ช่วงงานเทศกาลในตัวเมืองจะมีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านโดยรอบหรือจากตัวอำเภอและตำบลห่างไกลก็ล้วนยอมเดินทางเข้าเมืองฉางเพื่อร่วมชมความครึกครื้นนี้กันแทบทั้งสิ้น
บนถนนในตัวเมืองมีทั้งคนจากตระกูลสูงศักดิ์หรือแม้กระทั่งชาวบ้านสามัญชนล้วนพากันออกมาเดินชมงานแทบทั้งสิ้น
ถนนทุกสายตั้งแต่เหนือจรดใต้ทั่วทั้งตัวเมืองประดับโคมไฟคอยให้แสงสว่างยามค่ำคืนแสงโคมไฟสะท้อนเหนือผิวน้ำดำมืดยามค่ำคืนช่างงดงามยิ่งนักส่วนแม่น้ำทางใต้ก็เต็มไปด้วยแสงสีจากดอกไม้ไฟ ทำให้ถนนตลอดทั้งสายสว่างโชติช่วงงดงามยิ่งนัก
เทศกาลฉงหยางนอกจากจะเป็นเทศกาลที่ผู้คนเดินทางขึ้นเขาไปชมดอกเก๊กฮวยจิบชากินขนมแล้วยังเป็นเทศกาลรวมญาติที่เหล่าลูกหลานพากันรวมตัวกลับเรือนเยี่ยมญาติผู้ใหญ่
ภายในงานจึงมองเห็นเหล่าครอบครัวคนแก่และเด็กวิ่งเล่นซุกซนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสนุกสนานทำให้บรรยากาศภายในงานยิ่งครึกครื้นยิ่งขึ้นอีกเท่าตัวพาลให้ผู้คนรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจตามไปด้วย
สองข้างฝั่งถนนหนทางเป็นพื้นที่ที่ทางการจัดสรรเว้นที่ทางเอาไว้ให้เหล่าชาวบ้านพ่อค้าแม่ขายมาจับจ้องพื้นที่ขายของเรียงกันยาวตามแนวถนน
ถนนการค้าแห่งนี้จะถูกจัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับช่วงเทศกาลเท่านั้นเพราะแบบนี้ตลอดเส้นทางที่เดินชมเทศกาลจะมองเห็นเหล่าพ่อค้าเร่จำนวนมากเดินผ่านไปมาเรียกร้องตะโกนหาลูกค้า
มีเด็กน้อยหลายคนเดินไปรุมล้อมพ่อค้าของเล่นหัวเราะคิกคักชวนปวดหัวแก่เหล่าพ่อแม่ที่ติดตามมาด้วยแต่ถึงอย่างนั้นบางคนก็ยินยอมควักเศษเหรียญอีแปะน้อยนิดของตนซื้อของเล่นให้ลูก ๆได้มีความสุขในเทศกาลเช่นนี้ด้วยเช่นกัน
สองข้างทางล้วนเต็มไปด้วยของกินของใช้มากมายครบครันบางสินค้าก็เป็นสินค้าจากต่างเมืองที่นานครั้งจะได้พบเห็นทำให้มีผู้คนไม่น้อยไปมุงล้อมรอบเพื่อมองดูข้าวของเหล่านั้น
เพราะเป็นการมาเดินเที่ยวงานเทศกาลด้วยกันสองสามีภรรยาครั้งแรกชุนเชียงจึงอ้างสารพัดเหตุผลเพื่ออยู่เรือนแม้กระทั่งอ้างว่าต้องล้างห้องส้วมนางก็ยังเอ่ยออกมาได้
สองสามีภรรยาหนุ่มสาวเดินจับมือกันท่ามกลางกลุ่มคนคนหนึ่งสวมชุดสีดำส่วนอีกคนสวมชุดสีขาวดูโดดเด่นในกลุ่มคน โดยเฉพาะใบหน้าที่หล่อเหลาและงดงามของพวกเขาสองคนยิ่งดึงดูดผู้คนให้เหลียวมองได้ไม่ยากทั้งหญิงและชาย
“ข้าว่าเจ้าสวมหน้ากากดีหรือไม่?”หลี่เจี่ยหลิงหรี่ตามองชายหนุ่มคาดโทษบางทีการมีสามีหล่อเหลาเกินไปก็มีปัญหาเหมือนกันสินะ
“ต่อให้สวมหน้ากากข้าก็ยังหล่อเหลาอยู่ดี ไม่รู้หรือ?”
“หน้าหนานัก”นางเบือนหน้าไปยิ้มอีกด้านทำให้จ้าวห่าวหลินหัวเราะอารมณ์ดีออกมา
ทั้งสองเดินกันจนถึงทางใต้ของเมืองทางด้านนี้มีคูเมืองขนาดใหญ่และเป็นสีสันและหน้าตาของงานเทศกาลแห่งนี้เนื่องจากมีเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านบนแผ่นน้ำ แสงโคมไฟหลากสีจากเรือช่างงดงามน่ามองยิ่ง
เพียงแต่ไม่ใช่เรือที่ชาวบ้านจะขึ้นไปได้
เรือลำนี้เป็นหอนางโลมขึ้นชื่อของเมืองฉางชื่อว่า‘หอซิ่วจาว’ บนดาดฟ้าเรือมีเหล่าแม่นางน้อยนุ่งน้อยห่มน้อยร่ายระบำสร้างความบันเทิงเรียกลูกค้าดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ
เหล่าคุณชายผู้มีอารมณ์สุนทรีย์ทั้งหลายต่างพากันขึ้นเรือลำเล็กแล่นเข้าไปหาเรือลำนั้นเป็นระยะคุณชายบางท่านก็เลือกที่จะนั่งเรือลำเล็กล่องแม่น้ำจิบสุราฟังเพลงแล่นตามเรือลำนั้นเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศและพูดคุยกันก็มี
บนท้องถนนเต็มไปด้วยฝูงชนมากมายบ้างก็ค้าขายบ้างก็กำลังแสดงปาหี่เล่นกลเพื่อแลกเงิน และเดินไปอีกสักพักก็พบกับซุ้มเล่นเกม
จ้าวห่าวหลินมองโดยรอบด้วยความสนใจและอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้แม้ว่าเขาจะไปยังโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงมากมายจนชินตาแล้วแต่การได้กลับมาในบรรยากาศเช่นนี้อีกครั้งก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยและอาจเป็นเพราะเขาอยู่เรือนอย่างสงบเสงี่ยมมานานจึงรู้สึกหวั่นไหวกับบรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ก็เป็นได้
หลี่เจี่ยหลิงเห็นชายหนุ่มมีความสุขก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย
ทั้งสองคนแวะดูข้าวของตามร้านต่างๆ เป็นระยะตอนนี้ในตัวของจ้าวห่าวหลินมีเงินอยู่ห้าสิบกว่าตำลึงที่ได้จากการเข้าบ่อนคราวก่อนเขาเดินตรงไปยังร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งที่เป็นร้านเรียบง่าย
แน่นอนว่าหากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่แม้จะเหลียวมองของเหล่านี้แม้แต่ปลายหางตาแต่ยามนี้เขากลับรู้สึกว่าของเหล่านี้ช่างน่าสนใจนักแม้จะไม่ได้ปราณีตงดงามหรูหราเหมือนเครื่องประดับราคาแพงจากหยกชั้นยอดแต่ก็เห็นถึงร่องรอยของความพยายามทำและบรรจงตั้งใจของคนทำ
“คุณชายท่านนี้ท่านต้องการเลือกปิ่นหยกให้ฮูหยินท่านอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”คนขายยิ้มแย้มรีบเข้ามานำเสนอทันที
ชายหนุ่มตอบอืมไปคำหนึ่งเรียบๆ และคว้าเอาปิ่นไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมา แม้จะเรียบไปหน่อยแต่สีของมันและลักษณะของไม้ชิ้นนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนักตรงปลายปิ่นมีการห้อยไม้แกะสลักเป็นรูปดอกหลีฮวาเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่น่าสนใจ
“เจ้าชอบหรือไม่?”
หลี่เจี่ยหลิงมองปิ่นไม้ในมือของชายหนุ่มแม้ว่าจะเป็นปิ่นไม้เรียบง่ายธรรมดาแต่อดพูดไม่ได้ว่าเป็นปิ่นที่น่าสนใจยิ่งนางพยักหน้าตอบกลับ
“เท่าไหร่?”
“คุณชายท่านสายตาเฉียบคมยิ่งนักปิ่นไม้ชิ้นนี้ราคาสองเฉียนเจ้าค่ะ”
หลี่เจี่ยหลิงรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่มีเงินติดตัวจึงคิดจะเรียกเงินออกมาแต่พอหันมองอีกทีชายหนุ่มก็ล้วงเอาถุงเงินออกมาจ่ายเงินอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยก่อนจะหันมาทางนางช่วยปักปิ่นไม้ลงบนหัวแผ่วเบา
“แบบนี้ผู้คนเหล่านี้จะได้รู้ว่าตอนนี้เจ้าเป็นของข้าแล้ว”
คนขายสาวหน้าแดงก่ำปิดปากกรีดร้องคุณชายท่านนี้ท่านช่างกล้าพูดเสียจริงพอมองสองหนุ่มสาวหน้าตางดงามท่าทางสง่าทั้งคู่ ก็อดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้“พวกท่านทั้งสองช่างเหมาะสมกันยิ่งนักเจ้าค่ะ”
หลี่เจี่ยหลิงลูบปิ่นไม้บนหัวก่อนจะแย้มยิ้มเขินอาย“เหมาะหรือไม่?”
“มีสิ่งใดที่ไม่เหมาะกับเจ้าบ้าง...ตอนนี้ข้าให้เจ้าได้เพียงเท่านี้ รอข้าอีกหน่อยข้าจะหาสิ่งที่ดีกว่านี้ให้เจ้า”
“เพียงเท่านี้ก็พอแล้วข้าชอบปิ่นนี่”
“ต่อไปของที่เจ้าชอบจะมีอีกมากไม่ต้องกังวล”
“ตอนนี้ข้าเป็นของเจ้าแล้ว”นางนิ่งครุ่นคิด “เช่นนั้นข้าควรจะให้อะไรเจ้าเสียหน่อยคนเหล่านี้จะได้รู้ว่าเจ้าเป็นของข้า”
ท่าทางผยองและเอาแต่ใจของนางทำให้จ้าวห่าวหลินหัวเราะออกมาเหลือบสายตามองไปยังสาวน้อยสาวใหญ่รอบตัวที่มองมาทางพวกเขาเดิมทีเขาเคยชินกับสายตาผู้คนจึงไม่คิดจะสนใจ แต่พอมองดี ๆแล้วก็เห็นเหล่าชายหนุ่มที่จับจ้องมาทางสตรีของเขาเช่นกัน
“พูดไปเถอะไม่ใช่ว่าชายหนุ่มเหล่านั้นเองก็มองมาทางเจ้าหรอกหรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงก้าวเข้ามาประชิดชายหนุ่มมากขึ้นโน้มเข้าไปกระซิบข้างหู“เจ้าหึงหวงข้าแล้วใช่หรือไม่?”
“ข้ามีสิทธิ์เช่นนั้นด้วยหรือ...ฮูหยิน ข้าน้อยเป็นเพียงสามีบำเรอของท่าน ข้าคงมิกล้า”
หลี่เจี่ยหลิงถอยออกมาเชยคางชายหนุ่มขึ้น“ข้าให้สิทธิ์เจ้า เจ้ามีข้าเพียงคนเดียว ข้าก็จะมีเพียงเจ้า”
จ้าวห่าวหลินเบือนหน้าหนีเม้มปากเล็กน้อยรู้สึกราวกับสาวน้อยที่ถูกสามีหยอกเย้าหลี่เจี่ยหลิงหัวเราะชอบใจจูงมือชายหนุ่มออกจากร้านไปตามถนนแวะร้านนู่นทีร้านนี้ที ก่อนจะแวะชิมขนมถังหูลู่ไม้หนึ่ง
นางกัดไปคำหนึ่งก็รู้สึกว่าอร่อยใช้ได้จึงยื่นส่งให้เขาลองชิม
ความจริงแล้วหลังจากที่จ้าวห่าวหลินถูกพิษเล่นงานนอกจากอาหารในจวนตัวเองแล้วตอนออกข้างนอกเขาจะมีองครักษ์คอยตรวจสอบอาหารที่กินเสมอพอนานเข้าหากไม่มีความจำเป็นเขาก็ไม่ค่อยกินอาหารนอกบ้านบ่อยนักเพราะเกรงว่าจะมีพิษอยู่ในอาหารเหล่านั้น
เขากัดถังหู่ลูในมือของหญิงสาวอย่างไม่ลังเลรสหวานของน้ำตาลไม่บริสุทธิ์นักมีความฝาดเล็กน้อย แต่ก็นับว่าไม่ได้แย่นัก
หลี่เจี่ยหลิงเห็นชายหนุ่มพยักหน้าก็กัดต่ออีกคำก่อนจะเอาไม้ยัดใส่มือชายหนุ่มให้เขากินต่อแทนนางไม่ชอบกินของหวานนัก แต่หากกินก็กินได้แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเช้านางกินขนมฉงหยางไปเสียหลายชิ้น
นางอดยอมรับไม่ได้ว่านางเดินทางไปทั่วใต้หล้าอาหารของจ้าวห่าวหลินถูกปากนางที่สุดแล้ว
จ้าวห่าวหลินไม่คิดอะไรมากกัดถังหู่ลูอีกสองลูกจนหมดก่อนจะยื่นส่งไม้เปล่ากลับไปให้พ่อค้าขายถังหูลู่
ทั้งสองคนเดินหันซ้ายหันขวาแวะร้านนู่นออกร้านนี้ชิมอาหารข้างทางจนเหนื่อยล้าแล้วจึงพากันไปนั่งริมแม่น้ำทอดสายตามองแสงโคมไฟสะท้อนน้ำอย่างสงบแทน
หลี่เจี่ยหลิงเขยิบเข้าไปอิงแอบในอ้อมแขนชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นถามเขาอย่างเป็นธรรมชาติ “สนุกหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินกระชับอ้อมแขนให้นางนั่งได้ถนัดขึ้น“ไม่เลว”
นางยิ้มพึงพอใจ“เทศกาลที่ครึกครื้นที่สุดคือเทศกาลโคมไฟ ตามเมืองต่าง ๆจะประดับโคมไฟหลากสีหลากรูปแบบ และมีผู้คนออกมาทายปริศนาคำทายในที่ต่าง ๆครั้งหนึ่งข้ากับอาจารย์เคยไปเยือนเมืองเยี่ยนเป่ย ที่นั่นเองก็คึกคักยิ่งไว้ข้าจะพาเจ้าไปชมดีหรือไม่?”
ชายหนุ่มเกี่ยวปอยผมที่หลุดออกมาของหญิงสาวไปหลังหูของนาง
“ไม่ว่าเจ้าต้องการพาข้าไปที่ไหนข้าก็จะไปที่นั่น”
“สามีเจ้าปากหวานเช่นนี้เสมอหรอกหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าชิมตลอดหรอกหรือ?”
ทั้งสองคนหัวเราะคิกคักอิงแอบมองผืนน้ำเบื้องหน้าด้วยกันอย่างมีความสุขนั่งอยู่สักพักหลี่เจี่ยหลิงก็รู้สึกหิวขึ้นมา นางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“วันก่อนข้าได้ยินว่าที่เมืองฉางมีร้านน้ำแกงเนื้อแพะอร่อยอยู่เจ้าหนึ่งพวกเราไปลองชิมดูหน่อยดีหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินเอื้อมมือลูบหน้าท้องนาง“เจ้ากินตลอดทาง ไม่พอหรือ?”
หญิงสาวถลึงตาใส่“สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงของว่างจะอิ่มท้องได้อย่างไร?”
จ้าวห่าวหลินไม่คิดเถียงลุกขึ้นดึงตัวนางลุกตามไปด้วยและปล่อยให้หญิงสาวจับจูงเดินไปตามทางแต่เพราะความรีบร้อนที่จะไปร้านน้ำแกงเนื้อแพะหรืออย่างไรไม่ถามนางไม่คิดจะเดินฝ่าฝูงชนบนถนนหลังอีกแล้วและเลือกจะพาชายหนุ่มเดินไปตามตรอกซอกซอยที่ไร้ผู้คนแทน
“ไอ้เด็กไม่มีพ่อกล้าดียังไง นี่แหนะ!”
“ไอ้เด็กไม่มีพ่อไอ้เด็กไม่มีพ่อ ไอ้เด็กไม่มีพ่อ”
หลี่เจี่ยหลิงได้ยินเสียงของเด็กน้อยดังขึ้นประมาณสี่ห้าคนก็ขมวดคิ้วปล่อยมือจ้าวห่าวหลินรีบพุ่งตรงไปยังทิศทางของเสียงทันที
“พวกเจ้าทำสิ่งใด”เสียงหวานตะคอกใส่เด็กน้อยเหล่านั้น
เด็กน้อยอายุประมาณหกเจ็ดขวบห้าหกคนรุมทำร้ายเด็กน้อยคนหนึ่งบนพื้นดวงตาของนางเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันทีก้าวเดินไปข้างหน้าท่าทางน่าหวาดกลัวของนางทำให้เด็ก ๆ ตกใจกลัวรีบวิ่งหนีกระเจิงออกไป
หลี่เจี่ยหลิงพ่นลมหายใจไม่พอใจแต่ไม่คิดจะตามเด็กเหล่านั้นไปลุกขึ้นไปช่วยเด็กน้อยบนพื้นขึ้นมา
ตอนที่จ้าวห่าวหลินมาถึงก็เห็นเด็กน้อยวัยสามขวบถูกหลี่เจี่ยหลิงพยุงขึ้นมาผิวของเด็กน้อยขาวอมชมพูสวมเสื้อผ้าเนื้อดีดูเหมือนจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี
เด็กน้อยลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวและก้มลงทำความเคารพหลี่เจี่ยหลิงอย่างสุภาพไม่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กทั่วไปควรจะมีแววตาคู่นั้นราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
“อาฝู่ขอบพระคุณผู้มีพระคุณขอรับ”
หลี่เจี่ยหลิงท่องไปทั่วใต้หล้าแล้วแต่ไม่เคยเจอเด็กน้อยเช่นนี้มาก่อนนางหันไปมองจ้าวห่าวหลินทันที
จ้าวห่าวหลินเดินไปนั่งยองเบื้องหน้าเด็กน้อยเช่นเดียวกับหลี่เจี่ยหลิง“เจ้าหนูชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน?”
“ข้ามีนามว่าฝู่แซ่หวัง แต่พวกท่านเรียกข้าว่าอาฝู่ก็ได้ขอรับ”
หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้เฉลียวฉลาดน่าสนใจยิ่งนักนางแย้มยิ้มอ่อนโยน “แล้วครอบครัวเจ้าเล่า?”
คิ้วน้อยย่นเข้าหากัน“แม่ของข้าหลงทางขอรับ ข้าจึงต้องออกมาตามหานาง”
จ้าวห่าวหลินกับหลี่เจี่ยหลิงรู้สึกว่าเด็กน้อยตรงหน้าเลือกใช้คำได้น่าสนใจนักเขาไม่ได้บอกว่าตัวเองหลงทางแต่บอกว่าแม่ของเขาหลงทางเสียอย่างนั้น
อาฝู่ย่นคิ้วก่อนจะเอ่ยต่อ“พวกท่านช่วยข้าหาท่านแม่ได้หรือไม่ หากไม่มีข้าท่านแม่ข้าต้องลำบากมากแน่”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา“เช่นนั้นเจ้าบอกพี่สาวหน่อยสิว่ามารดาเจ้าเป็นใครอยู่ที่ไหนและข้าจะไปพบนางได้เช่นไร”
“ท่านแม่ของข้าชื่อหนิงเซียนเป็นเจ้าของร้านผ้าหนิงเซียนในตรอกต้าหลงขอรับวันนี้นางสวมชุดสีเขียวอ่อนปักปิ่นรูปดอกหลันฮวาขอรับ”
“ทำไมเจ้าคิดว่าหากท่านแม่เจ้าไม่มีเจ้าจะลำบากไม่ใช่ว่าเจ้าหลงทางเองหรอกหรือ”จ้าวห่าวหลินอยากรู้ว่าเด็กน้อยคนนี้จะฉลาดขนาดไหนก็เลยอดที่จะหยั่งเชิงไม่ได้
“แม่ของข้าซุ่มซ่ามยิ่งนักหากไม่มีข้าคอยดูแล”เขาส่ายหน้าเล็ก ๆ ด้วยความระอา “ข้าเป็นบุรุษข้ากายนางย่อมต้องคอยดูแลนางให้ดี”
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงได้พลัดหลงกับนางได้เล่า”
อาฝู่ถอนหายใจหนัก“ข้าเพียงดูสินค้าบางอย่างเล็กน้อย หันไปอีกทีแม่ของข้าก็หายไปแล้วขอรับ”
ชัดเลยเจ้าเด็กนี่คงเห็นของเล่นน่าสนใจเลยเข้าไปดูแล้วสุดท้ายก็พลัดหลงกับแม่ของเขา
หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกชอบเด็กคนนี้มากจนอยากเอากลับบ้านแต่น่าเสียดายนางคงลักพาตัวลูกชายคนอื่นไม่ได้ นางหันไปหาจ้าวห่าวหลินก่อนเอ่ย“เจ้ารอข้าตรงนี้ครู่หนึ่ง ข้าจะพาเด็กคนนี้ขึ้นไปหาแม่หน่อย”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเข้าใจส่วนอาฝู่ยังไม่เข้าใจอะไรคือ ‘ขึ้นไป’ ขึ้นไปไหน?
พุ่บ...
ร่างของหลี่เจี่ยหลิงใช้วิชาตัวเบาปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคาบ้านเรือนด้านบนทิวทัศน์ด้านบนมองเห็นท้องถนนเบื้องล่างได้ทั้งหมดทำให้อาฝู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่นานก็รีบกวาดสายตามองไปทั่วถนน
หลี่เจี่ยหลิงมองไปยังฝูงชนมากมายเหล่านั้นเบื้องล่างผู้คนแต่งตัวหลากสีสันยากจะระบุว่าใครคือแม่ของอาฝู่ได้
“ตรงนั้นขอรับ”
อาฝู่ชี้ไปยังหญิงสาวในชุดเขียวคนหนึ่งที่หมุนตัวไปมาท่ามกลางฝูงชนเมื่อคว้าใครได้นางก็พูดบางอย่างกับคนนั้นคงกำลังตามหาอาฝู่เป็นแน่หลี่เจี่ยหลิงพยักหน้ารับรู้กลับไปหาจ้าวห่าวหลิน ก่อนทั้งสามจะมุ่งหน้าไปหาแม่ของอาฝู่พร้อมกัน
“ท่านแม่”
เสียงเรียกของลูกน้อยของนางนางรีบหันกลับมาตามเสียงทันที สตรีหน้าตาสะอาดหมดจดไม่ได้งดงามจับตา แต่มองดูแล้วให้ความรู้สึกสบายใจดูไปแล้วคล้ายดังฮูหยินผู้ใจดีใจกว้างผู้หนึ่งที่ยังเยาว์วัย
นางรีบวิ่งมาหาอาฝู่ที่ยังคงถูกหลี่เจี่ยหลิงอุ้มอย่างรวดเร็วภายในใจที่เต็มไปด้วยความกังวล “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม เกิดเรื่องอะไรกับเจ้าหรือไม่เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน?”
อาฝู่รีบส่ายหน้าดิ้นรนจะไปหาแม่ของเขา“ข้าไม่เป็นไรขอรับ ได้พี่ชายกับพี่สาวสองคนนี้ช่วยเอาไว้”
ตอนนั้นเองที่หลิงเซียนได้สติหันไปมองสองหนุ่มสาวเบื้องหน้ารีบพงกหัวขอบคุณทันที “ขอบพระคุณคุณชายและฮูหยินทั้งสองมากเจ้าค่ะ หลิงเซียนไม่มีสิ่งใดตอบแทนพระคุณพวกท่านคงมีเพียงร้านผ้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่งหากพวกท่านไม่รังเกียจมาตัดชุดที่ร้านข้าน้อยเถอะเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะตัดเย็บให้พวกท่านโดยไม่คิดเงินเจ้าค่ะ”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้มบางอ่อนโยน“ไม่เป็นไร ไม่ลำบาก”
จ้าวห่าวหลินเองก็ไม่ได้คิดมาก“เอาไว้พวกเราค่อยไปหาเจ้าที่ร้านก็แล้วกัน”
“ขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งสองมากเจ้าค่ะ”
หลี่เจี่ยหลิงมองอาฝู่ยิ่งมองยิ่งชอบนางยกมือขึ้นลูบหัวเด็กน้อยแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
ในเมื่อส่งเด็กกลับหาแม่เรียบร้อยแล้วอีกทั้งตอนนี้ก็ดึกมากแล้วจ้าวห่าวหลินคิดว่าควรจะได้เวลากลับเรือนได้แล้วไม่เช่นนั้นพวกพี่ใหญ่เฉินและชุนเชียงจะเป็นกังวลได้
แม้ว่าหลี่เจี่ยหลิงจะเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ไปกินน้ำแกงเนื้อแพะแต่พอคิดดูแล้วก็คิดว่าไม่มีทางที่น้ำแกงนั่นอร่อยกว่าที่จ้าวห่าวหลินทำได้เป็นแน่จึงยอมตัดใจซื้อขนมของว่างกลับไปจำนวนหนึ่งเพื่อไปฝากสาวน้อยนักกินของนางที่เรือน
“เจ้ารักเด็กอย่างนั้นหรือ?”จ้าวห่าวหลินเห็นท่าทางอ่อนโยนของหลี่เจี่ยหลิงก็อดถามไม่ได้ เพราะปกติเขาก็ไม่เห็นว่านางจะเข้าใกล้เด็กคนไหนในหมู่บ้านแต่เหตุใดพอเห็นอาฝู่นางจึงรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก
“ตอนเด็กข้าเดินทางไปทั่วกับอาจารย์หากพูดให้ถูกข้าก็แค่เด็กกำพร้าที่เร่รอนไปที่ต่าง ๆ กับอาจารย์เพราะแบบนั้นเวลาค้างที่ไหนนานสักหน่อย ก็จะมีเด็กแถวนั้นรังแกข้าและต่อว่าเรื่องที่ข้าเป็นเด็กกำพร้านานวันข้าก็ไม่ทนและเรียนรู้ที่จะสู้กลับ เด็กพวกนั้นจึงไม่กล้ารังแกข้าอีกและข้าก็เป็นวรยุทธ์ในที่สุด พอเห็นอาฝู่ก็เลยทำให้ขานึกถึงอดีตกระมัง”
จ้าวห่าวหลินคิดถึงนางตอนเป็นเด็กก็อดที่จะยิ้มขำไม่ได้ดูท่าทางตอนเด็กนางก็คงก๋ากั๋นไม่น้อย
หลี่เจี่ยหลิงเห็นท่าทางเขาก็อดเอ่ยถามไม่ได้“แล้วเจ้าตอนเด็กเล่า”
ชายหนุ่มนิ่งไปสักพักก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่มีอะไรน่าจดจำ” เขาหันมองนาง “ตอนนี้สำคัญกว่า”
ทั้งสองมุ่งหน้ากันกลับเรือนพอไปถึงเรือนก็พบว่ามีคนยืนอออยู่เต็มหน้าบ้านของนางมีชุนเชียงยืนทำหน้าตาไม่รับแขกประจัญหน้ากับทุกคนเบื้องหน้าด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
“พวกเจ้าทุกคนล้วนทำร้ายท่านเขยของข้ายามนี้ยังกล้าแบกหน้าของพวกเจ้ากลับมาที่จวนข้าอีกหรือ เหอะ... เห็นว่าพวกข้าสกุลหลี่รังแกได้ง่ายอย่างนั้นหรือดีข้าจะทุบขาพวกเจ้าให้หักไปเลย”
“เกิดอะไรขึ้น”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยเสียงเบาขณะควบม้าเคลื่อนไปด้านหน้าสีหน้านางมืดคล้ำจนไม่มีใครกล้าเข้าหน้านาง
ชุนเชียงเห็นหลี่เจี่ยหลิงก็รีบปรี่ตัวเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก“แย่แล้วหลิงเอ๋อร์ เกิดเรื่องกับพี่เฉินแล้ว”