ตอนที่93 อาการโคม่า
ฟู่เยี่ยนยืนข้างหลังไม่พูดอะไรตอนไปโรงเรียนเมื่อเช้า เธอเห็นว่าซ่งจืออันอาจจะไปเจอเรื่องแย่ ๆ มาแต่ก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไร ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อกลับจากโรงเรียนสีหน้าของเขาจะยิ่งแย่ลงไปอีก
เขาพยายามฝืนเดินไปจนกระทั่งเกือบถึงทางเข้าหมู่บ้านอันผิงแต่ทว่าจู่ ๆ ซ่งจืออันก็ล้มหมดสติไป ทำให้พวกฟู่เยี่ยนตกใจมาก
เมื่อไปถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านฟู่เยี่ยนกวาดตามองรอบด้าน แต่ก็ไม่เห็นอะไรที่ไม่ควรแตะต้องแพทย์แผนจีนวัยชราจับชีพจรตรวจดูแล้วก็ไม่พบอาการป่วยใดฟู่เยี่ยนจึงอาศัยโอกาสตอนที่ความสนใจของทุกคนตกไปอยู่ที่แพทย์แผนจีนวัยชราเธอเปิดเปลือกตาของซ่งจืออันขึ้นเพื่อตรวจดู
เป็นไปตามคาดมีรอยเลือดสีแดงเหนือเปลือกตาของเขา เธอจึงมองไปรอบ ๆ บ้านของครอบครัวซ่งอีกครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรน่าสังเกตเป็นพิเศษ
หลังจากที่ครอบครัวซ่งส่งหมอกลับพวกเขาก็คุยกันถึงเรื่องส่งซ่งจืออันไปโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองเพื่อตรวจดูอาการป่วยอย่างละเอียด
ในเวลานี้ฟู่เยี่ยนจึงต้องเอ่ยปากพูด เพราะถึงอย่างไรซ่งจืออันก็สนิทกับครอบครัวของเธอเธอจึงต้องพูดคุยกับอดีตผู้ใหญ่บ้านวัยชรา
“ปู่ซ่งหนูขอคุยกับคุณปู่เป็นการส่วนตัวได้ไหมคะ ? ”
ครั้งที่แล้วปู่ซ่งมาที่บ้านของเธอและยังเป็นพยานบอกว่าเสิ่นซู่จือและฟู่เหล่าชวนหย่าร้างกันไปนานแล้วฟู่เยี่ยนจึงค่อนข้างประทับใจในตัวเขา
สำหรับชายชราซ่งแล้วเขาจำสาวน้อยคนนี้ที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ที่ด้านข้าง แต่กลับดูเด่นสะดุดตาได้เธอยังเคยพาเขาไปชมสวนดอกไม้ที่บ้านของเธออีกด้วย
“เสี่ยวฮั่วจากครอบครัวฟู่ใช่ไหมมีอะไรหรือ ? ”
“ปู่ซ่งเรื่องนี้หนูพูดกับคุณปู่ได้คนเดียวเท่านั้น คุณปู่ว่าเรา……? ” ไม่ใช่ว่าเธอไว้ใจคนอื่นไม่ได้แต่ฟู่เยี่ยนไม่อยากทำตัวเด่นสะดุดตาเกินไปเพราะถึงอย่างไรหม่าซานก็จับตาดูเธออยู่
“ได้สินี่สะใภ้ใหญ่ เธอดูแลจืออันนะ ฉันจะออกไปคุยกับเสี่ยวฮั่วหน่อย”ชายชราซ่งพาฟู่เยี่ยนไปที่ลานบ้าน ลานบ้านของตระกูลซ่งใหญ่กว่าลานบ้านของตระกูลฟู่ที่ลานบ้านมีโต๊ะหินทรงกลมอยู่หนึ่งชุด ชายชราซ่งและฟู่เยี่ยนจึงนั่งลงด้วยกัน
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวยังคงไม่กลับบ้านเพราะทั้งสองกำลังรอดูว่าซ่งจืออันจะฟื้นขึ้นมาไหม
“สาวน้อยเธอมีอะไรก็พูดมาเถอะ” ชายชราซ่งนั่งลงแล้วก็ชวนให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั่งลงด้วย
“ปู่ซ่งหนูพอมีความรู้ด้านอภิปรัญชาอยู่บ้างหนูเห็นว่าพี่จืออันเหมือนจะไปสัมผัสโดนของไม่ดีเข้าซึ่งที่จริงคนธรรมดาสามารถกำจัดมันออกไปได้ด้วยตัวเองแต่คงเป็นเพราะพี่จืออันดวงตก มันจึงส่งผลร้ายแรงต่อเขา”ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ชายชราซ่งตกใจมากเพราะซ่งจืออันเป็นคนดวงไม่ดีเท่าไหร่ ตอนที่คลอดออกมาสะใภ้ใหญ่ของเขาเคยหาคนมาทำนายดวงชะตาให้แล้ว ดังนั้นเวลาที่ไปโรงเรียนครอบครัวจึงไม่กล้าให้เขาไปโรงเรียนเพียงลำพังคราวนี้เขาไม่ยอมไปอยู่ที่บ้านอาหญิง ทั้งยังดื้อรั้นจะไปโรงเรียนเองให้ได้ดีที่มีเด็ก ๆ ของครอบครัวฟู่ไปโรงเรียนเป็นเพื่อน ครอบครัวถึงได้ยอมให้เขาไปเอง
เมื่อเห็นว่าชายชรามีสีหน้าตกตะลึงทั้งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวต่างก็ชินแล้วเมื่อไรก็ตามที่น้องสาวของพวกเขาแสดงความสามารถด้านอภิปรัชญาออกมาจะต้องมีคนหนึ่งอ้าปากค้างอยู่เสมอ
“เสี่ยวฮั่วในเมื่อเธอเห็นแล้ว งั้นพอจะบอกได้ไหมว่าเราจะช่วยจืออันได้อย่างไร ? ” ชายชราซ่งตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่นานเขาก็ได้สติกลับมา ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยหลานชายของตัวเอง
“ปู่ซ่งหนูช่วยได้ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งก็คือปู่ซ่งห้ามแพร่งพรายเรื่องที่หนูช่วยพี่จืออันออกไป เรื่องนี้เราต้องทำอย่างลับ ๆได้ไหม ? ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนต้องระวังตัวเธอจะให้เจิ้งจื้อรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด
“ได้สิสาวน้อยแต่ฉันคงไม่สามารถปิดบังลูกชายคนโตของฉันได้” ชายชราซ่งไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนจะทำอะไรแต่เขาเกิดความคิดอยากหาลูกมือโดยไม่รู้ตัว
“ปู่ซ่งทำเรื่องนี้เองได้แค่เผายันต์แผ่นนี้ให้เป็นเถ้าถ่าน จากนั้นก็นำไปผสมน้ำป้อนให้พี่จืออันเขาจะฟื้นในอีกสามชั่วโมงให้หลัง หากฟื้นแล้วไม่เป็นไข้ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็ยื่นยันต์ไปให้หนึ่งแผ่น มันคือยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทั่วไปซ่งจืออันน่าจะไม่ได้เป็นอะไรมาก
ชายชราซ่งรับยันต์แผ่นนั้นมายังไม่ทันกล่าวขอบคุณ เขาก็ได้ยินฟู่เยี่ยนเอ่ยขึ้นอีกว่า
“ปู่ซ่งสิ่งสำคัญก็คือพี่จืออันไปสัมผัสมันมาจากที่ไหนไม่ว่าจะเป็นคนสนิทหรือคนใกล้ชิดของครอบครัวปู่ซ่งควรไปสอบถามพวกเขาว่าเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพี่จืออันไปที่ไหนมาบ้าง ไม่อย่างนั้นหากเขาเผลอไปสัมผัสโดนมันเข้าอีกมันจะส่งผลเสียกับร่างกายของเขามากเกินไปและหากปู่ซ่งต้องการความช่วยเหลือก็ไปหาหนูที่บ้านได้”
ชายชราซ่งได้ยินแบบนั้นในใจก็บ่นว่ามันจะดูเกินจริงไปแล้ว แต่เขาไม่ได้พูดออกมาเพราะตอนนี้เขาต้องจัดการเรื่องของหลานชายก่อน
“ได้สาวน้อย ฉันเข้าใจแล้ว”
“งั้นพวกหนูกลับบ้านก่อนนะปู่ซ่ง”ฟู่เยี่ยนได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นยืน แล้วชวนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกลับบ้านด้วยกัน
หลังออกมาจากบ้านครอบครัวซ่งฟู่เซินก็ถามถึงเรื่องนี้ด้วยความร้อนใจ
“เสี่ยวฮั่วเสี่ยวซ่งเป็นอะไรไป ? ทำไมอาการของเขาน่าเป็นห่วงขนาดนั้นแล้วยันต์ของเธอจะใช้ได้ผลไหม ? ”
ฟู่เหมี่ยวมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัยเช่นกัน
“กลับถึงบ้านค่อยคุยบนถนนมีหูมีตามากมาย อย่าพูดเยอะไปเลย” ฟู่เยี่ยนเหลือบมองชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาและกระซิบบอกฟู่เซิน
ฝาแฝดไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหุบปากแล้วทั้งสามก็เดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่กลับถึงบ้านและวางกระเป๋านักเรียนลงยังไม่ทันได้ทักทายพ่อกับแม่ ฟู่เซินก็รีบถามแล้ว
“เสี่ยวฮั่วพูดมาเร็วเข้าสรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ”
“ซ่งจืออันน่าจะไปสัมผัสโดนสิ่งไม่ดีเข้าบางทีอาจเป็นพวกคำสาปอะไรพวกนั้น เขาไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเพราะเขาดวงไม่ค่อยดีถึงได้เป็นแบบนี้ยันต์แผ่นนั้นของหนูคือยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเขาดื่มน้ำผสมขี้เถ้ายันต์นี้เข้าไปน่าจะอาการดีขึ้น” ฟู่เยี่ยนตอบแบบกระชับและรัดกุม
แต่มีบางอย่างที่เธอยังไม่ได้พูดเธอคิดว่าพรุ่งนี้ครอบครัวซ่งจะต้องมาหาเธออย่างแน่นอนเพราะเรื่องนี้น่าจะเป็นหายนะจากคนใกล้ชิด เธอไม่อยากใช้เนตรสวรรค์พร่ำเพรื่อเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก
นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนศึกษาศาสตร์ลับของบรรพบุรุษอย่างเจาะลึกทักษะอภิปรัชญาของเธอก็ดูจะก้าวหน้าไปอีกขั้น บางครั้งเธอสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องใช้เนตรสวรรค์เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนเรื่องของเจิ้งหมิง แบบนั้นถึงจะควรค่าแก่การใช้เนตรสวรรค์
ที่โต๊ะอาหารหวังซู่เหมยเองก็สงสัยเช่นกัน ฟู่เยี่ยนจึงเล่าเรื่องครอบครัวซ่งให้ผู้เป็นแม่ฟังบังเอิญว่าหวังซู่เหมยรู้ว่าซ่งจืออันไปที่ไหนในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้
“เมื่อสุดสัปดาห์เขาไปบ้านอาหญิงของเขามาไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นล่ะเป็นไปได้ไหมว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับซ่งเจียเหอและสามีของเธอ ? ” ไฟแห่งการนินทาของหวังซู่เหมยกำลังถูกจุดประกาย
“เรื่องนี้หนูก็ไม่รู้เหมือนกันแต่คาดว่าพรุ่งนี้ครอบครัวซ่งจะมาหาเราที่บ้านพอถึงตอนนั้นแม่อย่าเพิ่งรับปากส่งเดชนะ ! ตอนนี้หนูต้องทำตัวเงียบ ๆ หน่อย”ฟู่เยี่ยนไม่ได้บอกหวังซู่เหมยว่าเธอกำลังถูกสะกดรอยตาม
ฟู่ต้าหย่งรู้เรื่องนี้แล้วเขาเงยหน้าขึ้นมองสองแม่ลูกแล้วเอ่ยเตือนหวังซู่เหมยเช่นกัน
“ใช่แล้วแม่ต่อไปนี้เราอย่าพูดออกไปเชียวว่าเสี่ยวฮั่วสามารถดูดวงได้เกิดมีใครคิดไม่ดีกับเธอขึ้นมา พวกเขาจะมาจับตัวเสี่ยวฮั่วไปได้”
“ฉันรู้แล้วเรายังมีคุณไม่ใช่หรือ ? ฉันจะไม่พูดอะไร แต่คุณเป็นคนพูดแทนแล้วกัน”หวังซู่เหมยรู้ข้อบกพร่องของตัวเองดี แม้เธอจะเป็นคนฝีปากร้ายแต่ก็เป็นคนจิตใจอ่อนโยนมาก
……
ทางฝั่งของครอบครัวซ่งซ่งจืออันยังคงไม่ฟื้น ชายชราซ่งจึงเรียกซ่งต้ากั๋ว ลูกชายคนโตของเขาเข้ามาในห้องแล้วบอกเขาเหมือนกับที่ฟู่เยี่ยนบอกมา
ทีแรกซ่งต้ากั๋วไม่เชื่อแต่ชายชราซ่งยืนกรานว่าจะลองดังนั้นสองพ่อลูกจึงทำท่าเหมือนขโมยที่แอบเผากระดาษยันต์เป็นเถ้าถ่านแล้วผสมลงในน้ำเตรียมจะให้หลานชายดื่มมัน
ซ่งต้ากั๋วแยกภรรยาออกมาโดยบอกให้เธอไปทำอาหารเย็นให้ครอบครัวแล้วให้ลูกชายสองคนและลูกสะใภ้ไปช่วยภรรยาเตรียมอาหารในครัวแล้วเขาและชายชราซ่งถึงได้ลงมือ
หลังจากป้อนน้ำขี้เถ้ายันต์สำเร็จแล้วชายชราซ่งก็เดินปลีกตัวออกมา ทิ้งให้ลูกชายดูแลหลานชายของเขาไปเพราะเขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำเพราะคำพูดทิ้งท้ายของฟู่เยี่ยนได้เตือนเขาเป็นนัยว่าวันนั้นหลานชายคนเล็กตามซ่งจือหรงหลานชายคนโตไปที่บ้านลูกสาวของเขานั่นหมายความว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น……