ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 171 กำลังหนุนของหวังเหมิ่ง!

            แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงความแข็งแกร่งระดับนี้ถือว่าได้สัมผัสขีดจำกัดพลังรบของมนุษย์ทั่วไปแล้ว

            คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาถึงเพียงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น

            ทว่าศักยภาพของเจิ้งตงเห็นได้ชัดว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น

            หากฝึกฝนไปตามลำดับระดับการขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์ย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หรือหากวาสนาถึงพร้อมโอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์ในอนาคตก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

            ยังไงซะเขาก็คืออันดับหนึ่งแห่งทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ

            แต่ในตอนนี้อันดับหนึ่งผู้เคยกดข่มทุกคนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจกลับถูกกองเพลิงเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

            อาศัยพลังเลือดระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นสังหารแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงได้อย่างเด็ดขาด!

            ผลงานการต่อสู้เช่นนี้หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์วิถียุทธ์ทั้งหมดก็นับว่ามีให้เห็นเพียงหยิบมือเท่านั้น

            และการตายของเจิ้งตงยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้ทะลวงผ่านศัตรูของสุ่ยมู่ทั้งหมดแล้ว!

            “แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงนี่รับมือยากจริง ๆ”

            ไป๋ฉางเซิงมองดูชุดป้องกันที่ไหม้เกรียมพลางบ่นออกมา

            เจียงจืออวี๋พยักหน้าเห็นพ้องพลางหอบหายใจถี่เล็กน้อย

            “ยังโชคดีที่เขาเพิ่งจะทะลวงระดับ พลังเลือดยังไม่เสถียร”

            “หากให้เวลาเขาอีกเพียงสามวัน เพื่อทำให้พลังเลือดในกายมั่นคงผลแพ้ชนะครั้งนี้ก็คงยากจะคาดเดาแล้วจริง ๆ”

            ไป๋ฉางเซิงยังไม่เคยไปถึงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแต่เขาก็พอจะสัมผัสได้ว่าช่องว่างระหว่างแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงกับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นนั้นกว้างใหญ่เพียงใด

            เมื่อได้ยินเจียงจืออวี๋กล่าวเช่นนั้นไป๋ฉางเซิงก็พยักหน้าก่อนจะเบนสายตาไปยังหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ที่อยู่ไม่ไกลนัก

            การต่อสู้ฝั่งนี้รู้ผลแพ้ชนะแล้วแต่ฝั่งของพวกเจ้าทึ่มจู้ยังคงพัวพันกันอย่างดุเดือด

            ทั้งหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ต่างก็เป็นยอดฝีมือในการต่อสู้ระยะประชิด

            คนหนึ่งฝึกหมัดมาหลายสิบปีเป็นโหวแห่งยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงมานาน

            อีกคนหนึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะทั้งร่างกายยังสร้างจากโลหะเงินมายาที่มีความแข็งแกร่งสูงลิบ

            ในสถานการณ์ที่ความต้านทานและพละกำลังถูกดึงออกมาจนสุดขีดแม้ทุกหมัดที่ซัดออกไปจะดูหนักหน่วงทรงพลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วการโจมตีระดับนี้ย่อมยากจะตัดสินผลแพ้ชนะได้ในเวลาอันสั้น

            “เสี่ยวไป๋ ช่วยหน่อย”

            การต่อสู้ระดับโหวแห่งยุทธ์นั้นเห็นได้ชัดว่าเจียงจืออวี๋ยากจะแทรกเข้าไปได้ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งกระบวนท่าโจมตีระยะไกลการฝืนเข้าร่วมศึกอย่างบุ่มบ่ามย่อมเป็นการไม่ให้เกียรติต่อโหวแห่งยุทธ์อย่างยิ่ง

            เพราะการทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการยื่นตัวประกันไปให้อีกฝ่ายถึงมือ

            แต่ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีความกังวลในเรื่องนี้

            เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋รูม่านตาของไป๋ฉางเซิงพลันหดเล็กลง พลังจิตวิญญาณถูกรีดเร้นออกมาอย่างบ้าคลั่งธาตุอัสนีและธาตุไฟที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเริ่มพุ่งทะยานมารวมตัวกันที่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของเขา

            ยิ่งธาตุพากันมารวมตัวมากเท่าไหร่เกล็ดมังกรม่วงบริเวณหว่างคิ้วของไป๋ฉางเซิงก็ยิ่งค่อย ๆเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นมา

            เมื่อพลังงานถูกสะสมจนถึงระดับหนึ่งประกายอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวก็พุ่งทะยานออกไปท่ามกลางสายฟ้านั้นมีเปลวเพลิงสีแดงฉานไหลเวียนอยู่ส่งเสริมให้พลานุภาพของสายฟ้ารุนแรงยิ่งขึ้น

            การโจมตีครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงทุ่มจนสุดกำลัง

            แม้จะสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปไม่น้อยจากการต่อสู้กับเจิ้งตงแต่นี่ก็ยังนับว่าเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา

            ต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงหากเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้โดยไม่หลบไม่ซ่อนก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงดับสูญได้

            ‘โหวแห่งยุทธ์แม้จะแข็งแกร่งดุดัน แต่ถ้าโดนการโจมตีนี้เข้าไปก็น่าจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเลยล่ะมั้ง?’

            ไป๋ฉางเซิงลอบคิดในใจทว่าวินาทีต่อมาเขาก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าช่องว่างระหว่างเขากับหวังเหมิ่งนั้นห่างชั้นกันเพียงใด

            เมื่อเผชิญกับการโจมตีเต็มกำลังของไป๋ฉางเซิงหวังเหมิ่งกลับไม่มีทีท่าว่าจะป้องกันเลยแม้แต่น้อย

            เขาปล่อยให้สายฟ้าฟาดเข้าที่แผ่นหลังแต่กลับไม่มีรอยไหม้เกรียมหลงเหลือให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว

            “เดี๋ยวนะ... แบบนี้ก็ได้เหรอ?”

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนความเข้าใจของตนเองถูกท้าทายเข้าให้แล้ว

            เดิมทีเขาคิดว่าการโจมตีเต็มกำลังของตนต่อให้สังหารหวังเหมิ่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างบาดแผลให้บ้าง

            ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าอย่าว่าแต่ทำให้บาดเจ็บเลย แม้แต่จะใช้มันขูดผิวหนังให้หวังเหมิ่งเขายังรู้สึกว่าแรงโจมตีนั้นมันเบาหวิวเกินไปเสียด้วยซ้ำ

            ทว่าหลังจากฝ่าการโจมตีนี้ของไป๋ฉางเซิงหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ก็ซัดหมัดเข้าใส่กันจนต้องถอยร่นรักษาระยะห่าง

            หวังเหมิ่งปรายตาไปมองชุดป้องกันที่ไหม้เกรียมฝั่งพวกไป๋ฉางเซิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร เขาอดไม่ได้ที่จะสบถด่าเสียงต่ำ“ไอ้สวะ!”

            “เป็นถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง แต่กลับฆ่าแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นสองคนไม่ได้ช่างเป็นไอ้สวะจริง ๆ เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทปลุกปั้นแกมา”

            “ตายไปได้ก็ดี!”

            หากเจิ้งตงได้ยินคำพูดนี้ของหวังเหมิ่งเกรงว่าคงจะหวาดกลัวจนตัวสั่น ทว่าตอนนี้เจิ้งตงไม่มีโอกาสได้ยินมันอีกแล้ว

            หวังเหมิ่งขมวดคิ้วแน่นยังไม่ลงมือทำอะไรต่อ คล้ายกำลังคิดว่าจะรับมือกับสถานการณ์ในยามนี้อย่างไร

            เจิ้งตงตายแล้วนั่นหมายความว่าสถานการณ์ที่เดิมทีเขาเพียงแค่ต้องตรึงเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวเอาไว้ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาจำต้องสังหารเจ้าพวกที่ดูเหมือนไม่กลัวตายสองคนนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน

            จากนั้นถึงจะปลีกตัวไปจัดการเจียงจืออวี๋ได้

            ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกันมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความยากลำบากนั้นห่างกันไกลลิบ

            จากการปะทะกันหลายกระบวนท่าหวังเหมิ่งก็หยั่งเชิงจนรู้ซึ้งถึงฝีมือของเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวอย่างทะลุปรุโปร่ง

            เจ้าทึ่มจู้นั้นหนังเหนียวทนทานพลังฟื้นฟูตัวเองสูงลิบ แถมยังทำตัวราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหากสู้กันแบบตัวต่อตัว คงต้องยื้อเวลาสักพักถึงจะทำให้มันพังพินาศลงได้

            ทว่าในสถานการณ์ที่มีเวินโหรวคอยสนับสนุนต่อให้เดิมทีหวังเหมิ่งจะกดข่มเจ้าทึ่มจู้ได้อยู่หมัดแต่ยามนี้เขาก็ไม่กล้าทุ่มบุกเต็มตัว

            เพราะเขาไม่รู้เลยว่าการโจมตีของเวินโหรวจะพุ่งมาจากทิศทางใดในวินาทีถัดไป

            เขาสามารถเมินเฉยต่อการโจมตีของไป๋ฉางเซิงได้เพราะไป๋ฉางเซิงเป็นเพียงแม่ทัพอสูรระดับต้นแม้จะมีพลังจิตวิญญาณระดับจ้าวอสูรคอยหนุนนำแต่ระดับการโจมตีที่ซัดออกมาก็ทรงพลังเทียบเท่าแม่ทัพอสูรระดับสูงเท่านั้น

            แต่เวินโหรวนั้นมีพลังโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ของแท้

            หากเขาเมินเฉยเวินโหรวย่อมสั่งสอนให้เขารู้ซึ้งอย่างแน่นอน

            ดังนั้นปฏิบัติการในครั้งนี้จะจบลงเพียงเท่านี้หรือ?

            หวังเหมิ่งใจหายวาบเขาส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น

            “เจ้าสาม! ออกมาเถอะ”

            หืม?

            เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเหมิ่งหัวใจของไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ก็กระตุกวูบ

            หวังเหมิ่งยังมีกำลังหนุนอีกงั้นเหรอ?

            เดี๋ยวนะเขาที่เป็นถึงโหวแห่งยุทธ์ มาสังหารแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นแค่สองคนถึงกับต้องเตรียมกำลังหนุนเอาไว้ด้วย?

            จำเป็นต้องรอบคอบถึงขนาดนี้เลยหรือไง?

            ไป๋ฉางเซิงค่อนแคะอยู่ในใจแต่ร่างกายกลับขยับถอยร่นไปทางเจียงจืออวี๋โดยสัญชาตญาณ เพื่อปกป้องเธอไว้ด้านหลัง

            ในขณะเดียวกันเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างร่างของทั้งสองกะพริบวูบมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเจียงจืออวี๋ทันที

            “พี่รอง ฝีมือลูกศิษย์ของพี่นี่ช่างธรรมดาซะจริงนะ”

            น้ำเสียงเย็นเยียบชวนขนลุกดังขึ้นฟังดูคล้ายกับว่าดังมาจากเบื้องหน้าพวกเขาแต่ในใจของไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกว่าเสียงนั้นน่าจะดังมาจากด้านหลัง

            ความรู้สึกที่ประสาทสัมผัสทางร่างกายและสัญชาตญาณการต่อสู้ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงมึนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกไปชั่วขณะ

            ทว่าในวินาทีถัดมาร่างของคนผู้หนึ่งก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืดมิด มายืนอยู่เคียงข้างหวังเหมิ่ง

            ผู้มาใหม่สวมชุดวอร์มสีดำสนิทใบหน้ายังสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ คล้ายกับไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง

            รูปร่างซูบผอมอย่างหนักทั้งร่างดูคล้ายหนังหุ้มกระดูก เส้นผมแห้งกรังสีเหลืองหม่น แม้จะสวมหน้ากากเอาไว้แต่ไป๋ฉางเซิงก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความน่ารังเกียจที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้

            สภาพแบบนี้ถ้าไม่ได้เสพยา ก็คงถูกสุรานารีสูบเลือดสูบเนื้อจนกลวงโบ๋ไปหมดแล้ว

            “ฉันลงมือให้ได้นะ แต่เรื่องค่าตอบแทน...”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน