายหนึ่งลากคดเคี้ยวจากถนนหลักออกไปยังแนวเขา ด้านข้างมีคำกำกับเล็ก ๆ ว่า “เขตตื้น — ใช้สำหรับคณะฝึกและคณะคุ้มกันระดับต่ำ” ถัดจากนั้นไปไกลกว่าเดิมมีเส้นประและเครื่องหมายสีแดงจาง ๆ ระบุว่า “ห้ามผู้ฝึกระดับต่ำผ่านโดยไม่มีผู้คุมทาง”


    เย่เทียนก้มอ่านบันทึกแนบท้ายแผนที่อย่างละเอียด


    เขตตื้นของภูเขาหินดำมีหินลาดจำนวนมาก พื้นบางช่วงเปียกจากหมอกและน้ำซึม สัตว์อสูรที่พบส่วนใหญ่เป็นระดับต่ำ เช่น หมาป่าหินเทา งูเขี้ยวดิน และวานรเล็บดำวัยอ่อน แม้ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูง แต่เคลื่อนไหวเร็วกว่าคนทั่วไปมาก ผู้ฝึกที่ไม่มีประสบการณ์มักบาดเจ็บจากการเสียหลักมากกว่าถูกโจมตีตรง ๆ


    เย่เทียนหยุดที่ประโยคนั้น


    บาดเจ็บจากการเสียหลักมากกว่าถูกโจมตีตรง ๆ


    เขานึกถึงคำพูดของหานเลี่ย นึกถึงคำเตือนเรื่องเท้า นึกถึงการประเมินที่เขารอดมาได้หลายครั้งเพราะการวางเท้าและจังหวะ ไม่ใช่พลังปราณ หากสนามจริงของภูเขาหินดำลงโทษคนที่เสียหลักก่อนสิ่งอื่น นั่นหมายความว่าจุดแข็งเล็ก ๆ ของเขาอาจไม่ได้ไร้ค่าเสียทีเดียว


    แต่ทันทีที่ความคิดนั้นเกิดขึ้น เขาก็ขีดเส้นใต้ในใจอีกเส้นหนึ่ง


    อาจมีค่า ไม่ได้แปลว่าพอ


    เขาอ่านต่อไปจนพบรายงานภารกิจเก่าหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึงคณะฝึกของตระกูลเย่ที่ร่วมกับฝ่ายคุ้มกันเส้นทาง บางฉบับกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตระกูลหาน ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องเส้นทางนอกเมืองมากกว่าตระกูลเย่ รายงานหนึ่งมีชื่อหานเลี่ยปรากฏอยู่เล็ก ๆ ในฐานะผู้ร่วมสังเกตการณ์ของคณะจากตระกูลหานเมื่อหลายเดือนก่อน


    เย่เทียนใช้นิ้วแตะชื่อบนกระดาษเบา ๆ แล้วถอนมือกลับทันที


    เขาไม่ได้รู้จักหานเลี่ยดีพอจะขอความช่วยเหลือ และไม่ควรคิดว่าการเคยถูกเตือนหนึ่งประโยคคือสายสัมพันธ์ แต่การมีชื่อของคนผู้นั้นในบันทึกภาคสนามทำให้สิ่งที่เย่หลัวพูดไม่ใช่ข่าวลอย ๆ อย่างน้อยเส้นทางภูเขาหินดำก็มีจริง คณะฝึกก็มีจริง และตระกูลหานเกี่ยวข้องกับเรื่องเส้นทางจริง


    คำถามคือ เขาจะทำให้ตนเองมีเหตุผลพอได้อย่างไร


    ตอนเย่เทียนเก็บแผนที่กลับเข้าที่ ท้องฟ้านอกหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน เขาเดินออกจากหอเอกสารด้วยก้าวที่ช้ากว่าตอนเข้า ไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแรงขึ้น แต่เพราะในหัวมีสิ่งต้องจัดเรียงมากกว่าเดิม


    ระหว่างทางกลับเรือน เขาผ่านลานหินหลังตระกูลที่ค่อนข้างเงียบ เย่จงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่าโดยไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อใด ชายชราถือถ้วยชาไว้ในมือ ดวงตาหลุบลงเล็กน้อยเหมือนกำลังพักผ่อน แต่เย่เทียนรู้ดีว่าปู่ของเขาไม่เคยพลาดเสียงฝีเท้าของคนที่เดินเข้ามาใกล้


    “วันนี้เดินมากกว่าที่ควร” เย่จงพูดโดยไม่ลืมตา


    เย่เทียนหยุดฝีเท้า “ข้าไม่ได้ฝึกหนัก”


    “คนหนุ่มมักคิดว่าถ้าไม่เหงื่อท่วมก็ไม่นับว่าฝึกหนัก” เย่จงวางถ้วยชาลง “บางครั้งการใช้หัวมากเกินไปก็ทำให้ร่างกายล้าได้เหมือนกัน”


    เย่เทียนเดินเข้าไปยืนไม่ไกลนัก “ท่านรู้หรือว่าข้าไปหอเอกสาร”


    “ข้าไม่ได้ตาบอด และเจ้าไม่ได้เดินเบาเท่าที่คิด”


    เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงบนหินเตี้ยฝั่งตรงข้าม เย่จงไม่ได้ถามทันทีว่าเขาไปค้นอะไร ความเงียบนั้นทำให้เย่เทียนไม่จำเป็นต้องรีบเรียบเรียงคำพูดให้ดูดี


    “ท่านปู่” เขากล่าว “ถ้าลานฝึกปลอดภัยเกินไป คนเราจะโตช้าหรือไม่”


    เย่จงยกถ้วยชาขึ้นจิบ “คำถามนี้อันตรายกว่าที่ฟัง”


    “เพราะมันเหมือนข้ออ้างให้ไปหาที่ไม่ปลอดภัย”


    “เจ้ารู้แล้ว ยังถาม”


    เย่เทียนก้มมองฝ่ามือตนเอง “ข้าไม่อยากหาข้ออ้างไปเสี่ยงตาย แต่ข้าก็ไม่อยากหลอกตัวเองว่าทุกอย่างในตระกูลพอสำหรับข้า หินปราณใช้ไม่ได้เต็มที่ ตำราพื้นฐานตอบคำถามชีพจรของข้าไม่ได้ ทุกอย่างมีประโยชน์ แต่ข้าเริ่มเห็นขอบของมัน”


    เย่จงมองเขาในที่สุด แววตาของชายชราไม่อ่อนโยนแบบปลอบโยน แต่มีความนิ่งที่ทำให้คนพูดต้องฟังตัวเองชัดขึ้น


    “เห็นขอบ ไม่ได้แปลว่าต้องกระโดดข้ามทันที” เย่จงกล่าว


    “ข้ารู้”


    “รู้กับทำได้เป็นคนละเรื่อง”


    เย่เทียนพยักหน้า “ข้าจึงยังไม่ทำ”


    มุมปากเย่จงขยับเล็กน้อย คล้ายพอใจคำตอบนั้นมากกว่าการสาบานว่าจะไม่เสี่ยงใด ๆ “เจ้ากำลังคิดเรื่องนอกเมือง”


    เย่เทียนไม่แปลกใจที่ปู่เดาได้ “ข้าได้ยินเรื่องเส้นทางภูเขาหินดำ”


    “หืม”


    “ข้ายังไม่ได้ขออนุญาต และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไป ข้าเพียงคิดว่าหากมีคณะฝึกระดับต่ำ ข้าอาจต้องหาทางพิสูจน์ว่าข้าไม่ได้ไปเป็นภาระ”


    เย่จงวางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบหินเบามาก แต่เย่เทียนกลับรู้สึกว่ามันชัดเป็นพิเศษ


    “คำว่าไม่เป็นภาระ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าพูดให้คนอื่นเชื่อได้ด้วยปาก” เย่จงกล่าว “นอกเมืองไม่สนใจว่าเจ้าผ่านการประเมินพื้นฐานหรือไม่ ไม่สนใจว่าศิลาทดสอบร้าวหรือไม่ ไม่สนใจว่าใครดูถูกเจ้า ใครสงสารเจ้า หรือใครคาดหวังในตัวเจ้า หินบนภูเขาไม่หลีกทางให้คนมีเหตุผล สัตว์อสูรไม่หยุดเพราะเจ้ายังไม่พร้อม หมอกไม่เปิดช่องเพราะเจ้ามีคำถามในใจ”


    เย่เทียนฟังเงียบ ๆ


    “ถ้าเจ้าไป เจ้าต้องเข้าใจตั้งแต่ก่อนก้าวแรกว่าไม่มีใครติดค้างชีวิตให้เจ้า” เย่จงพูดต่อ “ผู้คุมทางอาจช่วยได้ สหายร่วมคณะอาจช่วยได้ แต่ในเสี้ยวเวลาที่เท้าลื่น มือพลาด หรือเงาดำพุ่งออกจากพุ่มไม้ คนแรกที่ต้องช่วยเจ้าคือเจ้าเอง”


    คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เย่เทียนถอย แต่ทำให้ภาพเส้นทางภูเขาในหัวเปลี่ยนไป จากโอกาส กลายเป็นพื้นที่ที่ทุกก้าวต้องแลกด้วยสติจริง ๆ


    “ข้าควรกลัวหรือไม่” เย่เทียนถาม


    เย่จงมองเขา “ควร”


    เย่เทียนเงยหน้า


    “คนไม่กลัวอันตราย มักตายเพราะคิดว่าตนเองกล้าหาญ” เย่จงกล่าวเรียบ ๆ “คนกลัวจนไม่ก้าวเลย ย่อมไม่ไปไหน คนที่ใช้ความกลัวนับก้าวตัวเองได้ต่างหากที่มีโอกาสกลับมา”


    เย่เทียนจดจำประโยคนั้นไว้โดยไม่ต้องหยิบกระดาษ


    เย่จงลุกขึ้นช้า ๆ มือไพล่หลัง หันมองไปทางกำแพงตระกูลที่อยู่ไกลออกไป “ถ้าเจ้าคิดจะออกจากลานฝึก เจ้าต้องเตรียมมากกว่าความอยากแข็งแกร่ง เริ่มจากเขียนออกมาให้ชัดว่าเจ้ามีอะไร ใช้อะไรไม่ได้ ขาดอะไร และถ้าเกิดเรื่องผิดคาด เจ้าจะรักษาชีวิตอย่างไร”


    “นี่เป็นคำอนุญาตหรือไม่”


    เย่จงเหลือบมองเขา “นี่เป็นคำถามกลับไปให้เจ้าพิสูจน์ว่าควรถูกปฏิเสธทันทีหรือไม่”


    เย่เทียนนิ่งไป แล้วค้อมศีรษะเล็กน้อย “ข้าเข้าใจ”


    “ยังไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก” เย่จงพูด “แต่อย่างน้อยเจ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่เข้าใจ นั่นดีกว่าเด็กโง่หลายคนแล้ว”


    ชายชราเดินจากไปโดยไม่พูดต่อ ทิ้งเย่เทียนไว้ใต้ต้นไม้เก่า เมื่อก่อนทุกครั้งที่เขาได้คุยกับปู่ มักมีคำตอบบางอย่างติดมือกลับมา แต่ครั้งนี้เย่จงไม่ได้บอกว่าควรไปหรือไม่ ไม่ได้สอนวิธีฝึก ไม่ได้เฉลยเรื่องชีพจร ไม่ได้บอกว่าเส้นทางใดปลอดภัย เขาเพียงวางเงื่อนไขหนึ่งไว้ตรงหน้า


    เขียนออกมาให้ชัด


    เย่เทียนกลับเรือนตอนฟ้าเริ่มมืด เสี่ยวอวี่มาดูเขาครั้งหนึ่ง พอเห็นว่าเขาไม่ได้ฝึกจนตัวร้อนหรือไอเป็นเลือด นางจึงเพียงกำชับให้กินข้าวและแช่เท้าตามสมุนไพรที่เย่คุนให้ แล้วจากไปโดยไม่ถามมาก เย่เทียนรู้สึกขอบคุณในความไม่ถามนั้น เพราะบางคำถามเขายังไม่มีคำตอบให้ตัวเองด้วยซ้ำ


    คืนนั้น เขาไม่ได้แตะหินปราณ ไม่ได้ทดลองหายใจผิดตำรา ไม่ได้เรียกความอุ่นใต้สะดือ ไม่ได้พยายามเปิดประตูใด ๆ


    เขาเพียงวางหินปราณสามก้อนไว้ห่างตัวหนึ่งช่วงแขนตามคำสั่งของเย่คุน จุดตะเกียงให้สว่างพอ และคลี่กระดาษบันทึกแผ่นใหม่ออก


    หัวข้อแรก เขาเขียนว่า


    “สิ่งที่ข้ามี”


    ใต้หัวข้อนั้น เขียนต่ออย่างช้า ๆ


    “ร่างกายควบคุมจังหวะได้ดี”


    “วางเท้าและทรงตัวดีกว่าผู้ฝึกพื้นฐานทั่วไปบางคน”


    “อ่านแรงกดและการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น”


    “ทนความเจ็บได้พอสมควร แต่ไม่ควรเข้าใจผิดว่าเป็นจุดแข็งถาวร”


    หัวข้อที่สอง


    “สิ่งที่ข้าไม่มี”


    “ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์”


    “ไม่มีปราณใช้ชดเชยความผิดพลาด”


    “ใช้หินปราณโดยตรงไม่ได้”


    “ตำรามาตรฐานไม่ตอบสนองกับร่างกายข้าเต็มที่”


    “แรงสะท้อนกลับเกิดเมื่อฝืนดึงความอุ่นขึ้นตรง ๆ”


    หัวข้อที่สาม


    “สิ่งที่ต้องระวังหากออกนอกเมือง”


    เขาหยุดพู่กันนานกว่าหัวข้อก่อนหน้า ภาพแผนที่ภูเขาหินดำผุดขึ้นมาอีกครั้ง หินลาด หมอก น้ำซึม สัตว์อสูรระดับต่ำ ทางลื่น เส้นประสีแดงบนแผนที่ และคำพูดของเย่จง


    ไม่มีใครติดค้างชีวิตให้เจ้า


    เย่เทียนจุ่มหมึกอีกครั้งแล้วเขียนต่อ


    “ห้ามแยกจากคณะ”


    “ห้ามเข้าเขตลึก”


    “ห้ามไล่ตามสิ่งผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลพอ”


    เมื่อเขียนถึงบรรทัดนี้ ปลายพู่กันหยุดไปเอง เขามองคำว่า “สิ่งผิดปกติ” แล้วนึกถึงศิลาทดสอบที่ร้าวใต้ฝ่ามือ นึกถึงหน้ากลางของบันทึกเก่าที่ถูกฉีกออก นึกถึงประโยค “บางประตูไม่เปิดจากด้านหน้า” และนึกถึงตัวเองที่มักถูกสิ่งผิดปกติดึงสายตาไปเสมอ


    เขาขีดเส้นใต้บรรทัดนั้นหนึ่งครั้ง แล้วเติมอีกประโยค


    “ถ้าต้องตามรอย ต้องรู้ก่อนว่าถอยกลับทางใด”


    เมื่อพู่กันวางลง กระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นแม้แต่น้อย ชีพจรยังไม่เปิด หินปราณยังใช้ไม่ได้ ทำเนียบสายหลักยังสูงเกินเอื้อม เย่ชิงหานยังอยู่ในอันดับสามสิบสอง เย่เฉิงยังมองหนึ่งร้อยอันดับแรกเป็นเป้าหมายยาก และตัวเขายังต้องเริ่มจากการไม่ถูกกวาดตกในรอบแรก


    แต่ความอึดอัดที่เคยกระแทกอยู่ในอกทั้งวันเริ่มเปลี่ยนรูป


    มันไม่ได้หายไป


    มันกลายเป็นแผนร่างหยาบ ๆ


    กลางดึก ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่าง ทำให้เปลวตะเกียงไหวเล็กน้อย เย่เทียนเก็บกระดาษทั้งหมดเข้าด้วยกัน แยกแผ่น “คำถามที่ยังไม่ควรทดลอง” ไว้ด้านหนึ่ง และวางแผ่นใหม่ไว้ด้านบนสุด


    บนหัวกระดาษนั้น มีคำเพียงไม่กี่คำ


    “เหตุผลสำหรับออกนอกเมือง”


    เขามองมันอยู่นาน ก่อนดับตะเกียง


    ด้านนอกกำแพงตระกูลเย่ เส้นทางภูเขายังคงทอดยาวอยู่ในความมืด ไม่มีเสียง ไม่มีเงาคน ไม่มีคำสัญญาว่าผู้ใดจะกลับมาอย่างปลอดภัย


    และเป็นครั้งแรกที่เย่เทียนรู้สึกชัดเจนว่า เส้นทางที่เขาต้องการ อาจไม่ได้เริ่มจากการเปิดชีพจรในห้องเงียบ ๆ


    แต่อาจเริ่มจากก้าวแรกที่ไม่มีผู้ฝึกสอนยืนรอหยุดเขาอยู่ข้างลาน

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน

    บุตรอสูรบรรพกาล

    บุตรอสูรบรรพกาล

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    553K 714
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    288K 400
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258