หลังจากที่ลั่วจียืนยันให้แล้วโหลวซิวเถียนก็ทำหน้าที่เจรจาและแจกแจงกฎของที่นี่อย่างแรกอำนาของพวกเขาจะไม่สามารถใช้กับที่นี่ได้ และห้ามไม่ให้พวกเขาทำการโจมตีหรือแย่งชิงมรดกที่ปรากฎขึ้นในโลกโกลาหล
และสุดท้ายพวกเขาสามารถอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่ที่ฝ่ายโหลวซิวเถียนกำหนดเอาไว้จนกว่าจะแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดร้ายต่อโลกโกลาหล
ในตอนแรกถันโจวแสดงความไม่พอใจเพราะมันไม่ต่างจากการเป็นนักโทษเลยแต่ว่าเมื่อเจอสายตาที่โหดเหี้ยมของเสี่ยวเฮ่ยถันโจวก็เงียบปากและยอมทำตาม
“พวกเรายินดีทำตามข้อตกลงทั้งหมดขอแค่มีที่พักและอาหารให้กับพวกเราก็พอ”เจ้าเมืองการค้ากล่าว
“ขอบคุณที่เข้าใจเพราะข้าสามารถช่วยพวกท่านได้แค่นี้จริงๆ”โหลวซิวเถียนกล่าว
“ข้าเข้าใจเพราะโลกกระบี่เป็นฝ่ายโจมตีพวกท่านก่อนแถมยังสร้างเรื่องเอาไว้เยอะจึงไม่แปลกที่พวกท่านจะไม่ไว้ใจพวกเราทันที”เจ้าเมืองยิ้ม
การที่ได้พักอยู่อาศัยและไม่ได้โดนบังคับให้ทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบก็ดีมากแล้วดีกว่าไปตายในโลกกระบี่
“ข้ามีเรื่องสงสัยนายน้อยที่พวกท่านพูดอย่าบอกนะว่าคือฉางเฟิง” หญิงสาวมองไปยังโหลวซิวเถียนและกล่าวขึ้น
“ท่านหญิงกล่าวถูกต้องแล้วเป็นฉางเฟิง”
“เขามีผู้ติดตามระดับพระเจ้าเลยงั้นเหรอเขาเป็นใครกันแน่”
“ข้าเองก็ไม่รู้นักแต่เขามีที่มาที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนเห็นว่าบิดามารดาของเขาเป็นระดับพระเจ้าทั้งคู่ส่วนความแข็งแกร่งข้ารู้เพียงว่าบิดาของเขาเป็นพระเจ้าสูงสุด”
“อะไรนะตัวตนแบบนั้นทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” หญิงสาวตกใจ
ส่วนถันโจวด้านหลังหน้าซีดจนแทบเป็นลมไปแล้วผู้ติดตามพากันถอนหายใจที่พวกเขาตัดสินใจถูกไม่ได้ลงมือต่อฉางเฟิงไม่งั้นต่อให้นายท่านของพวกเขาออกหน้าก็ช่วยอะไรไม่ได้
“คราวนี้รู้หรือยังว่าตนเองควรจะทำตัวอย่างไร”หญิงสาสได้สติหันไปกล่าวกับถันโจว
ถันโจวได้แต่ก้มหน้าคราวนี้เขาเจอตอของจริงแล้วสุดท้ายหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาก็ได้ไปอยู่ในพื้นที่ถูกจัดเตรียมไว้
ทางด้านฉางเฟิงในตอนนี้ฉางเฟิงได้มาถึงชั้นที่98 แล้ว ศัตรูที่ฉางเฟิงต่อสู้ด้วยคือหญิงวาวคนหนึ่งซึ่งนางคือผู้ดูแลชั้นที่ 98และนางยังเป็นคนที่ได้รับฉายาว่าจักรพรรดิมนุษย์ในยุคโบราณ
“น่าเสียดายจริงๆที่เจ้าไม่ได้เกิดในยุคเดียวกับข้าไม่งั้นข้าคงทำทุกวิถีทางทำให้เจ้ากลายเป็นของข้าไปแล้ว”ผู้ดูแลมองไปยังฉางเฟิงด้วยสายตาที่ตื่นเต้น
เพราะนางไม่เคยเจออัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมแบบฉางเฟิงมาก่อนพลังจิตมาถึงระดับเทพก่อนอายุ 100 ปี ส่วนความเร็วในการพัฒนาก็สูงมากในตอนนี้ฉางเฟิงมีพลังระดับเซียนขั้นที่5 แล้ว ซึ่งรางวัลของชั้นที่ 90 ขึ้นไปคือการยกระดับพลังบ่มเพาะได้โดยตรงขอแค่ศึกษาเต๋ามาเพียงพอ
“ข้าต้องสู้กับท่านใช่หรือไม่”ฉางเฟิงมองไปยังหญิงสาวด้วยสายตาจริงจังเพราะแรงกดดันของอีกฝ่ายนั้นทำให้ฉางเฟิงรับรู้ได้ถึงอันตราย
“ถูกต้องการทดสอบนี้ง่ายๆแค่เอาชนะข้าให้ได้” ผู้ดูแลกล่าว
“พูดว่าง่ายออกมาแบบนั้นได้สมกับเป็นจักรพรรดิมนุษย์จริงๆ”ฉางเฟิงอดที่จะยิ้มขมขื่นไม่ได้กว่าเขาจะขึ้นมาถึงชั้นนี้เขาต้องถูกผู้ดูแลพวกนี้อัดไปแล้วหลายครั้งต้องบาดเจ็บสาหัสไม่รู้กี่ครั้ง
“เอาละรีบๆทำให้จบดีกว่าเพราะไม่งั้นข้ายิ่งอยากจะได้เจ้ามาไว้ข้างกายมากขึ้น”ผู้ดูแลโบกมือกล่องไม้ปรากฏเมื่อนางตบมือออกไปกล่องไม้ก็เปิดออกทำให้กระบี่ทั้ง9 เล่มบินออกมา
“เก้ากระบี่”ฉางเฟิงขมวดคิ้ว
“ทักษะที่ข้าฝึกฝนคือกายาเก้ากระบี่เก้ากระบี่ของข้าถูกหลอมาจากพลังชีวิตของข้าเมื่อมันถูกทำลายข้าก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วยแต่ทันทีที่มันสังหารศัตรูมันจะดูดกลืนความแข็งแกร่งของศัตรูมาเสริมพลังให้กับข้าและตัวมันเอง”ผู้ดูแลกล่าว
“ฟังดูเหมือนจะอันตรายนิดๆนะ”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ต้องห่วงต้นกล้าอย่างเจ้าข้าไม่สังหารทิ้งหรอกเอาละรับมือ”ผู้ดูแลขยับมือ
กระบี่ทั้งเก่าพุ่งเข้าหาฉางเฟิงจากทุกทิศทางและความเร็วของกระบี่รวดเร็วมากจนฉางเฟิงมองตามแทบไม่ทัน
“ร่างจำแรงเซียนมาร”ฉางเฟิงปลดปล่อยร่างจำแรงเซียนมารและใช้หมัดทั้ง 6หมัดปัดป้องกระบี่บิน
“โอ้ร่างจำแรงเซียนมารของเจ้าไม่ธรรมดาเลยสามารถต้านทานคมกระบี่ของข้าได้ถูกเหมือนจะมาถึงขั้นที่3 แล้วสินะ ถ้างั้นข้าขอเพิ่มพลังอีกเล็กน้อยแล้วกัน”
สิ้นเสียงกระบี่ที่ถูกป้องกันไว้ก็เพิ่มความเร็วขึ้นแถมกลิ่นอายของเต๋ากระบี่ยังปรากฎทำให้ฉางเฟิงรับรู้ได้ถึงอันตรายถึงชีวิต
“ขืนเป็นแบบนี้ข้าสู้ไม่ไหวแน่”ฉางเฟิงตอนนี้แค่หลบการโจมตีก็เต็มกลืนแล้ว
ความสามารถของคนที่ได้รับสมยานามว่าจักรพรรดิมนุษย์ย่อมบ่งบอกว่าเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์ในตอนนั้นแล้วและเพราะแบบนั้นฉางเฟิงจึงต้องพบเจอกับความยากลำบากในการต่อสู้แต่ทุกครั้งที่ฉางเฟิงผ่านฉางเฟิงก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
“เป็นอะไรไปเจ้าทำได้แค่นี้งั้นเหรอแสดงพลังทั้งหมดออกมา”ผู้ดูแลกล่าว
“ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็คงต้องสู้ตรงๆแล้ว”ฉางเฟิงนำกระบี่ออกมาและกระตุ้นพลังในตัวกระบี่และโจมตีออกไป
“โอวถึงกับสลักค่ายกลไว้ในตัวกระบี่น่าสนใจแต่ว่ากระบี่เซียนของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป”
หนึ่งในกระบี่บินของผู้ดูแลพุ่งออกมาและตัดกระบี่ของฉางเฟิงจนหักทันที
“อะไรกัน!!!!”ฉางเฟิงตกใจเต๋ากระบี่ของคนตรงหน้าได้ไปถึงระดับที่ฉางเฟิงไม่อาจจะจินตราการแล้ว
“จบแล้วละหนุ่มน้อยน่าเสียดายนะเอาไว้เจ้าเก่งกว่านี้แล้วค่อยมาท้าทายข้า”ผู้ดูแลยิ้ม
“ข้าไม่ยอมหรอกข้าต้องชนะให้ได้” ฉางเฟิงนำอาวุธอื่นๆออกมาแต่พวกมันล้วนแต่เป็นอาวุธขั้นเซียนเพราะงั้นพวกมันจึงถูกทำลายทั้งหมด
แต่ในขณะที่ฉางเฟิงกำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่นั้นวิญญาณอีกเสี้ยวที่อยู่ในร่างหลักก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ฉางเฟิงกำลังเผชิญเช่นกัน
“วิ้ง!!!!!!!!”พริบตาของเหลวศักดิ์สิทธิ์และเนตรแห่งชีวิตพุ่งออกจากร่างหลักของฉางเฟิงพุ่งหายไปตรงไปยังทวีปชางหลาง
“หืมทำไมพวกมันถึงออกไปจากร่างของนายน้อย” เสี่ยวเฮ่ยตกใจ
“ทิศทางนั้นมันทิศทางที่ฉางเฟิงอยู่”เจี้ยนอี้กล่าว
“หรือว่ามันสัมผัสได้ว่านายน้อยกำลังต้องการพวกมันพวกมันจึงเดินทางไปหานายน้อยด้วยตัวเอง” เสี่ยวจินกล่าว
“จริงด้วยฉางเฟิงในตอนนี้ไม่มีอะไรติดตัวเลยแม้แต่อาวุธ” มู่เฟยเสวี่ยพึ่งนึกได้
“ดูเหมือนว่าหอคอยแห่งการทดสอบนั่นจะทำให้นายน้อยต้องกดดันถึงขนาดเรียกหาพวกมัน”เสี่ยวจินหรี่ตาลง
ไม่นานบนทวีปชางหลางลำแสงสองสายพุ่งผ่านท้องฟ้าและพุ่งเข้าสู่หอคอยแห่งการทดสอบหลายคนที่เห็นถึงกับตกใจเพราะลำแสงสองสายนี้เร็วมากจนพวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร