แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงความแข็งแกร่งระดับนี้ถือว่าได้สัมผัสขีดจำกัดพลังรบของมนุษย์ทั่วไปแล้ว
คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาถึงเพียงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น
ทว่าศักยภาพของเจิ้งตงเห็นได้ชัดว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น
หากฝึกฝนไปตามลำดับระดับการขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์ย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หรือหากวาสนาถึงพร้อมโอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์ในอนาคตก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ยังไงซะเขาก็คืออันดับหนึ่งแห่งทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ
แต่ในตอนนี้อันดับหนึ่งผู้เคยกดข่มทุกคนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจกลับถูกกองเพลิงเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
อาศัยพลังเลือดระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นสังหารแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงได้อย่างเด็ดขาด!
ผลงานการต่อสู้เช่นนี้หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์วิถียุทธ์ทั้งหมดก็นับว่ามีให้เห็นเพียงหยิบมือเท่านั้น
และการตายของเจิ้งตงยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้ทะลวงผ่านศัตรูของสุ่ยมู่ทั้งหมดแล้ว!
“แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงนี่รับมือยากจริง ๆ”
ไป๋ฉางเซิงมองดูชุดป้องกันที่ไหม้เกรียมพลางบ่นออกมา
เจียงจืออวี๋พยักหน้าเห็นพ้องพลางหอบหายใจถี่เล็กน้อย
“ยังโชคดีที่เขาเพิ่งจะทะลวงระดับ พลังเลือดยังไม่เสถียร”
“หากให้เวลาเขาอีกเพียงสามวัน เพื่อทำให้พลังเลือดในกายมั่นคงผลแพ้ชนะครั้งนี้ก็คงยากจะคาดเดาแล้วจริง ๆ”
ไป๋ฉางเซิงยังไม่เคยไปถึงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแต่เขาก็พอจะสัมผัสได้ว่าช่องว่างระหว่างแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงกับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นนั้นกว้างใหญ่เพียงใด
เมื่อได้ยินเจียงจืออวี๋กล่าวเช่นนั้นไป๋ฉางเซิงก็พยักหน้าก่อนจะเบนสายตาไปยังหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ที่อยู่ไม่ไกลนัก
การต่อสู้ฝั่งนี้รู้ผลแพ้ชนะแล้วแต่ฝั่งของพวกเจ้าทึ่มจู้ยังคงพัวพันกันอย่างดุเดือด
ทั้งหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ต่างก็เป็นยอดฝีมือในการต่อสู้ระยะประชิด
คนหนึ่งฝึกหมัดมาหลายสิบปีเป็นโหวแห่งยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงมานาน
อีกคนหนึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะทั้งร่างกายยังสร้างจากโลหะเงินมายาที่มีความแข็งแกร่งสูงลิบ
ในสถานการณ์ที่ความต้านทานและพละกำลังถูกดึงออกมาจนสุดขีดแม้ทุกหมัดที่ซัดออกไปจะดูหนักหน่วงทรงพลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วการโจมตีระดับนี้ย่อมยากจะตัดสินผลแพ้ชนะได้ในเวลาอันสั้น
“เสี่ยวไป๋ ช่วยหน่อย”
การต่อสู้ระดับโหวแห่งยุทธ์นั้นเห็นได้ชัดว่าเจียงจืออวี๋ยากจะแทรกเข้าไปได้ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งกระบวนท่าโจมตีระยะไกลการฝืนเข้าร่วมศึกอย่างบุ่มบ่ามย่อมเป็นการไม่ให้เกียรติต่อโหวแห่งยุทธ์อย่างยิ่ง
เพราะการทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการยื่นตัวประกันไปให้อีกฝ่ายถึงมือ
แต่ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีความกังวลในเรื่องนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋รูม่านตาของไป๋ฉางเซิงพลันหดเล็กลง พลังจิตวิญญาณถูกรีดเร้นออกมาอย่างบ้าคลั่งธาตุอัสนีและธาตุไฟที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเริ่มพุ่งทะยานมารวมตัวกันที่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของเขา
ยิ่งธาตุพากันมารวมตัวมากเท่าไหร่เกล็ดมังกรม่วงบริเวณหว่างคิ้วของไป๋ฉางเซิงก็ยิ่งค่อย ๆเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นมา
เมื่อพลังงานถูกสะสมจนถึงระดับหนึ่งประกายอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวก็พุ่งทะยานออกไปท่ามกลางสายฟ้านั้นมีเปลวเพลิงสีแดงฉานไหลเวียนอยู่ส่งเสริมให้พลานุภาพของสายฟ้ารุนแรงยิ่งขึ้น
การโจมตีครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงทุ่มจนสุดกำลัง
แม้จะสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปไม่น้อยจากการต่อสู้กับเจิ้งตงแต่นี่ก็ยังนับว่าเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
ต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงหากเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้โดยไม่หลบไม่ซ่อนก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงดับสูญได้
‘โหวแห่งยุทธ์แม้จะแข็งแกร่งดุดัน แต่ถ้าโดนการโจมตีนี้เข้าไปก็น่าจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเลยล่ะมั้ง?’
ไป๋ฉางเซิงลอบคิดในใจทว่าวินาทีต่อมาเขาก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าช่องว่างระหว่างเขากับหวังเหมิ่งนั้นห่างชั้นกันเพียงใด
เมื่อเผชิญกับการโจมตีเต็มกำลังของไป๋ฉางเซิงหวังเหมิ่งกลับไม่มีทีท่าว่าจะป้องกันเลยแม้แต่น้อย
เขาปล่อยให้สายฟ้าฟาดเข้าที่แผ่นหลังแต่กลับไม่มีรอยไหม้เกรียมหลงเหลือให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว
“เดี๋ยวนะ... แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนความเข้าใจของตนเองถูกท้าทายเข้าให้แล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าการโจมตีเต็มกำลังของตนต่อให้สังหารหวังเหมิ่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างบาดแผลให้บ้าง
ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าอย่าว่าแต่ทำให้บาดเจ็บเลย แม้แต่จะใช้มันขูดผิวหนังให้หวังเหมิ่งเขายังรู้สึกว่าแรงโจมตีนั้นมันเบาหวิวเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ทว่าหลังจากฝ่าการโจมตีนี้ของไป๋ฉางเซิงหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ก็ซัดหมัดเข้าใส่กันจนต้องถอยร่นรักษาระยะห่าง
หวังเหมิ่งปรายตาไปมองชุดป้องกันที่ไหม้เกรียมฝั่งพวกไป๋ฉางเซิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร เขาอดไม่ได้ที่จะสบถด่าเสียงต่ำ“ไอ้สวะ!”
“เป็นถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง แต่กลับฆ่าแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นสองคนไม่ได้ช่างเป็นไอ้สวะจริง ๆ เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทปลุกปั้นแกมา”
“ตายไปได้ก็ดี!”
หากเจิ้งตงได้ยินคำพูดนี้ของหวังเหมิ่งเกรงว่าคงจะหวาดกลัวจนตัวสั่น ทว่าตอนนี้เจิ้งตงไม่มีโอกาสได้ยินมันอีกแล้ว
หวังเหมิ่งขมวดคิ้วแน่นยังไม่ลงมือทำอะไรต่อ คล้ายกำลังคิดว่าจะรับมือกับสถานการณ์ในยามนี้อย่างไร
เจิ้งตงตายแล้วนั่นหมายความว่าสถานการณ์ที่เดิมทีเขาเพียงแค่ต้องตรึงเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวเอาไว้ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาจำต้องสังหารเจ้าพวกที่ดูเหมือนไม่กลัวตายสองคนนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน
จากนั้นถึงจะปลีกตัวไปจัดการเจียงจืออวี๋ได้
ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกันมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความยากลำบากนั้นห่างกันไกลลิบ
จากการปะทะกันหลายกระบวนท่าหวังเหมิ่งก็หยั่งเชิงจนรู้ซึ้งถึงฝีมือของเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวอย่างทะลุปรุโปร่ง
เจ้าทึ่มจู้นั้นหนังเหนียวทนทานพลังฟื้นฟูตัวเองสูงลิบ แถมยังทำตัวราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหากสู้กันแบบตัวต่อตัว คงต้องยื้อเวลาสักพักถึงจะทำให้มันพังพินาศลงได้
ทว่าในสถานการณ์ที่มีเวินโหรวคอยสนับสนุนต่อให้เดิมทีหวังเหมิ่งจะกดข่มเจ้าทึ่มจู้ได้อยู่หมัดแต่ยามนี้เขาก็ไม่กล้าทุ่มบุกเต็มตัว
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าการโจมตีของเวินโหรวจะพุ่งมาจากทิศทางใดในวินาทีถัดไป
เขาสามารถเมินเฉยต่อการโจมตีของไป๋ฉางเซิงได้เพราะไป๋ฉางเซิงเป็นเพียงแม่ทัพอสูรระดับต้นแม้จะมีพลังจิตวิญญาณระดับจ้าวอสูรคอยหนุนนำแต่ระดับการโจมตีที่ซัดออกมาก็ทรงพลังเทียบเท่าแม่ทัพอสูรระดับสูงเท่านั้น
แต่เวินโหรวนั้นมีพลังโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ของแท้
หากเขาเมินเฉยเวินโหรวย่อมสั่งสอนให้เขารู้ซึ้งอย่างแน่นอน
ดังนั้นปฏิบัติการในครั้งนี้จะจบลงเพียงเท่านี้หรือ?
หวังเหมิ่งใจหายวาบเขาส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น
“เจ้าสาม! ออกมาเถอะ”
หืม?
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเหมิ่งหัวใจของไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ก็กระตุกวูบ
หวังเหมิ่งยังมีกำลังหนุนอีกงั้นเหรอ?
เดี๋ยวนะเขาที่เป็นถึงโหวแห่งยุทธ์ มาสังหารแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นแค่สองคนถึงกับต้องเตรียมกำลังหนุนเอาไว้ด้วย?
จำเป็นต้องรอบคอบถึงขนาดนี้เลยหรือไง?
ไป๋ฉางเซิงค่อนแคะอยู่ในใจแต่ร่างกายกลับขยับถอยร่นไปทางเจียงจืออวี๋โดยสัญชาตญาณ เพื่อปกป้องเธอไว้ด้านหลัง
ในขณะเดียวกันเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างร่างของทั้งสองกะพริบวูบมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเจียงจืออวี๋ทันที
“พี่รอง ฝีมือลูกศิษย์ของพี่นี่ช่างธรรมดาซะจริงนะ”
น้ำเสียงเย็นเยียบชวนขนลุกดังขึ้นฟังดูคล้ายกับว่าดังมาจากเบื้องหน้าพวกเขาแต่ในใจของไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกว่าเสียงนั้นน่าจะดังมาจากด้านหลัง
ความรู้สึกที่ประสาทสัมผัสทางร่างกายและสัญชาตญาณการต่อสู้ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงมึนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกไปชั่วขณะ
ทว่าในวินาทีถัดมาร่างของคนผู้หนึ่งก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืดมิด มายืนอยู่เคียงข้างหวังเหมิ่ง
ผู้มาใหม่สวมชุดวอร์มสีดำสนิทใบหน้ายังสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ คล้ายกับไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง
รูปร่างซูบผอมอย่างหนักทั้งร่างดูคล้ายหนังหุ้มกระดูก เส้นผมแห้งกรังสีเหลืองหม่น แม้จะสวมหน้ากากเอาไว้แต่ไป๋ฉางเซิงก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความน่ารังเกียจที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้
สภาพแบบนี้ถ้าไม่ได้เสพยา ก็คงถูกสุรานารีสูบเลือดสูบเนื้อจนกลวงโบ๋ไปหมดแล้ว
“ฉันลงมือให้ได้นะ แต่เรื่องค่าตอบแทน...”