บรรยากาศรอบลานประลองถึงกับนิ่งเงียบราวกับถูกแช่แข็ง ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่าจางหยุนจะกล้าสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับการประลอง ถึงกลับกล้ากล่าวคำด้วยน้ำเสียงแบบนั้นต่อหลิวจี้เจิน ผู้ที่มีสถานะเป็ถึงองค์ชายของจวนอ๋อง
ขณะที่ผู้คุมการประลองกำลังจะขับไล่จางหยุน ผู้าุโท่านหนึ่งกับโบกมือวูบขึ้น เมื่อเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนจากการขับไล่จางหยุนเป็การประกาศผลการประลองแทน
"หลิวจี้เจิน เป็ผู้ชนะ"
"พวกเ้าทั้งสอง้าประลองรอบต่อไปเลยหรือไม่" ผู้คุมการประลองถามถึงความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย
"ข้าแล้วแต่กงจื้อ หาก้าพักผ่อนข้าสามารถรอได้" จางหยุนกล่าววาจาสงบนิ่ง แต่เมื่อไปกระทบกับหูของหลิวจี้เจินกลับเป็การสบประมาทอย่างรุนแรง
"ชาติสุนัขเยี่ยงเ้า เข้ามาพร้อมกับหมาขี้แพ้ตัวนี้เลยก็ยังได้" หลิวจี้เจินตวาดลั่น เมื่อเห็นทั้งคู่ไม่ขัดข้องผู้คุมการประลองจึงสั่งเริ่มการประลองทันที
เมื่อทั้งคู่ได้ยินคำประกาศเริ่มประลองถึงกับกระโจนเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกัน หมัดขวาของทั้งคู่เข้าประทะกันกลางอากาศเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เปรี้ยง...หลังจากการประทะหมัดเนื่องจากระดับพลังที่เป็รองจึงถอยหลังหนึ่งก้าว หลิวจี้เจินพลันง้างหมัดกระแสลมหมุนวนรอบหมัด
"หมัดรัศมีราชัน"
ทันทีที่ปล่อยหมัดออก รัศมีราชันที่เปร่งออกมาจากหมัดหลิวจี้เจินเข้ากดดันจางหยุนจนหายใจลำบาก ถอยหลังเล็กน้อยใช้ออกด้วยหมัดหอคอยคู่ค้ำภูผา สองหมัดต่อยออกเข้าต้านท่าหมัดของหลิวจี้เจินเอาไว้ แรงปะทะอันหนักหน่วงถึงกับเกิดเสียงดังอื้ออึง กึกก้องในหูเหล่าผู้ชมรอบลานประลอง
จางหยุนผู้รับแรงปะทะโดยตรงถึงกับกระเด็นไปสิบกว่าก้าว หลังจากที่สลายแรงกระแทกมันไม่กล้าประมาท ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาเงาวายุทันที จางหยุนเพียงใช้เพียงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น หากใช้ขั้นที่สูงกว่านี้อาจถูกผู้คนจดจำออกได้ แต่เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
หลังจากต่อยหมัดรัศมีราชันออกไปแล้ว หลิวจี้เจินถึงกับลมปรานขาดห้วงชั่วขณะ ไม่อาจใช้ท่าอันรุนแรงเช่นนี้ได้อีกในเวลาอันสั้น จึงพุ่งเข้าหาจางหยุนใช้ออกด้วยเพลงเตะกวาดวายุ ถึงแม้ไม่หนักหน่วงรุนแรงเท่า แต่กลับรวดเร็วเหลือประมาณ เตะรัวใส่จางหยุนราวกับพายุโหมกระหน่ำ
จางหยุนใช้เพลงหมัดเบิกภูผาผสานเข้ากับวิชาตัวเบาเงาวายุ หลบหลีก ต้านรับเพลงเตะกวาดวายุของหลิวจี้เจินที่โหมกระหน่ำอย่างเต็มฝืน ครุ่นคิดหาวิธีรับมือเพลงเตะที่รวดเร็วนี้ของหลิวจี้เจิน แต่มันขบคิดไม่ทันเสร็จสิ้น หลิวจี้เจินพลันเตะออกด้วยท่าวายุทลายบรรพต เพลงเตะหนักหน่วง ลมหนุนเนื่องรุนแรงถึงกับเตะจนจางหยุนกระเด็นลอยไปในอากาศร่วมสิบวา
ในครั้งนี้จางหยุนถึงกับไม่ต้านรับอย่างหักโหมกลับใช้วิชาตัวเบาเงาวายุผสานเข้ากับจังหวะเตะของหลิวจี้เจินอย่างลงตัวคนลอยไปร่วมสิบวาสลายแรงปะทะที่แฝงมาในเพลงเตะจนแทบหมดสิ้น แรงปะทะที่หลงเหลืออยู่จึงมิอาจทำอันตรายอันได้จางหยุนได้
หลังจากจางหยุนตั้งหลักได้มั่น หลิวจี้เจินกลับปรากฎกายมายังเบื้องหน้า มาพร้อมกับหมัดรัศมีราชันที่มันพึ่งรวบรวมพลังเสร็จสิ้น ต่อยใส่ใบหน้าของจางหยุน
จางหยุนเห็นดังนั้นจึงรวมรวมปรานทั้งร่างไปที่มือขวาพลันต่อยหมัดออกเข้าปะทะกับหมัดรัศมีราชันอันแสนครอบงำนั่น
ขณะที่หมัดทั้งสองกำลังจะปะทะกันจางหยุนพลันเหยียดนิ้วชี้ ใช้ออกด้วยวิชาดรรชนีรวมศูนย์ กระแสปรานที่ออกจากนิ้วของจางหยุนถึงกับพุ่งเข้าใส่ดวงตาของหลิวจี้เจิน ผู้ชมรอบลานประลองตื่นเต้นตึงเคลียดถึงกับแทบลืมหายใจ
ไม่มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงโลหิตที่ฉีดพุ่งออกมาจากรูที่เกิดจากดรรชนีรวมศูนย์ แต่น่าเสียดายรูนั้นไม่ได้ปรากฎบนใบหน้าของหลิวจี้เจิน แต่กลับเป็หัวไหล่ของหลิวจี้เจินแทน ที่แท้ในขณะที่พลังดรรชนีกำลังจะทะลวงดวงตานั้นหลิวจี้เจินเบี่ยงศรีษะหลบทัน พลังดรรชนีจึงทะลวงเข้าใส่ไหล่ซ้ายของหลิวจี้เจินจนใช้งานไม่ได้
ทางด้านจางหยุนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แต่ที่ใช้การไม่ได้กับเป็มือขวา เนื่องจากการเปลี่ยนท่วงท่ากระทันหันทำให้หมัดขวาของจางหยุนรับแรงกระแทกเข้าไปเต็มๆ กระดูกมือขวาของจางหยุนถึงกับแตกหักเป็หลายท่อน แรงปะทะที่เหลือยังกระแทกจนแขนขวาจางหยุนหัก ตกห้อยลงสู่เบื้องล่าง
หลังจากการปะทะจางหยุนถอยออกไปราวๆสิบก้าวแขนขวาห้อยตกลง ในขณะที่หลิวจี้เจินกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวแต่แขนซ้ายกับตกห้อยลงไม่สามารถใช้งานได้เช่นกัน มองดูผิวเผินคล้ายกับว่าเสมอกัน แต่แท้จริงแล้วทุกการเคลื่อนไหวจางหยุนถึงกับเ็ปสุดทานทนจากกระดูกที่หักเป็หลายท่อน มันต้องคอยบอกตัวเองว่าศึกนี้มันแพ้ไม่ได้ เพื่อหวังเอ้อเหมาและเพื่อตัวมันเอง
ทั้งคู่ต่างค่อยๆฟื้นฟูกำลังของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากการต่อสู้รอบต่อไป หลังจากฟื้นฟูกำลังมาได้ส่วนหนึ่งผู้ที่เปิดฉากโจมตีก่อนย่อมต้องเป็หลิวจี้เจินที่มีระดับพลังเหนือกว่า อีกทั้งอาการาเ็ยังน้อยกว่า เนื่องจากแขนซ้ายไม่อาจใช้งานได้ มันจึงเลือกใช้วิชาเพลงเตะกวาดวายุเข้าจู่โจมสังหารจางหยุน สำหรับองค์ชายแห่งจวนอ๋องอย่างมัน ไม่เคยได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อน ยิ่งกับคนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นจางหยุน ถึงกลับกระตุ้นโทสะของมันจนมิอาจทานทนได้อีกต่อไป
หลิวจี้เจินใช้เพลงเตะเข้าเตะทำร้ายจางหยุนอย่างต่อเนื่อง จางหยุนทำได้เพียงใช้วิชาตัวเบาหลบหลีก หากหลบไม่พ้นจึงใช้มือซ้ายที่หลงเหลือใช้ออกด้วยเพลงหมัดเบิกภูผาเข้าต้านรับ
แต่หนึ่งหมัดไหนเลยต้านรับสองเท้าได้ จางหยุนถึงกับโดนเตะเข้าใส่หลายเท้าจนบอบช้ำไปทั่วตัว เรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น ตัวมันในยามนี้ทำได้เพียงหลบหลีกอย่างเต็มฝืนเท่านั้น
"อาหยุน...สู้มัน" หวังเอ้อเหมาที่ฟื้นตื่นขึ้นมาในยามนี้เห็นจางหยุนในสภาพบอบช้ำไปทั่วตัว แขนขวาแตกหักไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ทนรับการเตะของหลิวจี้เจินจนไม่อาจประคองตัวได้ หวังเอ้อเหมาไหนเลยเคยเห็นพี่น้องอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน ตอนหลบหนีการล่าสังหารยังไม่บอบช้ำถึงเพียงนี้ เมื่อนึกถึงอดีตในบรรดาศิษย์อาจารย์ รวมไปถึงพวกมันสี่พี่น้องในเวลานี้หวังเอ้อเหมาถึงกับเหลือเพียงจางหยุนคนเดียวเมื่อนึกถึงตอนนี้น้ำตามันพลันไหลอาบหน้า แต่แววตากลับแข็งกระด้าง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนแทบแหลกสลาย
"เป็นักสู้อันเข้มแข็งนัก เด็กคนนี้สมควรเข้าร่วมกับหอร้อยรบข้า" ผู้าุโร่างกำยำแววตาคมกล้าดุจดาบวิเศษ คิ้วดกดำ ตาโตดุจพยัคฆ์ ข้างเก้าอี้วางไปด้วยดาบสันหนาเล่มหนึ่ง แผ่รังสีสังหารจางๆออกมา
"ปกติหอร้อยรบท่านสนใจแต่ผู้ชนะ เหตุใดคราวนี้ถึงกับหมายตาเด็กที่กำลังจะพ่ายแพ้ผู้หนึ่ง" ผู้อาสุโสร่างผอมถามด้วยความสนอกสนใจ
"นักสู้ที่เหี้ยมหาญเช่นนี้กับถูกใจเรามากกว่าผู้ชนะอันใด ยังมีเด็กแซ่หวังนั่น ศิษย์หอร้อยรบเราสมควรเป็เช่นนี้" ผู้าุโหอร้อยรบกล่าวด้วยอารมณ์ร้อนแรง
"แต่ข้าได้ยินมาว่าเด็กสองคนนี้กลับเป็คนของผู้าุโเซี่ย ท่านจะแย่งชิงคนกับนางหรือ" ผู้าุโร่างผอมถามด้วยความสนใจ
"ผู้าุโเซี่ยแล้วอย่างไร ถึงกับจะเก็บผู้เหี้ยมหาญเช่นนี้ขังไว้ในหอคัมภีร์ กลายเป็หนอนตำราอย่างนั่นหรือ ฮ่าฮ่า เราจึงไม่เชื่อว่าพวกมันจะยินยอม" ผู้าุโหอร้อยรบกล่าวด้วยความมั่นอกมั่นใจ กล่าวจบก็มุ่งความสนใจเข้าไปที่การประลองต่อ
สถานะการณ์ในสนามประลองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลิวจี้เจินกระหน่ำเตะใส่จางหยุนอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ให้โอกาสพักหายใจใดๆแก่มัน ถึงกับตั้งใจเตะจางหยุนให้ตายคาเท้า เช่นนั้นจึงสาสมกับความคับแค้นของมัน
เมื่อหลิวจี้เจินเห็นจางหยุนหมดสิ้นเรี่ยวแรงถึงขั้นไม่อาจยกมือซ้ายขึ้นต้านรับเพลงเตะของมันได้อีกต่อไป สภาพจางหยุนตอนนี้จึงไม่ต่างจากเป้านิ่งที่ไม่อาจป้องกันอันใดได้อีก มันจึงเตะออกด้วยท่าวายุทลายบรรพต
จางหยุนที่ไม่อาจยกแขนซ้ายขึ้นต้านรับจึงโคจรเคล็ดวิชาหมัดเบิกภูผาไปที่เท้าขวา เผื่อสร้างปรานศิลาขึ้นต้านทานเพลงเตะอันหนักหน่วงรุนแรงนี้ แต่ไหนเลยวิชาที่ฝืนใช้ผิดแนวทางเช่นนี้จะต้านรับได้ กระดูกขาขวาพลันหักเป็สี่ท่อน ไม่อาจยืนหยัดอย่างมั่นคงได้อีกต่อไป จางหยุนกระแทกล้มลงนอนหงายไปกับพื้นรอรับการเฉือดเชือน
ทุกคนรอบลานประลองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าจางหยุนจบสิ้นแล้ว หวังเอ้อเหมาถึงกับไม่สนอาการาเ็วิ่งเข้าไปช่วยจางหยุนโดยไม่สนใจอันใดอีกต่อไปแล้ว ผู้คุมการประลองเห็นดังนั้นจึงทะยานเข้าไปเพื่อจบการประลอง แต่หลิวจี้เจินไหนเลยยินยอม
หลิวจี้เจินรวบรวมพลังหมัดเป็ครั้งสุดท้ายกระแสลมหมุนวนรอบหมัดทันทีที่กระแสลมหยุดนิ่งหลิวจี้เจินพลันต่อยหมัดออกเพื่อปลิดชีพจางหยุน
" หมัดรัศมีราชัน ! "
เปรี้ยง...!
ไม่มีสำเนียงใดๆเล็ดลอดออกมาอีก มีเพียงโลหิตที่สาดกระจายทั่วลานประลอง ร่างของจางหยุนถึงกับอาบไปด้วยโลหิต คนคล้ายมนุษย์โลหิตผู้หนึ่ง จางหยุนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง มันไม่อาจเคลื่อนไหวใดๆได้อีกเนื่องจากร่างมันถูกทับไปด้วยคนผู้หนึ่ง
คนผู้นั้นเป็หลิวจี้เจิน...
ที่แท้ในจังหวะสุดท้ายก่อนที่หมัดรัศมีราชันจะกระทบถูกจางหยุน จางหยุนพลันชี้นิ้วออก ทำลายหมัดรัศมีราชันจนพินาศสิ้น พลังปรานยังทะลุทะลวงเข้ากลางท้องของหลิวจี้เจินจนไม่ทราบเป็หรือตาย
ดรรชนีรวมศูนย์
ดรรชนีที่มันใช้เวลารวบรวมอย่างยาวนาน
ถึงกับยอมทนรับการเตะไม่รู้กี่เท้า
เพื่อซื้อจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการออกดรรชนีมันถึงกับยอมเสียขาไปอีกข้าง
สุดท้ายการเสี่ยงชีวิตของมันยังไม่เสียเปล่า มันกลายเป็ผู้ชนะในตอนสุดท้าย
หลังจากระงับความตื่นตระหนกผู้คุมการประลองจึงประกาศผลการประลองออกไป ทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมที่ลานประลอง
"ผู้ชนะเลิศการประลอง เข้าเป็ศิษย์ฝ่ายในได้แก่ จางหยุน"
เสียงโห่ร้องพลันดังกึกก้องลานประลอง ไม่ว่าผู้ใดย่อมถูกการประลองตรงหน้าบีบเค้นหัวใจจนหมดสิ้น ต้องะเิเสียงเพื่อระบายความอัดอั้นออกมา
"ชนะแล้ว เสี่ยวหยุนชนะแล้ว ดีจริงๆ ฮ่าฮ่า" หวังเอ้อเหมาพลันหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนที่จะหมดสติไป