พอถึงยามอู่[1]ร่างเล็กๆของเด็กชายผู้สวมเสื้อผ้าขาดๆ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงก็ปรากฏขึ้นที่ราวป่า ิชูเร่งสับเท้าวิ่งอย่างรวดเร็วร่างเล็กวิ่งตัดผ่านทุ่งนาและสวนผักเขียวขจีจนมาถึงบ้านดินหลังน้อยอันคุ้นตา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฮวาเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว!”
เด็กชายส่งเสียงะโไปก่อนตัว ใบหน้าน้อยๆประดับไว้ด้วยคราบเขม่าดินและรอยยิ้มกว้าง
ฝ่ายสองสามีภรรยาสกุลเทียนพอได้ยินเสียงของบุตรชายต่างก็สะดุ้งไปตามๆกัน ไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทันตั้งตัว ร่างของบุตรชายก็โผเข้ากอดคนทั้งคู่ด้วยความคิดถึงิชูจากบ้านไปตั้งหลายวัน แถมยังต้องรับมือกับตาเฒ่าอารมณ์ร้ายอีก ตอนนี้เด็กชายอยากร้องไห้จะแย่อยู่แล้ว
“ชูเอ๋อร์!”
มารดาของเขาร่ำไห้พลางดึงลูกน้อยเข้ามากอดไว้แนบอกบุตรของนางหายไปสองวันสองคืน นางคิดว่าเขาคงจะถูกสัตว์ร้ายกินไปเสียแล้ว นางดีใจยิ่งนักที่เห็นบุตรชายกลับมาอย่างปลอดภัย
“ชูเอ๋อร์ เ้าไปเถลไถลที่ไหนมาจึงกลับบ้านเอาป่านนี้?”
เทียนซานถามพลางลูบศีรษะของบุตรชายอย่างเอ็นดูสารรูปของบุตรชายดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เนื้อตัวเปรอะเปื้อนมอมแมม เสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยรอยฉีกขาดเขาเห็นรอยแผลเล็กๆ ปะปนอยู่กับรอยเปื้อนบนเนื้อตัวของบุตรชายด้วย
“ลูกไปพบกับจอมยุทธ์ผู้หนึ่งโดยบังเอิญขอรับท่านพ่อท่านจอมยุทธ์บอกให้ลูกอยู่รับใช้ ลูกไม่กล้าขัดจึงไม่ได้กลับบ้านต้องขออภัยท่านพ่อท่านแม่แล้ว”
ิชูตอบผู้เป็บิดา แต่สายตากลับมองไปทางอื่นครั้นเมื่อเห็นน้องน้อยของตนนอนหลับอย่างสบายอยู่ในตะกร้าก็เบาใจ ตลอดสองวันสองคืนมานี้เด็กชายเป็ห่วงน้องสาวเป็อย่างมาก เขากลัวว่าทารกน้อยจะเป็อะไรไปในระหว่างที่ตนไม่อยู่
“เอาเถอะ...เ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัยพ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว”
เทียนซานผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก เขามองภาพที่น่าเอ็นดูของสองพี่น้องแล้วก็ยิ้มออกมาก่อนจะชวนบุตรชายทานข้าวกลางวันด้วยกัน
“มาๆ นั่งลงเร็วเข้า เดินทางมาเหนื่อยๆเ้าคงหิวแล้วสิ”
“ขอรับ”
ิชูยิ้มร่ารับคำ เขารีบวางตะกร้าลงกับพื้นแล้วเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับบิดามารดาทันทีเด็กชายจัดแจงตักข้าวให้ตัวเองแล้วรีบคีบกับเข้าปาก ทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มแล้วก็พุ้ยข้าวเข้าปากอีกคำโต
“ค่อยๆกินสิชูเอ๋อร์ ประเดี๋ยวก็ติดคอหรอก”
ผู้เป็แม่เอ่ยปรามเมื่อเห็นบุตรชายกินอย่างมูมมามกระนั้นบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนางก็ยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ได้หรอกขอรับท่านจอมยุทธ์สั่งให้ข้ารีบกลับขึ้นไปอีก”
เด็กน้อยตอบเสียงอู้อี้ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ิชูรีบเคี้ยวกลืนอาหารในปากแล้วเร่งอธิบายต่อ
“ที่ข้าลงเขามาได้เพราะท่านจอมยุทธ์เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่จะเป็ห่วง จึงให้ข้าลงมาบอกข่าว”
กล่าวแล้วเขาก็คีบกับข้าวเข้าปากอีกคำเพื่อไม่ให้เสียเวลาก่อนที่จะนึกได้ว่าตนยังต้องหากำไรจากตาเฒ่าอารมณ์ร้ายอยู่
“จริงสิท่านแม่เดี๋ยวข้าจะเอาของเข้าไปขายในเมืองท่านช่วยทำกับข้าวสักอย่างสองอย่างให้ท่านจอมยุทธ์ได้หรือไม่ขอรับ?”
ในเมื่อมารดาเคยเป็แม่ครัวของโรงเตี๊ยมไผ่เขียวเช่นนี้แล้วิชูจะยอมควักเงินซื้ออาหารราคาแพงจากโรงเตี๊ยมไปทำไม เขาไม่มีทางยอมทำเื่ขาดทุนอย่างนั้นแน่นอน
“ได้สิ ท่านจอมยุทธ์อยากทานอะไรเล่า?”
เมื่อทราบว่าจอมยุทธ์้าทานอาหารฝีมือนางฮูหยิน แห่งสกุลเทียนก็มิกล้าขัด ด้วยความที่นางและครอบครัวเป็คนธรรมดา การไม่มีเื่กับจอมยุทธ์ย่อมเป็สิ่งที่ดีที่สุดหากเสบียงอาหารที่มีสามารถแลกกับความปลอดภัยของครอบครัวได้ นางก็ไม่คิดเสียดาย และแน่นอนว่าเทียนซานสามีของนางย่อมคิดเห็นอย่างเดียวกัน
เมื่อมารดารับปากจะจัดการเื่อาหารให้แล้วเด็กน้อยก็รีบไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อให้ดูเป็ผู้เป็คนขึ้นบ้างหลังจากสางผมและเกล้ามวยใหม่ให้เรียบร้อยแล้วเขาก็รีบหอบหิ้วตะกร้าใบโตเข้าไปในเมือง
จุดหมายแรกของเทียนิชูก็คือโรงเตี๊ยมไผ่เขียวที่ทำงานเก่าของมารดาโรงเตี๊ยมแห่งนี้รับซื้อของป่าจากชาวบ้านทุกวัน โดยราคารับซื้อจะต่ำกว่าราคาที่ชาวบ้านขายกันเองในตลาดอยู่บ้างแต่เพราะได้เงินเร็ว ไม่ต้องเสียเวลานั่งขายของ ไม่ต้องกลัวว่าจะขายของไม่หมดหลายบ้านจึงเต็มใจทำการค้ากับโรงเตี๊ยมแห่งนี้โดยไม่ปริปากบ่น
“นี่เงิน ๒๐๐ อีแปะ นับให้ดีล่ะ”
ลุงหวงผู้ดูแลเื่การซื้อขายวัตถุดิบจากชาวบ้านส่งเงินที่ร้อยเป็พวงให้ิชูสองพวงเด็กน้อยค้อมศีรษะของคุณและรับเงินทั้งสองพวงมาตรวจนับอย่างคล่องแคล่วเมื่อเห็นว่าจำนวนเงินครบดีแล้วเขาก็จากโรงเตี๊ยมไผ่เขียวมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ของป่าที่ขายได้สองร้อยอีแปะนั้นนับว่าเป็ไปตามคาดแต่ที่เด็กน้อยตั้งตารอคอยก็คือรายได้จากการขายสมุนไพรต่างหาก สมุนไพรทั่วไปชั่ง[2]หนึ่งก็ขายได้กว่าร้อยอีแปะแล้วแต่ในตะกร้าใบใหญ่ของเขามีสมุนไพรหายากอยู่ด้วย ราคาอย่างน้อยๆ ก็ชั่งละสิบเหรียญทองแดงสมุนไพรในตะกร้าของเขามีราวๆ สิบชั่ง รายได้คราวนี้น่าจะไม่น้อยเลยทีเดียว
ิชูมุ่งหน้ามายังร้านขายโอสถประจำเมืองมันเป็ร้านขายโอสถร้านเดียวในเมืองหลงซาน เล่าลือกันว่าเถ้าแก่ร้านนี้ใจแคบไม่เบาแต่ที่โรงหมอก็วุ่นวายเกินไป หากนำสมุนไพรไปขายที่นั่นกว่าจะเสร็จสิ้นตะวันก็คงจะลับฟ้าไปแล้วเป็แน่
“เถ้าแก่ข้ามาขายสมุนไพรขอรับ”
เด็กน้อยบอกจุดประสงค์ของตนทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปภายในร้านขายโอสถนั้นทั้งมืดและอับ กลิ่นสมุนไพรอบอวลอยู่ในอากาศ คิ้วเล็กๆของิชูขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเข้าใจว่าร้านสมุนไพรจะต้องแห้งไม่อับชื้นเพื่อรักษาคุณภาพของสมุนไพรเอาไว้เสียอีกแต่เหตุใดร้านสมุนไพรร้านนี้จึงมีบรรยากาศที่น่าอึดอัดเช่นนี้
แรกทีเดียวชายชราร่างท้วมเ้าของร้านขายโอสถนั้นตั้งใจจะไล่เด็กชายออกไปแต่พอิชูหยิบสมุนไพรหายากต้นหนึ่งขึ้นมาชูให้เห็น เขาก็รีบเปลี่ยนความคิดแทบไม่ทัน
“สมุนไพรหายากพวกนี้ข้าคิดว่าเถ้าแก่คงไม่กล้าปฏิเสธ”
เด็กน้อยเริ่มเจรจาค้าขายทันทีอย่างไม่ยอมให้เสียเวลาเขาลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางใกล้โต๊ะยาวของเถ้าแก่ ก่อนจะปีนขึ้นไปยืนบนนั้นเพื่อให้ศีรษะของตนโผล่พ้นโต๊ะสูงขึ้นมาเล็กน้อยทำให้สามารถเจรจาได้ถนัดขึ้น
เมื่อได้เห็นสมุนไพรทั้งหมดที่เด็กน้อยนำมาชายชราก็เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกจากเบ้า ในกองสมุนไพรเ่าั้ที่ธรรมดาก็มีมาก แต่ที่หายากและล้ำค่ากลับมีมากยิ่งกว่า
“น---นี่ นี่มัน...”
เถ้าแก่อ้วนพึมพำเสียงสั่นคล้ายยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเขาลูบคลำสมุนไพรล้ำค่าเ่าั้อย่างเลอะเลือน ท่าทางคล้ายจะลืมไปเสียแล้วว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็ของเด็กน้อยตรงหน้าหาใช่ของตนไม่ชายชรารีบร้องเรียกบ่าวในร้านให้มาจัดเก็บสมุนไพรเหล่านี้อย่างเร่งด่วน จนเด็กชายต้องรีบขัดขึ้นว่า
“เถ้าแก่! ท่านยังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ข้าแล้วจะเอาสมุนไพรไปเก็บได้อย่างไร?”
“เพ้ย! ที่นี่เป็ร้านของข้า เ้ามีสิทธิ์มาว่าข้างั้นรึ?”
เถ้าแก่ตวาดลั่น เขาไม่สนใจว่าเด็กน้อยจะเรียกร้องอะไรนี่เป็ร้านยาของเขา เขาจะทำอะไรก็ย่อมได้ ยิ่งไปกว่านั้นร้านยาแห่งนี้ยังมีอิทธิพลยิ่งแม้แต่เ้าเมืองก็ไม่กล้าว่ากล่าวแล้วนับประสาอะไรกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่ง ทว่าชายชราคงคิดไปไม่ถึงว่าเด็กน้อยที่ดูไร้พิษสงผู้นี้จะเตรียมวิธีรับมือเอาไว้ก่อนแล้ว
“ต---แต่สมุนไพรเ่าั้ เป็...เป็ผู้อื่นฝากข้ามาขายนะขอรับถ---ถ้าข้าไม่ได้เงินกลับไป ผู้าุโจะต้องโกรธมากแน่ๆ เถ้าแก่ ท่านคงไม่อยากให้ข้าตกตายใช่หรือไม่?”
ิชูแสร้งสะอึกสะอื้นตัวโยนน้ำเสียงสั่นเครือราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ใบหน้าเล็กๆบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ที่สับสน น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาและหยาดหยดลงข้างแก้มไหลรินราวกับน้ำตก กลายเป็ภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก
“เื่ของเ้า ไสหัวออกไปจากร้านของข้าซะ!”
แต่ภาพเด็กน้อยน่าสงสารนั่นก็ไม่สามารถสั่นะเืหัวใจของเถ้าแก่ได้เลยแม้แต่องคุลีเดียว
‘ตาเฒ่าใจดำ!’
เด็กน้อยก่นด่าเถ้าแก่อ้วนในใจ แต่ก็ยังแสดงละครต่อไปอย่างแเีเขาบีบน้ำตาออกมาอีกหยดหนึ่ง สะอึกสะอื้นชี้หน้าเถ้าแก่อย่างไม่เกรงกลัว
“ฮึก! ก็ได้ ข้าจะไปบอกผู้าุโว่าท่านขโมยของผู้าุโทีนี้พอผู้าุโออกจากการฝึกตน ผู้าุโจะได้มาคิดบัญชีกับพวกท่าน!”
กล่าวแล้วเด็กชายก็สะอื้นหนักขึ้นหันหลังวิ่งออกจากร้านไป ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งไปฟ้องบิดาเพราะถูกกลั่นแกล้งผิดกันเพียงว่ามุมปากของเด็กชายกำลังยิ้มขึ้นอย่างเ้าเล่ห์
เื้ัของเด็กชายคือภาพของชายชราร่างอ้วนที่กำลังยืนนิ่งร่างกายแข็งค้างราวกับหินสลัก เหงื่อเย็นหลั่งเต็มแผ่นหลัง เถ้าแก่ร้านขายโอสถรู้สึกตงิดใจในคำพูดของเด็กชายเป็ยิ่งนักทีแรกเขาไม่ได้นึกเอะใจอะไรกับคำว่า “ผู้าุโ” ที่เด็กน้อยพูดออกมา แต่คำว่า “การฝึกตน”นั้นหาใช่คำที่จะฟังผ่านหูไปได้โดยง่าย
‘ไม่แน่ว่าบางที…บางทีเด็กนี่อาจถูกจอมยุทธ์ท่านใดใช้ให้มาทำธุระแทนตนก็เป็ได้’
ยิ่งคิดใบหน้าของชายชราก็ยิ่งซีดเผือดแม้เส้นสายอิทธิพลในเมืองหลงซานของเขาจะกว้างขวางเพียงใดก็ไม่อาจดูแคลนอารมณ์ร้ายของผู้ฝึกยุทธ์ได้ คนพวกนั้นไม่สนใจกฎหมายบ้านเมืองพวกเขายึดถือเพียงกฎง่ายๆ ที่ว่าผู้ใดแข็งแกร่งผู้นั้นถูกต้อง หากเขาล่วงเกินจอมยุทธ์ด้อยฝีมือย่อมไม่เป็ปัญหาใดๆเพราะบ่าวคุ้มภัยที่เขาจ้างมาแต่ละคนก็ล้วนมีฝีมือด้วยกันทั้งนั้น แต่เด็กน้อยนั่นเรียกขานคนผู้นั้นว่า“ผู้าุโ” อีกทั้งสมุนไพรที่นำมาก็มิใช่ชั่วมูลค่าของมันรวมแล้วคงไม่ต่ำกว่าร้อยเหรียญเงิน[3]แล้วคนประเภทใดกันที่จะยอมให้เด็กน้อยผู้หนึ่งดูแลของล้ำค่าถึงเพียงนี้หากไม่ใช่คนบ้าก็ย่อมต้องเป็ผู้ที่สูงส่งจนไม่เห็นเงินจำนวนเท่านี้อยู่ในสายตา น่ากลัวว่าคนผู้นั้นอาจจะเป็จอมยุทธ์เร้นกายที่ไม่อาจล่วงเกินได้
“พวกเ้ารีบไปตามเด็กนั่นกลับมาเร็ว!”
ทันทีที่คิดได้เถ้าแก่ร้านขายโอสถก็รีบสั่งการอย่างลนลานที่คิดจะยึดสมุนไพรทั้งหมดมาเป็ของตัวพลันมลายหายไปจนสิ้น ฝ่ายบ่าวไพร่พอได้ยินเช่นนั้นก็ทราบดีว่าเงาหัวกำลังจะหายพวกเขารีบกรูกันออกไปตามตัวเ้าเด็กน้อยผู้นั้นกลับมา
ทางด้านิชู พอวิ่งออกจากร้านยามาแล้วเขาก็ชะลอฝีเท้าลงสองมือน้อยๆ ยกขึ้นขยี้ตาราวเด็กขี้แยผู้หนึ่ง เด็กชายเดินไปไม่นานก็มีบ่าวจากร้านขายโอสถมาตามตัวกลับไปใบหน้าของแต่ละคนนั้นซีดขาวราวกับหวาดกลัวบางสิ่ง มองเพียงปราดเดียวเด็กชายก็ทราบได้ทันทีว่าคนในร้านขายโอสถคงจะหลงเชื่อในการแสดงของตนอย่างไร้ข้อกังขาแล้วเป็แน่
ิชูลอบยิ้มในใจ เขาแสดงละครมาแต่เล็กมีหรือที่จะทำได้ไม่แเี?
ั้แ่อายุได้สามขวบเทียนิชูก็ตระหนักว่าตนเองนั้นแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆในขณะที่เด็กคนอื่นเอาแต่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ิชูกลับเรียนรู้ที่จะใช้เหตุผลในขณะที่เด็กคนอื่นๆต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการจดจำคำศัพท์มากมายในชีวิตประจำวัน ิชู
กลับพบว่ามันไม่ใช่เื่ยากเลย เช่นเดียวกันกับตัวอักษรที่พอเห็นเพียงครั้งเดียวเด็กชายก็จดจำได้ขึ้นใจิชูยังจำได้ดีว่าเขาใแค่ไหนเมื่อรู้ตัวว่าสามารถจดจำเนื้อหาของหนังสือทั้งเล่มที่ลองเปิดดูแบบผ่านๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นเมื่อครั้งที่บิดาพาไปสถานศึกษาประจำหมู่บ้าน
ในครานั้นแม้เขาจะยังมีอายุน้อยแต่ด้วยความคิดที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกันทำให้เทียนิชูตัดสินใจว่าจะปกปิด “ความแปลกประหลาด” ของตนเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็ภูตผีปีศาจที่จำแลงกายมาเป็มนุษย์ เขาแสร้งทำตัวเลียนแบบเด็กในวัยเดียวกันแม้จะไม่เหมือนไปเสียทั้งหมดแต่ก็สามารถทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าเขาเป็เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่มีความกตัญญูรู้จักช่วยงานบิดามารดาแต่เล็กเท่านั้น
การแสดงของิชูหลอกลวงสายตาผู้คนได้อย่างแเีมานานหลายปีแล้วจะนับประสาอะไรกับคนในร้านขายโอสถร้านหนึ่ง
เด็กน้อยยอมให้บ่าวชายร่างใหญ่จับจูงกลับไปยังร้านขายโอสถแต่โดยดีเขาแสร้งทำเสียงสะอื้นไปตลอดทาง สูดน้ำมูกปาดน้ำตาอย่างน่าสงสารยิ่งนัก และเมื่อไปถึงพบว่าเถ้าแก่กำลังรออยู่ด้วยสีหน้าที่ลำบากใจเป็อย่างยิ่ง
“เด็กน้อย ข้าจะจ่ายเงินให้เ้าไม่ให้ขาดไปแม้แต่อีแปะเดียวแต่เ้าห้ามบอกเื่ที่เกิดขึ้นให้ผู้าุโท่านนั้นทราบเด็ดขาด”
เถ้าแก่รีบสั่งกำชับเด็กชายให้ปิดเื่ที่เกิดขึ้นไว้เป็ความลับทันทีเพื่อไม่ให้จอมยุทธ์าุโท่านนั้นตามมาเอาเื่เขาทีหลังิชูฟังแล้วก็แสร้งเอียงศีรษะคล้ายไม่เข้าใจ ตอบกลับไปว่า
“แต่ข้ากลับไปช้าเช่นนี้ ผู้าุโต้องถามแน่หากข้าไม่ตอบผู้าุโจะต้องลงโทษข้าแน่ๆ”
กล่าวแล้วก็แสร้งบีบน้ำตาออกมาอีกสองหยดคล้ายจะบอกเป็นัยว่าเขากลัวการถูกลงโทษมากกว่าสิ่งใดทั้งนั้น ิชูไม่ชอบนิสัยเถ้าแก่ร้านขายโอสถอยู่แล้วเื่อะไรเขาจะยอมทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายโดยง่าย
“เพ้ย! เ้าก็อ้างเื่อื่นไปเสียก็สิ้นเื่!”
เถ้าแก่อ้วนโวยวายทว่าิชูก็ยังคงยืนยันคำเดิม
“ต---แต่ ท่านแม่บอกว่าถ้าโกหกจะตกนรก”
เสียงเล็กๆ อันสั่นเครือตอบกลับไปอย่างไร้เดียงสาบรรดาบ่าวในร้านต่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยผู้นี้เถ้าแก่เองแม้จะไม่นึกเอ็นดูแต่ก็เชื่อสนิทใจว่านี่เป็การแสดงออกของเด็กโง่คนหนึ่งเท่านั้น
“ข้าไม่ได้บอกให้เ้าโกหกข้าบอกให้เ้าไม่พูดต่างหากเล่า นี่แน่ะ! พอผู้าุโถาม เ้าก็อ้างไปเื่อื่นเสีย ห้ามพูดเื่ในร้านนี้ออกไปเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่?”
“แต่...”
เมื่อเห็นเด็กน้อยยังลังเลไม่กล้าพูดปดชายชราเ้าเล่ห์ก็ยัดเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งใส่มือเด็กน้อยพร้อมกับบอกว่า
“เชื่อข้าสิ ข้าหวังดีต่อเ้าและครอบครัวหรอกจึงได้แนะนำเช่นนี้เ้าเข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
เด็กน้อยกำเหรียญในมือแน่น หนึ่งเหรียญทองแดงมีค่าเท่ากับสิบอีแปะก็จริงแต่ใช่ว่าเด็กชายจะเคยมีโอกาสได้หยิบจับเหรียญทองแดงจริงๆ เช่นนี้ ครั้นเมื่อได้กำเหรียญทองแดงในมือิชูจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและนั่นก็ช่วยเสริมให้เขาดูเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสามากขึ้นไปอีก
“ดีๆ”
เถ้าแก่เห็นเด็กน้อยยอมเชื่อฟังก็ยิ้มร่าและเริ่มทำการค้าตามที่ตั้งใจเอาไว้ทันที เขาบรรจงแยกสมุนไพรออกเป็กองๆ ชั่งน้ำหนักอย่างละเอียดและยังสั่งเสมียนร้านจดเป็บัญชีสำหรับให้เด็กน้อยนำกลับไปด้วย
การชั่งน้ำหนักสมุนไพรนั้นเป็งานละเอียดอ่อนและซับซ้อนระหว่างที่เถ้าแก่กับคนของเขาทำงานอยู่นั้น ไม่มีใครคิดจะหันมาบอกอธิบายให้เด็กน้อยฟังเลยแม้แต่คนเดียวิชูจึงได้แต่ลอบสังเกตการกระทำของคนเ่าั้อย่างตั้งใจ
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามการขายสมุนไพรที่ร้านขายยาก็เสร็จสิ้นลงเด็กน้อยในชุดผ้าป่านสีหม่นเดินออกมาจากร้านด้วยสีหน้าแช่มชื่นอย่างปิดไม่มิดในอกเสื้อของเขามีถุงเงินตุงๆ ซุกเอาไว้ สมุนไพรเหล่านี้ขายได้ราคาดีทีเดียวตอนนี้ในถุงเงินใบน้อยของเทียนิชู มีเหรียญอีแปะสี่พวง เหรียญทองแดงอีก ๒๐๐เหรียญ และยังมีเหรียญเงินอีกหนึ่งเหรียญด้วย
ชาวบ้านสามัญในเมืองเล็กๆเช่นนี้มีหรือจะได้หยิบจับเหรียญเงินเพียงเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญก็เป็เื่เหลือเชื่อเต็มทีแล้วเพราะราคาข้าวของและพืชผลต่างๆ ที่ขายกันในตลาดล้วนสามารถซื้อหาได้ด้วยเงินอีแปะจะมีก็เพียงที่โรงเตี๊ยมและร้านค้าใหญ่ๆเท่านั้นที่ต้องจ่ายออกด้วยเหรียญทองแดงหรือเหรียญเงินส่วนเหรียญทองนั้นหากไม่ใช่ข้าราชการหรือนายทหารระดับสูงก็ต้องเป็คหบดีไม่ก็เชื้อพระวงศ์จึงจะมีไว้ใน
‘ท่านแม่ต้องให้นมฮวาเอ๋อร์ สมควรได้ทานอาหารดีๆหากเลี้ยงแพะสักตัวกับพวกไก่ไข่ก็คงจะดีไม่น้อย’
ิชูครุ่นคิดกับตัวเอง แพะตัวหนึ่งราคาสิบเหรียญทองแดงลูกแพะราคาตัวละเจ็ดเหรียญทองแดง ส่วนไก่หากซื้อเป็ลูกเจี๊ยบมาก็ราคาตัวละไม่กี่อีแปะด้วยเงินที่มีอยู่เขาน่าจะหาสัตว์ทั้งสองชนิดมาเลี้ยงได้อย่างไม่ยากเย็นนักอย่างไรก็ตามรายจ่ายจำเป็ในบ้านก็ยังมีอีกมาก บิดาของเขายังาเ็จำเป็ต้องใช้เงินในการรักษาและการอาละวาดของสัตว์อสูรทำให้บ้านของพวกเขาเสียหายไปมาก ผนังและหลังคาทะลุเป็รูจนพวกเขาต้องใช้กระสอบคลุมปิดเอาไว้เป็การแก้ขัดกระเื้ัคาที่แตกไปหลายแผ่นยังไม่ได้ซื้อหามาทดแทน ผนังบ้านส่วนที่พังนั้นิชูคิดว่าเขากับบิดาสามารถช่วยกันซ่อมได้เพราะเป็ผนังดินที่ปั้นได้ง่ายอยู่แล้วแต่กระเื้ัคาอย่างไรก็คงต้องซื้อหามาใหม่ เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวก็ไม่เคยพอเลยสักปี
“เฮ้อ!”
ยิ่งคิดเด็กชายก็ยิ่งปวดหัวมือน้อยๆ ยกขึ้นเกาศีรษะพลางคิดว่าเื่วุ่นวายเ่าั้เขาจะให้บิดาเป็ผู้ตัดสินใจิชูคิดว่าตนแค่ปั้นหน้ายิ้มบอกบิดาว่าอยากเลี้ยงแพะเอาไว้ให้แม่ได้ดื่มน้ำนมและอยากได้ผ้าห่มอุ่นๆ ให้น้องสาวเท่านั้นก็พอแล้ว เพราะถึงอย่างไรตัวเขาก็เป็เพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งจะไปจัดการเื่ใหญ่ๆ เ่าั้ก็ดูจะเกินตัวไปสักหน่อยลำพังแค่ขึ้นเขาไปหาของป่าได้ด้วยตัวคนเดียวก็เก่งเกินวัยแล้ว
‘ว่าแต่ตาเฒ่านั่นจะมีประโยชน์อย่างอื่นอีกไหมนะ?’
เด็กน้อยเอียงศีรษะครุ่นคิด เขาลงแรงดูแลตาเฒ่าไปไม่น้อยถึงขนาดสร้างกระท่อมเล็กๆ ให้พักนอน ถึงสภาพมันจะดูไม่ดีสักเท่าไหร่ก็ตามิชูคิดว่าถ้าเขาไม่ตักตวงกำไรจากตาเฒ่าให้มาก เขาก็คงเป็คนโง่เต็มทีถึงอย่างไรตาเฒ่าอารมณ์ร้ายผู้นั้นก็ประกาศตนว่าเป็ปรมาจารย์หมื่นพิษเชื่อว่าต้องมีประโยชน์มากกว่านี้เป็แน่
[1] ่เวลาระหว่าง ๑๑.๐๐น. – ๑๒.๕๙ น.
[2] มาตราวัดน้ำหนัก๑ ชั่ง =๕๐๐ กรัม
[3] ๑ เหรียญเงิน เท่ากับ ๑๐๐ เหรียญทองแดง หรือ ๑,๐๐๐ อีแปะ