ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 75 : อะไรนะ!!! 5 แสนล้านแต้มบุญ

    "อะไรนะ!!! 5 แสนล้านแต้มบุญ เหตุใดการฟื้นชีพจรวิญญาณของจางหมิงถึงได้ใช้แต้มบุญมหาศาลถึงเพียงนี้"


    ฉินเทียนกล่าวบ่นหลังจากที่ได้พาจางหมิงมาที่ศาลเทพสวรรค์ของมัน พร้อมพาไปส่งที่พักศิษย์ศาลเทพสวรรค์ ในตอนแรกตัวมันใคร่ปรารถนาจะใช้แต้มบุญรักษาจางหมิงให้จบๆ ไป หากแต่เมื่อเห็นจำนวนแต้มบุญที่ต้องใช้มันก็ตกตะลึง


    ไม่ช้าระบบศาลเทพก็มีข้อความตอบกลับราวกับกำลังบอกว่าเอ็งนะมันโง่เง่าเต่าตุ่นเป็นที่สุด


    - [จางหมิงเป็นถึงผู้มี 12 เส้นชีพจรวิญญาณที่ถูกผนึก แม้คนในโลกภายนอกจะตรวจสอบพบเพียง 6 เส้นชีพจรวิญญาณ หากแต่ความจริงแล้วจางหมิงผู้นี้มี 12 เส้นชีพจรวิญญาณ นอกจากนั้นยังครอบครองสายโลหิตสวรรค์ปราชญ์กระเรียนผู้ทรงภูมิปัญญาอีกด้วย 5 แสนล้านแต้มบุญในการฟื้นคืนชีพจรวิญญาณที่ถูกผนึกจึงนับว่าสมควร นอกจากนั้นท่านเจ้าของศาลเทพสวรรค์ เหตุใดท่านจึงมิรู้จักใช้เนตรหยั่งรู้ ทั้งๆ ก็มีติดการ มันถูกยกระดับแล้ว การใช้งานก็สะดวกยิ่ง ช่างโง่งมเกินจะกล่าว] -


    ฉินเทียนห่างตากระตุก เป็นอีกครั้งที่มันถูกไอ้เวรระบบศาลเทพสวรรค์หลอกด่า


    หากแต่ก็จริงที่มันพูดกล่าว เพราะฉินเทียนนั้นลืมไปว่ามันมีเนตรหยั่งรู้ เหตุผลหนึ่งที่มันลืมใช้สิ่งนี้ต้องยอมรับ สาเหตุสำคัญก็เพราะไอ้เนตรหยั่งรู้ในเวอร์ชันเก่ามันห่วยเกินกว่าจะใช้งาน พอศาลเทพสวรรค์ถูกยกระดับแล้วตัวมันก็เลยลืมสิ่งนี้ไปสิ้น


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ส่ายหัวไปกับความผิดพลาดของตัวเอง


    หากแต่ตอนนี้กลับมีปัญหาต้องขบคิดอีกอย่าง ตัวมันจะทำอย่างไรกับจางหมิงดี


    ในเมื่อต้องใช้ถึง 5 แสนล้านแต้มบุญ ตัวมันในตอนนี้มิมีทางหาได้แน่นอน หากจะพูดว่าให้เก็บหอมรอมริบ ก็เกรงว่าอีก 5 ปี 10 ปีนี้คงไม่สำเร็จ เพราะตัวมันก็ต้องการแต้มบุญมาใช้สอยเช่นกัน และด้วยปริมาณแต้มบุญที่มันได้รับเพียงประมาณ 2,000 แต้มบุญต่อวันจากผู้ศรัทธา 1 ล้านกว่าคน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวมันจะทำสำเร็จ


    ฉินเทียนนั่งนิ่งขบคิด


    หากแต่ไม่ช้าราวกับว่าศาลเทพสวรรค์รับรู้ มันจึงส่งข้อความมาอีกครั้ง


    - [ท่านเจ้าของศาลเทพสวรรค์ ท่านอย่าลืมสิว่าท่านมีเทวรูปรอบรู้ ท่านสามารถใช้สิ่งนั้นช่วยแก้ปัญหา ยามที่มันสมองอันน้อยนิดของท่านมิอาจจะทำงานได้] -


    เป็นอีกครั้งที่ฉินเทียนหางตากระตุก


    มันคิดในใจสักวันหนึ่งมันจะระเบิดไอ้ระบบเฮ้งซวยนี้ให้ได้


    เรื่องบ่นด่าก็เรื่องหนึ่ง หากแต่การลงมือปฏิบัติฉินเทียนก็เห็นควรเทวรูปรอบรู้อยู่ในมือมัน มันจะไม่ใช้ก็กระไรอยู่ ของสิ่งนี้นับว่าอัศจรรย์นัก ตัวฉินเทียนมิต้องเก็บมันไว้ในแหวนมิติเช่นสิ่งของอื่นๆ หากแต่เพียงนึกถึงมันก็จะออกมาจากกลางกายของตัวมัน ช่างสมเป็นของวิเศษโดยแท้


    หากเป็นเช่นนี้ไปตลอด ฉินเทียนก็มิต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดขโมยของสิ่งนี้ไปจากตัวมัน


    ไม่ช้าเทวรูปรอบรู้สีทองสว่างก็มาลอยอยู่ด้านหน้าตัวมัน ของสิ่งนี้มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสีหน้าในศาสนาพุทธในโลกเก่าก่อนของมันนัก ยามฉินเทียนมองดูคล้ายเกิดความเลื่อมใสอย่างประหลาด ไม่ช้าตัวมันก็กล่าวถาม


    "จะช่วยฟื้นฟูชีพจรวิญญาณของจากหมิงได้อย่างไร"


    ไม่ช้ามิติโดยรอบของฉินเทียนคล้ายบิดเบี้ยว จากนั้นไม่นานก็บังเกิดภาพประตูมิติแห่งหนึ่งตรงหน้ามัน รอบบริเวณประตูมิติ มีเหล่าผู้บำเพ็ญยืนรักษาการอยู่จำนวนไม่น้อย


    ไม่ช้าก็มีน้ำเสียงก้องกังวานที่ฟังดูอบอุ่นชุ่มชื่นใจสายหนึ่งดังออกมา


    "ณ ดาราแห่งนี้มีมิติอัศจรรย์ที่ถูกทิ้งไว้ด้วยมหาเทวะบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่ ในมิติแห่งนั้นมีมหาพฤกษาบรรพกาลนานาพันที่เป็นตัวยาสำหรับปรุงพื้นคืนเส้นชีพจรวิญญาณ แม้จางหมิงจะเส้นชีพจรวิญญาณขาดสะบั้น หากแต่ก็ขาดสะบั้นไปไม่นาน ท่านมิต้องจำเป็นต้องใช้โอสถที่มีคุณสมบัติสูงสุดในการฟื้นคืนชีพจรให้แก่เขา เพียงโอสถ 3 ลายเส้นก็เพียงพอ หากแต่ถ้าท่านต้องการปลุกชีพจรวิญญาณที่หลับใหลของจางหมิงด้วย จำเป็นที่จะต้องปรุงโอสถ 5 ลายเส้นเท่านั้น โดยสมุนไพรที่ใช้ในการปรุง [โอสถมหาวัฏฏะฟื้นคืน] มีดังนี้..."


    ไม่ช้าฉินเทียนก็อื้ออึง พร้อมรีบจดจำรายชื่อสมุนไพรที่ต้องการทันที ในจำนวนนี้ของแต่ละอย่างดูท่าจะหายากไม่น้อย หากแต่เทวรูปรอบรู้ก็ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีในมิติอัศจรรย์อย่างแน่นอน


    หากแต่ปัญหาตอนนี้มีอย่างเดียว มันจะเข้าไปที่ในนั้นได้อย่างไร


    เป็นอีกครั้งที่เทวรูปรอบรู้เฉลยให้แก่มัน


    "การแข่งขันยอดยุทธ์รุ่นเยาว์จากหมื่นแดน สนามแข่งสุดท้ายคือ มิติอัศจรรย์แห่งนั้น โดยมันถูกเรียกว่า [วาสนาอัศจรรย์ของเหล่าวัยเยาว์] เนื่องด้วยมิติแห่งนี้จะถูกเปิดออกทุกๆ 25 ปี คนที่จะเข้าไปภายในได้ต่างต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ระดับบำเพ็ญไม่เกินระดับท่องนภาตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม และเพราะแบบนี้มันจึงถูกเรียกว่าวาสนาอัศจรรย์ของเหล่าวัยเยาว์ หากท่านต้องการเข้าไปในมิติอัศจรรย์แห่งนี้ ท่านสามารถเข้าคัดเลือกกับสำนักต่างๆ จากทั่วแดนดิน หากแต่ที่ใกล้ตัวท่านมากที่สุดก็คือสำนักฟ้าอนันตร์แห่งทวีปหมื่นผา ส่วนที่อื่น ใกล้ที่สุดท่านก็จำต้องโบยบินโดยไม่หยุดพัก 3 วันถึงจะไปถึง มันเป็นสำนักอันดับหนึ่งทวีปวัตสันต์ตะวันตก นอกจากนั้นยังมีสำนักอื่นๆ จากทวีปเล็กอีกจำนวนมาก และในทั้งหมดนี้ มหาทวีปใหญ่อันเป็นที่อาศัยของ 6 ปราชญ์และ 4 จักรพรรดิ์ ก็จะส่งรุ่นเยาว์จากดินแดนตัวเองมา คนละ 10 สำนักใหญ่อีกด้วย หากแต่การเดินทางไปทวีปใหญ่ เกรงว่าท่านจะไปคัดเลือกไม่ทันกาลแน่นอน ด้วยระดับความเร็วในการโบยบินของท่านต่ำทรามจนเกินไป นอกจากนั้นยังไม่มีสมบัติวิเศษประเภทพาหนะที่รวดเร็วติดกายสักชิ้น สิ่งนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไปสมัครลงแข่งขันที่ดินแดนอื่นในมหาทวีปได้ทัน"


    "เส้นทางที่ง่ายและสะดวกที่สุดในตอนนี้ก็คือ ในวันมะเรือท่านจงไปเข้าร่วมแข่งขัน เข้าเป็นศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์เสีย หลังจากที่ท่านเป็นศิษย์แล้ว อีก 27 วันก็จะเป็นการคัดเลือกผู้ที่จะเข้าร่วมยอดยุทธ์รุ่นเยาว์จากหมื่นแดน หากท่านติดหนึ่งใน 10 ได้สำเร็จท่านก็จะได้ออกเดินท่านไปในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประตูมิติแห่งนั้นจะเปิดออก เวลาภายในนั้น 30 วัน เท่ากับโลกภายนอก 1 วัน ท่านมีเวลาอยู่ในนั้นทั้งหมด 210 วัน ก่อนที่มิติอัศจรรย์แห่งนั้นจะปิดตัว"


    ฉินเทียนได้ยินแบบนี้มันก็นั่งนิ่งขบคิดพร้อมรู้สึกว่า... ได้กลิ่นความฉิบหายจางๆ มาแต่ไกล


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนก็กลับมาสู่มหานครฟ้าอนันตร์ มันทิ้งให้จางหมิงอยู่ที่ศาลเทพสวรรค์ โดยฝากไอ้จัญไลหลี่เจียอี้ดูแล พร้อมมอบโอสถบำรุงชีพจรวิญญาณให้แก่จางหมิงจำนวนมาก ด้วยโอสถนี้ชีพจรวิญญาณของจางหมิงจะคงสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย แม้จางหมิงจะมิสามารถร่ายฤทธิ์จากเคล็ดวิชาบำเพ็ญของตนเองได้ หากแต่ร่างกายก็ยังสามารถดูดซับไอหมอกสวรรค์จากศาลเทพสวรรค์ได้ โดยไอหมอกสวรรค์นี้จะไปสะสมเป็นตะบะบำเพ็ญที่แก่นกลางจิตวิญญาณของจางหมิง หากจางหมิงรักษาเส้นชีพจรวิญญาณกลับคืนได้ ระดับการบำเพ็ญที่เคยมีก่อนหน้านี้ก็จะถูกยกระดับในทันทีทำให้จางหมิงยามเมื่ออยู่ในศาลเทพสวรรค์ ก็มิอาจจะปล่อยปละเวลาไปเปล่าๆ ปี้ๆ ได้ ยังต้องตั้งใจบำเพ็ญดังเช่นเดิม


    นอกจากนั้นฉินเทียนยังพาจางหมิงไปยังห้องสมุดศาลเทพสวรรค์ พร้อมบอกให้หลี่เจียอี้คอยแนะนำเรื่องเจ็ดความรู้หลักของเหล่าเซียนให้จางหมิง เนื่องด้วยตัวระบบไม่อนุญาตให้ฉินเทียนใช้การถ่ายทอดผ่านการตระหนักรู้โดยใช้แต้มบุญแก่จางหมิง ดังนั้นตัวฉินเทียนจึงทำได้เพียงปล่อยให้จางหมิงศึกษาศาสตร์ความรู้เหล่านี้ด้วยตัวเอง โดยให้หลี่เจียอี้ที่เป็นถึงอดีตมหาเทวะปรมัตถ์ค่อยช่วยเหลือ


    ส่วนเรื่องจางหมิงจะได้รับนิสัยสันดานอะไรจากไอ้หลี่เจียอี้แบบเจ้าลูกสาวตัวน้อยของมันหรือไม่นั้น ฉินเทียนหาได้สนใจไม่ มันเป็นห่วงแค่เฉพาะเจ้าตัวน้อยของมันเท่านั้น ส่วนจางหมิงจะได้รับนิสัยหรือความชอบแปลกๆ มาหรือไม่มันไม่สนใจแม้แต่น้อย


    ไม่ช้าช่วงสายฉินเทียนก็กลับมาถึงที่พักของมัน ณ มหานครฟ้าอนันตร์


    ฉินผิงทำท่าเสมือนหนึ่งจะร้องไห้ ยามเมื่อเห็นฉินเทียนในร่างผู้ชรากลับมา ก่อนที่จะบินลอยตัวมาคล้องกอดที่ตัวฉินเทียน


    "ท่านพ่อไปไหนมาเจ้าค่ะ ท่านพ่อจะทิ้งฉินผิงไปอีกแล้วหรือเจ้าค่ะ"


    ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะเสียงดังก่อนจะลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยของมันอย่างเอ็นดูพร้อมพูดกล่าวปฏิเสธอยู่หลายคำ ทั้งกอดทั้งหอมเจ้าตัวน้อย


    ไม่ช้าเจ้าตัวน้อยก็บอกกล่าวว่าเศร้าใจนัก ตื่นมานางไม่เห็นบิดา


    ไม่ช้าฉินเทียนก็บอกกล่าว โลกหล้าวุ่นวาย บิดามิอาจจะเป็นตัวของตัวเอง เมื่อสรรพชีวิตต้องการความช่วยเหลือ น้ำใจของบิดาก็จำต้องไปถึง ทั้งหมดก็เพื่อสรรพชีวิต ข้ออ้างคุณธรรมถูกเจ้ามิจฉาชีพผู้นี้กล่าวอ้างจนเคยตัวแล้ว


    ฉินผิงตัวน้อยได้ยินเช่นนี้นางก็พยักหน้ารับ นางรู้ว่าบิดาของนางคือราชันย์สวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ต้องคอยออกไปปกป้องโลกหล้าเสมอ


    ไม่ช้านางก็พูดกล่าวว่านางเข้าใจ พร้อมอุ้มเจ้าชัคกี้มาสวมกอดพร้อมบอกว่า "เจ้าชัคกี้ก็เป็นห่วงบิดาเหมือนกันเจ้าค่ะ"


    ฉินเทียนยิ้ม หากแต่หางตามันก็กระตุกเล็กน้อยยามเมื่อมีเจ้าชัคกี้มาเกี่ยวข้อง


    ไม่ช้าตัวฉินเทียนก็พูดกล่าวกับเหล่าตัวน้อย ถึงเรื่องราวของงานประลองยุทธ์ กล่าวกับสองเด็กน้อยว่า นี่คือการขัดเกลารูปแบบหนึ่ง ตัวน้อยทั้งสองของบิดาจะได้เรียนรู้ว่าผู้ใช้ฤทธาในโลกภายนอกเป็นอย่างไร ไม่ช้าเจ้าบุตรล่ำบึ้กฉินจวิ้นเจี๋ยและตัวน้อยฉินผิงก็ดีใจจากนั้นนางก็รีบพูดกล่าวขึ้น


    "ท่านพ่อ ท่านพ่อจะไปดูฉินผิงด้วยใช่ไหมเจ้าค่ะ" ฉินผิงตัวน้อยพูดกล่าวดวงตาใสแป๋ว


    หากแต่เมื่อฉินเทียนพบว่าตัวมันก็ต้องเข้าร่วมแข่งขันด้วย มันจะแยกร่างได้อย่างไร หากแต่ไม่ช้าเจ้าตัวน้อยฉินผิงก็ดึงคอเสื้อของฉินเทียน ก่อนที่ในไม่ช้านัยน์ตาเล็กๆ ของนางจะเป็นประกายราวกับว่ามีดาราอยู่นับร้อยพัน สองนัยน์ตาคล้ายมีคราบน้ำตาแห่งความปรารถนาค่อยๆ เอ่อล้นออก


    ฉินเทียนราวกับจะใจสลายหากมันกล่าวปฏิเสธเจ้าตัวน้อย


    ไม่ช้าตัวมันก็นึกขึ้นได้ว่ามันมี [เหรียญอัญเชิญเซียนซุน 3 ครั้ง] และเมื่อมันคิดได้ ไม่ช้ามันก็รีบพูดกล่าวในทันที


    "ฮะฮาฮา ตัวน้อยของบิดา บิดาต้องไปดูเจ้าอยู่แล้ว พร้อมมองดูเจ้าอย่างตั้งใจด้วย"


    ฉิงผิงยิ้มสดใสก่อนจะจุมพิตหอมแก้มผู้เป็นบิดาของนางพร้อมพูดกล่าวอย่างมีความสุขนัก "ฉินผิงรักท่านพ่อที่สุดเลยเจ้าค่ะ"


    ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะเสียงดัง


    มีความสุขใจนักกับเจ้าลูกสาวตัวน้อย


    ฉินจวิ้นเจี๋ยเจ้าบุตรล่ำบึ้กก็ดีใจที่เห็นบิดากับน้องสาวมีความสุข ตัวมันก็อยากจะแสดงให้ผู้เป็นบิดาเห็นเช่นกันว่ามันกล้าแกร่งถึงเพียงไหนแล้ว


    .


    .


    .


    ในราชวังแห่งมหานครฟ้าอนันตร์


    ติงฉีเล่อนั่งร่วมโต๊ะกับสองบุรุษรูปงาม โดยมีมหาขันทีของมันยืนอย่างสงบอยู่ด้านหลัง


    ทีท่าของตัวมันติงฉีเล่อในตอนนี้ช่างแลดูนอบน้อมเกินจะกล่าว บุรุษรูปงามพูดอะไรมา ตัวมันก็ทำเพียงพยักหน้ารับและตอบรับกับทุกสิ่ง


    ไม่ช้ามันก็พูดกล่าวบางสิ่งอย่าง หนึ่งบุรุษรูปงามที่สวมใส่ชุดสีม่วงก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ช้าก็พูดกล่าว


    "ย่ำฟ้างั้นรึ ข้ามิเคยรู้จักมันผู้นี้แม้แต่น้อย นอกจากนั้นระดับผู้บำเพ็ญระดับแสวงมรรคในดาราแห่งนี้ ทั้งที่เปิดเผยตัวและหลบซ่อน ก็มิมีผู้ใดใช้นามนี้ เจ้าว่ามันมีกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน 15 ตำนาน 5 เหนือตำนาน จากแดนอื่นงั้นรึ" ปราชญ์บัวมณีทำสีหน้าขบคิด ตอนนี้ในหัวของนางกำลังนึกอยู่ว่าในรอบ 1 ถึง 2 ปีนี้มีผู้บำเพ็ญระดับสูงของผู้ใดบ้างที่หายตัวหรือตกตายจำนวนมาก


    หากแต่เมื่อนางขบคิด ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็มิมี และเมื่อเป็นเช่นนั้น...


    นัยน์ตาของปราชญ์บัวมณีสว่างวาป ก่อนหันไปมองที่ลี่อิ่งในร่างปลอมบุรุษเพศ


    "น้องหญิงเกรงว่าเราจะต้องออกเดินทางกันช้าอีกเสียหน่อยแล้ว เรื่องราวของย่ำฟ้าผู้นี้ เกรงว่าข้ามิอาจจะปล่อยปละไปได้ มันผู้นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับราชันย์สวรรค์ที่เคยช่วยเจ้าก็ได้"


    ลี่อิ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้นัยน์ตาของนางพลันสว่างวาป


    นางยังจำความเมตตาของราชันย์สวรรค์ผู้นั้นได้


    เขาหยิบยื่นไมตรีโดยไม่ร้องขอสิ่งใด ความการุญนี้ของราชันย์สวรรค์ผู้ลึกลับช่างตราตรึงใจนางเหลือเกิน


    ไม่ช้าลี่อิ่งนางสตรีผู้งดงามก็พยักหน้ารับ นางก็เห็นควรเช่นกันที่จะอยู่ที่นี่ต่อ


    .


    .


    .


    เมื่อยามสายผ่านไปอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลับขอบฟ้า ฉินเทียนบอกกล่าวสองตัวน้อยให้รีบนอนแต่เร็ววัน ส่วนตัวมันให้เหอซือห้าวไปลงทะเบียนแข่งขันคัดตัวเป็นศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์ให้แก่ทั้งสองแล้ว ยามสายของวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นเวลาคัดตัว ไม่ช้าสองวัยเยาว์ก็รีบกลับเข้าห้องพร้อมสัญญาว่าจะรีบนอนโดยเร็ว


    .


    .


    .


    หากแต่ตัวฉินเทียนกลับมิอาจจะหลับนอน เพราะในค่ำคืนนี้มีสิ่งที่ต้องกระทำ


    'หลงหลินพี่ใหญ่ฉินผู้นี้กำลังจะไปช่วยเจ้าแล้วนะ'


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน