“เจ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใด ป้าจะเป็นพยานให้กับพวกเจ้าเอง” แม่สื่อเดินแหวกฝูงชนเพื่อมายืนเคียงข้างหลานสะใภ้ โชคดีที่วันนี้นางไม่ได้เข้าป่า เนื่องจากว่าอากาศเริ่มเย็นลง ลูกๆ จึงสั่งห้ามไม่ให้เข้าป่าเกรงว่าจะได้รับอันตราย ไม่เช่นนั้นวันนี้หลานชายและหลานสะใภ้ของตนคงถูกพ่อแม่แท้ๆ รังแกเป็นแน่
นางเซี่ยถึงกับเหงื่อตก ไม่คิดว่าลูกเขยจะไปตามแม่สื่อมาเพื่อเป็นพยาน เพราะในวันงานตนและสามีไม่คิดที่จะเปิดห่อผ้าที่บรรจุสินสอดเลยด้วยซ้ำ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดีในเมื่อตนเองเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะรับสินสอดตั้งแต่ต้น
“เอาอย่างไรดีตาเฒ่า” นางเซี่ยสะกิดสามี
“แล้วอย่างไรเล่า สินสอดน้อยนิดแค่นั้นจะให้พวกข้ารับมาให้ขายขี้หน้าชาวบ้านได้อย่างไรกัน” นายเซี่ยพูดแก้สถานการณ์
“เงิน 5 ตำลึงน่ะหรือที่บอกว่าน้อย ถึงกระนั้นในวันที่ส่งตัวเจ้าสาวหลานสะใภ้ตัวน้อยของข้ากลับมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ 2 ชุดที่ติดตัวมา เงินสินเดิมสักอีแปะก็ไม่มี ทุกคนฟังเอาไว้เถิดพ่อแม่เช่นนี้หรือที่เรียกร้องความกตัญญูกับลูก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่สนใจไยดี คำอวยพรในงานแต่งสักคำยังไม่หลุดออกจากปากสองคนนี้เลยด้วยซ้ำ” แม่สื่อไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกต่อไป ในงานแต่งที่ตนไม่โวยวายเพราะคิดว่าเป็นงานมงคล อีกทั้ง ทั้งสองคนก็อาภัพไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ คนหนึ่งพ่อแม่จากไปจนหมดสิ้น อีกคนพ่อแม่มีก็เหมือนไม่มี ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“วะ ว่าอย่างไรนะ 5 ตำลึงอย่างนั้นหรือ?” นางเซี่ยตาโต นี่มันเป็นเงินจำนวนเท่าที่ตนขายลูกสาวให้กับเศรษฐีในเมืองเลยนี่นา น่าเจ็บใจยิ่งนัก
“ข้าเป็นพยานเรื่องที่ท่านป้าพูดได้เจ้าค่ะ อีกทั้งท่านป้ายังใจดีมอบสินสอดให้เป็นสินเดิมติดตัวข้าอีกด้วยเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน จะพูดอย่างไรก็พูดได้ ท่านผู้นำช่วยให้ความเป็นธรรมกับเราทั้งสองคนด้วยขอรับ” นายเซี่ยไม่มีทางเชื่อเป็นอันขาด ก็แค่พรานป่าธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตในกระท่อมตีนเขาท้ายหมู่บ้านจะมีปัญญาเอาเงินมาจากไหนตั้ง 5 ตำลึง 5 อีแปะน่ะสิไม่ว่า ที่ลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะเงินค่าปรับจากชาวบ้านต่างหาก
“เอาอย่างไรดีขอรับท่านผู้เฒ่า” ผู้นำหมู่บ้านหันไปขอความเห็น แม้จะมีพยานรู้เห็นแต่ก็ไม่สามารถด่วนตัดสินได้ อีกทั้งไม่มีใครได้ไปร่วมงานแต่งของสองคนนั้น แม้กระทั่งท่านผู้เฒ่าจูที่ได้ชื่อว่าเปรียบเหมือนลุงแท้ๆ ของซ่งเวยหลงก็ตาม
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดเล่า ช่วยแถลงออกมาให้ชัดเจนเถิด” ผู้เฒ่าจูไม่อยากจะเสียเวลาสนทนากับบัวใต้น้ำพวกนี้อีก สู้ผลักไสให้ไปพ้นๆ ทางเสียดีกว่า
“ข้าต้องการส่วนแบ่งจากเงินค่าปรับกึ่งหนึ่ง” นายเซี่ยพูดขึ้น ชาวบ้านต่างตาโตด้วยความอิจฉา
“มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ? นี่มันขูดรีดกันชัดๆ” แม่สื่อเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออด แม้ว่าตนจะถูกปรับในครั้งนั้นด้วย แต่ก็ยอมจ่ายด้วยความเต็มใจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตนไม่พูดแต่ใช่ว่าคนในบ้านจะไม่พูด เรื่องนี้จับใครดมไม่ได้ จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“ข้าทนอุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือน เลี้ยงมันมาอีก 15 ปี แค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ” นางเซี่ยกล่าวทวงบุญคุณ
“พวกเจ้านี่มันปลิงชัดๆ อาหลงจ่ายให้ปลิงพวกนี้ไปเถิด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้ไม่มาวุ่นวายกับพวกหลานอีก ท่านป้าคนนี้เชื่อว่าพวกเจ้าต้องหากลับคืนมาได้มากกว่านั้นอย่างแน่นอน” แม่สื่อพูดด้วยความโมโห ไม่คิดว่าจะมีคนใจกล้าหน้าด้านได้เท่านี้มาก่อนเลย เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ
“พวกเจ้ามีสิ่งใดขัดข้องหรือไม่” ท่าผู้เฒ่าจูพูดขึ้นพร้อมทั้งหันหน้าไปมองหลานทั้งสองคน
“ไม่ขัดข้องขอรับ หากแต่ข้าต้องการให้พวกเขาทั้งสองทำหนังสือตัดขาดจากภรรยาของข้า ต่อไปภายภาคหน้าจะได้ไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก" ซ่งเวยหลงไม่คิดเสียดายเงิน ให้เขายกเงินที่ได้มาทั้งหมดเลยก็ย่อมได้ หากมันจะแลกกับอิสรภาพและความสบายใจของภรรยา
“ดี เป็นความคิดที่ดี” ท่านลุงจูพูดขึ้นอย่างพอใจ เพราะหากหลานชายไม่พูด ตนก็คิดที่จะพูดแทนหลานทั้งสองคนอยู่แล้ว พวกเขายังเด็กไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนโตก็คงไม่แปลก
พ่อแม่มักจะเป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป เรียกร้องหาความกตัญญูจากลูก ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูดำดูดีเลี้ยงเขามาตามมีตามเกิด พอโตขึ้นกลับทวงถามบุญคุณ ทำให้เด็กมันรู้สึกอยากจะตอบแทนบุญคุณให้ได้เสียก่อนค่อยทวงถาม หากเด็กมันไม่เลวเกินคนมีหรือที่จะมองข้ามพ่อแม่ไปได้ แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องมั่นใจก่อนว่าตนนั้นทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่มาถามหาบุญคุณเช่นนี้
“ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นอันตกลง” ท่านผู้นำเอ่ยขึ้น จากนั้นก็หันไปถามสองสามีภรรยาบ้านเซี่ย “พวกเจ้ามีหมึกกับกระดาษหรือไม่ข้าจะเขียนหนังสือตัดขาดให้”
“ข้ามี” ท่านหมอหลังจากที่เงียบฟังอยู่นานก็เอ่ยขึ้น
เวลาไม่ถึง 1 เค่อ ท่านผู้นำก็เขียนหนังสือตัดขาดขึ้นมา 3 ฉบับ ให้ไว้บ้านละ 1 ฉบับ ส่วนอีก 1 ฉบับนั้นตนจะเป็นคนเก็บเอาไว้ พยานอาวุโสในครั้งก็คือท่านผู้เฒ่าจู แม่สื่อ ท่านหมอเหลียง ท่านผู้นำหมู่บ้าน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าสัญญาฉบับนี้เป็นอันสมบูรณ์
“แล้วไหนเงินของพวกข้าล่ะขอรับ” นายเซี่ยเอ่ยขึ้นหลังจากที่ประทับลายนิ้วมือลงไปในสัญญาทั้ง 3 ฉบับแล้วเรียบร้อย
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ ข้าต้องการให้ประทับลายนิ้วมือทั้งสองคนเลยเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น เพราะตอนนี้มีเพียงผู้เป็นพ่อเท่านั้นที่ประทับลายนิ้วมือลงไป
“ไม่เห็นจะต้องทำให้ยุ่งยาก สามีข้าประทับลายนิ้วมือแล้วก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น” นางเซี่ยพูดขึ้น เพราะไม่อยากจะประทับลายนิ้วมือ หากต่อไปมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นตนจะทำอย่างไร ที่พึ่งเดียวของตนในตอนนี้มีเพียงเซี่ยซูมี่เท่านั้น แม้ว่าจะออกมาเรียกร้องค่าเลี้ยงดู แต่ไม่เคยคิดจะทำหนังสือตัดขาดเสียหน่อย
“เช่นนั้นข้าก็ไม่จ่ายเงินเจ้าค่ะ เพราะถือว่าพวกท่านไม่ทำตามสัญญา” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“ได้อย่างไรกัน” นายเซี่ยลุกขึ้นโวยวาย จากนั้นก็ชี้หน้าด่าภรรยา “นางเฒ่า แกรีบๆ ประทับลายมือไปเลย จะลีลาไปไย ลูกแค่คนเดียว จะเสียดายอะไรนักหนา ได้เงินมาแล้วก็ไปไถ่ถอนซือมั่นกลับมา” นายเซี่ยพูดขึ้น หากจะเทียบกันแล้วเขารักลูกคนโตมากกว่า เนื่องจากว่านางไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเลย เป็นเด็กดี สุขภาพแข็งแรง ว่านอนสอนง่าย หน้าตาหรือก็สะสวย เรียกได้ว่างามล่มเมืองเสียด้วยซ้ำ สู้ไถ่ตัวออกมาแล้วส่งไปเป็นอนุของขุนนางสักคน ตนก็คงจะสบายมากกว่านี้อย่างแน่นอน
“ก็ได้ๆ ยุ่งยาก” นางเซี่ยตะคอกใส่หน้าของลูกสาว ใจคอจะตัดแม่ตัดลูกกันสิ้นเลยหรืออย่างไรกัน
“นี่เจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่ประทับลายนิ้วมือครบทั้ง 3 ฉบับแล้ว เซี่ยซูมี่ก็ยื่นถุงเงินให้แก่ท่านผู้นำ ซึ่งในถุงผ้านั้นมีเงินทั้งหมด 60 ตำลึง
ทางด้านท่านผู้นำเมื่อได้รับถุงผ้ามาแล้ว ก็เปิดออกเพื่อนับมันต่อหน้าทุกคน รวมไปถึงให้ชาวบ้านช่วยเป็นพยานในครั้งดีด้วย ทุกคนต่างตาโตเมื่อเห็นเงินตำลึงจำนวนมาก หมู่บ้านป่าหากินในป่าเขาจะมีเงินเก็บมากมายเพียงนี้ได้อย่างไรกัน จู่ๆ บ้านเซี่ยก็กลายเป็นเศรษฐีข้ามวัน ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
“60 ตำลึง” ท่านผู้นำนับจบ จากนั้นก็ยื่นถุงผ้าให้กับสองสามีภรรยาบ้านเซี่ย นางเซี่ยรับถุงผ้ามาด้วยมือที่สั่นเทา พร้อมทั้งยิ้มกว้างอย่างปิดอาการดีใจไม่มิด ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ครอบครองเงินมากมายถึงเพียงนี้
“ต่อไปนี้ข้าขอประกาศว่า เซี่ยซูมี่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเซี่ยอีก ห้ามแอบอ้างหรือทำให้ตระกูลเซี่ยเสียหายโดยเด็ดขาด และห้ามคนในตระกูลเซี่ยไปก่อเรื่อง หรือสร้างความวุ่นวายใจแก่บ้านซ่งอีก เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีเรื่องบุญคุณหรือความกตัญญูใดๆ ต่อกันอีกต่อไป” ท่านผู้นำประกาศเสียงดังฟังชัด ทำให้คนที่เงียบฟังอยู่นานอย่างเซี่ยซูมี่คล้ายถูกคลายปมในใจ รู้สึกราวกับว่าไม่มีอะไรติดค้างกันอีกต่อไป
“ข้าทำได้อยู่แล้ว” นายเซี่ยพูดขึ้น “พรุ่งนี้ไปบ้านเศรษฐีไปไถ่ตัวลูกสาวของเรามา” นายเซี่ยพูดขึ้นโดยไม่คิดว่าคนอื่นจะได้ยิน ถึงได้ยินก็ให้ได้ยินไปเถอะในเมื่อตัดขาดกันแล้วเหตุใดต้องใส่ใจอีก
ทางด้านเซี่ยซูมี่ได้ยินในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูดทุกคำ แต่หาได้เอามาใส่ใจไม่ จะไปไถ่ตัวใครมาก็แล้วแต่เถอะ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด ต่อไปนี้ก็ต่างคนต่างอยู่ ถือเสียว่าเซี่ยซูมี่คนนั้นได้ตายไปจากตระกูลเซี่ยจริงๆ แล้ว ต่อไปนี้ก็จะมีเพียงเซี่ยซูมี่คนใหม่เท่านั้น หากเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้าจะหาว่าตนใจร้ายไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะ
“กลับกันเถอะ” ท่านผู้เฒ่าจูพูดขึ้น ซ่งเวยหลงพยักหน้าจากนั้นก็ประคองท่านผู้เฒ่าเดินจากไป โดยมีเซี่ยซูมี่และท่านหมอเดินตามหลังมาติดๆ
เมื่อมาถึงที่บ้านของทั้งสองคน ซ่งเวยหลงก็เตรียมเกวียนเพื่อจะไปส่งท่านหมอ เซี่ยซูมี่ไม่ลืมที่จะให้ค่าเสียเวลาแก่ท่านหมอ รวมไปถึงตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตมาตั้งหลายครั้งหลายครา
“นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากซูมี่เจ้าค่ะ ขอท่านหมอโปรดรับไว้ ข้าซาบซึ้งใจในความเมตตาของท่านหมอยิ่งนัก” เซี่ยซูมี่ยื่นถุงผ้าให้กับท่านหมอ ในนั้นมีเงินอยู่ 10 ตำลึง จะมองว่ามากก็มาก มองว่าน้อยก็น้อย ถือว่าชดเชยให้กับที่ผ่านเขาเคยช่วยชีวิตร่างนี้เอาไว้
“ขอบใจนะ ข้าไปละ” ท่านหมอรับมาด้วยความเต็มใจ ไม่คิดที่จะเปิดดูเสียด้วยซ้ำ นึกเสียดายแทนสองผัวเมียบ้านเซี่ยที่ยอมตัดขาดจากลูกสาวเพียงเพราะเงินแค่ 60 ตำลึง เขามองเห็นถึงความมานะและพยายามของทั้งสอง เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
ระหว่างที่รอสามีกลับมาจากไปส่งท่านหมอในเมือง กว่าจะได้ออกจากหมู่บ้านก็เป็นยามโหย่วเข้าไปแล้ว และตอนนี้ก็เข้ายามซวี จนป่านนี้แล้วสามีก็ยังไม่กลับ เซี่ยซูมี่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังเก่า ตั้งใจว่าทำบุญขึ้นบ้านใหม่เสียก่อนถึงจะย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ นวดแป้งห่อเกี๊ยวรอสามี เพื่อกลับมากินมื้อเย็นด้วยกัน
“พี่กลับมาแล้ว” ซ่งเวยหลงเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ถอดเกวียนเทียมออกจากวัว ปล่อยพวกมันไปเข้าคอก ซึ่งตอนนี้ทั้งสองตัวดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? เอาข้าวโพดนี่ให้เจ้าสองตัวนั้นกินดีกว่าเจ้าค่ะ วันนี้พวกมันทำงานหนักสมควรได้รับรางวัล” เซี่ยซูมี่เดินไปหาสามีที่คอกวัว จากนั้นก็ยื่นข้าวโพดให้กับสามี นำไปให้วัวทั้งสองตัวกินเพื่อเป็นรางวัล
“ขอบใจน้องมาก” ซ่งเวยหลงรับมา แล้วยื่นให้วัวทั้งสองที่ยืนรอด้วยความดีใจที่จะได้กินอาหารรสเลิศ ข้าวโพดฝักอวบอิ่มแสนหวานที่คุ้นเคย
“เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ ขึ้นบ้านไปนั่งพักดื่มน้ำชาก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าทำเกี๊ยวเอาไว้รอแล้ว” เซี่ยซูมี่เช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตามกรอบหน้าให้สามี อากาศเย็นเพียงนี้เขายังมีเหงื่อซึมออกมา แสดงว่าคงจะเหนื่อยน่าดู
“เจ้าเองก็ขึ้นบ้านไปพักเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วพี่รู้” ซ่งเวยหลงกุมมือของภรรยาเอาไว้ จากนั้นก็เอามาแนบที่หน้าอกของตนเอง อยากให้นางรู้ว่าเขาจะอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะในยามทุกข์หรือสุข ไม่มีทางทอดทิ้งให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป