“ข้ารู้ ข้าระมัดระวังมาตลอด”นางจะเปิดเผยความลับสำคัญเช่นนี้ตามอำเภอใจได้อย่างไร
จนกระทั่งวันนี้ถูกพวกพี่ใหญ่เห็นเข้าแล้วนั่นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิงเมื่อครู่นางได้ตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่มีใครอยู่รอบๆแต่ใครจะไปคาดคิดว่าอยู่ๆ พวกเขาจะโผล่ออกมา ทั้งยังเห็นนางคาหนังคาเขานี่จึงทำให้นางต้องมาสารภาพกับพวกเขาเช่นนี้
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว” เรื่องนี้สำคัญมาก นี่ถือเป็นเรื่องของพวกเขาทั้งสามคนเขาไว้ใจน้องรอง ส่วนน้องสามเขายังรู้สึกไม่ค่อยวางใจสักเท่าไร “น้องสามเรื่องเช่นนี้ไม่อาจพูดออกไปได้เข้าใจไหม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้พี่รองของเจ้าต้องตายเจ้าก็ไม่อยากให้พี่รองของเจ้าเป็นอะไรไปใช่ไหม”
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านวางใจได้เลยต่อให้ตีข้าให้ตาย ข้าก็จะไม่พูดเป็นอันขาด” เขาจะพูดออกไปมั่วซั่วได้อย่างไร
“พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้ขู่น้องสามเลยเขารู้จักความมากทีเดียว” เฉียวซีลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดูพลางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ตอนแรกนางไม่กล้าพูด แต่ตอนนี้คนในครอบครัวต่างก็รู้แล้วหลังจากนี้ไม่ต้องปิดบังอะไรให้เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว รู้สึกสบายใจเป็นที่สุด
“ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้วทำเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ได้แล้ว ทางที่ดีก็ลืมมันไปเสีย”แม้ปากจะบอกให้ลืมไปเสีย แต่เขารู้ว่าไม่มีทางลืมได้ลง ไม่แน่ว่าหลังจากนี้น้องรองอาจจะนำของเข้าไปเก็บหรือหยิบของออกมาต่อหน้าต่อตาตนกับน้องสามก็เป็นได้
เฉียวไป่พยักหน้า
“เรื่องลืมคงเป็นไปไม่ได้หรอกหลังจากนี้ข้าคงไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว” เฉียวซีเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนั้น เจ้าทำได้แค่ยามอยู่ในบ้านเข้าใจไหม”
“เจ้าค่ะหากอยู่ข้างนอกข้าไม่ใช้มันสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน”
“น้องรองว่าแต่เหตุใดเจ้าจึงซื้อของมากมายเช่นนี้” ของในตะกร้ามีมากมายทีเดียวมีไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
“มีเพียงเนื้อหมูไส้หมูและกระดูกหมูเท่านั้นที่ข้าซื้อเอง ที่เหลือคนในหมูบ้านให้มาเจ้าค่ะ”เมื่อกล่าวถึงสิ่งของ ใบหน้าของเฉียวซีดูเอือมระอาเล็กน้อย นางไม่ได้ต้องการแต่ก็ยากจะปฏิเสธน้ำใจได้ มีน้ำใจมากเกินไปก็ไม่ดีนางแค่รับปากว่าจะสอนเรื่องสมุนไพรให้พวกเขาเท่านั้นเอง
ท้ายที่สุดแล้วแรงดึงดูดใจของเงินนั้นมีมากมหาศาลเหลือเกินเพราะมัน ไม่ว่าจะสิ่งใดก็จักนำมาได้ทั้งสิ้น
“ให้? ใครให้หรือ”ความสัมพันธ์ของน้องรองกับชาวบ้านเริ่มดีขึ้นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดเหตุใดเขาจึงไม่รู้เลย
“ชาวบ้านที่กลับมาพร้อมกันเจ้าค่ะ”
“อยู่ดีๆ พวกนางก็ให้ของเจ้าเลยหรือ” เฉียวซงถามด้วยความสงสัย
“วันนี้ข้าไปขายสมุนไพรไม่ใช่หรือข้าขายได้เงินพอสมควร และคงมีคนมาเห็นเข้า ตอนนั่งเกวียนกลับอาเซี่ยวก็ถามข้าขึ้นมาไม่คาดคิดว่านางจะหน้าหนาขอให้ข้าสอนเรื่องสมุนไพรกับนางตรงๆข้าคิดว่าไม่ทำให้ผู้ใดไม่พอใจจะดีกว่า จึงรับปากไป หลังจากนั้น…ก็เหมือนกับที่ท่านเห็น” นางเอ่ยพร้อมผายมือออกทั้งสองข้างแล้วยกไหล่ขึ้นพร้อมใบหน้าเอือมระอา
“เช่นนั้นเรายังจะเก็บสมุนไพรได้อยู่หรือ”หลังจากที่ผู้อื่นรู้เข้าแล้ว พวกเขาจะไม่ได้ตัดทอนช่องทางการเงินของเราหรือเช่นนั้นหลังจากนี้พวกเขาจะทำอะไรเล่า ธุรกิจกับจวี้เซียนโหลวก็จะจบลงในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือนน้องรองมีเงินอยู่ในมือเพียงเล็กน้อย หากไม่มีหนทางหาเงินเงินเพียงเท่านี้จะอยู่ได้นานที่สุดกี่ปีกัน
“ได้แน่นอนข้าจะสอนให้พวกนางรู้จักเพียงสมุนไพรที่พบง่ายเท่านั้นสมุนไพรเหล่านั้นขายไม่ค่อยได้ราคา เราหาของที่ราคาดีไปขายก็ได้”นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องผลกำไรเล็กๆ น้อยๆนางก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดเล็กคิดน้อยอะไรเช่นนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกื้อหนุนจุนเจือพวกนางอีกด้วย
“จริงหรือ” ขอเพียงไม่ตัดเส้นทางหาเงินก็ดีแล้ว
“เจ้าค่ะ ข้าไม่โกหกพวกท่านหรอกแม่ยังสอนข้าเย็บผ้าปักผ้าอีกมิใช่หรือ เรื่องนี้ท่านก็รู้ แม่ฝีมือดีมากข้าคิดว่าถ้าข้าลองพยายามเย็บปักผ้าขาย จะต้องขายได้เป็นแน่”ก่อนนี้เคยวางแผนจะเก็บสมุนไพรขาย แต่ตอนนี้ถูกคนหน้าด้านขอไปแล้วนางจึงทำได้แต่เปลี่ยนวิธีหาเงินวิธีอื่น
เมื่อนางเริ่มเรียนเย็บปักถักร้อยกับแม่ของนางนางก็เริ่มหารูปแบบใหม่ๆ ให้แม่ของนาง รูปแบบเหล่านั้นขายได้ราคาดีทีเดียวดังนั้นเรื่องเย็บปักถักร้อยนางก็น่าจะทำได้ดีทีเดียว
“แต่มันไม่ดีกับสายตาสักเท่าไร เจ้าเย็บปักให้น้อยสักหน่อยดีกว่า”เรื่องฝีมือของแม่นั้นเขารู้ดีไม่อย่างนั้นการพึ่งพาเงินได้อันน้อยนิดของพ่อก็คงไม่เพียงพอจะใช้จ่ายเงินจำนวนมากในครอบครัวแลกมาจากการเย็บปักถักร้อยของแม่ซึ่งทุกเดือนสามารถหาเงินได้สามถึงสี่ตำลึง น้องรองได้เรียนรู้จากแม่ตั้งแต่เธออายุ 5 ขวบ ถือว่ามีความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ แล้ว
แต่เพียงว่าสุดท้ายแล้วการเย็บปักถักร้อยนั้นทำร้ายดวงตามากแม้ว่าจะได้เงินมามากมาย เขาก็ไม่ต้องการให้นางพยายามทำร้ายดวงตาของนาง
“ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่แต่มีเพียงหนทางนี้ ข้าจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน”แต่ยังเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรตอนนี้ขอเพียงเย็บผ้าขายแลกเงินได้แล้วเท่านั้นจึงจะถือว่าสำเร็จ
“เช่นนั้นที่ดิน 1หมู่นั้นเจ้าคิดจะเอาไปทำอะไรหรือ ด้านหลังเช่นกัน ตอนนี้ไถแบ่งเป็นที่เล็กๆไว้เหมือนกับเต้าหู้” เวลานี้เขาเฉียวซงได้ไถปรับที่ดินไปแล้วกว่าครึ่งหมู่แต่ลืมถามน้องสาวว่าจะทำอะไร จึงวางงานไว้ตรงนั้นก่อน
เฉียวซีไม่ได้ตอบคำถามพี่ชายคนโตของนางในทันทีเมื่อหันกลับมาคิด การทำการเกษตรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำแน่ๆมิฉะนั้นพลังวิเศษนี้จะถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ หากจะปลูกผักอย่างเดียวก็คงไม่ได้แต่ตอนนี้ก็มีที่ดินเพียง 1 หมู่ที่ใช้ได้ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจ “พี่ใหญ่ ที่ดิน1 หมู่นี้ท่านช่วยข้าแบ่งออกเป็น 8 แปลงก็แล้วกัน ข้าอยากปลูกผักไม่ซ้ำชนิดกันจะได้สามารถเลือกเปลี่ยนผัดที่จะกินได้หลายๆ ชนิด”
“ตกลง พรุ่งนี้ข้าจะปรับที่ดินให้เสร็จ”
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นพวกเฉียวซียังไม่ลุกจากเตียง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นแล้ว
เฉียวซีเปิดตาที่สะลึมสะลือด้วยความง่วงของนางสวมเสื้อคลุม ลุกจากเตียง และเตรียมจะไปเปิดประตูนางเห็นว่าประตูห้องตรงข้ามซึ่งเป็นประตูห้องของพี่ใหญ่ก็เปิดออกมาแล้วเช่นกันพี่ใหญ่กำลังเดินออกมาจากข้างในพอดี ทั้งคู่มองตากันขณะยืนอยู่ที่หน้าประตูและต่างพากันนึกถึงเรื่องเมื่อวาน
“น้องรองข้าจะไปต้มน้ำเจ้าไปเปิดประตูเสีย” เฉียวซงพูดจบก็หมุนตัวเข้าครัวไป
“มาแล้วๆ”
“โอ้ หนูซีสวัสดียามเช้านะจ๊ะกินข้าวเช้าหรือยัง อาเอามาเผื่อพวกเจ้าด้วย” เซี่ยวซื่อกล่าวพร้อมนำของกินที่เตรียมมายื่นให้เฉียวซี
“เอ่อ ท่านอาสะใภ้เช้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ” เฉียวซีมองไปที่หมั่นโถวในมือของนางด้วยความลำบากใจ
“เมื่อวานหลังจากกลับมาก็คิดจะมาเลยแต่กลัวว่าจะเย็นเกินไป ข้าจึงไม่กล้ามารบกวน เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็ทนไม่ไหวแล้วข้าจึงมาที่นี่เลย” เซี่ยวซื่อผู้นี้ช่างหน้าหนาเสียเหลือเกินช่างกล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้แต่จะมาหาพวกนางแต่เช้ายังรู้จักนำของกินติดมือมาฝากพวกนางอีก
“เหอะๆท่านอาสะใภ้มีอะไรท่านก็เอ่ยออกมาตรงๆ ถึงเพียงนี้เชียว” เฉียวซีหัวเราะเล็กน้อยนางก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันอย่างไรเสียเมื่อวานนางก็บอกกับพี่ชายคนโตของนางแล้วว่าพวกเขาอยากให้นางสอนเรื่องสมุนไพร เช่นนั้นนางสอนไปก็เพียงพอแล้วแต่อย่างไรก็ตามนางก็เป็นเพียงเด็ก ต่อให้มีความรู้เรื่องสมุนไพรแต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากถึงเพียงนั้น อย่างมากก็รู้จักแค่สมุนไพรที่หาง่ายๆ เท่านั้นดังนั้นเรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดให้ละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดเรื่องไม่สบายใจ
“เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนตรงไปตรงมาไม่มีทางปิดบังอ้อมค้อมก็เพียงอยากจะถามว่าเรื่องที่เจ้าพูดเมื่อวานพูดจริงใช่ไหม” เซี่ยวซื่อเป็นคนตรงไปตรงมาอย่างที่นางกล่าวจริงๆไม่พูดอ้อมค้อมเลยสักประโยค
“ท่านอาสะใภ้จะพูดถึงเรื่องนั้นหรือแน่นอนว่าข้าพูดจริง แต่ท่านอาสะใภ้ มีเรื่องบางเรื่องที่ข้าต้องพูดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกท่านคิดว่าข้าปิดซ่อนอะไรไว้”เฉียวซีก็ไม่อ้อมค้อมกับนางเช่นกัน พวกท่านอยากจะเรียนข้าก็จะสอนแต่ไม่อาจมากเกินไปได้
“เจ้าพูดมา อาจะฟัง”
“อันที่จริงก็ไม่มีอะไรเลยข้ารู้จักสมุนไพรเพราะหนังสือที่ท่านพ่อทิ้งไว้แต่หนังสือของท่านพ่อมีเพียงไม่กี่เล่มที่เกี่ยวข้องกับยาสมุนไพรและโชคดีที่มีรูปวาดไว้ ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่ข้าก็รู้เพียงเท่านั้นไม่รู้อะไรไปมากกว่านั้นดังนั้นหลังจากนี้หากมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับสมุนไพรก็ไม่ต้องมาหาให้ข้าเดือดร้อนนะ”นางไม่ต้องการให้พวกเขามาตอบแทนนางด้วยเรื่องวุ่นวาย
“เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดา เจ้าสอนข้าได้ข้าก็ซาบซึ้งบุญคุณของเจ้ามากแล้ว จะมาให้เจ้าเดือดร้อนได้อย่างไร”นางเป็นเพียงเด็ก รู้เท่านี้ก็ไม่เลวแล้ว จะรู้ทั้งหมดไปได้อย่างไรนอกเสียจากว่านางจะเป็นหมอ แต่เรื่องเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
“ท่านอาสะใภ้ห้ามโทษข้าก็แล้วกันข้าก็ทำเพื่อครอบครัว”
“อาเข้าใจแล้ว แต่เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจใช่ไหมพี่ชายเจ้า… จะเห็นด้วยหรือ” แม้เฉียวซีจะยอมสอนนางแล้วแต่เฉียวซงน่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่ เขาจะยอมให้นำวิธีหาเงินมาบอกหรือ
“ท่านอาสะใภ้เรื่องนี้เมื่อวานน้องรองบอกกับข้าแล้ว ข้าไม่ได้คัดค้านหวังแต่เพียงว่าในอนาคตพวกท่านจะไม่ทำให้พวกเราเดือดร้อนเพราะเรื่องสมุนไพร”คำพูดจะเปล่งเสียออกไปข้างนอกเสมอ ในเมื่อน้องรองจะสอนให้เจ้ารู้จักสมุนไพรให้พวกเจ้านำสมุนไพรไปใช้หาเงินเลี้ยงครอบครัวหลังจากนี้อย่าได้เป็นหมาป่าตาขาวบอกว่าพวกเขาไม่ดี
“โอ๊ย ไม่มีทางๆ” เพราะเรื่องสมุนไพรเซี่ยวซื่อจึงใกล้ชิดกับครอบครัวเฉียวมากยิ่งขึ้น แล้วได้อะไรดีๆ ไปมากมายชีวิตจึงดีขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านอาสะใภ้ ท่านก็อย่าได้รีบร้อนไปเลยหลังจากพาน้องรองไปกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว จึงจะไปบ้านท่านแล้วให้นางพาพวกท่านขึ้นไปบนภูเขาเพื่อสอนวิธีดูสมุนไพร อย่างไรเสียทุกคนที่นั่งเกวียนวัวกลับมาเมื่อวานต่างรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้นดังนั้นไม่สามารถสอนเพียงครอบครัวท่านครอบครัวเดียวได้...” คำพูดที่พูดออกไปน้ำที่สาดออกไป เป็นสิ่งที่เก็บกลับมาไม่ได้เช่นเดียวกันดังนั้นเฉียวซงจึงพูดถึงความลำบากใจของครอบครัวเขาออกไปตรงๆ
“อาเข้าใจๆ อาว่าอะไรพวกเจ้าเมื่อไร...”เซี่ยวซื่อขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางโทษตัวเองที่เมื่อวานปากไม่มีหูรูดพูดไปพูดมาบนเกวียนวัวจนสุดท้ายก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเสียแล้วคนที่อยู่บนเกวียนวัวเป็นคนเช่นไรเหตุใดนางจะไม่รู้กระนั้นเฉียวซีก็สามารถสอนให้ได้ สามารถทำให้พวกนางหาเงินสำรองได้เล็กๆ น้อยๆคิดเช่นนี้นางก็โล่งใจขึ้นมา และรู้สึกพอใจในสิ่งที่จะได้รับเช่นกัน
“เช่นนั้นข้าขอกลับไปก่อนก็แล้วกันรบกวนด้วยนะหนูซี”
“ไม่รบกวนหรอกเจ้าค่ะ ค่อยๆ ไปนะเจ้าคะประเดี๋ยวข้าจะไปหา”
หลังจากส่งเซี่ยวซื่อ เฉียวซีขึงหยิบน้ำและกินหมั่นโถวที่เซี่ยวซื่อเอามาให้รองท้องนางกล้ารับประกันว่าประเดี๋ยวก็จะมีคนมาที่บ้านของนางอีกดังนั้นหลังจากส่งเซี่ยวซื่อแล้ว จึงไม่ได้ปิดประตูใหญ่ คนที่มาทีหลังจะได้สะดวกและนั่นก็สะดวกต่อตัวนางด้วย จะได้ไม่ต้องเปิดประตูใหม่ทุกครั้งที่มีคนมาเช่นนั้นคงเหนื่อยมากเหลือเกิน
“น้องรองข้าจะไปทำข้าวต้มสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องหรอก เช้านี้ไม่ต้องทำข้าวเช้ากินพวกนี้ก็พอ” ไม่แน่ว่าอีกหน่อยอาจจะมีคนนำอาหารมาให้พวกนางอีกก็ได้
“เช่นนั้นข้าจะไปปลุกน้องสาม”
เฉียวซงเพิ่งจะเดินเข้าไปในบ้าน ก็มีคนอีกสองสามคนมาที่ประตูบ้านของพวกเขาตามๆกัน คนเหล่านั้นยืนอยู่ที่ประตู เกี่ยงกันไปมาต่างไม่อยากเข้ามาเป็นคนแรก
เฉียวซีส่งสายตามอง และเบะปากเช่นนี้คนหน้าหนาอย่างเซี่ยวซื่อยังไม่ขัดตาเท่าคนเหล่านี้เลยนี่คือข้อดีของการหน้าด้านกระมัง ที่จริงนี่ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีบางทียามที่นางทำเพื่อครอบครัวก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เมื่อคิดเช่นนี้คนอย่างเซี่ยวซื่อก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว